ยอมรับเลยว่าตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ เนี่ยะ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วนะ ยิ่งกว่างงเป็นไก่ตาแตกอีกครับ เพราะสมัยนั้นผมเป็นคนไอที เขียนโค้ดมาเกือบ 30 ปี ชีวิตอยู่กับตรรกะ ตัวเลข ระบบที่แน่นอน พอมาเจอโลกเทรด Forex เข้าไป มันเป็นอะไรที่ ‘ไม่แน่นอน’ จนน่าหงุดหงิดเลยทีเดียว ผมจำได้ว่าตอนนั้นพยายามยัดอินดิเคเตอร์สารพัดลงไปในกราฟ ทั้ง RSI, MACD, Stochastic, Bollinger Bands โอ๊ย สารพัดจะหามาได้ กะว่าจะให้มันช่วยบอกทางผม แต่ผลลัพธ์เหรอครับ? กราฟรกยิ่งกว่าสายไฟหลังตู้เย็นที่บ้านผมอีก แถมสัญญาณที่ได้ก็ตีกันมั่วไปหมด อันนั้นบอกซื้อ อันนี้บอกขาย แล้วผมจะเอาไงดีล่ะเนี่ยะ?
ผมใช้เวลาอยู่พักใหญ่เลยนะกับการลองผิดลองถูกแบบนั้น ยิ่งเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ก็ยิ่งสับสน เพราะแต่ละคนก็มีสูตรเด็ดเคล็ดลับไม่เหมือนกัน บางคนบอกต้องดูเส้นนี้ตัดเส้นนั้น บางคนบอกต้องรอโมเมนตัมเปลี่ยน แต่สุดท้ายแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังวิ่งไล่ตาม ‘สิ่งที่จะเกิดขึ้น’ โดยใช้ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว’ มาตัดสินใจตลอดเวลา มันเหมือนการขับรถมองแต่กระจกหลังนั่นแหละครับ พอตลาดวิ่งแรงๆ ทีไร ผมก็โดน Stop Loss ตลอด จนเริ่มท้อ คิดในใจว่าหรือว่าโลกของการเทรดมันไม่เหมาะกับคนหัวคอมพ์อย่างเราวะเนี่ยะ?
แต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยนครับ ผมเริ่มสงสัยว่าจริงๆ แล้วตลาดมันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นหรือเปล่า? ทุกการเคลื่อนไหวของราคาที่ปรากฏบนกราฟ มันก็คือการกระทำของคนจริงๆ นี่แหละครับ ทั้งคนที่ซื้อ คนที่ขาย คนที่กำลังลังเลใจ ทั้งหมดนี้มันสะท้อนออกมาที่ ‘ราคา’ ทั้งสิ้น ผมเลยลองถอดอินดิเคเตอร์ทั้งหมดออกดูครับ เหลือแค่กราฟเปล่าๆ โล่งๆ แค่นั้นแหละ แล้วพยายามทำความเข้าใจว่า “ราคา” กำลังเล่าเรื่องอะไรให้ผมฟังอยู่ พอทำแบบนั้น ผมก็เริ่มมองเห็น “ภาษาของตลาด” ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ครับ นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นที่ผมได้รู้จักกับ Price Action Trading
มันเหมือนการถอดรหัสลับของตลาดเลยครับ ไม่ต้องพึ่งพาสูตรวิชาอะไรมากมาย แค่มองให้เห็นว่ากราฟกำลังบอกอะไรเราอยู่ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเปลี่ยนจากไอทีที่พยายามเขียนโปรแกรมเทรดให้ฉลาดที่สุด มาเป็นเทรดเดอร์ที่พยายามอ่านใจตลาดให้ลึกซึ้งที่สุดแทนครับ จากประสบการณ์ผมนะ การที่เราเข้าใจ Price Action ได้ลึกซึ้ง มันเหมือนเราได้เปรียบคนอื่นไปครึ่งทางแล้ว เพราะเราจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นที่ยังมัวแต่จมอยู่กับอินดิเคเตอร์ไม่เห็น มันเป็นพื้นฐานสำคัญที่เทรดเดอร์ทุกคนควรมีติดตัวไว้เลยล่ะครับ
Price Action Trading คืออะไร?
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเทรดเดอร์บางคนถึงดูเหมือนจะอ่านตลาดออกได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่กราฟก็มีแค่แท่งเทียนขึ้นๆ ลงๆ ไม่ได้มีเส้นสีสันอะไรมากมาย นั่นแหละครับคือพลังของ Price Action Trading มันไม่ใช่เทคนิคที่ซับซ้อนอะไรเลยครับ แต่เป็นเหมือน ‘ปรัชญา’ ในการมองตลาดมากกว่า
แก่นแท้ของ Price Action: ตลาดบอกอะไรเรา?
Price Action Trading คือการวิเคราะห์ตลาดโดยอาศัยการเคลื่อนไหวของราคา “ล้วนๆ” ครับ ไม่มีอินดิเคเตอร์ใดๆ มาช่วยกรองหรือคำนวณซ้ำสองอีกแล้ว เราจะโฟกัสไปที่รูปแบบของแท่งเทียน, โครงสร้างของราคา, แนวรับแนวต้าน, และปริมาณการซื้อขาย (ถ้ามีข้อมูลให้ดู) โดยเชื่อว่าข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นต่อการตัดสินใจซื้อขายมันได้ถูกสะท้อนอยู่ใน “ราคา” ที่ปรากฏบนกราฟเรียบร้อยแล้วครับ
พูดง่ายๆ คือ เรามองว่าราคานี่แหละคือ ‘ผู้นำสาร’ ที่ซื่อสัตย์ที่สุดในตลาด ไม่มีการแต่งเติม ไม่มีการตีความผิดเพี้ยน เหมือนเราฟังข่าวจากต้นตอโดยตรง ไม่ผ่านสำนักข่าวหลายๆ เจ้าที่อาจจะเสริมไข่ใส่สีเข้าไป ถ้าเราเข้าใจภาษาของราคา เราก็จะเข้าใจสิ่งที่ตลาดกำลังพยายามจะบอกเราอยู่ครับ
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ผมมัวแต่ไปหาสัญญาณจากอินดิเคเตอร์นู่นนี่นั่น ซึ่งมันคือการเอาข้อมูลราคาในอดีตมาคำนวณอีกที แล้วพอจะถึงเวลาที่อินดิเคเตอร์ส่งสัญญาณ ราคามันก็วิ่งไปไกลแล้วครับ เหมือนเราได้รับจดหมายที่กว่าจะถึงก็ผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ Price Action คือการอ่านจดหมายจากตลาดแบบเรียลไทม์เลยครับ ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มเห็นความต่าง แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรไปเยอะเลย
ทำไมต้อง Price Action? จุดเด่นที่แตกต่าง
สิ่งที่ทำให้ Price Action โดดเด่นกว่าการวิเคราะห์แบบอื่น ผมมองว่ามันมีหลายข้อเลยนะ แต่หลักๆ เลยคือมันมีความ ‘บริสุทธิ์’ ครับ
หนึ่งเลยคือเรื่อง ความเรียบง่าย (Simplicity) กราฟของเราจะโล่งสะอาดตา ไม่มีเส้นสายซับซ้อน แค่แท่งเทียนไม่กี่แท่ง ก็เล่าเรื่องราวได้ทั้งหมดแล้วครับ การที่กราฟไม่รก มันช่วยให้เราโฟกัสไปที่สิ่งที่สำคัญจริงๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
สองคือ ความแม่นยำและไร้การหน่วง (Accuracy & No Lag) เพราะเราวิเคราะห์จากราคาปัจจุบันโดยตรง ไม่ต้องรอการคำนวณย้อนหลังจากอินดิเคเตอร์ ทำให้เราได้รับสัญญาณที่รวดเร็วกว่า และสามารถตัดสินใจได้ทันท่วงทีครับ ลองนึกภาพเวลาคุณดูบอลสดกับดูเทปย้อนหลัง คุณอยากรู้ผลตอนไหนมากกว่ากันล่ะครับ? นั่นแหละคือความแตกต่าง
สุดท้ายคือ ความยืดหยุ่น (Versatility) Price Action ใช้ได้กับตลาดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น, ทองคำ, คริปโตฯ หรือ Timeframe ไหนๆ ก็ตาม ตั้งแต่ M1 ไปจนถึง D1 หรือ W1 เพราะพื้นฐานจิตวิทยาของมนุษย์ที่ขับเคลื่อนตลาด มันไม่ได้เปลี่ยนไปตามชนิดของสินทรัพย์หรือกรอบเวลาหรอกครับ มันเป็นสากลมากๆ ครับ
ใครเหมาะกับ Price Action Trading?
ถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังงงกับอินดิเคเตอร์เป็นสิบๆ ตัว หรือเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์แล้วแต่รู้สึกว่าอินดิเคเตอร์มันทำให้คุณสับสนมากกว่าช่วย คุณน่าจะเหมาะกับ Price Action มากๆ ครับ
มันเหมาะกับคนที่:
* อยากเข้าใจตลาดด้วยตัวเอง ไม่พึ่งพาเครื่องมือที่ซับซ้อน
* ชอบความเรียบง่าย สะอาดตา และเน้นไปที่แก่นแท้
* ต้องการพัฒนาทักษะการอ่านกราฟและจิตวิทยาตลาดอย่างแท้จริง
* อยากเทรดแบบอิสระ ไม่ต้องรอสัญญาณจากโปรแกรมหรือคนอื่น
จากประสบการณ์ของผมนะ การเริ่มต้นด้วย Price Action จะทำให้คุณมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมากๆ ครับ มันเหมือนการเรียนภาษาอังกฤษจากตัวอักษร A-Z ก่อนที่จะไปอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ไม่ใช่การท่องศัพท์เป็นพันๆ คำแต่ไม่รู้หลักไวยากรณ์ การเข้าใจแก่นแท้ของ Price Action จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและลดความสับสนไปได้เยอะเลยล่ะครับ
หัวใจของการอ่านกราฟด้วย Price Action
การอ่านกราฟด้วย Price Action ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งนั่นแหละครับ แต่แทนที่จะเป็นตัวอักษร เรากำลังอ่าน ‘แท่งเทียน’ ซึ่งเป็นเหมือนคำศัพท์ ส่วน ‘รูปแบบแท่งเทียน’ ก็คือประโยค และ ‘แนวรับแนวต้าน’ ก็คือโครงเรื่องหลักที่เราต้องทำความเข้าใจ
แท่งเทียน (Candlestick) คือภาษาของตลาด
ถ้าจะเริ่มอ่าน Price Action สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจให้ถ่องแท้เลยก็คือ ‘แท่งเทียน’ ครับ แท่งเทียนแต่ละแท่งที่เราเห็นบนกราฟมันไม่ได้เป็นแค่รูปสี่เหลี่ยมธรรมดานะครับ แต่มันคือการสรุปเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ลองดูตารางนี้เป็นตัวอย่างนะครับว่าแท่งเทียนแต่ละส่วนบอกอะไรเราบ้าง:
| ส่วนของแท่งเทียน | สิ่งที่บอก | ความหมายทางจิตวิทยา |
|---|---|---|
| ราคาสูงสุด (High) | ราคาที่ขึ้นไปสูงสุดในกรอบเวลา | แรงซื้อดันขึ้นไปถึงจุดนี้ แต่ไม่สามารถยืนอยู่ได้ |
| ราคาเปิด (Open) | ราคาที่เปิดขึ้นมาในกรอบเวลา | จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ในช่วงเวลานั้น |
| ราคาปิด (Close) | ราคาที่ปิดในกรอบเวลา | จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ ใครเป็นผู้ชนะในรอบนี้ |
| ราคาต่ำสุด (Low) | ราคาที่ลงไปต่ำสุดในกรอบเวลา | แรงขายกดดันลงไปถึงจุดนี้ แต่ไม่สามารถยืนอยู่ได้ |
| ตัวแท่งเทียน (Body) | ระยะห่างระหว่างราคาเปิด-ปิด | ขนาดของชัยชนะ (ยิ่งยาว ยิ่งชนะเด็ดขาด) |
| ไส้เทียน (Wick/Shadow) | ระยะห่างจากราคาเปิด/ปิด ถึง High/Low | การปฏิเสธราคา หรือการผลักดันกลับ |
ลองคิดดูนะครับ สมมติว่าเราเห็นแท่งเทียนเขียวตัวใหญ่ๆ ที่มีไส้สั้นๆ นั่นหมายความว่าอะไรครับ? ก็คือในช่วงเวลานั้น ผู้ซื้อเข้ามาเยอะมาก ดันราคาขึ้นไปอย่างแข็งแกร่ง และสามารถปิดได้เกือบถึงจุดสูงสุด นั่นแสดงว่าแรงซื้อเยอะจริงจังครับ แต่ถ้าเป็นแท่งแดงตัวใหญ่ ไส้ยาวๆ ข้างล่างล่ะ? ก็แสดงว่าผู้ขายคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดันราคาลงไปได้เยอะ และสามารถปิดได้เกือบถึงจุดต่ำสุด นั่นแหละครับคือการเล่าเรื่องของแท่งเทียน
รูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) สัญญาณจากตลาด
เมื่อเราเข้าใจแท่งเทียนแต่ละแท่งแล้ว ทีนี้เราก็ต้องเริ่มมองหา ‘รูปแบบ’ ครับ รูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) ก็คือการรวมตัวกันของแท่งเทียนตั้งแต่ 1 แท่งขึ้นไปที่สามารถบ่งบอกถึงแนวโน้มหรือการกลับตัวของราคาได้ครับ แต่มันจะทรงพลังก็ต่อเมื่อมันไปปรากฏอยู่ในบริบทที่เหมาะสมเท่านั้นนะครับ
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เจอบ่อยๆ นะครับ เช่น “Pin Bar” (เป็นแท่งเทียนที่มีตัวเล็กๆ แต่มีไส้ยาวมากๆ ไปทางใดทางหนึ่ง) ถ้า Pin Bar มันไปโผล่ขึ้นมาตรงแนวต้านสำคัญๆ ที่ราคาเคยลงมาหลายครั้ง ไส้เทียนที่ยาวๆ ชี้ขึ้นไปด้านบนนั่นแหละครับ มันกำลังบอกเราว่า “เฮ้ย! ราคาพยายามจะขึ้นไปนะ แต่โดนแรงขายกดกลับลงมาอย่างแรงเลย” นั่นอาจจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพิจารณา Sell ครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ “Engulfing Bar” (แท่งเทียนที่ตัวใหญ่ๆ กลืนกินแท่งก่อนหน้าไปจนหมด) ถ้าเห็น Bullish Engulfing Bar (แท่งเขียวกลืนแท่งแดงก่อนหน้า) หลังจากที่ราคาลงมานานๆ นั่นแสดงว่าแรงซื้อเข้ามาอย่างมหาศาล จนสามารถกลืนกินแรงขายก่อนหน้าได้หมด มันเป็นสัญญาณของการกลับตัวขึ้นที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ
แต่ย้ำอีกครั้งนะครับ! รูปแบบแท่งเทียนมันไม่ได้บอกอะไรเราเลย ถ้ามันไปโผล่กลางๆ กราฟที่ไม่มีนัยยะสำคัญอะไร ผมเคยเห็นเทรดเดอร์มือใหม่จำนวนมากท่องจำรูปแบบแท่งเทียนเป็นร้อยๆ แบบ แต่พอไปเจอของจริงก็ยังเทรดไม่ได้ดี เพราะเขาไม่ได้มอง ‘บริบท’ ครับ จำไว้ว่า “ตำแหน่งสำคัญกว่ารูปแบบ” เสมอครับ
แนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance) พื้นที่ต่อสู้สำคัญ
ถ้าแท่งเทียนคือคำศัพท์ รูปแบบแท่งเทียนคือประโยค งั้น ‘แนวรับแนวต้าน’ ก็คือ ‘โครงเรื่อง’ ของตลาดเลยครับ นี่คือหัวใจสำคัญมากๆ ของ Price Action Trading แนวรับ (Support) คือระดับราคาที่ราคามักจะหยุดลงและดีดตัวขึ้น ส่วนแนวต้าน (Resistance) คือระดับราคาที่ราคามักจะหยุดขึ้นและดีดตัวลง
ลองนึกภาพง่ายๆ เหมือนบ้านคุณมี ‘พื้น’ กับ ‘เพดาน’ ครับ พื้นก็คือแนวรับ เวลาคุณโยนลูกบอลลงไปมันก็จะเด้งขึ้น ส่วนเพดานก็คือแนวต้าน เวลาคุณโยนลูกบอลขึ้นไปมันก็จะชนแล้วเด้งลงมา ตราบใดที่ลูกบอลยังอยู่ในห้อง มันก็จะเด้งไปเด้งมาระหว่างพื้นกับเพดานนั่นแหละครับ แต่ถ้าวันไหนมีแรงมากพอที่จะโยนลูกบอลทะลุเพดานขึ้นไปได้ เพดานเก่าก็อาจจะกลายเป็นพื้นใหม่ของชั้นบนได้เหมือนกันครับ
ผมจำได้ว่าตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ผมพยายามจะหาแนวรับแนวต้านที่ ‘แม่นยำ’ เป็นเส้นเดี่ยวๆ เป๊ะๆ เช่น EUR/USD ที่ 1.08000 พอดีเด๊ะ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ แนวรับแนวต้านมันเป็น ‘โซน’ หรือ ‘พื้นที่’ มากกว่าจะเป็นเส้นคมๆ ครับ ยกตัวอย่างเช่น 1.08000 อาจจะเป็นแนวรับ แต่ราคาอาจจะลงไปถึง 1.07950 หรือ 1.08020 แล้วค่อยเด้งก็ได้ครับ ดังนั้น เวลาเรามองหาแนวรับแนวต้าน เราต้องมองมันเป็น ‘บริเวณ’ ที่ราคาเคยมีปฏิกิริยามาก่อนครับ
ความสำคัญของแนวรับแนวต้านคือมันเป็นจุดที่เราสามารถคาดการณ์ได้ว่า “น่าจะ” เกิดการต่อสู้ครั้งสำคัญขึ้นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายครับ ถ้าเราเห็นรูปแบบแท่งเทียนกลับตัวไปปรากฏที่แนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่ง นั่นแหละครับคือสัญญาณที่มีน้ำหนักมากๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจเทรดได้ อย่างเช่น ถ้า EUR/USD ขึ้นไปชนแนวต้านที่ 1.1000 แล้วเกิด Pin Bar ชี้ลง พร้อมกับแรงขายที่เข้ามา นั่นอาจจะเป็นโอกาสในการพิจารณาเข้า Sell ครับ แต่ถ้าทะลุ 1.1000 ขึ้นไปได้แรงๆ แนวต้านนั้นก็จะกลายเป็นแนวรับใหม่ที่สำคัญต่อไปครับ
มาครับน้องๆ เรามาต่อกันเลยจากคราวที่แล้วที่เราคุยกันเรื่อง Price Action Trading คืออะไรไปแล้ว พอจะเห็นภาพเนอะว่ามันคือการอ่านพฤติกรรมราคาเปล่าๆ บนกราฟนั่นแหละ ไม่ต้องพึ่ง Indicator อะไรให้รกตาเลย
ทีนี้ไอ้การอ่านพฤติกรรมราคาเนี่ย มันก็มี “ภาษา” ของมันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาอ่านมั่วๆ ได้เลย เหมือนเวลาเราไปเรียนภาษาใหม่ๆ มันก็ต้องเริ่มจากตัวอักษร คำศัพท์ ใช่ไหมครับ กราฟเปล่าๆ ก็เหมือนกัน มันมีรูปแบบ มีแพทเทิร์น ที่บอกเล่าเรื่องราวให้เราฟังอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเทรดเดอร์บางคนถึงดูแค่แท่งเทียนกับเส้นสองสามเส้นก็เทรดได้แล้ว? นั่นแหละครับ เค้าใช้ Price Action กันนี่แหละ เพราะมันคือการอ่านจิตวิทยาตลาดที่สะท้อนออกมาเป็น “ราคา” แบบตรงไปตรงมาที่สุดแล้วครับ ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งหรือหน่วงเวลาเลย
## เครื่องมือสำคัญที่ Price Action Trader ต้องมี
พอพูดถึงเครื่องมือ น้องๆ อาจจะนึกถึง Indicator หรืออะไรที่มันซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว “เครื่องมือ” ของ Price Action Trader น่ะ มันอยู่ตรงหน้าเราเลย คือกราฟนั่นแหละครับ แต่เราต้องรู้ว่าจะ “มอง” มันยังไง และ “ตีความ” มันยังไงต่างหาก
เหมือนตอนผมเขียนโค้ดใหม่ๆ น่ะครับ บางทีนั่งมองโค้ดเป็นพันๆ บรรทัด มันก็คือตัวอักษรไปหมด แต่พอเราเริ่มเข้าใจโครงสร้าง ฟังก์ชัน แต่ละส่วนทำอะไร หน้าที่อะไร มันก็กลายเป็นระบบที่สวยงามและทำงานได้จริง กราฟก็เหมือนกันครับ เราต้องเรียนรู้ภาษาของมัน
