Slippage: ภัยร้ายที่นักเทรด Forex ต้องรู้!
เคยไหม? กด Buy แล้วราคาดันไปเข้าอีกราคาหนึ่ง สูงกว่าที่ตั้งใจไว้ซะงั้น! หรือ Sell ไปแล้ว ราคากลับไปเข้าที่ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอีก! นี่แหละครับท่านผู้ชม…ที่เขาเรียกว่า “Slippage” หรือ “ราคาเลื่อน” ในภาษาบ้านๆ ของเรา มันคือปรากฏการณ์ที่ราคา Execution จริง ไม่ตรงกับราคาที่เราคลิกสั่งซื้อขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเทรด Forex ทุกคนต้องเจอ ไม่ช้าก็เร็ว
- Slippage: ภัยร้ายที่นักเทรด Forex ต้องรู้!
- พื้นฐานความรู้เรื่อง Slippage ที่ควรรู้
- วิธีใช้งานจริง: ลดความเสี่ยง Slippage
- เทคนิคขั้นสูงเพื่อลดผลกระทบจาก Slippage
- เปรียบเทียบผลกระทบของ Slippage ในสถานการณ์ต่างๆ
- ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Slippage
- ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง
- เครื่องมือแนะนำเพื่อลดผลกระทบจาก Slippage
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Slippage
- สรุป
- Slippage คืออะไร วิธีป้องกันราคาเลื่อน
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ
- Slippage: ภัยร้ายที่นักเทรดต้องรู้ทัน
- Case Study: Slippage กับ Gold ช่วงข่าว Non-Farm Payroll
- วิธีป้องกันและรับมือกับ Slippage
- FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Slippage
Slippage ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ! ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) ด้วย Lot 0.1 แล้วเกิด Slippage ไป 5 Pips (0.5 จุด) นั่นหมายความว่าคุณอาจจะกำไรน้อยลง $50 หรือขาดทุนเพิ่มขึ้น $50 เลยทีเดียว! ตัวเลขนี้อาจจะดูไม่เยอะ แต่ถ้าคุณเทรด Lot ใหญ่ขึ้น หรือเทรดบ่อยๆ Slippage นี่แหละที่จะกัดกินกำไรของคุณไปเรื่อยๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว
จากสถิติที่ผมเก็บมาตลอด 20 ปีในการเทรด Forex และ Gold พบว่า นักเทรดมือใหม่ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามเรื่อง Slippage ไปอย่างน่าเสียดาย พวกเขามักจะโฟกัสไปที่การหา Indicator เทพๆ หรือระบบเทรดที่แม่นยำ 100% แต่กลับละเลยปัจจัยสำคัญอย่าง Slippage ที่ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเทรดโดยตรง ผมเคยเจอเคสที่น่าสงสารมาก น้องคนหนึ่งเทรดทองคำตามระบบที่เขา Backtest มาอย่างดี ปรากฏว่าพอเทรดจริงกลับขาดทุนยับเยิน! พอมาตรวจสอบดูก็พบว่าสาเหตุหลักมาจาก Slippage ที่เกิดขึ้นบ่อยมากในช่วงข่าวออก
Slippage ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักเทรดมือใหม่เท่านั้นนะครับ! แม้แต่นักเทรดที่มีประสบการณ์อย่างผมก็ยังต้องเจอกับ Slippage อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือในช่วงที่มีข่าวสำคัญๆ ออกมา ตัวอย่างเช่น ตอนที่ FED ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเมื่อปีที่แล้ว (2023) ผมเทรด EURUSD แล้วเจอ Slippage ไปเกือบ 10 Pips! นั่นทำให้ผมพลาดโอกาสทำกำไรไปพอสมควรเลย
ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่อง Slippage และรู้วิธีป้องกันหรือลดผลกระทบของมัน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเทรด Forex ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพก็ตาม ในบทความนี้ ผมจะมาเจาะลึกเรื่อง Slippage แบบละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ ไปจนถึงวิธีการป้องกันและใช้งานจริง พร้อมตัวอย่าง Case Study ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและรับมือกับ Slippage ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
พื้นฐานความรู้เรื่อง Slippage ที่ควรรู้
Slippage คืออะไร? ทำไมถึงเกิดขึ้น?
Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขาย กับราคาที่คุณได้ Execution จริง หรือพูดง่ายๆ คือ ราคาที่คุณคลิก กับราคาที่คุณได้จริงๆ ไม่ตรงกัน! ปรากฏการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง เช่น ช่วงที่มีข่าวสำคัญๆ ออกมา หรือในช่วงที่ตลาดเปิดทำการใหม่ๆ หลังจากวันหยุดสุดสัปดาห์ สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิด Slippage มีอยู่หลายประการครับ
ประการแรก คือ ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย ในตลาด Forex ราคาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ! ถ้าคำสั่งซื้อขายของคุณถูกส่งไปยัง Broker ช้ากว่าคนอื่น แม้เพียงเสี้ยววินาที ก็อาจจะทำให้ราคาที่คุณต้องการซื้อขาย เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้ ลองนึกภาพว่ามีคนรุมแย่งซื้อของชิ้นเดียวกัน ใครเร็วกว่าก็ได้ไป! หลักการเดียวกันเลยครับ
ประการที่สอง คือ สภาพคล่องของตลาด (Liquidity) ถ้าในขณะที่คุณต้องการซื้อขาย มีคนต้องการซื้อขายในราคาเดียวกันกับคุณน้อย นั่นหมายความว่าสภาพคล่องของตลาดในตอนนั้นต่ำ Broker อาจจะไม่สามารถหาคู่ซื้อขาย (Counterparty) ที่ราคาที่คุณต้องการได้ทันที ทำให้ต้องไปจับคู่กับราคาที่ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งอาจจะทำให้เกิด Slippage ขึ้น
ประการสุดท้าย คือ ประเภทของคำสั่งซื้อขาย (Order Type) คำสั่งซื้อขายแต่ละประเภทมีความไวต่อ Slippage ที่แตกต่างกัน คำสั่ง Market Order มีโอกาสเกิด Slippage มากกว่าคำสั่ง Limit Order เพราะ Market Order จะทำการซื้อขายในราคาที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้น โดยไม่สนใจว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ในขณะที่ Limit Order จะทำการซื้อขายเฉพาะในราคาที่คุณกำหนดไว้เท่านั้น ถ้าไม่มีราคาที่คุณต้องการ ก็จะไม่ทำการซื้อขาย
ผมเคยเจอเคสที่น่าสนใจ ตอนที่เทรด GBPJPY ในช่วง Brexit Vote เมื่อปี 2016 ราคามันเหวี่ยงแรงมาก! ผมตั้ง Limit Order ไว้ที่ราคาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าราคาไม่เคยลงมาถึง Limit Order ของผมเลย ทำให้ Order ไม่ถูก Execution และผมก็พลาดโอกาสทำกำไรไปอย่างน่าเสียดาย เหตุการณ์นี้สอนให้ผมรู้ว่า บางครั้งการใช้ Limit Order ก็ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เกิด Slippage เสมอไป
ประเภทของ Slippage: Positive vs. Negative
Slippage ไม่ได้มีแต่ด้านร้ายเสมอไปนะครับ! จริงๆ แล้ว Slippage สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ Positive Slippage และ Negative Slippage ขึ้นอยู่กับว่าราคา Execution จริง ดีกว่าหรือแย่กว่าราคาที่คุณต้องการ
Negative Slippage คือ Slippage ที่ทำให้คุณได้ราคาที่ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น คุณตั้ง Buy ที่ราคา 1.1000 แต่ราคา Execution จริงคือ 1.1005 นั่นหมายความว่าคุณต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น 5 Pips หรือคุณตั้ง Sell ที่ราคา 1.1000 แต่ราคา Execution จริงคือ 1.0995 นั่นหมายความว่าคุณต้องขายในราคาที่ถูกลง 5 Pips Negative Slippage เป็นสิ่งที่นักเทรดส่วนใหญ่ไม่ชอบ เพราะมันทำให้กำไรลดลง หรือขาดทุนเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน Positive Slippage คือ Slippage ที่ทำให้คุณได้ราคาที่ดีกว่าที่ควรจะเป็น เช่น คุณตั้ง Buy ที่ราคา 1.1000 แต่ราคา Execution จริงคือ 1.0995 นั่นหมายความว่าคุณได้ซื้อในราคาที่ถูกลง 5 Pips หรือคุณตั้ง Sell ที่ราคา 1.1000 แต่ราคา Execution จริงคือ 1.1005 นั่นหมายความว่าคุณได้ขายในราคาที่แพงขึ้น 5 Pips Positive Slippage เป็นสิ่งที่นักเทรดทุกคนปรารถนา เพราะมันทำให้กำไรเพิ่มขึ้น หรือขาดทุนลดลง
