Gold Silver Ratio คือเครื่องมือวัดความสัมพันธ์ราคาทองคำและเงิน ช่วยหาจุดเข้าทำกำไรได้แม่นยำขึ้นในปี 2569

Gold Silver Ratio คือเครื่องมือวัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและเงิน บอกว่าทองคำหนึ่งออนซ์ซื้อเงินได้กี่ออนซ์ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่เทรดเจอใช้หาจุดเข้าทำกำไรจากความผิดปกติของราคาโลหะทั้งสองชนิดนี้ในตลาด นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำความเข้าใจ Gold Silver Ratio คืออะไร
Gold Silver Ratio คืออัตราส่วนราคาที่แสดงว่าทองคำ 1 ออนซ์ สามารถซื้อเงินได้กี่ออนซ์ โดยคำนวณจากราคาทองคำหารด้วยราคาเงิน ซึ่งนักลงทุนใช้เป็นเครื่องมือวัดความสัมพันธ์และประเมินมูลค่าเชิงเปรียบเทียบระหว่างโลหะมีค่าทั้งสองชนิดนี้ในตลาดการเงินโลก จากข้อมูลอดีตอัตราส่วนนี้เคยแตะระดับสูงสุดที่ 123 ในเดือนมีนาคม 2020 ตามรายงานของ MacroMicro
อัตราส่วนทองต่อเงินเป็นแนวคิดเก่าแก่ที่เทรดเจอยุคก่อนใช้กันมานาน วิธีคิดง่ายมากคือเอาราคาทองคำปัจจุบันหารด้วยราคาเงิน ผลลัพธ์ที่ได้จะบอกว่าทองคำหนึ่งออนซ์สามารถแลกเป็นเงินได้กี่ออนซ์ ยิ่งตัวเลขสูงมากเท่าไหร่ แปลว่าทองคำมีราคาแพงกว่าเงินมากขนาดไหน
สมมติว่าทองคำราคาอยู่ที่ออนซ์ละสองพันสี่ร้อยดอลลาร์ และเงินราคาออนซ์ละสามสิบดอลลาร์ เมื่อเราเอาสองพันสี่ร้อยหารสามสิบจะได้แปดสิบ นั่นหมายความว่าทองคำหนึ่งออนซ์แลกเงินได้แปดสิบออนซ์ ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่มันสะท้อนถึงอุปสงค์อุปทานและความผันผวนระหว่างโลหะสองชนิดที่เทรดเจอทั่วโลกให้ความสนใจ ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
ในมุมมองของการวิเคราะห์ตลาด อัตราส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศบอกทิศทางว่าโลหะตัวไหนกำลังแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลงเมื่อเทียบกัน เมื่อเทรดเจอเห็นตัวเลขเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ผิดจากค่าเฉลี่ยในอดีต ก็จะเริ่มมองหาโอกาสเข้าทำกำไรจากการที่ราคาจะต้องกลับสู่สมดุลในที่สุด
วิธีอ่านค่าอัตราส่วนเพื่อหาทิศทางตลาด
การอ่านค่าอัตราส่วนทองคำต่อเงินช่วยบ่งชี้ทิศทางตลาดและความผันผวนได้โดยค่าที่สูงขึ้นแสดงว่าทองคำมีราคาแพงกว่าเงินอย่างมากส่งสัญญาณว่าเงินอาจจะมีราคาต่ำเกินไปและอาจปรับตัวขึ้นในอนาคตในขณะที่ค่าที่ลดลงบ่งบอกว่าเงินกำลังทวีความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับทองคำ ตามสถิติย้อนหลังของ TradingView อัตราส่วนนี้มักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 จุดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
การอ่านค่าอัตราส่วนทองต่อเงินให้ออกนั้น เทรดเจอต้องดูว่าตัวเลขที่เห็นอยู่ในระดับสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต โดยปกติค่าเฉลี่ยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาจะอยู่บริเวณหกสิบถึงแปดสิบ ถ้าตัวเลขขยับขึ้นไปแตะระดับแปดสิบห้าหรือเก้าสิบ แสดงว่าทองคำแพงผิดปกติเมื่อเทียบกับเงิน
เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้เทรดเจอจะเริ่มสงสัยว่าเงินถูกประเมินราคาต่ำเกินไปหรือทองคำแพงเกินจริง ความเชื่อในวงการคือความสัมพันธ์ระหว่างโลหะทั้งสองจะต้องกลับสู่จุดสมดุลเสมอ ดังนั้นถ้าอัตราส่วนสูงผิดปกติ ทางเลือกหนึ่งคือรอเก็บเงินเพราะเชื่อว่าราคาจะปรับตัวขึ้นมาตามทองคำในภายหลัง ในทางตรงกันข้ามถ้าตัวเลขต่ำกว่าหกสิบ แสดงว่าเงินแพงเกินไปเมื่อเทียบกับทองคำ สัญญาณนี้บอกให้เทรดเจ้เริ่มสนใจทองคำมากขึ้น
การดูทิศทางไม่ได้จำกัดแค่ระดับสูงหรือต่ำ แต่ต้องดูแนวโน้มว่าตัวเลขกำลังขยับขึ้นหรือลงอย่างต่อเนื่องไหม ถ้าอัตราส่วนวิ่งขึ้นมาตลอดหลายสัปดาห์แสดงว่าทองคำกำลังเป็นตัวนำ แต่ถ้าตัวเลขค่อยๆ ลดลง แปลว่าเงินกำลังมีแรงซื้อเข้ามาเก็บของจนทำให้ราคาปรับตัวขึ้นเร็วกว่าทองคำ การเข้าใจความเคลื่อนไหวนี้ช่วยให้เราเลือกได้ว่าจะเน้นไปที่คู่เงินไหนมากกว่ากัน
กลยุทธ์การเปิดสถานะกระจายความเสี่ยง
กลยุทธ์การเปิดสถานะกระจายความเสี่ยงด้วยอัตราส่วนทองคำและเงินนั้น นักเทรดมักเลือกซื้อเงินและขายชอร์ตทองคำเมื่อค่าอัตราส่วนสูงเกินค่าเฉลี่ยปกติ เพื่อรอการปรับตัวของราคาที่จะทำให้ได้กำไรจากส่วนต่าง วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเทรดทิศทางเดียวโดยอาศัยความสัมพันธ์ทางคอร์เรลเลชั่นเป็นหลัก โดยตลาดโลหะมีค่ามีความสัมพันธ์กันประมาณ 0.8 ตามข้อมูลจากสำนักวิจัย Metals Daily
การเทรดอัตราส่วนทองต่อเงินไม่ได้แปลว่าเราต้องเดาว่าราคาจะขึ้นหรือลง แต่ใช้วิธีเปิดสถานะกระจายความเสี่ยงหรือสเปรด หลักการคือซื้อโลหะตัวที่ถูกและขายโลหะตัวที่แพงไปพร้อมกัน เพื่อเก็บกำไรจากส่วนต่างที่จะค่อยๆ ปรับตัวกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย
สมมติว่าอัตราส่วนพุ่งไปแตะเก้าสิบซึ่งถือว่าสูงมาก เทรดเจอจะเปิดออเดอร์ซื้อเงินและเปิดออเดอร์ขายทองคำพร้อมกัน การทำแบบนี้ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการที่ราคาโลหะทั้งสองชนิดอาจจะวิ่งไปทิศทางเดียวกันอย่างรุนแรง เพราะเราไม่ได้เดาทิศทางของตลาดโดยรวม แต่เน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับเงินว่าจะต้องกลับสู่จุดสมดุล
วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าทองคำจะขึ้นหรือลง ขอแค่รู้ว่าส่วนต่างระหว่างสองโลหะจะแคบลง ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราซื้อเงินและขายทองคำ ถ้าตลาดโลหะดิ่งลงพร้อมกัน เงินที่เราถืออาจจะลดค่าลงแต่ทองคำที่เราขายไปก็จะมีราคาลดลงด้วย ส่วนต่างของการขาดทุนจะถูกถ่วงให้น้อยลง แต่ถ้าอัตราส่วนกลับสู่ปกติเราจะได้กำไรจากการที่เงินปรับขึ้นเร็วกว่าทองคำหรือทองคำลงแรงกว่าเงิน
การคำนวณขนาดล็อตให้สมดุลระหว่างทองคำและเงิน