### แท่งเทียน (Candlesticks) บอกอะไรเรา?
หัวใจหลักของ Price Action เลยคือแท่งเทียนนี่แหละครับ แท่งเทียนแต่ละแท่งมันเล่าเรื่องราวในกรอบเวลาของมันได้หมดเลยนะว่าราคาเปิดที่ไหน ปิดที่ไหน สูงสุดเท่าไหร่ ต่ำสุดเท่าไหร่ในระหว่างนั้น
ลองนึกภาพตามนะ ถ้าแท่งเทียนสีเขียวตัวใหญ่ๆ ยาวๆ ปิดสูงลิ่วเลย นั่นแสดงว่าผู้ซื้อมีพลังมหาศาลครับ ผลักดันราคาขึ้นไปได้เยอะมากในกรอบเวลานั้นๆ เหมือนตอนเราเจอโปรลดราคา Black Friday แล้วสินค้ามันหมดไวๆ ผู้ซื้อแย่งกันซื้อเลยดันราคาขึ้นไปได้สุดๆ
ตรงกันข้าม ถ้าเจอแท่งแดงยาวๆ ปิดต่ำกว่าราคาเปิดเยอะๆ นั่นคือผู้ขายกุมอำนาจเต็มที่ครับ เหมือนมีข่าวร้ายออกมารัวๆ ทุกคนแห่ขายออกก่อนที่ราคาจะลงไปหนักกว่านี้
ทีนี้มันก็มีแท่งเทียนหน้าตาแปลกๆ ที่สำคัญอีกหลายแบบเลยครับ เช่น:
* **Pin Bar:** แท่งเทียนที่มีไส้ยาวๆ ไปทางใดทางหนึ่ง แล้วตัวบอดี้สั้นๆ อยู่ตรงข้าม เหมือนมีใครพยายามดันราคาไปทางหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกผลักกลับมา แสดงถึงการปฏิเสธราคาในโซนนั้นๆ ครับ
* **Engulfing Bar:** แท่งเทียนที่ตัวบอดี้ใหญ่กว่าแท่งก่อนหน้าอย่างชัดเจน กลืนกินแท่งก่อนหน้าไปเลย ถ้าเป็น Bullish Engulfing ก็คือผู้ซื้อกลืนกินผู้ขาย แสดงถึงแรงซื้อที่เข้ามาอย่างรุนแรง
พวกนี้แหละครับ คือ “คำศัพท์” พื้นฐานที่เราต้องรู้ไว้ เพื่ออ่าน “ประโยค” หรือ “เรื่องราว” ที่กราฟกำลังเล่าให้เราฟัง
### รูปแบบกราฟที่คุ้นตา (Chart Patterns) แต่สำคัญกว่าที่คิด
พอเราอ่านแท่งเทียนเป็นแล้ว เราก็จะเริ่มเห็น “แพทเทิร์น” หรือ “รูปแบบ” ที่แท่งเทียนเหล่านี้มารวมตัวกัน เหมือนตัวอักษรมารวมกันเป็นคำ คำมารวมกันเป็นประโยคนั่นแหละครับ ไอ้รูปแบบพวกนี้แหละที่บอกใบ้ถึงทิศทางราคาในอนาคตได้ดีนักแล
* **Head & Shoulders:** รูปแบบกลับตัวยอดฮิต ที่บอกว่าเทรนด์ขาขึ้นกำลังจะจบและอาจจะกลับเป็นขาลง ลักษณะเหมือนหัวกับไหล่สองข้าง เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างแรงเลยครับถ้ามันฟอร์มตัวสมบูรณ์
* **Double Top/Bottom:** อันนี้ก็เป็นแพทเทิร์นกลับตัวเหมือนกันครับ ถ้าเป็น Double Top คือราคาขึ้นไปชนแนวต้านสองครั้งแล้วไม่ผ่าน แสดงว่าแรงซื้อเริ่มหมด ถ้าเป็น Double Bottom ก็ตรงข้ามกัน เป็นสัญญาณกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น
* **Triangles (สามเหลี่ยม):** มีทั้งแบบ Symmetrical, Ascending, Descending Triangle พวกนี้มักจะเป็นแพทเทิร์นที่บอกว่าราคากำลังบีบตัว เตรียมจะระเบิดออกไปทางใดทางหนึ่งครับ เหมือนสปริงที่ถูกบีบอัดจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็จะเด้งออกไปอย่างรุนแรง
การรู้แพทเทิร์นเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูก 100% นะครับ แต่เป็นการเพิ่มโอกาสในการเทรดของเราให้สูงขึ้น เหมือนเรามีข้อมูลเยอะขึ้นในการตัดสินใจนั่นแหละครับ
### แนวรับแนวต้าน (Support & Resistance) เส้นชีวิตของเทรดเดอร์
ถ้าแท่งเทียนคือคำศัพท์ รูปแบบกราฟคือประโยค งั้นแนวรับแนวต้านก็คือ “โครงสร้างประโยค” หรือ “ไวยากรณ์” ที่สำคัญมากๆ เลยครับ เป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตแดนที่ราคาขึ้นไปชนแล้วมักจะเด้งกลับ หรือลงมาชนแล้วมักจะหยุด
* **แนวรับ (Support):** เปรียบเสมือนพื้นบ้านที่เรายืนอยู่ครับ ราคาลงมาถึงตรงนี้แล้วมักจะเด้งกลับขึ้นไป เพราะมีแรงซื้อรออยู่เยอะ เหมือนมีคนรอช้อนซื้อของถูกนั่นแหละครับ
* **แนวต้าน (Resistance):** เปรียบเสมือนเพดานบ้านครับ ราคาขึ้นไปถึงตรงนี้แล้วมักจะเด้งกลับลงมา เพราะมีแรงขายรออยู่เยอะ เหมือนมีคนรอขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นไปสูงๆ
การหาแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งได้เนี่ย ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Price Action เลยนะ เพราะมันเป็นจุดที่เราจะมองหาจังหวะเข้าเทรด หรือวาง Stop Loss / Take Profit ได้อย่างมีเหตุผลและแม่นยำที่สุดครับ
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ผมชอบใช้ Indicator เยอะมากครับ จนกราฟดูไม่รู้เรื่องเลย พอหันมาศึกษา Price Action จริงจัง ถึงได้รู้ว่า “สิ่งที่อยู่ตรงหน้า” คือสิ่งที่มีพลังที่สุดแล้วครับ
—
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าการเทรดแบบ Price Action กับการใช้ Indicator มันต่างกันยังไง? แล้วแบบไหนเหมาะกับใคร? ผมทำตารางมาให้ดูคร่าวๆ แบบเข้าใจง่ายๆ ครับ
| คุณสมบัติ | Price Action Trading | Indicator-Based Trading |
|---|---|---|
| หลักการพื้นฐาน | อ่านพฤติกรรมราคาเปล่าๆ บนกราฟโดยตรง (แท่งเทียน, รูปแบบกราฟ, แนวรับ/ต้าน) | ใช้สูตรคำนวณจากราคาในอดีตมาแสดงผลเป็นเส้น/แท่ง/กราฟเสริม |
| ความซับซ้อน | ดูเรียบง่าย แต่ต้องใช้ประสบการณ์ในการตีความพฤติกรรมราคา | ดูซับซ้อนด้วยเส้นสายและกราฟย่อย แต่ตีความตามสัญญาณได้ตรงไปตรงมา |
| ความเร็วในการตัดสินใจ | เร็วมาก เพราะข้อมูลคือราคาปัจจุบันที่เห็นทันที (Leading) | ช้ากว่า เพราะ Indicator มี Lagging (ข้อมูลย้อนหลัง) |
| การพึ่งพาข้อมูล | พึ่งพากราฟราคาปัจจุบันอย่างเดียว | พึ่งพาสูตร Indicator และข้อมูลราคาในอดีต |
| ข้อดี | สัญญาณแม่นยำกว่าในสถานการณ์สำคัญ (แนวรับ/ต้าน), เข้าใจจิตวิทยาตลาดได้ลึกซึ้ง | ให้สัญญาณที่ชัดเจนในสภาวะตลาดที่มีเทรนด์, ลดอคติส่วนตัวได้ |
| ข้อเสีย | ต้องใช้เวลาฝึกฝนและสร้างประสบการณ์ในการอ่านกราฟ, อาจมีสัญญาณหลอกได้ถ้าตีความไม่ดี | เกิดสัญญาณหลอกบ่อยในตลาด Sideway, สัญญาณมักจะช้ากว่าราคาจริง |
| สไตล์ที่เหมาะ | เทรดเดอร์ที่ชอบความเรียบง่าย, อ่านตลาดได้ไว, มีประสบการณ์ | เทรดเดอร์มือใหม่, ชอบระบบที่ชัดเจน, ไม่ชอบการตีความเยอะ |
—
## วางแผนเทรดด้วย Price Action: ตัวอย่างคำนวณจริงแบบจับต้องได้
เอาล่ะครับ น้องๆ รู้จักเครื่องมือแล้ว เข้าใจความต่างแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าเราจะเอา Price Action มาใช้จริงในแผนการเทรดของเราได้ยังไง ผมจะยกตัวอย่างแบบคำนวณให้เห็นตัวเลขชัดๆ เลยนะ ว่าการวางแผนมันต้องคิดอะไรบ้าง
ตอนที่ผมเริ่มเทรด Forex ใหม่ๆ ผมก็ไม่รู้เรื่องการคำนวณ Lot Size หรือ Risk-Reward อะไรพวกนี้หรอกครับ กดไปตามอารมณ์เลย ผลคือพอร์ตระเบิดไปหลายรอบ จนมานั่งคำนวณจริงจังนี่แหละ ถึงได้รู้ว่าวินัยและการวางแผนสำคัญกว่าการเดาทิศทางราคาเยอะ
### เข้าใจ Risk-Reward Ratio ก่อนกดออเดอร์
ก่อนที่เราจะกดซื้อหรือขายอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่เราต้องคิดเลยคือ “คุ้มเสี่ยงไหม?” ครับ Risk-Reward Ratio (R:R) คืออัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้
สมมติว่าเราจะเสี่ยง 1 ส่วน เพื่อแลกกับผลตอบแทน 2 ส่วน แบบนี้คือ R:R 1:2 ครับ หมายความว่าถ้าเราแพ้ เราเสีย 100 บาท แต่ถ้าเราชนะ เราได้ 200 บาท
ทำไมถึงสำคัญ? เพราะต่อให้เราทายถูกแค่ 50% แต่ถ้าเราเทรดด้วย R:R 1:2 ขึ้นไป เราก็ยังกำไรอยู่ดีครับ! เหมือนเล่นเกมที่โอกาสชนะครึ่งๆ แต่ถ้าชนะได้เงิน 2 เท่า ถ้าแพ้เสียแค่ 1 เท่าไงล่ะครับ