อย่างไรก็ตาม Positive Slippage ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงมากๆ และมี Order จำนวนมากรอ Execution อยู่ในราคาที่ใกล้เคียงกัน ผมเคยเจอ Positive Slippage ตอนที่เทรดข่าว Non-Farm Payroll เมื่อหลายปีก่อน ผมตั้ง Sell Limit ไว้ที่ราคาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าราคา Execution จริงดีกว่าราคาที่ผมตั้งไว้ถึง 3 Pips! ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก เพราะกำไรเพิ่มขึ้นแบบไม่คาดฝัน
แม้ว่า Positive Slippage จะเป็นเรื่องดี แต่ก็อย่าไปคาดหวังมากจนเกินไปนะครับ! เพราะส่วนใหญ่เรามักจะเจอกับ Negative Slippage มากกว่า ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การหาวิธีป้องกันหรือลดผลกระทบของ Negative Slippage ให้ได้มากที่สุด
ปัจจัยที่มีผลต่อ Slippage: Volatility, Liquidity, Broker Type
มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด Slippage ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักเทรด Forex ควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถวางแผนการเทรดและรับมือกับ Slippage ได้อย่างเหมาะสม
Volatility (ความผันผวนของตลาด) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มีผลต่อ Slippage ยิ่งตลาดมีความผันผวนมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิด Slippage ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก ช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง เช่น ช่วงที่มีข่าวสำคัญๆ ออกมา หรือช่วงที่ตลาดเปิดทำการใหม่ๆ เป็นช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการเทรด หรือถ้าจำเป็นต้องเทรด ก็ควรลดขนาด Lot Size ลง เพื่อลดความเสี่ยง
Liquidity (สภาพคล่องของตลาด) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อ Slippage ยิ่งตลาดมีสภาพคล่องสูงเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิด Slippage ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก ทำให้ Broker สามารถจับคู่ Order ได้ง่ายขึ้น คู่เงินหลัก (Major Currency Pairs) เช่น EURUSD, GBPUSD, USDJPY มักจะมีสภาพคล่องสูงกว่าคู่เงินรอง (Minor Currency Pairs) และคู่เงิน Exotic ดังนั้น การเทรดคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูง จะช่วยลดโอกาสในการเกิด Slippage ได้
Broker Type (ประเภทของ Broker) ก็มีผลต่อ Slippage ด้วยเช่นกัน Broker แต่ละประเภทมีวิธีการ Execution Order ที่แตกต่างกัน Broker ที่ใช้ Dealing Desk (Market Maker) มักจะมี Slippage มากกว่า Broker ที่ใช้ Straight Through Processing (STP) หรือ Electronic Communication Network (ECN) เพราะ Broker ที่ใช้ Dealing Desk จะเป็นคนกลางในการจับคู่ Order ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความล่าช้าและ Slippage ได้ ในขณะที่ Broker ที่ใช้ STP หรือ ECN จะส่ง Order ของคุณไปยังตลาดโดยตรง ทำให้ Execution เร็วขึ้นและ Slippage น้อยลง
ผมเคยลองเปรียบเทียบ Slippage ระหว่าง Broker ที่เป็น Market Maker กับ Broker ที่เป็น ECN ปรากฏว่า Broker ที่เป็น ECN มี Slippage น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนที่ Sensitive กับเรื่อง Slippage ผมแนะนำให้เลือก Broker ที่เป็น ECN ครับ
วิธีใช้งานจริง: ลดความเสี่ยง Slippage
ตารางเปรียบเทียบ Order Type กับ Slippage
| Order Type | โอกาสเกิด Slippage | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| Market Order | สูง | Execution ทันที | Slippage สูง |
| Limit Order | ต่ำ (ถ้าถึงราคา) | ควบคุมราคาได้ | อาจไม่ถูก Execution |
| Stop Order | ปานกลางถึงสูง | ใช้ Breakout/Breakdown | Slippage ช่วง Breakout |
| Guaranteed Stop Loss Order | ไม่มี (การันตี) | SL การันตี ไม่เลื่อน | มีค่าธรรมเนียม |
คำแนะนำจากประสบการณ์ตรง
“Slippage เป็นเหมือนเงาตามตัวนักเทรด Forex แต่เราสามารถฝึกที่จะเดินให้ห่างจากเงาได้ โดยการเลือก Broker ที่ดี, ใช้ Order Type ให้เหมาะสม, และเทรดในเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง ที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด อย่า Overtrade และอย่าโลภ!”
ตัวอย่างการเทรดจริง พร้อม SL/TP
สมมติว่าคุณต้องการเทรด EURUSD โดยใช้บัญชีที่มี Leverage 1:100 และคุณวิเคราะห์แล้วว่ากราฟกำลังจะ Breakout ขึ้น คุณจึงตัดสินใจที่จะ Buy EURUSD ที่ราคา 1.1000 โดยมี Stop Loss (SL) ที่ 1.0990 (10 Pips) และ Take Profit (TP) ที่ 1.1020 (20 Pips)
ถ้าคุณใช้ Market Order ในการ Buy EURUSD สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้คือ ราคา Execution จริง อาจจะไม่ใช่ 1.1000 เป๊ะๆ อาจจะเลื่อนไปเป็น 1.1002 หรือ 1.0998 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของตลาดในขณะนั้น ถ้าคุณใช้ Lot Size 0.10 (Standard Account) Slippage 2 Pips จะทำให้คุณกำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้น/ลดลง $20
เพื่อลดความเสี่ยงจาก Slippage คุณสามารถใช้ Limit Order แทนได้ โดยตั้ง Buy Limit ที่ราคา 1.1000 แต่ข้อเสียคือ Order ของคุณอาจจะไม่ถูก Execution ถ้ากราฟไม่วิ่งลงมาถึงราคาที่คุณตั้งไว้ หรือคุณอาจจะใช้ Stop Order เพื่อดักรอ Breakout โดยตั้ง Buy Stop ที่ราคา 1.1005 แต่ข้อเสียคือ คุณอาจจะเจอกับ Slippage ในช่วงที่กราฟ Breakout แรงๆ
อีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ Guaranteed Stop Loss Order (GSLO) ซึ่งเป็น Order ประเภทพิเศษที่ Broker การันตีว่า SL ของคุณจะไม่เลื่อนไปจากราคาที่คุณตั้งไว้ แม้ว่าตลาดจะมีความผันผวนสูงมากก็ตาม แต่ GSLO มักจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งคุณต้องพิจารณาว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ลดลงหรือไม่
สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการใดในการป้องกัน Slippage คุณควรที่จะกำหนด Lot Size ให้เหมาะสมกับเงินทุนของคุณ และตั้ง Stop Loss เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป จำไว้เสมอว่า การเทรด Forex มีความเสี่ยง และไม่มีระบบเทรดใดที่สามารถรับประกันผลกำไรได้ 100%
เทคนิคขั้นสูงเพื่อลดผลกระทบจาก Slippage
เมื่อเราเข้าใจ Slippage มากขึ้นแล้ว คราวนี้มาดูเทคนิคขั้นสูงที่จะช่วยลดผลกระทบจากมันกันดีกว่าครับ เทคนิคเหล่านี้อาจจะไม่ได้กำจัด Slippage ไปได้ทั้งหมด แต่จะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเทรดได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งแต่ละเทคนิคก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเองนะ
การใช้ Limit Order อย่างชาญฉลาด
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการใช้ Market Order เพื่อเข้าเทรดอย่างรวดเร็ว แต่ในสถานการณ์ที่ตลาดผันผวน การใช้ Limit Order อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ Limit Order จะช่วยให้เรากำหนดราคาที่เราต้องการเข้าซื้อหรือขายได้อย่างแม่นยำ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้เข้าเทรดทันที แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงจาก Slippage ได้มากเลยทีเดียว