การคำนวณขนาดล็อตเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างทองคำและเงินต้องอาศัยมูลค่าต่อหน่วยของแต่ละโลหะคูณกับขนาดสัญญา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มูลค่าการลงทุนในทองคำมีน้ำหนักใกล้เคียงกับเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงเบี่ยงเบนไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป ทำให้การปรับพอร์ตเทรดสามารถควบคุมความสมดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัท Forex.com ระบุว่าขนาดสัญญามาตรฐานของเงินคือ 5,000 ออนซ์ต่อล็อต
ข้อผิดพลาดที่เทรดเจอมือใหม่มักทำคือการเปิดล็อตเท่ากันทั้งสองคู่โดยไม่คำนวณมูลค่า จริงๆ แล้วทองคำกับเงินมีความผันผวนและมูลค่าต่อพิปไม่เท่ากัน การจะทำให้สถานะกระจายความเสี่ยงทำงานได้จริง เราต้องปรับขนาดล็อตให้ความเสี่ยงของทองคำและเงินใกล้เคียงกัน
ทองคำหนึ่งล็อตมักจะมีมูลค่าต่อพิปสูงกว่าเงินมาก ดังนั้นถ้าเราเปิดทองคำหนึ่งล็อตเราอาจจะต้องเปิดเงินหลายล็อตเพื่อให้มูลค่าการเคลื่อนไหวเท่ากัน การคำนวณนี้สำคัญมากเพราะถ้าล็อตไม่สมดุล พอร์ตของเราจะเบ้ไปทางโลหะตัวใดตัวหนึ่ง และกลยุทธ์ที่วางไว้ก็จะไม่ทำงานตามที่ควรจะเป็น กลายเป็นการเดาทิศทางตลาดแบบเต็มตัวแทนที่จะเป็นการเก็บกำไรจากส่วนต่าง
เทรดเจอต้องดูข้อมูลสัญญาณและความเสี่ยงที่ตั้งไว้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าตั้งเป้าหมายว่าจะเสี่ยงไม่เกินหนึ่งพันดอลลาร์ต่อการเคลื่อนไหวหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของราคา เราต้องคำนวณว่าทองคำกี่ล็อตถึงจะเท่ากับจำนวนนั้น และเงินกี่ล็อตที่จะให้ความเสี่ยงเท่ากัน การปรับสมดุลนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้การเทรดอัตราส่วนทองต่อเงินได้ผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผล
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดจริง
ตัวอย่างการเทรดจริงในตลาดโลหะมีค่าแสดงให้เห็นว่าหากนักเทรดเปิดสถานะซื้อเงินและขายทองคำเมื่ออัตราส่วนอยู่สูงและราคาปรับเข้าสู่จุดสมดุล กำไรที่ได้จะมาจากการเคลื่อนไหวที่เงินแพงขึ้นเร็วกว่าทองคำหรือทองคำราคาลดลงช้ากว่าเงิน ขาดทุนเกิดเมื่อทิศทางตลาดผิดไปจากการคาดการณ์ทำให้ส่วนต่างขยายตัวมากขึ้น ตลาดโลหะมีสภาพคล่องรวมกว่า 160 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันตามข้อมูลของ London Bullion Market Association
มาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สมมติว่าอัตราส่วนทองต่อเงินอยู่ที่แปดสิบห้าซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย เทรดเจอตัดสินใจเปิดสถานะซื้อเงินและขายทองคำพร้อมกัน โดยปรับขนาดล็อตให้มูลค่าความเสี่ยงเท่ากันที่ราคาทองคำอยู่ที่ออนซ์ละสองพันห้าร้อยดอลลาร์และราคาเงินอยู่ที่ออนซ์ละยี่สิบเก้าจุดสี่สิบเอ็ดดอลลาร์
เราเปิดขายทองคำขนาดศูนย์จุดสองล็อตที่ราคาสองพันห้าร้อยดอลลาร์ และเปิดซื้อเงินขนาดหนึ่งล็อตที่ราคายี่สิบเก้าจุดสี่สิบเอ็ดดอลลาร์ สองสัปดาห์ต่อมาอัตราส่วนลดลงมาที่แปดสิบเพราะเงินปรับตัวขึ้นแรงกว่าทองคำ ราคาทองคำเคลื่อนไหวลงไปที่สองพันสี่ร้อยแปดสิบดอลลาร์ส่วนราคาเงินขยับขึ้นไปที่สามสิบดอลลาร์พอดี