Price Action ช่วยให้เรากำหนด R:R ได้ดีมาก เพราะเราเห็นแนวรับแนวต้านชัดเจน เราสามารถวาง Stop Loss (จุดตัดขาดทุน) และ Take Profit (จุดทำกำไร) ได้อย่างมีเหตุผลครับ
### คำนวณ Lot Size ให้พอดีพอร์ต ไม่โอเวอร์เทรด
นี่คือจุดสำคัญที่มือใหม่หลายคนพลาดครับ! การรู้ว่าต้องเปิด Lot Size เท่าไหร่ในแต่ละครั้ง เพื่อให้ความเสี่ยงของเราอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ มันสำคัญกว่าการหาจุดเข้าที่แม่นยำซะอีก
สมมติว่า:
* **เงินทุน (Capital):** 10,000 USD
* **เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ต่อการเทรด 1 ครั้ง (Risk per Trade):** 1% ของเงินทุน
* **Stop Loss (SL):** 50 Pips (สมมติจากการวิเคราะห์ Price Action แล้วว่าถ้าผิดทาง 50 Pips ให้ตัดขาดทุน)
* **คู่เงินที่เทรด:** EUR/USD (สมมติว่า 1 Pip ของ EUR/USD มีมูลค่า 10 USD ต่อ 1 Standard Lot)
**ขั้นตอนการคำนวณ:**
1. **คำนวณเงินที่เรายอมเสี่ยงได้:**
* 1% ของ 10,000 USD = 10,000 * 0.01 = **100 USD**
* นี่คือจำนวนเงินสูงสุดที่เราจะเสียได้ใน 1 การเทรดครับ
2. **คำนวณมูลค่าต่อ Pip ของ Lot Size ที่เหมาะสม:**
* เงินที่ยอมเสี่ยง / จำนวน Pips ของ Stop Loss = มูลค่าต่อ Pip
* 100 USD / 50 Pips = **2 USD ต่อ Pip**
3. **คำนวณ Lot Size:**
* มูลค่าต่อ Pip ที่เหมาะสม / มูลค่าต่อ Pip ของ 1 Standard Lot = Lot Size
* 2 USD / 10 USD (สำหรับ EUR/USD 1 Standard Lot) = **0.2 Lot**
ดังนั้น ในการเทรด EUR/USD ครั้งนี้ ด้วยเงินทุน 10,000 USD และยอมเสี่ยง 1% เราควรเปิดออเดอร์ที่ Lot Size **0.2 Lot** ครับ ไม่มากไปกว่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าถ้าผิดทาง เราจะเสียแค่ 100 USD เท่านั้น
ถ้าเราเปิด 0.01 Lot นั่นคือ 10 USD ต่อ Pip สำหรับ 1 Standard Lot, 0.2 Lot ก็คือ 2 USD ต่อ Pip นั่นเองครับ
### ตัวอย่างสถานการณ์จริง: เทรด EURUSD ด้วย Price Action
มาลองดูสถานการณ์จริงกันครับ สมมติว่ากราฟ EUR/USD ราย 4 ชั่วโมง (H4) กำลังเป็นขาลงอย่างชัดเจน และเพิ่งเด้งขึ้นมาชนแนวต้านสำคัญที่เราตีไว้
1. **วิเคราะห์ด้วย Price Action:**
* เราเห็นแท่งเทียน Pin Bar ปิดเป็นสีแดงตรงแนวต้านพอดีเลยครับ ไส้ยาวๆ ชี้ขึ้นไป แสดงว่าราคาพยายามจะขึ้นไปแต่ถูกแรงขายกดกลับลงมาอย่างรุนแรง (สัญญาณ Bearish Rejection)
* นี่คือสัญญาณที่ Price Action Trader ชอบเลยครับ แสดงว่าแนวต้านนี้แข็งแกร่ง และมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวลง
2. **วางแผนการเทรด:**
* **Entry (จุดเข้า):** เราจะ Sell (ขาย) เมื่อแท่ง Pin Bar ปิดสมบูรณ์ หรืออาจจะรอคอนเฟิร์มด้วยการ Break Low ของแท่ง Pin Bar ครับ สมมติว่าเราเข้าที่ราคา **1.08500**
* **Stop Loss (SL):** เราจะวาง SL เหนือไส้ของ Pin Bar นิดหน่อยครับ เพื่อป้องกันความผันผวนเล็กน้อย สมมติว่าวาง SL ที่ราคา **1.09000**
* **Take Profit (TP):** เรามองหาแนวรับถัดไปที่แข็งแกร่งจากกราฟย้อนหลังครับ สมมติว่าเจอแนวรับที่ราคา **1.07500**
3. **คำนวณ Risk-Reward Ratio:**
* **ความเสี่ยง (Risk):** Entry 1.08500 – SL 1.09000 = 50 Pips
* **ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Reward):** Entry 1.08500 – TP 1.07500 = 100 Pips
* **R:R Ratio:** 100 Pips (Reward) / 50 Pips (Risk) = **2:1**
* เยี่ยมเลยครับ! R:R 2:1 ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
4. **คำนวณ Lot Size (จากตัวอย่างด้านบน):**
* เงินทุน 10,000 USD, เสี่ยง 1% (100 USD), SL 50 Pips
* เราคำนวณได้ Lot Size คือ **0.2 Lot**
5. **สรุปการเทรด:**
* เปิดออเดอร์ Sell EUR/USD ที่ 1.08500 ด้วย Lot Size 0.2
* ตั้ง SL ที่ 1.09000
* ตั้ง TP ที่ 1.07500
**ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น:**
* **ถ้าชน SL:** เสีย 50 Pips * 2 USD/Pip = **100 USD** (ตรงกับ 1% ที่เรายอมเสี่ยง)
* **ถ้าชน TP:** ได้ 100 Pips * 2 USD/Pip = **200 USD** (เป็นกำไร 2% ของพอร์ต)
เห็นไหมครับ การวางแผนด้วย Price Action และการคำนวณอย่างรอบคอบ ทำให้เราเทรดได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ และรู้ล่วงหน้าเลยว่าถ้าแพ้เราจะเสียเท่าไหร่ และถ้าชนะเราจะได้เท่าไหร่
จากประสบการณ์ผม การทำแบบนี้ทุกครั้งก่อนเข้าเทรด มันช่วยลดความเครียดและทำให้เราเทรดได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นเยอะเลยครับ
—
**คำถามที่พบบ่อย (FAQs)**
* **Q: Price Action Trading เหมาะกับมือใหม่ไหมครับ?**
* A: เหมาะครับ แต่ต้องใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝนในการอ่านกราฟพอสมควรเลยนะช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกว่ามันไม่มีกฎตายตัวเหมือน Indicator แต่พอจับจุดได้แล้วจะรู้สึกว่ามันทรงพลังมากครับ
* **Q: ต้องใช้ Timeframe ไหนในการเทรด Price Action ครับ?**
* A: ไม่มี Timeframe ที่ดีที่สุดครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว Timeframe ที่ใหญ่กว่า (เช่น H4, Daily) สัญญาณ Price Action มักจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะเป็นภาพรวมของตลาดที่ใหญ่ขึ้นครับ
* **Q: ผมควรใช้ Indicator เสริมกับ Price Action ได้ไหมครับ?**
* A: ได้ครับ บางเทรดเดอร์ก็ใช้ Indicator ประเภท Volume หรือ Moving Average มาช่วยยืนยันสัญญาณจาก Price Action ได้บ้าง แต่ต้องระวังอย่าให้ Indicator มันทำให้คุณไขว้เขวจากข้อมูลราคาหลักนะครับ
* **Q: Price Action มีสัญญาณหลอก (False Signal) ไหมครับ?**
* A: มีแน่นอนครับ ไม่มีเทคนิคไหนแม่นยำ 100% Price Action ก็มีสัญญาณหลอกได้เช่นกันครับ ดังนั้นการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) จึงสำคัญมากครับ
* **Q: ผมจะฝึกอ่าน Price Action ได้จากที่ไหนครับ?**
* A: เริ่มจากการดูกราฟเปล่าๆ บ่อยๆ ครับ ย้อนดูกราฟเก่าๆ แล้วลองหาแพทเทิร์น แท่งเทียน หรือแนวรับแนวต้าน แล้วลองจินตนาการว่าถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นั้นจะเทรดยังไงครับ การทำ Backtest บ่อยๆ จะช่วยได้เยอะเลย
—
**คำเตือนความเสี่ยง (Risk Warning):** การซื้อขาย Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูงต่อเงินลงทุน และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนตัดสินใจลงทุน และควรลงทุนด้วยเงินที่คุณพร้อมจะสูญเสียเท่านั้น การซื้อขายดังกล่าวมีโอกาสที่จะขาดทุนมากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น โปรดศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจใดๆ ครับ
เคล็ดลับจากประสบการณ์
จากประสบการณ์การเทรดมานานกว่า 10 ปี บวกกับพื้นฐานคนไอทีที่ชอบอะไรที่มัน “ตรงไปตรงมา” ไม่ซับซ้อน ผมมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Price Action ที่อยากฝากไว้ให้คิดครับ
1. “Keep it Simple, Stupid” (KISS) ใช้ได้จริงเสมอ
- Price Action Trading คืออะไร?
