ปริมาณซื้อขายทองคำ XAU ช่วยยืนยันว่าราคามีเงินจริงหนุนหรือเป็นกับดัก ดู Volume บอกจังหวะเทรดแม่นยำขึ้น 1
- ทำไมปริมาณการซื้อขายจึงสำคัญสำหรับคนเทรดทองคำ
- วิธีอ่านความหมายของแท่งปริมาณการซื้อขายบนกราฟทองคำ
- การใช้ปริมาณการซื้อขายหาจุดกลับตัวของราคาทองคำ
- ตัวอย่างการคำนวณขนาดออเดอร์และผลกำไรขาดทุนจากสัญญาณปริมาณ
- การนำปริมาณการซื้อขายมาใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ
- สรุปแนวทางการเทรดทองคำด้วยปริมาณการซื้อขายให้รอบด้าน
- คำถามที่พบบ่อย

การดูปริมาณการซื้อขายหรือ Volume ในตลาดทองคำ XAU คือการมองเห็นเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดจริง ๆ ช่วยยืนยันว่าความเคลื่อนไหวของราคานั้นมีแรงหนุนจริงหรือเป็นแค่กับดักหลอกล่อให้เราเข้าเทรด นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำไมปริมาณการซื้อขายจึงสำคัญสำหรับคนเทรดทองคำ
ปริมาณการซื้อขายเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่ช่วยยืนยันความแข็งแรงของแนวโน้มราคาทองคำว่ามีกระแสเงินทุนไหลเข้ารองรับจริงหรือไม่ โดยรายงานของสมาคมตลาดทองคำโลกระบุว่า ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดลอนดอนมีมูลค่าสูงถึง 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักเทรดใช้ข้อมูลนี้วัดสภาพคล่องและหลีกเลี่ยงช่วงราคาไซด์เวย์
ปริมาณการซื้อขายคือหัวใจสำคัญที่บอกเราว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองคำนั้นเกิดจากเงินจริงหรือเป็นแค่ภาพลวงตาที่โบรกเกอร์สร้างขึ้นมาหลอกให้เราเข้าไปติดกับดัก
หลายคนที่เริ่มเทรดทองคำมักจะดูแค่ว่าราคาวิ่งไปทางไหน แล้วก็รีบตัดสินใจกดซื้อหรือกดขายตามนั้นทันทีโดยไม่สนใจว่ารอบนี้มีคนเทรดกันเยอะแค่ไหน การกระโดดเข้าเทรดโดยไม่ดูว่ามีเงินสนับสนุนอยู่จริง เปรียบเสมือนการขับรถฝ่าฝนที่ฝนตกลงมาแค่ไม่กี่หยดแต่เราคิดว่าเป็นพายุใหญ่ สุดท้ายราคาทองคำก็จะพลิกกลับมาตบเราจนเสียเงินก้อนนั้นไปอย่างน่าเสียดาย ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
การดูปริมาณการซื้อขายจะช่วยให้เรารู้ว่าตอนนี้นักเทรดดังรายใหญ่กำลังเข้ามาสะสมทองคำอยู่หรือกำลังเทขายทิ้ง ถ้าราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แสดงว่ามีความต้องการซื้อจริง แต่ถ้าราคาวิ่งขึ้นไปแต่ปริมาณการซื้อขายกลับน้อยผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อกำลังจะหมดไปและราคาอาจพร้อมที่จะร่วงลงมาในไม่ช้า การมีปริมาณการซื้อขายมาช่วยยืนยันจึงเปรียบเสมือนการมีเพื่อนคอยเตือนสติก่อนเราจะตัดสินใจทำอะไรพลี้ชนม์
วิธีอ่านความหมายของแท่งปริมาณการซื้อขายบนกราฟทองคำ
การอ่านแท่งปริมาณการซื้อขายบนกราฟทองคำต้องสังเกตความสูงตามแนวแกนตั้งเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของราคา หากราคาทองคำทะลุแนวต้านพร้อมแท่งเวลูมที่สูงผิดปกติ แสดงถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง ขณะที่ราคาขยับน้อยแต่เวลูมสูงอาจหมายถึงการสะสมหรือกระจายสินค้าของกองทุนขนาดใหญ่ในตลาด
การอ่านแท่งปริมาณการซื้อขายไม่ใช่เรื่องยาก เราแค่ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสีของแท่งเทียนราคากับความสูงของแท่งปริมาณว่ามันบอกอะไรกับเราในแต่ละสถานการณ์
ปกติแล้วแท่งปริมาณการซื้อขายจะแสดงอยู่ด้านล่างของกราฟราคา โดยจะมีสีเขียวเมื่อราคาปิดสูงกว่าเปิดและสีแดงเมื่อราคาปิดต่ำกว่าเปิด สิ่งที่เราต้องสังเกตคือความสูงของแท่งปริมาณเทียบกับแท่งในอดีต ถ้าแท่งปริมาณสูงโดดเด่นกว่าปกติ แสดงว่าช่วงนั้นมีการรวมพลังงานกันเยอะมาก แต่ถ้าแท่งปริมาณเตี้ยจิ๋ว แสดงว่าตลาดยังไม่มีความน่าสนใจและควรรอสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้ก่อนเข้าเทรด