คำนวณผลลัพธ์ของทองคำก่อน เราขายที่สองพันห้าร้อยและราคาปัจจุบันอยู่ที่สองพันสี่ร้อยแปดสิบ แปลว่าราคาลดลงยี่สิบดอลลาร์ คูณด้วยขนาดล็อตศูนย์จุดสองกับมูลค่าดอลลาร์ต่อพิปที่ประมาณสองดอลลาร์ต่อพิปสำหรับล็อตขนาดนี้ เราจะได้กำไรจากทองคำราวสี่ร้อยดอลลาร์ ส่วนเงินที่ซื้อมาหนึ่งล็อตจากราคายี่สิบเก้าจุดสี่สิบเอ็ดมาที่สามสิบดอลลาร์ ราคาเพิ่มขึ้นศูนย์จุดห้าเก้าดอลลาร์ คูณด้วยมูลค่าต่อพิปของเงินหนึ่งล็อตที่ประมาณห้าสิบดอลลาร์ต่อดอลลาร์เต็ม เราจะได้กำไรจากเงินราวสองร้อยเก้าสิบห้าดอลลาร์ รวมกำไรรวมทั้งสองสถานะประมาณหกร้อยเก้าสิบห้าดอลลาร์ นี่คือผลลัพธ์เมื่ออัตราส่วนกลับสู่จุดสมดุลตามที่วิเคราะห์ไว้
แต่ถ้าสมมติว่าตลาดไม่เป็นไปตามแผน ทองคำดิ่งลงแรงไปที่สองพันสี่ร้อยห้าสิบดอลลาร์แต่เงินก็ลงไปด้วยที่ยี่สิบแปดดอลลาร์ อัตราส่วนจะขยับขึ้นไปแปดสิบเจ็ดแทนที่จะลดลง การขายทองคำจะให้กำไรสูงขึ้นมาที่ราวหนึ่งพันดอลลาร์ แต่การซื้อเงินจะขาดทุนไปราวเจ็ดสิบดอลลาร์ สุทธิยังได้กำไรอยู่แต่จำนวนจะน้อยลงมาเหลือราวเก้าร้อยสามสิบดอลลาร์ นี่แสดงให้เห็นว่าการปรับขนาดล็อตให้สมดุลช่วยลดความเสียหายจากการที่ราคาวิ่งไม่ตามแผนได้พอสมควร
การตั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไร
การตั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรต้องคำนึงถึงระดับการสนับสนุนและแนวต้านทางเทคนิคของทั้งคู่สัญญาเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดโลหะมีค่า โดยการใช้สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสมจะช่วยรักษาวินัยในการเทรดและยืดอายุพอร์ตการลงทุนให้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ข้อมูลจาก CME Group ระบุว่าค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวรายวันของราคาเงินอยู่ที่ประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์
การเทรดอัตราส่วนทองต่อเงินไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เทรดเจอต้องมีการตั้งจุดตัดขาดทุนเสมอ วิธีที่นิยมคือดูจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของอัตราส่วนเอง ถ้าเราเปิดสถานะเพราะเชื่อว่าอัตราส่วนจะลดลงจากแปดสิบห้ามาที่แปดสิบ เราอาจจะตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่อัตราส่วนแปดสิบเจ็ด ถ้าตัวเลขวิ่งขึ้นไปแตะจุดนั้นแปลว่าความสัมพันธ์ไม่ได้กลับสู่สมดุลตามที่คาด ตลาดอาจจะกำลังเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ที่ทองคำแพงกว่าเงินอย่างถาวร
การตั้งเป้าหมายกำไรก็เช่นเดียวกัน เทรดเจอมักจะตั้งเป้าไว้ที่ระดับค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ถ้าค่าเฉลี่ยอยู่ที่เจ็ดสิบห้าเราก็ปิดสถานะเมื่อตัวเลขลดลงมาแตะระดับนั้น ไม่ต้องโลภจนรอให้ตัวเลขไปแตะหกสิบเพราะบางครั้งมันไม่มาถึง การเก็บกำไรตามเป้าที่ตั้งไว้ช่วยให้เราไม่ต้องนั่งเสียใจภายหลังเมื่อตลาดย้อนกลับ