- หัวใจของการอ่านกราฟด้วย Price Action
- เคล็ดลับจากประสบการณ์
- Price Action Trading คืออะไร?
- ตัวอย่างคำนวณจริง
- Case Study
- เปรียบเทียบ: Price Action vs. Indicator-Based Trading
- ข้อดีของ Price Action ที่คนอื่นไม่ค่อยพูดถึง
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- คำเตือนความเสี่ยง
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- สรุป
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ก็เหมือนน้องๆ หลายคนนั่นแหละครับ ชอบหาอินดิเคเตอร์เทพๆ มาใส่กราฟเป็นสิบๆ ตัว คิดว่ายิ่งเยอะยิ่งแม่น แต่สุดท้ายกราฟมันจะรกจนเรามองไม่เห็นอะไรที่สำคัญจริงๆ เลย ผมเคยเขียนโค้ดมา 30 ปี พอระบบมันซับซ้อนมากๆ เข้า สิ่งที่ได้กลับมาคือมันพังง่าย และแก้บั๊กยาก Price Action ก็เหมือนกันครับ ยิ่งคุณพยายามหาแพทเทิร์นแปลกๆ หรือผสมผสานมันเข้ากับทฤษฎีซับซ้อน คุณจะหลงทางครับ โฟกัสแค่ไม่กี่แพทเทิร์นที่เข้าใจง่าย เช่น Pin Bar, Engulfing หรือ Doji ที่เกิดในโซนสำคัญๆ แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้วครับ
2. ใจเย็นๆ เหมือนรอโหลดโปรแกรมใหญ่ๆ ให้เสร็จ
ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เลยครับ ไม่ใช่แค่อดทนรอสัญญาณเทรดที่ชัดเจนนะ แต่ต้องอดทนรอให้ Price Action มัน “คอนเฟิร์ม” ด้วย ผมเห็นบ่อยมากที่คนรีบเข้าเทรดตั้งแต่แท่งเทียนยังไม่ปิด หรือเห็นแค่สัญญาณแรกก็กระโดดใส่เลย ผลคือโดนหลอกบ่อยครับ สัญญาณที่เห็นตอนแท่งเทียนกำลังวิ่ง กับสัญญาณที่เห็นหลังแท่งเทียนปิดไปแล้ว มันอาจจะคนละเรื่องกันเลยก็ได้ครับ เหมือนเรากำลังรอโปรแกรมใหญ่ๆ โหลดนั่นแหละครับ ถ้าไปกดปิดกลางคัน มันก็พังใช่ไหม? กราฟก็เช่นกัน รอให้มันโหลด (ปิดแท่งเทียน) ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยตัดสินใจครับ
3. ฝึกให้เชี่ยวชาญกับ “หนึ่ง” อย่าง ก่อนจะไป “หลาย” อย่าง
คนส่วนใหญ่มักจะพยายามเรียนรู้ทุกแพทเทิร์น ทุกกลยุทธ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่จะเชี่ยวชาญทั้งหมดในคราวเดียว ผมแนะนำให้คุณเลือก Price Action Pattern ที่คุณชอบ หรือรู้สึกว่ามันเข้ากับจริตการเทรดของคุณมากที่สุด มาแค่ 1-2 แพทเทิร์น แล้วฝึกฝนมันให้เชี่ยวชาญขั้นเทพไปเลยครับ Backtest ซ้ำๆ ดูว่ามันเกิดตรงไหนบ่อย ทำกำไรได้แค่ไหน ข้อดีข้อเสียอย่างไร พอคุณเข้าใจมันทะลุปรุโปร่งแล้ว ค่อยๆ ขยับไปเรียนรู้อย่างอื่นเพิ่ม จะทำให้คุณมีพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าการรู้หลายๆ อย่างแบบผิวเผินครับ
4. การบริหารความเสี่ยงคือ Price Action ตัวที่ห้า ที่ไม่เคยมีใครพูดถึง
คุณจะอ่านกราฟเก่งแค่ไหน เห็นแพทเทิร์นแม่นยำระดับปรมาจารย์ แต่ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่อง Risk Management เลย สิ่งที่รออยู่ก็คือหายนะครับ ผมเคยเห็นนักเทรดเก่งๆ หลายคนพังเพราะเรื่องนี้มานักต่อนัก การอ่าน Price Action ไม่ได้มีแค่การดูแท่งเทียนเท่านั้น แต่มันรวมถึงการอ่าน “ศักยภาพ” ของกราฟว่ามันมีโอกาสไปถึงไหน และ “ความเสี่ยง” ที่เราจะรับได้เท่าไหร่ด้วย การวาง Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสมตามโครงสร้าง Price Action ที่คุณเห็น คือหัวใจสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ มันคือการประยุกต์ใช้ Price Action ในมิติที่คนส่วนใหญ่ลืมไปครับ
สวัสดีครับน้องๆ เทรดเดอร์ หรือใครที่กำลังอยากจะลองเข้ามาในโลกของ Forex
วันนี้พี่บอมจะมาเล่าเรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเทรดเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ **Price Action Trading** หรือการเทรดด้วย “การกระทำของราคา” ครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง แต่เคยสงสัยไหมว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร และทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพหลายคนถึงเลือกใช้มันเป็นหลัก?
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ นะครับ จำได้เลยว่าเจออินดิเคเตอร์สารพัดแบบเต็มไปหมดเลย ทั้ง RSI, MACD, Stochastic, Bollinger Bands โอ๊ย! เยอะจนตาลายไปหมด พยายามจะใช้ทุกตัวพร้อมกันเพื่อหาจังหวะเข้า แต่กลายเป็นว่ายิ่งงง ยิ่งสับสน สุดท้ายกราฟก็ดูรกไปหมดจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
พอได้นั่งคิดและทบทวนอยู่พักใหญ่ ด้วยพื้นฐานคนไอทีที่ชอบอะไรที่มัน “บริสุทธิ์” ไม่ซับซ้อน พอเราเริ่มเขียนโค้ดมา 30 ปี เราจะรู้เลยว่าข้อมูลดิบมันมีพลังที่สุด อินดิเคเตอร์ทั้งหลายมันก็แค่ “ผลลัพธ์” ที่ประมวลผลมาจากข้อมูลราคาอีกทีหนึ่ง ทีนี้ก็เลยคิดว่า ถ้าเราอ่านข้อมูลดิบโดยตรงได้ล่ะ? มันก็น่าจะแม่นยำและตอบโจทย์ที่สุดนี่นา นั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันมาศึกษา Price Action อย่างจริงจัง
Price Action Trading คืออะไร?
เอาแบบบ้านๆ เลยนะ Price Action คือการอ่านพฤติกรรมของราคาบนกราฟเปล่าๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาอินดิเคเตอร์ใดๆ เลยครับ น้องๆ เคยไปดูหนังแล้วเห็นพระเอกนางเอกสื่อสารกันด้วยแววตา ท่าทาง โดยไม่ต้องพูดอะไรไหม? Price Action ก็เหมือนกับการที่เราพยายามอ่าน “ภาษา” ที่ราคาพยายามจะบอกเรานั่นแหละครับ มันคือการตีความจากแท่งเทียน (candlesticks), โครงสร้างของตลาด (market structure), แนวรับแนวต้าน (support and resistance), และรูปแบบราคาต่างๆ (chart patterns)
มันคือการพยายามหาคำตอบว่า “ตอนนี้คนส่วนใหญ่เขากำลังคิดอะไรกันอยู่นะ?” หรือ “ตลาดมีแนวโน้มจะไปทางไหนนะ?” โดยใช้แค่สิ่งที่ตาเห็นบนกราฟเท่านั้นเองครับ ผมชอบเปรียบเทียบว่ามันเหมือนการอ่านโค้ดโปรแกรมที่เราเขียนเองนั่นแหละครับ ถ้าเราเข้าใจโครงสร้างของโค้ด เราก็รู้ว่ามันจะทำงานยังไง ไม่ต้องไปอ่านจาก Output ที่มันประมวลผลออกมาอีกที ซึ่งบางทีก็ดีเลย์ไปแล้ว
อ่านกราฟเปล่าๆ ไม่ใช่อินดิเคเตอร์เหรอ?