ลองคิดดูนะ สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วว่าราคา XAUUSD จะต้องเด้งขึ้นที่ 2350 แน่นอน เราก็ตั้ง Limit Order ซื้อ (Buy Limit) ไว้ที่ 2350 เลยครับ ถ้าตลาดวิ่งลงมาถึง 2350 ออเดอร์เราก็จะถูกเปิดโดยอัตโนมัติในราคาที่เราต้องการ (หรืออาจจะมี Slippage บ้างเล็กน้อย) แต่ถ้าตลาดไม่ลงมาถึง เราก็แค่ยกเลิกออเดอร์ไป ไม่ต้องเสียอะไร
แต่ข้อเสียของการใช้ Limit Order ก็คือ อาจจะพลาดโอกาสในการเทรดได้ ถ้าตลาดวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ แต่ไม่ลงมาถึงราคาที่เราตั้งไว้ก่อน ดังนั้น การเลือกใช้ Limit Order จึงต้องพิจารณาถึงความผันผวนของตลาดและโอกาสในการเกิด Slippage ควบคู่ไปด้วย
การเลือกโบรกเกอร์ ECN/STP ที่มีสภาพคล่องสูง
โบรกเกอร์ ECN (Electronic Communication Network) และ STP (Straight Through Processing) จะส่งคำสั่งซื้อขายของเราไปยังตลาดโดยตรง ทำให้เราสามารถเข้าถึงราคาที่ดีที่สุดและสภาพคล่องที่สูงกว่าโบรกเกอร์ประเภท Dealing Desk ครับ สภาพคล่องที่สูงจะช่วยลดโอกาสในการเกิด Slippage ได้ เพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในตลาด
ผมเคยเจอตอนปี 2018 ที่เทรดกับโบรกเกอร์ Dealing Desk แล้วเจอปัญหา Slippage บ่อยมาก โดยเฉพาะในช่วงข่าวออก ราคาจะวิ่งเร็วมาก แล้วออเดอร์ผมมักจะเปิดในราคาที่ไม่ดีเสมอ หลังจากนั้นผมก็เปลี่ยนมาใช้โบรกเกอร์ ECN/STP ชีวิตก็ดีขึ้นเยอะเลยครับ Slippage น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็ต้องระวังนะครับ โบรกเกอร์ ECN/STP บางแห่งอาจจะเก็บค่าคอมมิชชั่นที่สูงกว่าโบรกเกอร์ Dealing Desk ดังนั้น เราต้องเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและบริการของแต่ละโบรกเกอร์ให้ดีก่อนตัดสินใจเลือก
การใช้เครื่องมือป้องกัน Slippage (Slippage Control)
โบรกเกอร์บางแห่งจะมีเครื่องมือป้องกัน Slippage ให้เราใช้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถกำหนดค่า Slippage ที่เรายอมรับได้ เช่น ถ้าเราตั้งค่า Slippage ไว้ที่ 3 pips หมายความว่า ถ้าออเดอร์ของเราถูกเปิดในราคาที่แย่กว่าราคาที่เราต้องการมากกว่า 3 pips ออเดอร์นั้นก็จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ
เครื่องมือนี้มีประโยชน์มากในช่วงที่ตลาดผันผวน เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ออเดอร์ของเราถูกเปิดในราคาที่ไม่ดีจนเกินไป แต่ก็ต้องระวังนะครับ ถ้าเราตั้งค่า Slippage ไว้ต่ำเกินไป ออเดอร์ของเราอาจจะไม่ถูกเปิดเลยก็ได้ ถ้าตลาดวิ่งเร็วมาก
ยกตัวอย่างเช่น ผมเทรด EURUSD lot 0.5 ที่ราคา 1.0850 ตั้ง Slippage Control ไว้ที่ 2 pips ถ้าเกิด Slippage เกิน 2 pips (เช่น ราคาไปเปิดที่ 1.0848) ออเดอร์นี้ก็จะถูกยกเลิกทันที ช่วยป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจาก Slippage ที่มากเกินไปได้
การเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง
ช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงที่สุดคือช่วงที่ตลาดลอนดอนและตลาดนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน (ประมาณ 14:00 – 17:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ในช่วงเวลานี้จะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในตลาด ทำให้โอกาสในการเกิด Slippage น้อยลงครับ
สมัยก่อนผมก็เคยพลาด ตอนเทรดช่วงตลาดเอเชีย (เช้าๆ) แล้วเจอปัญหา Slippage บ่อยมาก เพราะช่วงนั้นสภาพคล่องมันน้อย พอเปลี่ยนมาเทรดช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ชีวิตก็ดีขึ้นเยอะเลยครับ
แต่ก็ต้องระวังนะครับ ช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนมากที่สุดเช่นกัน ดังนั้น เราต้องมีแผนการเทรดที่ดีและมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
เปรียบเทียบผลกระทบของ Slippage ในสถานการณ์ต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาลองเปรียบเทียบผลกระทบของ Slippage ในสถานการณ์ต่างๆ กันดูครับ โดยจะเปรียบเทียบระหว่างการใช้ Market Order กับ Limit Order และเปรียบเทียบระหว่างโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงกับโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องต่ำ
| สถานการณ์ | ประเภทคำสั่ง | สภาพคล่อง | Slippage (โดยเฉลี่ย) | ผลกระทบต่อกำไร/ขาดทุน |
|---|---|---|---|---|
| ข่าวสำคัญ (Non-Farm Payroll) | Market Order | สูง | 5-10 pips | ลดกำไร/เพิ่มขาดทุน $50-$100 (lot 1.0) |
| ข่าวสำคัญ (Non-Farm Payroll) | Limit Order | สูง | 0-3 pips | ลดกำไร/เพิ่มขาดทุน $0-$30 (lot 1.0) |
| ช่วงตลาดปกติ | Market Order | สูง | 1-2 pips | ลดกำไร/เพิ่มขาดทุน $10-$20 (lot 1.0) |
| ช่วงตลาดปกติ | Limit Order | สูง | 0 pips | ไม่มีผลกระทบ |
| ช่วงตลาดเอเชีย | Market Order | ต่ำ | 3-5 pips | ลดกำไร/เพิ่มขาดทุน $30-$50 (lot 1.0) |
| ช่วงตลาดเอเชีย | Limit Order | ต่ำ | 1-3 pips | ลดกำไร/เพิ่มขาดทุน $10-$30 (lot 1.0) |
จากตารางจะเห็นได้ว่า การใช้ Limit Order และการเทรดในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง จะช่วยลดผลกระทบจาก Slippage ได้อย่างชัดเจน แต่ก็ต้องพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละสถานการณ์ด้วยนะครับ
| โบรกเกอร์ | ประเภท | ค่าคอมมิชชั่น | Slippage (โดยเฉลี่ย) | Execution Speed |
|---|---|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | Dealing Desk | ต่ำ | 3-5 pips | ปานกลาง |
| โบรกเกอร์ B | ECN/STP | สูง | 1-2 pips | เร็ว |
| โบรกเกอร์ C | ECN/STP | ปานกลาง | 1-3 pips | เร็ว |
ตารางนี้เปรียบเทียบโบรกเกอร์ 3 แห่งที่มีประเภทและค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์ ECN/STP มักจะมี Slippage ที่ต่ำกว่าและ Execution Speed ที่เร็วกว่า แต่ก็ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่สูงกว่า ดังนั้น เราต้องเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและความต้องการของเรา
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Slippage
Slippage เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเทรด Forex แต่เราสามารถลดผลกระทบจากมันได้ด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังบางอย่างที่เราต้องจำไว้เสมอครับ
คำเตือน: อย่าเชื่อว่าโบรกเกอร์ใดจะสามารถกำจัด Slippage ได้ 100% เพราะ Slippage เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของตลาด Forex การันตีว่าไม่มี Slippage เลย คือ “โกหก”
- อย่าเทรดในช่วงข่าวออก: ช่วงข่าวออกเป็นช่วงที่ตลาดผันผวนมากที่สุด และมีโอกาสเกิด Slippage สูงมาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงนี้จะดีกว่า
- ตรวจสอบ Execution Speed ของโบรกเกอร์: Execution Speed ที่ช้าจะทำให้เราพลาดโอกาสในการเข้าเทรดในราคาที่ดี และเพิ่มโอกาสในการเกิด Slippage
- ใช้ Stop Loss อย่างเคร่งครัด: Stop Loss จะช่วยป้องกันไม่ให้เราขาดทุนมากเกินไป แม้ว่าจะมี Slippage เกิดขึ้นก็ตาม
- อย่า Overtrade: การเทรดมากเกินไปจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย และเพิ่มโอกาสในการเกิด Slippage
- เรียนรู้และปรับปรุงอยู่เสมอ: ตลาด Forex เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องเรียนรู้และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเราอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับ Slippage ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง
ผมมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ Slippage มาเล่าให้ฟังครับ เมื่อประมาณปี 2020 ผมเทรด GBPUSD ในช่วงที่ Brexit กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง วันนั้นมีข่าวสำคัญเกี่ยวกับ Brexit ออกมา ผมตัดสินใจเปิด Market Order ขาย (Sell) ที่ราคา 1.3000 โดยหวังว่าราคาจะร่วงลงอย่างรวดเร็ว
แต่ปรากฏว่าหลังจากข่าวออกมา ราคาไม่ได้ร่วงลงทันที กลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ Order ของผมถูกเปิดที่ราคา 1.3015 ซึ่งแย่กว่าราคาที่ผมต้องการถึง 15 pips ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะ Slippage มันเยอะกว่าที่ผมคาดไว้
โชคดีที่ผมตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.3030 ทำให้ผมขาดทุนเพียง 30 pips (รวม Slippage) หรือประมาณ $300 (ถ้าเทรด lot 1.0) ถ้าผมไม่ได้ตั้ง Stop Loss ไว้ ผมอาจจะขาดทุนมากกว่านี้ก็ได้
จากเหตุการณ์นั้น ผมได้เรียนรู้ว่า Slippage เป็นสิ่งที่ต้องระวังเสมอ และการตั้ง Stop Loss เป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ ผมยังได้เรียนรู้ว่าการเทรดในช่วงข่าวออกมีความเสี่ยงสูง และควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
อีกเคสหนึ่ง ผมเคยเทรด XAUUSD โดยใช้ Limit Order ซื้อ (Buy Limit) ที่ราคา 1850 ในช่วงที่ตลาดผันผวน ผมตั้ง Slippage Control ไว้ที่ 2 pips ปรากฏว่าราคาลงมาแตะ 1850 พอดี แต่ออเดอร์ของผมไม่ถูกเปิด เพราะเกิด Slippage เกิน 2 pips (ราคาจริงๆ ที่ตลาดเสนอคือ 1847) ตอนนั้นผมเสียดายมาก เพราะหลังจากนั้นราคาก็พุ่งขึ้นไปจริงๆ
จากเหตุการณ์นี้ ผมได้เรียนรู้ว่าการตั้ง Slippage Control ก็มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสในการเทรดได้ ดังนั้น เราต้องพิจารณาถึงความผันผวนของตลาดและโอกาสในการเกิด Slippage ก่อนที่จะตัดสินใจตั้งค่า Slippage Control
เครื่องมือแนะนำเพื่อลดผลกระทบจาก Slippage
การเทรด Forex หรือ Gold นั้น สิ่งที่นักเทรดทุกคนต้องเจอคือความผันผวนของราคา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ Slippage หรือ “ราคาเลื่อน” ที่อาจทำให้เราไม่ได้ราคาที่ต้องการ และส่งผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนในการเทรด วันนี้ผมจะมาแนะนำเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยลดผลกระทบจาก Slippage ครับ ตรงนี้สำคัญมากนะ!
เลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution ที่ดี
ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยครับ การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution ที่ดี หรือมีความสามารถในการจับคู่คำสั่งซื้อขายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จะช่วยลดโอกาสเกิด Slippage ได้มาก โบรกเกอร์ ECN (Electronic Communication Network) มักจะมี Execution ที่ดีกว่าโบรกเกอร์แบบ Market Maker เพราะ ECN จะส่งคำสั่งซื้อขายของเราไปยังตลาดโดยตรง โดยไม่มีการแทรกแซงจากโบรกเกอร์
โบรกเกอร์ ECN จะมีสภาพคล่องสูงกว่า ทำให้คำสั่งซื้อขายถูกจับคู่ได้ง่ายขึ้น และมี Slippage น้อยกว่า ลองคิดดูนะ ถ้าโบรกเกอร์ที่เราใช้มีสภาพคล่องต่ำ เวลาเราส่งคำสั่งซื้อขายไป อาจจะไม่มีคนอยากซื้อหรือขายในราคาที่เราต้องการ ทำให้คำสั่งซื้อขายของเราค้างอยู่ หรือถูกจับคู่ในราคาที่ไม่ดีเท่าที่ควร
ก่อนเลือกโบรกเกอร์ ลองศึกษาข้อมูลและรีวิวจากนักเทรดคนอื่นๆ ดูนะครับ ว่าโบรกเกอร์นั้นมีชื่อเสียงในเรื่อง Execution หรือไม่ นอกจากนี้ ลองทดสอบ Execution ของโบรกเกอร์ด้วยตัวเอง โดยการเปิดบัญชี Demo และลองส่งคำสั่งซื้อขายในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง เช่น ช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ ออกมา เพื่อดูว่าโบรกเกอร์สามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายของเราได้รวดเร็วและแม่นยำแค่ไหน
ใช้ Limit Order แทน Market Order ในบางสถานการณ์
Limit Order คือคำสั่งซื้อขายที่เรากำหนดราคาที่ต้องการเอง ถ้าเราใช้ Limit Order เราจะมั่นใจได้ว่าเราจะได้ราคาที่เราต้องการ หรือได้ราคาที่ดีกว่า แต่ถ้าไม่มีใครอยากซื้อหรือขายในราคาที่เราต้องการ คำสั่งซื้อขายของเราก็จะไม่ถูกจับคู่ ข้อดีของ Limit Order คือเราสามารถควบคุมราคาที่เราต้องการได้ แต่ข้อเสียคืออาจจะไม่ได้เข้าเทรดถ้าตลาดไม่มาถึงราคาที่เราต้องการ
Market Order คือคำสั่งซื้อขายที่เราต้องการเข้าเทรดทันที โดยไม่สนใจราคา ข้อดีของ Market Order คือเราสามารถเข้าเทรดได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคืออาจจะไม่ได้ราคาที่ดีที่สุด และอาจจะเจอ Slippage ได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง
ดังนั้น การเลือกใช้ Limit Order หรือ Market Order ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความต้องการของเรา ถ้าเราต้องการเข้าเทรดทันที และไม่กังวลเรื่อง Slippage มากนัก เราสามารถใช้ Market Order ได้ แต่ถ้าเราต้องการควบคุมราคาที่เราต้องการ และไม่รีบร้อนที่จะเข้าเทรด เราควรใช้ Limit Order ครับ
ตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างเหมาะสม
การตั้ง Stop Loss และ Take Profit เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex และ Gold นอกจากนี้ การตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างเหมาะสม ยังช่วยลดผลกระทบจาก Slippage ได้อีกด้วย ลองคิดดูนะ ถ้าเราตั้ง Stop Loss ใกล้กับราคาปัจจุบันมากเกินไป เวลาที่ราคาผันผวน อาจจะทำให้ Stop Loss ของเราถูกเกี่ยวไปก่อน แล้วราคาก็กลับมาในทิศทางที่เราต้องการ ทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไร
ในทางกลับกัน ถ้าเราตั้ง Stop Loss ไกลจากราคาปัจจุบันมากเกินไป เวลาที่ราคาผิดทาง อาจจะทำให้เราขาดทุนมากเกินไป ดังนั้น เราต้องตั้ง Stop Loss ให้เหมาะสมกับความผันผวนของราคา และความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
ส่วน Take Profit ก็เช่นกัน ถ้าเราตั้ง Take Profit ใกล้กับราคาปัจจุบันมากเกินไป อาจจะทำให้เราได้กำไรน้อยเกินไป แต่ถ้าเราตั้ง Take Profit ไกลจากราคาปัจจุบันมากเกินไป อาจจะทำให้ราคาไม่ไปถึง Take Profit ของเรา และเราพลาดโอกาสในการทำกำไร ดังนั้น เราต้องตั้ง Take Profit ให้เหมาะสมกับเป้าหมายกำไรของเรา และความน่าจะเป็นที่ราคาจะไปถึง Take Profit ของเรา
หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
ช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ ออกมา จะเป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงมาก และมีโอกาสเกิด Slippage ได้ง่าย เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีคำสั่งซื้อขายจำนวนมากเข้ามาในตลาด ทำให้สภาพคล่องลดลง และราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
ผมเคยเจอตอนปี 2019 ตอนนั้นมีข่าวสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนออกมา ราคาทองคำผันผวนอย่างรุนแรง ผมพลาดไปเทรดในช่วงเวลานั้น ทำให้เจอ Slippage เยอะมาก ขาดทุนไปหลายพันดอลลาร์ หลังจากนั้น ผมก็เข็ดกับการเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ เลยครับ
ดังนั้น ถ้าเราไม่จำเป็นต้องเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ เราควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อลดโอกาสเกิด Slippage และรักษาเงินทุนของเรา
Case Study จาก อ.บอม
ผมมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ Slippage ที่อยากจะมาแชร์ให้ฟังครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมกำลังเทรด XAUUSD หรือทองคำ ในช่วงที่มีข่าวสำคัญเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ผมคิดว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นหลังจากข่าวออก ผมเลยตัดสินใจเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคา 1850 โดยใช้ Market Order ขนาด 1 Lot
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากที่ผมกด Buy ไปแล้ว ราคาไม่ได้เปิดที่ 1850 อย่างที่ผมคาดหวังไว้ แต่กลับไปเปิดที่ 1855 แทน นั่นหมายความว่าผมเจอ Slippage ไปถึง 5 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 500 ดอลลาร์ (5 ดอลลาร์ x 100 ออนซ์) สำหรับการเทรด 1 Lot
ผมตกใจมาก เพราะ Slippage ที่เกิดขึ้นทำให้ผมขาดทุนทันที 500 ดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ราคายังไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย หลังจากนั้น ราคาทองคำก็เป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้จริงๆ คือปรับตัวขึ้น แต่กำไรที่ผมได้มา ก็ถูกหักลบไปกับ Slippage ที่ผมเจอไปก่อนหน้านี้ ทำให้กำไรสุทธิของผมลดลงไปอย่างมาก
จากเหตุการณ์นั้น ทำให้ผมตระหนักถึงความสำคัญของ Slippage และเริ่มศึกษาหาวิธีป้องกันและลดผลกระทบจาก Slippage อย่างจริงจัง ผมได้เรียนรู้ว่าการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution ที่ดี การใช้ Limit Order แทน Market Order ในบางสถานการณ์ การตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างเหมาะสม และการหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบจาก Slippage
หลังจากที่ผมนำวิธีเหล่านั้นมาปรับใช้ในการเทรด ผมก็พบว่า Slippage ที่ผมเจอมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และผลการเทรดของผมก็ดีขึ้นอย่างมาก ผมหวังว่า Case Study ของผมจะเป็นประโยชน์สำหรับนักเทรดทุกท่าน และช่วยให้ทุกท่านสามารถรับมือกับ Slippage ได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Slippage
Slippage เกิดขึ้นได้อย่างไร?
Slippage เกิดขึ้นเมื่อราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายไม่สามารถจับคู่ได้ในทันทีที่ตลาด เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพคล่องในตลาด ณ ขณะนั้นไม่เพียงพอ มีคำสั่งซื้อขายจำนวนมากเข้ามาในเวลาเดียวกัน หรือมีความผันผวนของราคาสูง ทำให้คำสั่งซื้อขายของคุณถูกจับคู่ในราคาที่แตกต่างจากราคาที่คุณต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นราคาที่ดีกว่า (Positive Slippage) หรือราคาที่แย่กว่า (Negative Slippage) ครับ
Slippage เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน?
ความถี่ในการเกิด Slippage ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ ทั้งสภาพคล่องของสินทรัพย์ที่คุณเทรด ช่วงเวลาที่คุณเทรด (เช่น ช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญ) และประเภทของคำสั่งซื้อขายที่คุณใช้ (Market Order มีโอกาสเกิด Slippage มากกว่า Limit Order) โดยทั่วไปแล้ว Slippage มักจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง และในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำครับ
Slippage แตกต่างจาก Spread อย่างไร?
Spread คือความแตกต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ซึ่งเป็นต้นทุนในการเทรดที่เราต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ ส่วน Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่เราต้องการซื้อหรือขาย กับราคาที่คำสั่งซื้อขายของเราถูกจับคู่จริงๆ Spread เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในการเทรด ส่วน Slippage จะเกิดขึ้นเฉพาะในบางสถานการณ์เท่านั้น และอาจจะส่งผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนของเราได้ครับ
จะรู้ได้อย่างไรว่าโบรกเกอร์ที่ใช้มี Slippage เยอะหรือไม่?
มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ที่คุณใช้มี Slippage เยอะหรือไม่ครับ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเปรียบเทียบราคาที่คุณเห็นในแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์ กับราคาที่แสดงในแพลตฟอร์มอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ คุณยังสามารถอ่านรีวิวจากนักเทรดคนอื่นๆ เพื่อดูว่าพวกเขามีประสบการณ์เกี่ยวกับ Slippage กับโบรกเกอร์นั้นอย่างไรบ้าง อีกวิธีหนึ่งคือการทดลองเทรดในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง เพื่อดูว่าโบรกเกอร์สามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายของคุณได้รวดเร็วและแม่นยำแค่ไหนครับ
Slippage มีผลกระทบต่อการเทรดระยะสั้นมากกว่าระยะยาวหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว Slippage จะมีผลกระทบต่อการเทรดระยะสั้นมากกว่าระยะยาวครับ เนื่องจากการเทรดระยะสั้นมักจะมีการเข้าออกออเดอร์ที่รวดเร็ว และต้องการราคาที่แม่นยำกว่า การที่เกิด Slippage เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่การเทรดระยะยาว จะมีระยะเวลาในการถือออเดอร์ที่นานกว่า และอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจาก Slippage มากเท่ากับการเทรดระยะสั้นครับ
มีวิธีป้องกัน Slippage 100% หรือไม่?
น่าเสียดายที่ไม่มีวิธีใดที่สามารถป้องกัน Slippage ได้ 100% ครับ เพราะ Slippage เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของตลาด Forex และ Gold แต่เราสามารถลดโอกาสในการเกิด Slippage และลดผลกระทบจาก Slippage ได้ โดยการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution ที่ดี ใช้ Limit Order แทน Market Order ในบางสถานการณ์ ตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญครับ
สรุป
Slippage คือสิ่งที่นักเทรด Forex และ Gold ทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือมืออาชีพ แต่การเข้าใจว่า Slippage คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีป้องกันและลดผลกระทบจาก Slippage อย่างไร จะช่วยให้คุณสามารถเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงในการขาดทุน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution ที่ดี เพราะโบรกเกอร์ที่ดีจะสามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายของคุณได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้คุณได้ราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ การใช้ Limit Order แทน Market Order ในบางสถานการณ์ ก็เป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมราคาที่คุณต้องการ
อย่าลืมตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างเหมาะสม เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรด และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีความผันผวนสูง และมีโอกาสเกิด Slippage ได้ง่าย
สมัยก่อนผมก็เคยพลาดเพราะไม่เข้าใจเรื่อง Slippage เหมือนกัน แต่หลังจากที่ผมศึกษาและนำวิธีต่างๆ มาปรับใช้ ผมก็พบว่า Slippage ที่ผมเจอมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และผลการเทรดของผมก็ดีขึ้นอย่างมาก ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับนักเทรดทุกท่าน และช่วยให้ทุกท่านสามารถเทรด Forex และ Gold ได้อย่างประสบความสำเร็จนะครับ ขอให้ทุกคนโชคดีในการเทรดครับ!