นอกจากนี้เทรดเจอต้องคอยติดตามข่าวเศรษฐกิจที่อาจจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างทองคำและเงิน เช่นนโยบายของธนาคารกลายหรือสถานการณ์ภาวะเงินเฟ้อ ข่าวเหล่านี้สามารถทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยเป็นปกติเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การมีจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจนจึงเป็นเกราะคุ้มกันที่จำเป็นสำหรับทุกสถานการณ์
| เกณฑ์การเปรียบเทียบ | ทองคำ XAU | เงิน XAG | ผลกระทบต่ออัตราส่วน |
|---|---|---|---|
| ความผันผวนราคารายวัน | เคลื่อนไหวแรง บางครั้งเกินสามสิบดอลลาร์ | ผันผวนน้อยกว่า มักอยู่ในช่วงหนึ่งดอลลาร์ | ทองคำเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของอัตราส่วน |
| ปัจจัยขับเคลื่อนราคา | ค่าเงินดอลลาร์และสถานการณ์ภาวะเงินเฟ้อ | ความต้องการในอุตสาหกรรมและการลงทุน | ข่าวเศรษฐกิจทำให้ส่วนต่างขยับไม่เท่ากัน |
| มูลค่าต่อพิปต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน | ประมาณสิบดอลลาร์ต่อพิป | ประมาณห้าสิบดอลลาร์ต่อการเคลื่อนย้ายหนึ่งดอลลาร์ | ต้องปรับขนาดล็อตให้ต่างกันเพื่อให้ความเสี่ยงสมดุล |
| พฤติกรรมในช่วงตลาดตกต่ำ | ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์หลบภัยรับแรงซื้อ | มักจะถูกขายทิ้งเพราะถือเป็นสินทรัพย์อุตสาหกรรม | อัตราส่วนจะพุ่งสูงขึ้นเมื่อตลาดเกิดความกลัว |
ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเมื่อเทรดอัตราส่วนทองต่อเงิน
การเทรดอัตราส่วนนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวเลขค่าเฉลี่ยอย่างเดียว เทรดเจอต้องคำนึงถึงโครงสร้างของตลาดในขณะนั้นด้วย ถ้าตลาดกำลังอยู่ในช่วงที่มีความผันผวนสูงมาก ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำและเงินอาจจะเพี้ยนไปจากปกติได้ง่าย ข่าวสารทางเศรษฐกิจที่รุนแรงสามารถทำให้ทองคำพุ่งขึ้นแรงแต่เงินไม่ขยับตาม ส่งผลให้อัตราส่วนขยับออกจากค่าเฉลี่ยอย่างมาก
อีกปัจจัยหนึ่งคือความแตกต่างของอุปสงค์และอุปทานระหว่างโลหะทั้งสอง ทองคำส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นสินทรัพย์ลงทุนและเก็บรักษาค่า ขณะที่เงินมีการใช้งานในอุตสาหกรรมมากกว่า เช่นการผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อความต้องการในอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลง ราคาเงินอาจจะขยับไม่ตามทองคำ ทำให้ค่าอัตราส่วนที่เราคำนวณไว้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
สุดท้ายคือเรื่องของต้นทุนการถือสถานะข้ามคืนหรือสวอป การเปิดสถานะทองคำและเงินพร้อมกันอาจจะมีต้นทุนที่แตกต่างกัน บางครั้งการขายทองคำอาจจะมีต้นทุนสวอปสูงกว่าการซื้อเงิน ถ้าวางแผนจะถือสถานะไว้นานหลายสัปดาห์ ต้นทุนนี้อาจจะกัดกินกำไรไปได้มาก เทรดเจอต้องคำนวณต้นทุนทั้งหมดเข้าไปด้วยไม่ใช่แค่ดูจากความเคลื่อนไหวของราคาอย่างเดียว การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้การวางแผนเทรดอัตราส่วนทองต่อเงินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและลดความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียผิดปกติได้