ใช่เลยครับ! สิ่งที่เราดูไม่ใช่เส้นหลากสีสันที่ซับซ้อน แต่มันคือแท่งเทียนแต่ละแท่งที่บอกเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อ (กระทิง) กับผู้ขาย (หมี) ในช่วงเวลานั้นๆ ครับ แท่งเทียนสีเขียวหรือน้ำเงินบอกว่าผู้ซื้อชนะ แท่งเทียนสีแดงบอกว่าผู้ขายชนะ ถ้ามันมีหางยาวๆ ล่ะก็ แสดงว่ามีการผลักดันกันไปมาอย่างดุเดือดเลยทีเดียว
การอ่าน Price Action ก็เหมือนการที่เราพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวจากแท่งเทียนเหล่านี้ ลองนึกภาพว่าเรากำลังอ่านนิทานที่มีแต่รูปภาพ แล้วเราก็ใช้ประสบการณ์ของเรามาตีความว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นยังไง นั่นแหละคือแก่นของมันเลยครับ
หัวใจสำคัญของการอ่าน Price Action
* **แท่งเทียน (Candlesticks):** นี่คือตัวละครหลักครับ แท่งเทียนแต่ละแท่งมีชื่อเรียกและบอกความหมายที่แตกต่างกัน เช่น Engulfing (กลืนกิน), Pin Bar (แท่งเข็ม), Doji (ลังเล) พวกนี้แหละครับคือสัญญาณที่ตลาดกำลังบอกเรา
* **แนวรับแนวต้าน (Support & Resistance):** เหมือนพื้นกับเพดานของราคาครับ เมื่อราคาลงมาเจอแนวรับ มักจะมีแรงซื้อดันกลับขึ้นไป หรือเมื่อชนแนวต้าน ก็มักจะมีแรงขายกดลงมา มันคือโซนที่ราคาเคยมีปฏิกิริยาสำคัญๆ ในอดีตครับ
* **เส้นแนวโน้ม (Trendlines):** เหมือนถนนของราคาครับ ถ้าถนนกำลังขึ้นก็คือเทรนด์ขาขึ้น ถ้าถนนกำลังลงก็คือเทรนด์ขาลง เราก็แค่พยายามหาจังหวะเทรดไปตามถนนสายหลักนั่นเอง
* **โครงสร้างตลาด (Market Structure):** อันนี้สำคัญมากครับ มันคือการดูว่าตลาดกำลังสร้าง High ที่สูงขึ้น Low ที่สูงขึ้น (Higher High, Higher Low) ในเทรนด์ขาขึ้น หรือ High ที่ต่ำลง Low ที่ต่ำลง (Lower High, Lower Low) ในเทรนด์ขาลง การเข้าใจโครงสร้างนี้ช่วยให้เราไม่หลงทิศครับ
ตัวอย่างคำนวณจริง
มาลองดูกันแบบเป็นตัวเลขจริงๆ เลยดีกว่าครับ จะได้เห็นภาพว่าเวลาเราเทรดด้วย Price Action มันคำนวณอะไรยังไงบ้าง
ตัวอย่างที่ 1: การคำนวณกำไร-ขาดทุนจากสัญญาณ Engulfing Bar
สมมติว่าเรากำลังดูคู่เงิน EUR/USD ใน Timeframe H1 ครับ ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.07500 แล้วจู่ๆ ก็มีแท่งเทียน **Bullish Engulfing Bar** เกิดขึ้นที่บริเวณแนวรับสำคัญ 1.07400 ซึ่งแสดงว่าผู้ซื้อกำลังเข้ามาอย่างแข็งแกร่ง
* **จุดเข้า (Entry):** เราตัดสินใจเข้าซื้อที่ 1.07510 (สูงกว่าแท่ง Engulfing เล็กน้อย)
* **จุดตัดขาดทุน (Stop Loss):** เราจะวาง SL ไว้ใต้ Low ของแท่ง Engulfing หรือใต้แนวรับที่ 1.07350
* **จุดทำกำไร (Take Profit):** เรามองหาแนวต้านถัดไปที่ 1.07810
มาคำนวณกันครับ:
1. **ระยะห่าง Stop Loss:** 1.07510 (Entry) – 1.07350 (SL) = 0.00160 หรือ 16 pips
2. **ระยะห่าง Take Profit:** 1.07810 (TP) – 1.07510 (Entry) = 0.00300 หรือ 30 pips
3. **Risk:Reward Ratio:** 30 pips / 16 pips ≈ 1.875:1 (ถือว่าดีเลยครับ)
ถ้าเราใช้ **Standard Lot (1.0 Lot)** ซึ่งปกติ 1 pip จะมีมูลค่าประมาณ $10 สำหรับคู่เงิน EUR/USD:
* **ขาดทุนที่ยอมรับได้ (ถ้า SL โดน):** 16 pips * $10/pip = **$160**
* **กำไรที่คาดว่าจะได้ (ถ้า TP โดน):** 30 pips * $10/pip = **$300**
เห็นไหมครับ การคำนวณแบบนี้ทำให้เรารู้ล่วงหน้าเลยว่าเราจะเสี่ยงเท่าไหร่ และมีโอกาสได้เท่าไหร่ ถ้าเราวางแผนดีๆ ก็จะสบายใจขึ้นเยอะเลยครับ
ตัวอย่างที่ 2: การคำนวณ Position Size ด้วย Risk Management
ข้อนี้สำคัญมากครับ! หลายคนอยากจะรวยเร็ว เลยอัด Lot ไซส์หนักๆ สุดท้ายพอร์ตพัง เพราะไม่ได้คำนวณความเสี่ยงที่เหมาะสม
สมมติว่าบัญชีเทรดของเรามีเงินอยู่ **$1,000** และเราตั้งใจจะเสี่ยงแค่ **2% ของเงินทุน** ต่อการเทรด 1 ครั้ง นั่นคือ $1,000 * 2% = **$20**
เราเจอสัญญาณ Pin Bar ขาขึ้นบนกราฟ GBP/USD ครับ
* **จุดเข้า (Entry):** 1.25800
* **จุดตัดขาดทุน (Stop Loss):** ใต้ Pin Bar ที่ 1.25650
* **ระยะห่าง Stop Loss:** 1.25800 – 1.25650 = 0.00150 หรือ 15 pips
ทีนี้มาคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมกันครับ
* **มูลค่า 1 pip ของ GBP/USD สำหรับ 1 Standard Lot:** ประมาณ $10 (อาจแตกต่างกันเล็กน้อยตาม Broker)
เราต้องการเสี่ยงแค่ $20 และ SL ของเราคือ 15 pips
* **มูลค่าต่อ pip ที่เราควรเทรด:** $20 (ความเสี่ยง) / 15 pips (SL) = $1.33 ต่อ pip
* **Lot Size ที่เหมาะสม:** ($1.33/pip) / ($10/pip ต่อ 1 Standard Lot) = 0.133 Standard Lot
ดังนั้น เราควรจะเทรดด้วย Lot Size ประมาณ **0.13 Lot** ครับ (ปัดลงเพื่อความปลอดภัย) ถ้าเราใช้ Lot Size นี้ ต่อให้เราโดน SL เราก็จะเสียแค่ $20 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เรายอมรับได้ครับ
ตัวอย่างที่ 3: การจัดการเทรดด้วย Price Action หลังเข้าออเดอร์ (Trailing Stop/Partial Profit)
สมมติว่าเราเข้าซื้อ EUR/JPY ที่ 158.000 ด้วย 0.5 Lot และวาง SL ที่ 157.700 (30 pips) และ TP ที่ 158.900 (90 pips)
* เมื่อราคาวิ่งขึ้นไปถึง 158.400 ซึ่งเป็นแนวต้านย่อยๆ ที่เราเห็นจาก Price Action ในอดีต (ประมาณ 40 pips จากจุดเข้า)
1. **ย้าย Stop Loss:** จากเดิม 157.700 เราอาจจะย้าย SL มาที่ **Break-even (จุดเข้า) ที่ 158.000** หรือย้ายไปที่ **158.100 (บวกเล็กน้อย)** เพื่อล็อกกำไรขั้นต่ำไว้ ถ้าเกิดราคากลับตัวลงมา เราก็จะไม่ขาดทุน หรืออย่างน้อยก็ยังได้กำไรติดไม้ติดมือ
2. **ปิดกำไรบางส่วน (Partial Profit):** เราอาจจะตัดสินใจปิดออเดอร์ไปก่อนครึ่งหนึ่ง (ขาย 0.25 Lot) ที่ราคา 158.400 เพื่อเก็บกำไร 40 pips * ($3.5/pip สำหรับ 0.5 Lot) = $140 เข้ากระเป๋าไปก่อน ส่วนอีก 0.25 Lot ที่เหลือ ก็ปล่อยวิ่งไปต่อโดยย้าย SL มาที่ Break-even
การจัดการแบบนี้ช่วยให้เรา “รักษา” กำไรไว้ได้ และลดความเสี่ยงลงได้มากครับ Price Action ช่วยเรามองหาจุดสำคัญเหล่านี้บนกราฟได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องรอมันไปถึง TP สุดท้ายเสมอไปครับ
Case Study
ผมจะเล่าจากประสบการณ์ตรงให้ฟังนะครับ ว่า Price Action มันช่วยผมยังไงในสถานการณ์จริง
Case Study 1: EUR/USD ทะลุแนวต้านสำคัญ
ช่วงนั้นเป็นปี 2017 ครับ ตอนนั้นผมกำลังเฝ้าดูคู่ EUR/USD อยู่เลย มันไซด์เวย์อยู่กรอบแคบๆ มานานมากครับ ประมาณ 3-4 สัปดาห์ได้ แล้วก็สร้างแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1.09500 ชนหลายครั้งไม่ผ่านเลย ผมก็เลยตีเส้นแนวนอนรอไว้เลยครับ
วันหนึ่งครับ ใน Timeframe H4 อยู่ดีๆ ก็มีแท่งเทียนขนาดใหญ่ สีเขียวเต็มแท่ง (Strong Bullish Bar) ปิดทะลุแนวต้าน 1.09500 ขึ้นไปอย่างชัดเจน แถมวอลุ่มก็เยอะผิดปกติด้วยครับ พอแท่งนั้นปิดปุ๊บ ผมก็มองว่านี่แหละคือสัญญาณที่ชัดเจนว่า “ผู้ซื้อชนะแล้ว!” เพราะมันทะลุแนวต้านที่แข็งแกร่งมาได้
ผมไม่รอช้าครับ รอให้ราคาย่อกลับลงมาทดสอบแนวต้านเดิมที่ตอนนี้กลายเป็นแนวรับ (Pullback) เล็กน้อยที่ 1.09550 แล้วผมก็เข้าซื้อเลยทันที ด้วย Lot Size ที่คำนวณความเสี่ยงมาแล้วเรียบร้อย วาง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับใหม่นี้ที่ 1.09300 เป้าหมาย Take Profit ผมมองไปที่แนวต้านถัดไปที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนที่ 1.10500