Slippage คืออะไร วิธีป้องกันราคาเลื่อน
Slippage คือปรากฏการณ์ที่ราคา execution จริง (ราคาที่ออเดอร์ถูกเปิดหรือปิด) แตกต่างจากราคาที่คุณต้องการ หรือราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอ ณ ขณะนั้นครับ ใครที่เทรด Forex หรือ Gold บ่อยๆ น่าจะเคยเจอปัญหานี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย สาเหตุหลักๆ เกิดจากความผันผวนของตลาด (Volatility) ที่สูงมากในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนระบบไม่สามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายของคุณได้ที่ราคาที่คุณต้องการได้พอดี ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะซื้อของออนไลน์ แต่พอกดจ่ายเงิน ราคาสินค้ากลับขึ้นไปอีกนิดหน่อย นั่นแหละครับคล้ายๆ กับ Slippage เลย
Slippage มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญประกาศ หรือช่วงที่ตลาดเปิดทำการใหม่ๆ เพราะช่วงนั้นจะมี Volume การซื้อขายเข้ามาเยอะมาก ทำให้ราคาแกว่งตัวแรงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ Slippage ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากการตั้งค่าประเภทของ Order ด้วยนะครับ เช่น Market Order จะมีความเสี่ยงที่จะเกิด Slippage มากกว่า Limit Order เพราะ Market Order จะถูก Execute ที่ราคาที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น โดยไม่สนว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ในขณะที่ Limit Order จะถูก Execute ที่ราคาที่คุณกำหนดไว้เท่านั้น ถ้าไม่มีราคาที่คุณต้องการ ระบบก็จะไม่ออก Order ให้
Slippage ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่คุณได้กำไรเท่านั้นนะครับ บางทีมันก็เกิดขึ้นตอนที่คุณขาดทุนด้วย! สมมติว่าคุณตั้ง Stop Loss ไว้ที่ราคา 1900 แต่พอราคาวิ่งลงมาถึง 1900 จริงๆ Order ของคุณอาจจะถูกปิดที่ราคา 1898 หรือ 1899 แทนก็ได้ ทำให้คุณขาดทุนมากกว่าที่ตั้งใจไว้ ตรงนี้แหละครับที่น่ากลัว เพราะมันอาจจะทำให้แผนการเทรดของคุณผิดพลาดไปหมดเลย
ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่อง Slippage และหาวิธีป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับนักเทรดทุกคน โดยเฉพาะมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด Forex หรือ Gold เพราะถ้าคุณไม่รู้ตัวว่า Slippage คืออะไร และไม่รู้วิธีรับมือ คุณอาจจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นเลยก็ได้ครับ ในหัวข้อถัดไป ผมจะมาแชร์ Tips จากประสบการณ์ 20 ปีของผมในการป้องกัน Slippage ให้กับทุกคนครับ
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
-
หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าว
ข้อนี้สำคัญมากๆ ครับ! ผมขอย้ำเลยว่า “อย่าเทรดในช่วงที่มีข่าวสำคัญประกาศ” เพราะช่วงนั้นตลาดจะผันผวนสูงมาก และ Slippage ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ ครับ ผมเคยเจอตอนปี 2019 ตอนที่มีข่าว Non-Farm Payroll ประกาศ ราคาทองคำแกว่งตัวแรงมาก ผมตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1500 แต่ Order ของผมกลับถูกปิดที่ 1495 ทำให้ผมขาดทุนไปเยอะมาก ตั้งแต่นั้นมา ผมเลยเข็ดกับการเทรดในช่วงข่าวไปเลยครับ ถ้าคุณไม่อยากเจอประสบการณ์แบบผม ทางที่ดีที่สุดคือรอให้ข่าวประกาศไปก่อน แล้วค่อยกลับมาเทรดเมื่อตลาดเริ่มนิ่งแล้วจะดีกว่าครับ
-
เลือก Broker ที่มี Liquidity สูง
Liquidity คือสภาพคล่องของตลาดครับ Broker ที่มี Liquidity สูง จะสามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายของคุณได้รวดเร็ว และแม่นยำกว่า Broker ที่มี Liquidity ต่ำ ทำให้โอกาสในการเกิด Slippage น้อยลงครับ วิธีการตรวจสอบ Liquidity ของ Broker ทำได้โดยการดู Spread ครับ Broker ที่มี Liquidity สูง มักจะมี Spread ที่ต่ำกว่า Broker ที่มี Liquidity ต่ำ นอกจากนี้ คุณยังสามารถดู Volume การซื้อขายของ Broker นั้นๆ ได้ด้วยครับ ถ้า Volume การซื้อขายสูง แสดงว่า Broker นั้นมี Liquidity ที่ดีครับ
-
ใช้ Limit Order แทน Market Order
อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่า Market Order มีความเสี่ยงที่จะเกิด Slippage มากกว่า Limit Order เพราะ Market Order จะถูก Execute ที่ราคาที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น โดยไม่สนว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ในขณะที่ Limit Order จะถูก Execute ที่ราคาที่คุณกำหนดไว้เท่านั้น ถ้าไม่มีราคาที่คุณต้องการ ระบบก็จะไม่ออก Order ให้ ดังนั้น ถ้าคุณต้องการควบคุมราคาที่คุณจะซื้อขายได้แม่นยำมากขึ้น การใช้ Limit Order จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยโอกาสที่ Order ของคุณอาจจะไม่ถูก Execute ถ้าหากราคาไม่วิ่งมาถึงราคาที่คุณต้องการ
-
เพิ่ม Tolerance สำหรับ Slippage
Tolerance คือค่าความคลาดเคลื่อนที่คุณยอมรับได้สำหรับราคา Slippage ใน MT4 หรือ MT5 คุณสามารถตั้งค่า Tolerance ได้ โดยปกติแล้วค่า Default จะอยู่ที่ 3 Pips แต่คุณสามารถเพิ่มค่านี้ได้ ถ้าคุณต้องการลดโอกาสในการเกิด Requote (การที่ Broker ไม่สามารถ Execute Order ของคุณได้ที่ราคาที่คุณต้องการ) การเพิ่ม Tolerance จะช่วยให้ Broker สามารถ Execute Order ของคุณได้ แม้ว่าราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่ก็ต้องระวังด้วยนะครับ เพราะการเพิ่ม Tolerance มากเกินไป อาจจะทำให้คุณต้องซื้อขายในราคาที่ไม่ดีเท่าที่ควร
-
ใช้ VPS (Virtual Private Server)
VPS คือเครื่อง Server เสมือน ที่ช่วยให้คุณสามารถรันโปรแกรม MT4 หรือ MT5 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ VPS จะช่วยลด Latency (ความหน่วง) ในการส่ง Order ของคุณไปยัง Broker ทำให้ Order ของคุณถูก Execute ได้รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ VPS ยังช่วยป้องกันปัญหาไฟดับ หรืออินเทอร์เน็ตหลุด ซึ่งอาจจะทำให้ Order ของคุณไม่ถูก Execute หรือถูก Execute ในราคาที่ไม่ดีได้ สมัยก่อนผมก็เคยพลาด เพราะไฟดับตอนกำลังเทรด ทำให้ Order ของผมไม่ถูกปิด และผมก็ขาดทุนไปเยอะมาก ตั้งแต่นั้นมาผมเลยใช้ VPS มาตลอดครับ
-
ตรวจสอบข่าวสาร และปฏิทินเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ
การรู้ว่าจะมีข่าวอะไรประกาศบ้างในแต่ละวัน จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณสามารถตรวจสอบข่าวสาร และปฏิทินเศรษฐกิจได้จากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Forex Factory หรือ Investing.com ถ้าคุณรู้ว่าจะมีข่าวสำคัญประกาศ คุณอาจจะเลือกที่จะไม่เทรดในช่วงนั้น หรือลดขนาด Lot Size ลง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด Slippage นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารยังช่วยให้คุณเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคา Forex และ Gold ทำให้คุณสามารถตัดสินใจในการเทรดได้อย่างแม่นยำมากขึ้นครับ
-
ทดสอบระบบเทรดของคุณอย่างละเอียด
ก่อนที่จะนำระบบเทรดของคุณไปใช้จริง คุณควรทดสอบระบบของคุณอย่างละเอียดในบัญชี Demo ก่อน เพื่อดูว่าระบบของคุณมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน และมีโอกาสที่จะเกิด Slippage มากน้อยแค่ไหน คุณสามารถทดสอบระบบของคุณได้โดยการ Backtest (การจำลองการเทรดในอดีต) หรือ Forward Test (การเทรดในบัญชี Demo) การทดสอบระบบจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงข้อดี และข้อเสียของระบบของคุณ และสามารถปรับปรุงระบบของคุณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การทดสอบระบบยังช่วยให้คุณคุ้นเคยกับการทำงานของระบบ และลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในการเทรดจริง
-
ทำความเข้าใจลักษณะของคู่เงิน/ทองคำ ที่เทรด
แต่ละคู่เงิน หรือทองคำ มีลักษณะการเคลื่อนที่ของราคาที่แตกต่างกัน บางคู่เงินอาจจะมีความผันผวนสูง ในขณะที่บางคู่เงินอาจจะมีความผันผวนต่ำ การทำความเข้าใจลักษณะของคู่เงิน หรือทองคำ ที่คุณเทรด จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) ซึ่งมีความผันผวนสูง คุณอาจจะต้องตั้ง Stop Loss ให้กว้างขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ Order ของคุณถูก Stop Out จากการแกว่งตัวของราคา หรือถ้าคุณเทรด EURUSD ซึ่งมีความผันผวนต่ำ คุณอาจจะตั้ง Take Profit ให้แคบลง เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
FAQ
ทำไม Slippage ถึงเกิดขึ้นบ่อยในช่วงข่าว?