อีกหนึ่งเทคนิคคือการดูว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นตอนที่ราคาไปทิศทางไหน ถ้าทองคำราคาขึ้นแล้วปริมาณก็เพิ่มตามไปด้วย เราเรียกว่าการสะสมทองคำ แต่ถ้าทองคำราคาลงแล้วปริมาณก็เพิ่มตาม เราเรียกว่าการเทขายทิ้ง ส่วนกรณีที่ราคาวิ่งไปทางไหนก็ตามแต่ปริมาณกลับลดลงเรื่อย ๆ ให้ระวังเพราะนั่นหมายถึงตลาดกำลังเหนื่อยล้าและอาจเตรียมกลับตัวได้ทุกเมื่อ
สัญญาณยืนยันแนวโน้มด้วยปริมาณการซื้อขาย
เมื่อเราเห็นทองคำเดินเป็นขาขึ้น คือการทำจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่จะการันตีว่าขาขึ้นนี้จะอยู่กับเราไปอีกนานคือปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในแท่งเทียนสีเขียว และปริมาณที่ลดลงในแท่งเทียนสีแดง ลักษณะแบบนี้แสดงว่านักเทรดยอมจ่ายราคาที่สูงขึ้นเพื่อคว้าทองคำไป แต่เมื่อราคาปรับตัวลงเล็กน้อยกลับไม่มีคนอยากขายมากนัก จึงเป็นโอกาสที่ดีในการหาจุดซื้อตามแนวโน้ม
การใช้ปริมาณการซื้อขายหาจุดกลับตัวของราคาทองคำ
การหาจุดกลับตัวของราคาทองคำด้วยปริมาณการซื้อขายมักใช้สังเกตภาวะเวลูมพีกหรือเวลูมที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติในช่วงที่ราคาวิ่งมาก่อนหน้า เมื่อราคาทองคำขึ้นไปสูงสุดแต่แท่งเวลูมกลับเริ่มลดลงแสดงว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแอลงและมีโอกาสเกิดจุดกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงได้ในเร็ววัน
จุดกลับตัวหรือจุดที่ราคาทองคำเปลี่ยนทิศทางมักจะมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงผิดปกติ การรู้จักจุดนี้จะช่วยให้เราเข้าเทรดได้ทันตั้งแต่ต้นเส้นทาง
สัญญาณกลับตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือการที่ราคาทองคำลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วเกิดแท่งเทียนหางยาวลงล่างพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้นมาก สถานการณ์แบบนี้บอกว่ามีแรงซื้อรายใหญ่เข้ามารับทองคำจำนวนมากที่ระดับราคานั้น ทำให้ราคาเด้งกลับขึ้นมาได้ ถ้าเราเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นที่เขตแนวรับที่สำคัญ โอกาสที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาขึ้นมีสูงมาก
ในทางกลับกัน ถ้าทองคำราคาขึ้นไปสูงสุดแล้วเกิดแท่งเทียนหางยาวขึ้นบนพร้อมปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูง นั่นคือสัญญาณว่ามีคนเทขายรับราคาที่สูงเกินไปจนราคาไม่สามารถไปต่อได้ การรอจนเห็นแท่งเทียนกลับตัวและมีปริมาณมาคอนเฟิร์มจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าการกลับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแนวโน้มจริง ๆ
วิธีเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมกับการดูปริมาณ
การดูปริมาณการซื้อขายในกรอบเวลาใหญ่ เช่น กราฟรายวันหรือราย 4 ชั่วโมง จะให้สัญญาณที่เชื่อถือได้มากกว่ากรอบเวลาเล็ก เพราะยิ่งกรอบเวลาใหญ่ปริมาณการซื้อขายก็จะยิ่งสะท้อนการสะสมของรายใหญ่ที่แท้จริง สำหรับคนที่ชอบเทรดระยะสั้นแนะนำให้ใช้กราฟราย 1 ชั่วโมงเป็นหลักในการดูทิศทาง แล้วค่อยลงไปดูกราฟราย 15 นาทีเพื่อหาจุดเข้าที่ละเอียดขึ้น โดยให้กรอบเวลาเล็กต้องเห็นด้วยกับกรอบเวลาใหญ่เสมอ
ตัวอย่างการคำนวณขนาดออเดอร์และผลกำไรขาดทุนจากสัญญาณปริมาณ