หลังจากนั้นประมาณ 2 วันครับ ราคาวิ่งขึ้นไปแบบต่อเนื่องเลย ไม่ได้ย่อลงมาโดน SL เลยแม้แต่น้อย สุดท้ายก็ไปชน Take Profit ที่ 1.10500 พอดีเป๊ะ! รอบนั้นผมได้กำไรไปประมาณ 95 pips ถือเป็นการเทรดที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบครับ สิ่งสำคัญที่ผมเรียนรู้จากตรงนี้คือ การรอคอยสัญญาณที่ชัดเจนจาก Price Action และการกล้าตัดสินใจเมื่อสัญญาณมาถึงครับ
Case Study 2: GBP/JPY สัญญาณหลอกที่เกือบทำให้พอร์ตเจ๊ง
เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพงเลยครับ ตอนนั้นผมยังเทรดได้ไม่นานมากนัก ประมาณปี 2015 ครับ คู่ GBP/JPY มันขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนอยู่แล้ว ผมกำลังเทรดใน Timeframe H1 ตอนนั้นราคากำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นที่ค่อนข้างชันเลยครับ ผมก็เฝ้ารอจังหวะที่จะเข้าตามเทรนด์
ผมเห็นแท่งเทียนคล้ายๆ Pin Bar หรือ Shooting Star เกิดขึ้นที่บริเวณแนวต้านย่อยๆ ครับ ผมตีความว่ามันน่าจะเป็นสัญญาณว่าราคาจะย่อตัวลงมาพักก่อน ผมก็เลยตัดสินใจเปิด Sell สวนเทรนด์ไปเลยครับ ด้วยความมั่นใจว่ามันต้องย่อแน่ๆ โดยไม่ได้รอดูสัญญาณยืนยันอื่นเลย แล้วก็วาง SL ไว้เหนือ High ของแท่งนั้นไปนิดหน่อย
ผลลัพธ์คืออะไรน่ะเหรอครับ? ราคามันไม่ได้ย่อลงมาเลยครับ! แท่งถัดไปที่เกิดขึ้น ดันเป็นแท่ง Bullish Engulfing ที่ใหญ่กว่าแท่ง Pin Bar ที่ผมเห็นซะอีก กลืนกินไปหมดเลย แล้วราคาก็พุ่งทะลุ SL ผมไปอย่างรวดเร็ว โดน Stop Loss ไปเต็มๆ เลยครับ แถมราคาก็วิ่งขึ้นไปต่อแบบไม่หยุดเลยด้วย
บทเรียนที่ได้จากตรงนี้คือ:
1. **อย่าเทรดสวนเทรนด์ (Counter-Trend) โดยไม่มีสัญญาณ Price Action ที่แข็งแกร่งจริงๆ:** การเทรดตามเทรนด์นั้นปลอดภัยกว่ามากครับ
2. **รอดู Confirmation (สัญญาณยืนยัน):** บางครั้งแท่งเทียนเดียวอาจจะไม่พอครับ ควรจะมีแท่งถัดไปที่ยืนยันการเคลื่อนไหวของราคาด้วย
3. **อย่าให้ความมั่นใจบดบังการวิเคราะห์:** ตอนนั้นผมมั่นใจมากเกินไปว่า Pin Bar นั้นจะใช้ได้ ทั้งๆ ที่บริบทของตลาดมันยังเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่งอยู่เลยครับ
ประสบการณ์แบบนี้แหละครับที่หล่อหลอมให้ผมเป็นเทรดเดอร์ในวันนี้ การเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยครับ
เปรียบเทียบ: Price Action vs. Indicator-Based Trading
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วมันต่างกันยังไงล่ะ? อันไหนดีกว่ากัน? ลองมาดูตารางเปรียบเทียบแบบง่ายๆ กันครับ
| คุณสมบัติ | Price Action Trading | Indicator-Based Trading |
|---|---|---|
| ข้อมูลหลักที่ใช้ | แท่งเทียน, แนวรับ/แนวต้าน, โครงสร้างราคา | เส้นค่าเฉลี่ย, สัญญาณซื้อ/ขายจากอินดิเคเตอร์ |
| การตีความ | เน้นการอ่านพฤติกรรมตลาดโดยตรง (Leading) | ตีความจากข้อมูลราคาที่ประมวลผลแล้ว (Lagging) |
| ความซับซ้อนของกราฟ | กราฟสะอาด โล่งตา | กราฟอาจมีเส้นและข้อมูลเยอะ รกตา |
| ความยืดหยุ่น | สูง ปรับใช้ได้กับทุกตลาดและทุก Timeframe | ขึ้นอยู่กับอินดิเคเตอร์ที่ใช้ บางตัวเหมาะกับบางตลาด |
| การเรียนรู้ | ต้องใช้เวลาฝึกฝนและประสบการณ์ในการตีความสูง | เข้าใจง่ายกว่าในเบื้องต้น แต่ต้องเรียนรู้การตั้งค่า |
| ความเร็วสัญญาณ | ได้สัญญาณเร็วกว่า มีโอกาสเข้าก่อน | มักได้สัญญาณช้ากว่า เนื่องจากมีการคำนวณย้อนหลัง |
| ความแม่นยำ | ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และมุมมองของเทรดเดอร์ | ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและเงื่อนไขตลาด |
จากตารางจะเห็นว่า Price Action มันเน้นความ “ดิบ” ของข้อมูลมากกว่าครับ มันคือการที่เราพยายามอ่าน “จิตวิทยาตลาด” ที่สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของราคาโดยตรงเลย เหมือนเรานั่งคุยกับเจ้าของธุรกิจแล้วฟังจากปากเขาเอง ไม่ใช่ไปฟังข่าวลือหรือบทวิเคราะห์จากที่อื่น
ส่วน Indicator-Based Trading ก็เหมือนเราไปดูข้อมูลสรุปผลประกอบการประจำปีครับ มันง่ายต่อการทำความเข้าใจในเบื้องต้น แต่ข้อเสียคือข้อมูลมันมักจะ “ช้าไปหนึ่งก้าว” เสมอ เพราะมันต้องรอให้ราคามันเคลื่อนไหวไปก่อน แล้วอินดิเคเตอร์ถึงจะประมวลผลออกมา ซึ่งบางทีตลาดก็ไปไกลแล้วครับ
สำหรับผมนะ จากประสบการณ์ที่เขียนโค้ดมา 30 ปี ผมชอบความบริสุทธิ์ของ Price Action ครับ เพราะมันคือข้อมูลดิบที่ทรงพลังที่สุด อินดิเคเตอร์ทั้งหลายมันก็แค่ “ฟังก์ชัน” ที่ประมวลผลมาจาก Price Action อีกทีหนึ่ง ถ้าเราเข้าใจต้นทาง เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งปลายทางที่อาจจะดีเลย์เสมอไป จริงไหมครับ?
ข้อดีของ Price Action ที่คนอื่นไม่ค่อยพูดถึง
* **มันคือ “Pure Market”:** กราฟเปล่าๆ ไม่มีอะไรมาบังสายตา ทำให้เราเห็นสิ่งที่ตลาดกำลังทำจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่อินดิเคเตอร์กำลังบอก
* **ใช้ได้กับทุก Timeframe:** ไม่ว่าน้องจะเทรดสั้น (Scalping) หรือเทรดยาว (Swing Trade) Price Action ก็ยังคงมีหลักการเดียวกัน
* **ไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งค่า:** ไม่มีค่าเฉลี่ยกี่วัน? Oversold เท่าไหร่? Price Action ไม่มีอะไรพวกนั้นเลยครับ
* **พัฒนา intuition หรือ “เซนส์” ในการเทรด:** ยิ่งดูบ่อย ยิ่งฝึกฝน น้องจะเริ่มมี “เซนส์” ในการมองเห็นโอกาสหรือสัญญาณที่สำคัญได้อย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวังและคำแนะนำจาก อ.บอม
แม้ว่า Price Action จะมีข้อดีเยอะแยะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะง่ายนะครับ
1. **ต้องใช้เวลาฝึกฝน:** การอ่านพฤติกรรมราคาต้องใช้เวลา ต้องดูบ่อยๆ ต้อง Backtest เยอะๆ ครับ
2. **มันไม่ใช่ “สูตรสำเร็จ”:** ไม่มีระบบไหนที่ 100% Price Action ก็เช่นกัน มันคือชุดเครื่องมือและแนวคิดที่เราต้องนำมาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์
3. **อย่ามองข้ามเรื่อง Risk Management:** ไม่ว่าน้องจะใช้เทคนิคไหนก็ตาม ถ้าไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี สุดท้ายก็พังครับ จำตัวอย่างคำนวณที่ 2 ของผมไว้ให้ดีเลยนะ
4. **เริ่มต้นจาก Timeframe ใหญ่ๆ ก่อน:** แนะนำให้เริ่มดู H4, Daily ก่อนครับ เพราะสัญญาณใน Timeframe ใหญ่ๆ มักจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า แล้วค่อยๆ ลดลงมา Timeframe เล็กๆ เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น
จากประสบการณ์ผม แนะนำว่าให้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจแนวรับแนวต้าน และรูปแบบแท่งเทียนพื้นฐานก่อนครับ แล้วค่อยๆ ไปดูเรื่องโครงสร้างตลาด ฝึกมองหารูปแบบเหล่านี้บนกราฟเปล่าๆ บ่อยๆ ทำการบ้านเยอะๆ จดบันทึกการเทรดของตัวเองอย่างละเอียด แล้วน้องจะเก่งขึ้นเองครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Price Action เหมาะกับมือใหม่ไหมครับ?