ช่วงที่มีข่าวสำคัญประกาศ ตลาดจะมีความผันผวนสูงมากครับ Volume การซื้อขายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วย Broker อาจจะไม่สามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายของคุณได้ทันทีที่ราคาที่คุณต้องการ ทำให้เกิด Slippage ขึ้นมาได้ ลองนึกภาพว่าทุกคนกำลังแย่งกันซื้อของชิ้นเดียวกัน ราคาก็จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และคุณอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดไว้ครับ นอกจากนี้ Algo Trading (การเทรดด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ) ก็มีส่วนทำให้เกิด Slippage ในช่วงข่าวด้วย เพราะ Algo Trading จะส่ง Order จำนวนมากเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาแกว่งตัวแรงยิ่งขึ้น
Slippage มีผลเสียต่อการเทรดอย่างไร?
Slippage มีผลเสียต่อการเทรดหลายอย่างเลยครับ อย่างแรกเลยคือ มันอาจจะทำให้คุณได้ราคาที่ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นราคาซื้อ หรือราคาขาย ถ้าคุณซื้อในราคาที่สูงเกินไป หรือขายในราคาที่ต่ำเกินไป กำไรของคุณก็จะลดลง หรืออาจจะขาดทุนได้ นอกจากนี้ Slippage ยังอาจจะทำให้ Stop Loss ของคุณทำงานผิดพลาด ทำให้คุณขาดทุนมากกว่าที่ตั้งใจไว้ หรืออาจจะทำให้ Take Profit ของคุณไม่ทำงาน ทำให้คุณพลาดโอกาสในการทำกำไร นอกจากนี้ Slippage ยังส่งผลต่อความรู้สึกของคุณด้วยนะครับ เพราะมันอาจจะทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด และหมดกำลังใจในการเทรด
มีวิธีลดผลกระทบของ Slippage ได้หรือไม่ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้?
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่สามารถป้องกัน Slippage ได้ 100% แต่ก็มีหลายวิธีที่คุณสามารถทำได้เพื่อลดผลกระทบของมันครับ อย่างแรกเลยคือ การลดขนาด Lot Size ลง ถ้าคุณเทรดด้วย Lot Size ที่เล็กลง Slippage ก็จะมีผลกระทบต่อกำไร หรือขาดทุนของคุณน้อยลง นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ Guaranteed Stop Loss ได้ ซึ่งเป็น Stop Loss ที่ Broker รับประกันว่าจะ Execute Order ของคุณที่ราคาที่คุณกำหนดไว้แน่นอน แต่ Guaranteed Stop Loss มักจะมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า Stop Loss ทั่วไป อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ Limit Order แทน Market Order เพราะ Limit Order จะถูก Execute ที่ราคาที่คุณกำหนดไว้เท่านั้น ถ้าไม่มีราคาที่คุณต้องการ ระบบก็จะไม่ Execute Order ให้
อะไรคือความแตกต่างระหว่าง Slippage และ Requote?
Slippage และ Requote เป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่มีความแตกต่างกันอยู่ครับ Slippage คือการที่ Order ของคุณถูก Execute ที่ราคาที่แตกต่างจากราคาที่คุณต้องการ ในขณะที่ Requote คือการที่ Broker ปฏิเสธที่จะ Execute Order ของคุณที่ราคาที่คุณต้องการ และเสนอราคาใหม่ให้กับคุณ ซึ่งอาจจะดีกว่า หรือแย่กว่าราคาเดิมก็ได้ Requote มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง หรือในช่วงที่มีข่าวสำคัญประกาศ สาเหตุที่ Broker ต้อง Requote ก็เพราะว่าราคาเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป จนระบบไม่สามารถ Execute Order ของคุณที่ราคาที่คุณต้องการได้ทันที ดังนั้น Requote จึงเป็นการแจ้งให้คุณทราบว่าราคาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และคุณต้องตัดสินใจว่าจะยอมรับราคาใหม่หรือไม่
| ลักษณะ | Slippage | Requote |
|---|---|---|
| คำจำกัดความ | Order ถูก Execute ที่ราคาที่แตกต่างจากที่ต้องการ | Broker ปฏิเสธราคาเดิม และเสนอราคาใหม่ |
| สาเหตุ | ความผันผวนของตลาด, Liquidity ต่ำ | ความผันผวนสูงมาก, ราคาเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว |
| ผลกระทบ | กำไร/ขาดทุนเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย | ต้องตัดสินใจว่าจะยอมรับราคาใหม่หรือไม่ |
| การป้องกัน | เลือก Broker ที่มี Liquidity สูง, ใช้ Limit Order | เทรดในช่วงตลาดปกติ, ใช้ Limit Order |
Slippage: ภัยร้ายที่นักเทรดต้องรู้ทัน
Slippage คือปรากฏการณ์ที่ราคาที่คุณตั้งใจจะเข้าซื้อหรือขาย (entry price) ไม่ตรงกับราคาที่เกิดขึ้นจริงตอนที่ออเดอร์ถูก execute หรือดำเนินการเสร็จสิ้น พูดง่ายๆ คือ ราคา “เลื่อน” นั่นเองครับ ซึ่งการเลื่อนนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในทิศทางที่เป็นบวก (ได้ราคาดีกว่าที่คาด) หรือในทิศทางที่เป็นลบ (ได้ราคาแย่กว่าที่คาด) แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว นักเทรดมักจะเจอ slippage ในทิศทางที่เป็นลบมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือมีข่าวสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคา
Slippage เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุครับ สาเหตุหลักๆ เลยคือ ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขายของคุณไปยังโบรกเกอร์ และความเร็วในการที่โบรกเกอร์ส่งคำสั่งนั้นไปยังตลาดกลาง (liquidity provider) ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ราคาจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจออาจไม่ตรงกับราคาที่ตลาดกลางเสนอให้ ณ เวลานั้น นอกจากนี้ สภาพคล่องในตลาด (liquidity) ก็มีผลต่อ slippage เช่นกัน หากมีผู้ซื้อหรือผู้ขายจำนวนมากในราคาที่คุณต้องการ slippage ก็อาจเกิดขึ้นได้น้อย แต่ถ้าสภาพคล่องในตลาดน้อย โอกาสที่จะเกิด slippage ก็จะสูงขึ้น
ผมเคยเจอกับตัวเองเลยครับ ตอนปี 2018 ช่วงที่ Brexit กำลังร้อนแรง ตอนนั้นผมเทรด GBPUSD แล้วเกิด slippage เยอะมาก ทั้งๆ ที่ผมใช้โบรกเกอร์ที่มีชื่อเสียงเรื่อง execution speed เร็วแล้วก็ตาม แต่ด้วยความผันผวนที่สูงมาก ทำให้ราคา GBPUSD กระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผมโดน slippage ไปหลายครั้ง บางครั้งก็ slippage แค่ 2-3 pips แต่บางครั้งก็ slippage ไปถึง 10 pips เลยทีเดียวครับ จากเหตุการณ์นั้นทำให้ผมตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง และการทำความเข้าใจเรื่อง slippage มากยิ่งขึ้น
Case Study: Slippage กับ Gold ช่วงข่าว Non-Farm Payroll
ลองมาดู Case Study ที่เกิดขึ้นจริงกันครับ สมมติว่าคุณกำลังเทรดทองคำ (XAUUSD) ในช่วงที่มีการประกาศข่าว Non-Farm Payroll (NFP) ซึ่งเป็นข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ที่มักจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำอย่างมาก คุณวิเคราะห์แล้วว่าข่าว NFP จะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้คุณคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลง คุณจึงตัดสินใจที่จะ Short (ขาย) ทองคำที่ราคา 1950.00 โดยตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ที่ 1955.00 และ Take Profit (TP) ไว้ที่ 1940.00
ทันทีที่ข่าว NFP ถูกประกาศออกมา ราคาทองคำก็ร่วงลงอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากตลาดมีความผันผวนสูงมาก ทำให้เกิด Slippage ขึ้น ออเดอร์ Short ของคุณถูก execute ที่ราคา 1949.50 แทนที่จะเป็น 1950.00 นั่นหมายความว่าคุณเสียเปรียบไป 0.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ในขณะเดียวกัน ราคาก็ยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และไปถึง Take Profit ของคุณที่ 1940.00 ได้สำเร็จ