หากนักเทรดได้รับสัญญาณเวลูมยืนยันแนวโน้มขาขึ้นและตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อทองคำขนาด 1 ล็อตด้วยทุน 10,000 ดอลลาร์ ตั้งเป้าหมายกำไรที่ร้อยละ 5 ของทุน จะได้รับผลตอบแทน 500 ดอลลาร์ แต่หากตลาดพลิกตัวและราคาทลวงจุดตัดขาดทุนจะสูญเสียเงินตามสัดส่วนที่คำนวณไว้ตามขนาดออเดอร์นั้นทันที
มาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เห็นภาพว่าเมื่อเราเจอสัญญาณจากปริมาณการซื้อขายแล้ว เราจะนำมาคำนวณขนาดล็อตและกำไรขาดทุนได้อย่างไร สมมติว่าทองคำราคาอยู่ที่ 2,050 ดอลลาร์ต่อนซ์ เราเห็นสัญญาณแท่งเทียนกลับตัวเป็นขาขึ้นที่เขตแนวรับสำคัญพร้อมปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงผิดปกติ เราจึงตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อ
เราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ราคา 2,045 ดอลลาร์ต่อนซ์ ซึ่งอยู่ใต้แท่งเทียนหางยาวที่เกิดสัญญาณนั้น และตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่ราคา 2,065 ดอลลาร์ต่อนซ์ ระยะห่างจากราคาเปิดออเดอร์ถึงจุดตัดขาดทุนคือ 5 ดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับ 500 พิปต์ ส่วนระยะห่างจากราคาเปิดออเดอร์ถึงเป้าหมายกำไรคือ 15 ดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับ 1,500 พิปต์ ให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเท่ากับ 1 ต่อ 3 ซึ่งถือว่าคุ้มค่าที่จะเข้าเทรด
สมมติว่าเรามีเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ และยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนไม่เกินร้อยละ 2 ของเงินทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ความเสี่ยงที่รับได้คือ 20 ดอลลาร์ การคำนวณขนาดล็อตทำได้โดยนำความเสี่ยงที่รับได้หารด้วยระยะตัดขาดทุนเป็นพิปต์ จะได้ 20 หารด้วย 500 เท่ากับ 0.04 ดอลลาร์ต่อพิปต์ ซึ่งตรงกับขนาดล็อต 0.04 ล็อตมาตรฐาน ถ้าราคาทองคำวิ่งขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ 2,065 ดอลลาร์ต่อนซ์ เราจะได้กำไร 1,500 พิปต์ คูณด้วย 0.04 ดอลลาร์ เท่ากับ 60 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาทองคำพลิกลงมาแตะจุดตัดขาดทุนที่ 2,045 ดอลลาร์ต่อนซ์ เราจะขาดทุน 500 พิปต์ คูณด้วย 0.04 ดอลลาร์ เท่ากับ 20 ดอลลาร์ ตามที่เราวางแผนความเสี่ยงไว้แต่แรก
การนำปริมาณการซื้อขายมาใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ
การนำปริมาณการซื้อขายมาใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นอย่างเช่นเส้นแนวโน้มหรือออสซิลเลเตอร์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจเทรดทองคำอย่างมาก การประกอบข้อมูลเวลูมเข้ากับสัญญาณดัชนีความแข็งแรงสัมพัทธ์หรืออาร์เอสไอจะทำให้นักเทรดสามารถกรองสัญญาณลวงและยืนยันจังหวะเข้าซื้อหรือขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น
การใช้ปริมาณการซื้อขายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เราควรนำมันมาผสานกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจเปิดออเดอร์ให้มากที่สุด
การนำปริมาณการซื้อขายมาใช้ควบคู่กับเส้นแนวโน้มหรือเส้นค่าเฉลี่ยราคาจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาทองคำเดินขึ้นมาแตะเส้นแนวโน้มที่ลากเอาไว้ แล้วเกิดแท่งเทียนกลับตัวลงพร้อมปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูง โอกาสที่ราคาจะเดินลงตามแนวโน้มเดิมก็มีมากขึ้น การมีเครื่องมือมากกว่าหนึ่งอย่างมาคอนเฟิร์มจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าสัญญาณที่เห็นนั้นไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวของราคาแบบสุ่ม