เหมาะมากครับ! การเรียนรู้ Price Action ตั้งแต่แรกเริ่มจะช่วยให้คุณเข้าใจพื้นฐานของตลาดจริงๆ ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งที่ซับซ้อน ทำให้คุณมีรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาเป็นเทรดเดอร์ที่ดีในระยะยาวครับ
ต้องดูแท่งเทียนแบบไหนถึงจะเรียกว่าสัญญาณที่ดี?
สัญญาณที่ดีมักจะเป็นแท่งเทียนที่ชัดเจน มีขนาดใหญ่ หรือมีหางยาวผิดปกติที่เกิดขึ้นที่บริเวณแนวรับ แนวต้าน หรือเส้นแนวโน้มที่สำคัญครับ เช่น Bullish/Bearish Engulfing, Pin Bar, Doji ที่มีนัยสำคัญ
Price Action สามารถใช้เทรดคริปโตหรือหุ้นได้ไหมครับ?
ได้แน่นอนครับ! หลักการของ Price Action เป็นสากล ใช้ได้กับการซื้อขายสินทรัพย์ทุกประเภทที่มีกราฟราคา ไม่ว่าจะเป็น Forex, คริปโต, หุ้น, หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะมันคือการอ่านพฤติกรรมของผู้คนในตลาดนั่นเอง
ต้องใช้อินดิเคเตอร์เสริมเลยไหมครับถ้าเทรด Price Action?
โดยหลักการแล้ว Price Action ไม่จำเป็นต้องใช้อินดิเคเตอร์เลยครับ แต่บางเทรดเดอร์อาจจะใช้อินดิเคเตอร์บางตัวเป็นตัวช่วยในการยืนยันเทรนด์ หรือดู Momentum เสริมเล็กน้อย เช่น Moving Average หรือ RSI แต่ก็ไม่ใช่หัวใจหลักในการตัดสินใจครับ
ใช้ Timeframe ไหนดีที่สุดสำหรับการเทรด Price Action?
ไม่มี Timeframe ไหนที่ดีที่สุดครับ แต่สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นจาก Timeframe ที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เช่น H4 หรือ Daily ก่อนครับ เพราะสัญญาณใน Timeframe ใหญ่ๆ มักจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าและมี Noise (สัญญาณรบกวน) น้อยกว่า ทำให้วิเคราะห์ได้ง่ายขึ้นครับ
Price Action มีข้อเสียอะไรบ้างครับ?
ข้อเสียหลักๆ คือต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการฝึกฝนเพื่อที่จะตีความสัญญาณได้อย่างแม่นยำครับ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ Price Action ยังมีความเป็นศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์ ทำให้แต่ละคนอาจจะตีความได้แตกต่างกันเล็กน้อย และมันก็ไม่ได้บอกเราได้ทุกอย่างเสมอไปครับ
คำเตือนความเสี่ยง
การลงทุนในตลาด Forex มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ การเทรดด้วย Price Action เป็นเพียงเทคนิคหนึ่งในการวิเคราะห์ตลาด ไม่ได้รับประกันผลกำไร และผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Price Action ดีกว่าอินดิเคเตอร์จริงไหม?
ไม่ได้ดีกว่ากันแบบขาวดำหรอกครับ แต่ Price Action มันคือ “ข้อมูลดิบ” ที่สุด คุณกำลังดูสิ่งที่ตลาดทำจริงๆ ณ ขณะนั้น ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกคำนวณซ้ำซ้อน อินดิเคเตอร์ก็มีประโยชน์นะ แต่บางทีมันก็เป็นเหมือนไฟท้ายรถที่วิ่งผ่านไปแล้ว บอกอดีตมากกว่าปัจจุบันทันทีที่กำลังเกิดขึ้น Price Action ช่วยให้คุณ “อยู่กับปัจจุบัน” ของตลาดได้ดีกว่าครับ
ต้องใช้ Timeframe ไหนดีที่สุดสำหรับการเทรด Price Action?
จากประสบการณ์ผมไม่มี Timeframe ไหนดีที่สุดหรอกครับ มันขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณมากกว่า ถ้าคุณเทรดสั้นๆ H1, M30 ก็ใช้ได้ แต่ถ้าอยากเห็นภาพรวมที่ชัดเจนกว่า H4 หรือ Daily จะน่าเชื่อถือกว่าเยอะเลยครับ สัญญาณที่เกิดบน Timeframe ใหญ่ๆ มักจะมีน้ำหนักมากกว่าเสมอ เพราะมันกรองสัญญาณรบกวนออกไปได้เยอะกว่าครับ
การฝึกฝน Price Action ควรเริ่มจากตรงไหน?
เริ่มจาก Backtest เยอะๆ เลยครับ ย้อนกราฟกลับไปดูว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้คุณจะทำยังไง คาดการณ์ผลลัพธ์ แล้วลองดูว่ากราฟเฉลยออกมายังไง ทำซ้ำๆ บ่อยๆ จนคุณเริ่มเห็นรูปแบบและมีความมั่นใจ จากนั้นค่อยๆ ขยับไป Demo Account ครับ การทำแบบนี้จะช่วยสร้าง “สายตา” ให้คุณมองเห็น Price Action ได้เร็วขึ้นครับ
Price Action สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอจริงหรือ?
ทำได้จริงครับ แต่ต้องมีวินัยและมีความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง มันไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะทำให้รวยข้ามคืนนะครับ ต้องผ่านการฝึกฝน ประสบการณ์ และเรียนรู้จากความผิดพลาดเยอะมาก เหมือนการเขียนโค้ดแหละครับ กว่าจะรันได้ไม่มีบั๊ก ต้องแก้แล้วแก้อีกเป็นร้อยรอบ แต่ถ้าคุณทำได้ คุณก็จะมีระบบการเทรดที่ยั่งยืนครับ
อะไรคือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการใช้ Price Action?
ส่วนใหญ่เลยคือ “โอเวอร์เทรด” ครับ เห็นทุกสัญญาณเป็นโอกาสไปหมด ทั้งที่บางทีสัญญาณมันไม่ชัดเจนพอ หรืออีกอย่างคือการไม่รอคอนเฟิร์ม เห็นแค่แท่งเทียนแท่งเดียวกระโดดเข้าใส่เลย แบบนั้นมักจะเจ็บตัวครับ การตีความผิดพลาดเพราะความใจร้อน เป็นกับดักที่เทรดเดอร์ใหม่ๆ มักจะตกหลุมพลางครับ
Price Action ใช้ได้กับทุกตลาดไหม (Forex, Crypto, Stocks)?
ใช่ครับ หลักการ Price Action เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่สะท้อนผ่านการซื้อขาย มันใช้ได้กับทุกตลาดที่มีการซื้อขายแบบอิสระ ไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น, ทองคำ หรือแม้แต่คริปโต เพราะสุดท้ายแล้วมันก็คือเรื่องของ Demand กับ Supply ที่แสดงออกมาบนกราฟนั่นแหละครับ พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อขายของคนเราก็มักจะซ้ำๆ กันในทุกตลาดครับ
ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเชี่ยวชาญ Price Action?
ไม่มีกำหนดแน่นอนครับ แต่บอกเลยว่าไม่น้อยกว่า 1-2 ปีของการฝึกฝนอย่างจริงจังและสม่ำเสมอครับ มันคือทักษะที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ประสบการณ์ตรงและการเรียนรู้จากความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุด เหมือนการเรียนภาษาใหม่ๆ กว่าจะพูดคล่องก็ต้องใช้เวลาหลายปีครับ คุณต้องจมอยู่กับมันถึงจะเข้าใจอย่างแท้จริง
สรุป
Price Action Trading ไม่ได้เป็นแค่เทคนิคการอ่านกราฟธรรมดาๆ นะครับ แต่มันคือการทำความเข้าใจ “ภาษาของตลาด” ที่สื่อสารผ่านแท่งเทียนและโครงสร้างราคา มันคือหัวใจสำคัญของการเทรดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ที่ผมใช้มาตลอดสิบกว่าปี และยังคงใช้มันอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะมันสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ได้ตรงไปตรงมาที่สุดครับ
การเดินทางบนเส้นทาง Price Action อาจจะดูเหมือนง่าย แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะมันต้องการความอดทน วินัย และความสม่ำเสมอในการฝึกฝน เหมือนกับการเขียนโค้ดแหละครับ กว่าจะเขียนโปรแกรมใหญ่ๆ ให้ทำงานได้ดี เราก็ต้องเริ่มจากการเขียนโค้ดสั้นๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ ไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Price Action ไม่ใช่แค่การจดจำแพทเทิร์นได้แม่นยำนะครับ แต่คือการรู้จักตัวเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ และเข้าใจหลักการบริหารความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ ถ้าคุณทำสามสิ่งนี้ได้ดี ผนวกกับการอ่าน Price Action ที่เข้าใจ ตลาดก็จะไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัวอีกต่อไปครับ ขอให้โชคดีกับการเทรดครับ
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน
บทความโดย อ.บอม — iCafeForex.com







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文