ในกรณีนี้ ถึงแม้ว่าคุณจะโดน Slippage ไป 0.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่คุณก็ยังสามารถทำกำไรได้จากออเดอร์นี้ แต่ถ้าหากคุณเทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่ เช่น 1 Lot (100 ออนซ์) Slippage 0.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็จะส่งผลกระทบต่อกำไรของคุณถึง 50 ดอลลาร์เลยทีเดียวครับ (0.50 x 100 = 50) ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่อง Slippage และการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex และ Gold
วิธีป้องกันและรับมือกับ Slippage
ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถกำจัด Slippage ได้อย่างสมบูรณ์ แต่เราสามารถลดโอกาสในการเกิด Slippage และรับมือกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ วิธีการป้องกัน Slippage ที่ผมแนะนำมีดังนี้ครับ
- เลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution Speed ที่รวดเร็ว: โบรกเกอร์ที่มี Execution Speed ที่รวดเร็ว จะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายของคุณไปยังตลาดกลางได้เร็วกว่า ทำให้ลดโอกาสในการเกิด Slippage ได้
- หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง: ช่วงเวลาที่มีการประกาศข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจ หรือช่วงเปิดและปิดตลาด มักจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ทำให้เกิด Slippage ได้ง่าย หากคุณไม่จำเป็นต้องเทรดในช่วงเวลาดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยง
- ใช้ Limit Order แทน Market Order: Limit Order จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดราคาที่คุณต้องการเข้าซื้อหรือขายได้อย่างแม่นยำ หากราคาไม่ถึงระดับที่คุณกำหนด ออเดอร์ของคุณก็จะไม่ถูก execute ทำให้คุณสามารถหลีกเลี่ยง Slippage ได้ แต่ข้อเสียคือ ออเดอร์ของคุณอาจจะไม่ถูก execute หากราคาไม่เคลื่อนที่มาถึงระดับที่คุณต้องการ
- เพิ่มขนาด Stop Loss: การตั้ง Stop Loss ที่แคบเกินไป อาจทำให้คุณโดน Stop Loss จาก Slippage ได้ง่าย ลองพิจารณาเพิ่มขนาด Stop Loss เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับความผันผวนของราคา
- ใช้ Guaranteed Stop Loss: โบรกเกอร์บางแห่งมีบริการ Guaranteed Stop Loss ซึ่งจะรับประกันว่าออเดอร์ของคุณจะถูกปิดที่ราคา Stop Loss ที่คุณกำหนดไว้ ถึงแม้ว่าจะเกิด Slippage ก็ตาม แต่บริการนี้มักจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
นอกจากวิธีการป้องกัน Slippage ที่กล่าวมาข้างต้น การบริหารความเสี่ยง (risk management) ที่ดี ก็เป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับ Slippage เช่นกันครับ คุณควรกำหนดขนาด Lot Size ที่เหมาะสมกับเงินทุนของคุณ และไม่ควรเสี่ยงมากเกินไปในแต่ละออเดอร์ นอกจากนี้ คุณควรติดตามข่าวสารและเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาด
FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Slippage
Slippage เกิดขึ้นเฉพาะกับบัญชีประเภท ECN เท่านั้นหรือไม่?
ไม่จริงครับ Slippage สามารถเกิดขึ้นได้กับบัญชีเทรดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบัญชี Standard, ECN หรือบัญชีอื่นๆ ถึงแม้ว่าบัญชี ECN จะมีการเชื่อมต่อกับตลาดโดยตรง (direct market access) และมีสภาพคล่องสูงกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี Slippage เกิดขึ้นเลยครับ Slippage เกิดจากความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย และความผันผวนของตลาด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อบัญชีเทรดทุกประเภทได้
ผมเคยเจอเคสที่ลูกค้าใช้บัญชี Standard แล้วบ่นเรื่อง Slippage น้อยกว่าบัญชี ECN ก็มีครับ สาเหตุก็เพราะว่าบัญชี Standard มักจะมี Spread ที่กว้างกว่า ทำให้โบรกเกอร์มี Margin ในการ absorb ความผันผวนของราคาได้มากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน บัญชี Standard ก็อาจจะมี Requotes (การขอราคาใหม่) เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าบัญชี ECN ดังนั้น การเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ
Slippage ถือเป็นการโกงของโบรกเกอร์หรือไม่?
Slippage ไม่ได้เป็นการโกงของโบรกเกอร์เสมอไปครับ Slippage เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง หรือมีสภาพคล่องน้อย อย่างที่ผมอธิบายไปก่อนหน้านี้ แต่ก็มีบางกรณีที่โบรกเกอร์อาจจะใช้ Slippage เป็นเครื่องมือในการโกงลูกค้าได้เช่นกัน เช่น การทำให้เกิด Slippage ในทิศทางที่เป็นลบกับลูกค้าอยู่เสมอ หรือการขยาย Slippage ให้กว้างเกินความจำเป็น
ดังนั้น การเลือกโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ และมีชื่อเสียงที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ คุณควรตรวจสอบใบอนุญาต และรีวิวจากนักเทรดคนอื่นๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ใดๆ นอกจากนี้ คุณควรติดตามการ execute ออเดอร์ของคุณอย่างใกล้ชิด และหากคุณพบว่ามี Slippage เกิดขึ้นบ่อยเกินไป หรือมีลักษณะที่ผิดปกติ คุณควรติดต่อโบรกเกอร์เพื่อสอบถามและขอคำชี้แจง
สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจาก Slippage ได้หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว การเรียกร้องค่าเสียหายจาก Slippage เป็นเรื่องที่ยากครับ เนื่องจาก Slippage ถือเป็นความเสี่ยงที่นักเทรดต้องยอมรับในการเทรด Forex และ Gold แต่ถ้าหากคุณมีหลักฐานที่ชัดเจนว่า Slippage ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตของโบรกเกอร์ เช่น การปั่นราคา หรือการแทรกแซงการ execute ออเดอร์ของคุณ คุณอาจจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากโบรกเกอร์ได้
ในกรณีนี้ คุณควรติดต่อหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของประเทศที่โบรกเกอร์นั้นจดทะเบียนอยู่ เพื่อร้องเรียนและขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ คุณอาจจะปรึกษาทนายความเพื่อขอคำแนะนำทางกฎหมาย แต่ต้องบอกก่อนว่ากระบวนการเรียกร้องค่าเสียหายอาจจะใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น คุณควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการ
Slippage เกิดขึ้นเฉพาะกับคู่เงินที่มีความผันผวนสูงเท่านั้นหรือไม่?
ไม่ครับ Slippage สามารถเกิดขึ้นได้กับคู่เงินทุกคู่ ไม่ว่าจะเป็นคู่เงินที่มีความผันผวนสูง หรือคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำ ถึงแม้ว่าคู่เงินที่มีความผันผวนสูง เช่น GBPUSD หรือ XAUUSD จะมีโอกาสเกิด Slippage มากกว่าคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำ เช่น EURUSD หรือ USDCHF แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำจะไม่มี Slippage เกิดขึ้นเลย
Slippage เกิดจากหลายปัจจัยครับ ไม่ใช่แค่ความผันผวนของราคาเท่านั้น สภาพคล่องในตลาด ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย และเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการเกิด Slippage ได้เช่นกัน ดังนั้น คุณควรเตรียมพร้อมรับมือกับ Slippage ไม่ว่าคุณจะเทรดคู่เงินใดก็ตาม การบริหารความเสี่ยงที่ดี และการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution Speed ที่รวดเร็ว จะช่วยลดโอกาสในการเกิด Slippage และช่วยให้คุณสามารถเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ
📖 บทความแนะนำจาก iCafeForex
- เทรดข่าว Non-Farm CPI FOMC แบบมืออาชีพ 2026 – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- Fibonacci Retracement คืออะไร วิธีใช้จริงบนกราฟ Forex – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- Spread คืออะไร ทำไมสำคัญกับการเทรด Forex – ICafeFX สอนเทรดฟรี







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文