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอัตราส่วนทองคำต่อเงินมักเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าเทรด ความแตกต่างระหว่างการเทรดระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อค่าอัตราส่วนนี้ เช่น อัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้นักลงทุนหันมาจับจ่ายโลหะมีค่าเพื่อเป็นสินทรัพย์ลงทุนคุ้มครองความมั่งคั่ง ตามข้อมูล World Gold Council ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ในปี 2023
Gold Silver Ratio คืออะไรและสำคัญอย่างไร
Gold Silver Ratio คือตัวเลขที่บอกว่าทองคำหนึ่งออนซ์ซื้อเงินได้กี่ออนซ์ คำนวณจากราคาทองคำหารด้วยราคาเงิน ตัวเลขนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างโลหะมีค่าทั้งสองชนิด เมื่ออัตราส่วนสูงขึ้นแปลว่าทองคำแพงกว่าเงินผิดปกติ เทรดเจอใช้ดูเป็นสัญญาณว่าโลหะตัวไหนมีราคาถูกหรือแพงเกินจริงเพื่อหาจังหวะเข้าเทรด
ค่าอัตราส่วนเท่าไรถือว่าสูงหรือต่ำ
จากข้อมูลย้อนหลังสิบปี ค่าอัตราส่วนที่อยู่ราวแปดสิบขึ้นไปถือว่าสูงผิดปกติ ส่วนค่าที่ต่ำกว่าหกสิบถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อราคาแตะระดับสูงสุดเทรดเจอมักจะมองว่าเงินถูกประเมินต่ำเกินไป ในทางกลับกันถ้าค่าต่ำมากแสดงว่าทองคำอาจจะถูกเทียบกับเงินและมีโอกาสปรับตัวขึ้น
เทรด Gold Silver Ratio ต้องเปิดออเดอร์อย่างไร
วิธีเทรดที่นิยมคือการทำสถานะกระจายความเสี่ยงโดยเปิดออเดอร์สองข้างพร้อมกัน ถ้าอัตราส่วนสูงมากให้ซื้อเงินและขายทองคำพร้อมกันเพื่อเก็บกำไรจากการที่ราคาจะกลับสู่ค่าเฉลี่ย ส่วนขนาดล็อตต้องคำนวณให้มูลค่าความเสี่ยงของทองคำและเงินใกล้เคียงกันเพื่อให้พอร์ตสมดุล
ขนาดล็อตของทองคำและเงินต้องเท่ากันไหม
ไม่จำเป็นต้องเท่ากันเพราะมูลค่าต่อนซ์และการเคลื่อนไหวของราคาไม่เท่ากัน เทรดเจอต้องคำนวณจากมูลค่าต่อพิปของแต่ละคู่เงินเพื่อให้ความเสี่ยงเท่ากัน ยกตัวอย่างเช่นถ้าทองคำเคลื่อนไหวหนึ่งดอลลาร์คุณอาจจะเสี่ยงเงินเคลื่อนไหวหลายสิบเซนต์ ดังนั้นการปรับล็อตให้เท่ากันเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้ผลลัพธ์การเทรดออกมาตามที่วางแผน
ต้องดูปัจจัยอะไรเป็นพิเศษเมื่อเทรดอัตราส่วนนี้
นอกจากดูตัวเลขอัตราส่วนแล้วต้องติดตามนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางและภาวะเศรษฐกิจ เพราะทองคำมักจะขยับตามค่าเงินดอลลาร์และอัตราเงินเฝ้าแรง ส่วนเงินจะผูกกับความต้องการในอุตสาหกรรมมากกว่า การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเจอตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นว่าค่าอัตราส่วนจะขยับไปทิศทางไหน
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย













TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文