นอกจากนี้การใช้ปริมาณการซื้อขายร่วมกับออสซิลเลเตอร์อย่าง RSI หรือ MACD ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นักเทรดทองคำมืออาชีพนิยมใช้กัน ถ้าราคาทำจุดสูงสุดใหม่แต่ RSI กลับทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง แล้วมาดูปริมาณการซื้อขายว่าลดลงด้วย นั่นคือสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังจะอ่อนแรงลงและอาจถึงเวลาที่ต้องปิดออเดอร์ซื้อเก็บกำไรหรือเตรียมตัวเปิดออเดอร์ขาย
ข้อผิดพลาดที่คนเทรดทองคำมือใหม่มักทำกับปริมาณ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่าปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นเสมอหมายถึงราคาจะต้องวิ่งขึ้นเสมอไป ความจริงคือปริมาณที่สูงแค่บอกว่ามีความสนใจในตลาดมากขึ้น แต่ไม่ได้บอกทิศทางว่าจะไปทางไหน เราต้องดูว่าปริมาณที่สูงขึ้นนั้นเกิดขึ้นกับแท่งเทียนสีอะไร อีกข้อผิดพลาดคือการเข้าเทรดทันทีที่เห็นปริมาณพุ่งโดยไม่รอให้แท่งเทียนปิด ซึ่งบางครั้งปริมาณอาจพุ่งขึ้นมาก่อนที่ราคาจะกลับตัวและปิดแท่งเทียนในทิศทางตรงกันข้าม การรอแท่งเทียนปิดก่อนแล้วค่อยวิเคราะห์จึงเป็นนิสัยที่จำเป็นสำหรับนักเทรดทุกคน
| สถานการณ์ราคาทองคำ | ปริมาณการซื้อขาย | ความหมายที่ซ่อนอยู่ | การตัดสินใจเปิดออเดอร์ |
|---|---|---|---|
| ราคาขึ้นทะลุแนวต้านเดิม | พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ | มีแรงซื้อรายใหญ่เข้ามาจริงจัง | เปิดออเดอร์ซื้อตามแนวโน้มได้เลย |
| ราคาขึ้นไปสูงสุดใหม่ | ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ | แรงซื้อกำลังหมดไปและตลาดเริ่มเหนื่อย | ระวังการกลับตัว งดเปิดออเดอร์ซื้อเพิ่ม |
| ราคาลงมาแตะเขตแนวรับ | พุ่งสูงขึ้นมากกับแท่งหางยาว | รายใหญ่เข้ามารับราคาทองคำเป็นจำนวนมาก | เตรียมเปิดออเดอร์ซื้อเมื่อราคาเด้งขึ้น |
| ราคาลงแทงทะลุแนวรับเดิม | พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน | เกิดการเทขายทิ้งอย่างรุนแรงในตลาด | เปิดออเดอร์ขายตามแนวโน้มลงทันที |
| ราคาเดินอยู่ในกรอบแคบ ๆ | ลดลงจนเกือบไม่เห็นแท่ง | ตลาดรอข้อมูลข่าวสารสำคัญก่อนเคลื่อนไหว | ยังไม่เปิดออเดอร์ รอราคาออกจากกรอบก่อน |
สรุปแนวทางการเทรดทองคำด้วยปริมาณการซื้อขายให้รอบด้าน
แนวทางการเทรดทองคำด้วยปริมาณการซื้อขายให้รอบด้านต้องอาศัยการผสานข้อมูลเวลูมเข้ากับการบริหารความเสี่ยงและจิตวิทยาการเทรดอย่างสมดุล นักเทรดควรเฝ้าระวังข้อมูลการซื้อขายอย่างต่อเนื่องเพื่อสังเกตการไหลเข้าของเงินทุน พร้อมกำหนดแผนการปิดสถานะที่ชัดเจนเพื่อรักษาเงินทุนให้รอดพ้นจากความผันผวนของตลาด
การเทรดทองคำให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทายทิศทางราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการยืนยันจากปริมาณการซื้อขายเพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังเดินไปบนทางที่ถูกต้อง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่รีบเร่งเปิดออเดอร์ทุกครั้งที่เห็นราคาเคลื่อนไหว ให้รอจนกว่าจะเห็นปริมาณการซื้อขายมาคอนเฟิร์มทิศทางก่อนเสมอ และอย่าลืมว่าปริมาณการซื้อขายสูงไม่ได้แปลว่าราคาจะวิ่งขึ้นเสมอไป เราต้องดูบริบทของราคาว่าขณะนั้นทองคำอยู่ในจังหวะไหน การผสานความรู้เรื่องปริมาณการซื้อขายเข้ากับการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดจะช่วยให้เราเอาตัวรอดจากตลาดที่ผันผวนได้อย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนฝึกฝนการอ่านปริมาณการซื้อขายบนกราฟย้อนหลังให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะลงเงินจริง ลองเปิดกราฟทองคำในกรอบเวลาต่าง ๆ แล้วสังเกตดูว่าเมื่อปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนแปลง ราคาจะตอบสนองอย่างไรตามมา ยิ่งเราเข้าใจพฤติกรรมของตลาดผ่านปริมาณการซื้อขายมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะเป็นนักเทรดทองคำที่ประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้นเท่านั้น ขอให้ทุกคนเทรดทองคำอย่างมีสติและรอบคอบ
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ปริมาณการซื้อขายในการเทรดทองคำมักเกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างเวลูมในตลาดฟิวเจอร์สกับตลาดสปอต รวมถึงข้อสงสัยว่าเวลูมสามารถใช้ทำนายราคาในระยะยาวได้หรือไม่ นักเทรดมือใหม่มักสอบถามถึงวิธีการตั้งค่าค่าเฉลี่ยเวลูมที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเทียบเคียงความผิดปกติของราคา
ปริมาณการซื้อขายหรือ Volume ในทองคำคืออะไร
ปริมาณการซื้อขายคือจำนวนสัญญาทองคำที่ถูกซื้อและขายภายในช่วงเวลาหนึ่ง บ่งบอกถึงความน่าจะเป็นว่าราคาจะเดินไปทิศทางไหนต่อ ถ้าปริมาณสูงแสดงว่ามีเงินจริงเข้ามาเทรด แต่ถ้าปริมาณต่ำแสดงว่าตลาดเงียบและอาจไม่น่าเชื่อถือ การดูปริมาณร่วมกับแท่งเทียนจะช่วยยืนยันทิศทางได้ดีกว่าการดูราคาอย่างเดียว
ทำไมต้องดู Volume ตอนเทรดทองคำ
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก การดูปริมาณการซื้อขายจะช่วยให้เรารู้ว่าคนกำลังรวมตัวกันอยู่ฝั่งไหน ถ้าราคาวิ่งขึ้นพร้อมปริมาณที่เยอะ แสดงว่ามีแรงซื้อจริงจัง แต่ถ้าราคาขึ้นแต่ปริมาณน้อย อาจเป็นแค่กับดักให้เราเข้าไปซื้อแล้วราคาพลิก การมีปริมาณมาคอนเฟิร์มจะช่วยตัดสัญญาณเทียมออกไปได้เยอะ
จะเลือกกรอบเวลาหรือ Timeframe แบบไหนดู Volume ทองคำดี
สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มจากกรอบเวลา 4 ชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมงก่อน เพราะสัญญาณจะเสถียรกว่ากรอบเวลาเล็ก ๆ ที่มีสัญญาณรบกวนเยอะ พอคุ้นเคยแล้วค่อยลงไปดูกรอบ 15 นาทีเพื่อหาจุดเข้าที่ละเอียดขึ้น การดูปริมาณในหลายกรอบเวลาพร้อมกันจะช่วยให้เห็นภาพใหญ่ก่อนตัดสินใจเปิดออเดอร์
Volume สูงตอนราคาขึ้นและ Volume สูงตอนราคาลง ต่างกันยังไง
ถ้าปริมาณสูงตอนราคาขึ้น แสดงว่ามีนักเทรดยอมจ่ายราคาที่สูงขึ้นเพื่อคว้าทองคำไป ถือเป็นแรงซื้อที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าปริมาณสูงตอนราคาลง แสดงว่ามีการเทขายดันราคาลงอย่างรุนแรง ถือเป็นแรงขายที่กดดันตลาด ทั้งสองกรณีบอกถึงความรุนแรงของตลาด แต่เราต้องดูทิศทางของราคาประกอบเพื่อตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขาย
จะใช้ Volume ช่วยตั้งจุดตัดขาดทุนหรือ จุดตัดขาดทุน ได้ไหม
ได้ และเป็นวิธีที่ดีมาก เราสามารถมองหาแท่งเทียนที่มีปริมาณสูงที่สุดในจุดที่ราคากลับตัว แล้วใช้ระดับราคานั้นเป็นจุดอ้างอิงในการตั้งจุดตัดขาดทุน เพราะระดับที่มีปริมาณเงินสูงมักเป็นเขตแดนที่นักเทรดดังกลุ่มใหญ่ให้ความสำคัญ ถ้าราคาทะลุผ่านจุดนั้นไปได้แปลว่าเราควรยอมรับความผิดพลาดและตัดขาดทุนทันทีเพื่อรักษาเงินทุน
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย













TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文