มาร์จิ้นทองคำคือเงินวางหลักประกันเปิดสถานะ XAU บทความนี้สอนคำนวณพร้อมเช็กทุนไหล ปี2569

สวัสดีน้องๆ ลูกศิษย์ iCafeForex ทุกคนครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องของมาร์จิ้นทองคำ XAU กันให้เข้าใจตรงกัน หลายคนเข้ามาเทรดทองคำแล้วสับสนว่าเงินวางหลักประกันคำนวณยังไง บทความนี้จะอธิบายพร้อมตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำความเข้าใจว่ามาร์จิ้นทองคำคืออะไรกันแน่
มาร์จิ้นทองคำคือเงินที่นักลงทุนต้องวางเป็นหลักประกันในบัญชีการซื้อขายเพื่อเปิดสถานะในตลาดทองคำ โดยเป็นการวางเงินส่วนหนึ่งแทนการจ่ายครั้งละมูลค่าทั้งหมด ทำให้สามารถเทรดสัญญาแต่ละล็อตได้โดยมีความเสี่ยงที่ควบคุมได้และไม่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการเริ่มต้นลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว
มาร์จิ้นในตลาดทองคำก็คือเงินวางหลักประกันที่เราต้องฝากไว้กับโบรกเกอร์ เพื่อเปิดสถานะการซื้อขาย โดยไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนของทองคำที่เราต้องการจะซื้อหรือขาย มันเปรียบเสมือนเงินมัดจำที่บอกว่าเรามีความพร้อมในการรับความเสี่ยงนั่นเองครับ
เวลาเราไปซื้อทองคำจริงๆ หนึ่งออนซ์ ถ้าราคาอยู่ที่สองพันห้าร้อยดอลลาร์ เราก็ต้องจ่ายเงินสดสองพันห้าร้อยดอลลาร์เต็ม แต่ในตลาดฟอเร็กซ์เราไม่ต้องทำแบบนั้น เพราะโบรกเกอร์ให้เรายืมเครดิตมาเทรดผ่านระบบเลเวอเรจ ทำให้เราใช้เงินเพียงส่วนน้อยในการเปิดออเดอร์ที่ใหญ่กว่าเงินทุนจริงของเรา ส่วนที่เราต้องวางไว้นั่นแหละคือมาร์จิ้น ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
น้องๆ ต้องแยกให้ออกระหว่างเงินทุนในบัญชีกับมาร์จิ้นที่ถูกกันไว้ เงินในบัญชีอาจจะมีห้าพันดอลลาร์ แต่ถ้าเปิดออเดอร์ทองคำหนึ่งล็อต โบรกเกอร์อาจจะกันมาร์จิ้นไปแค่หนึ่งพันดอลลาร์ ส่วนที่เหลืออีกสี่พันดอลลาร์จะกลายเป็นเงินทุนรองรับความเสี่ยง ถ้าราคาทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ เงินสี่พันดอลลาร์นี้จะถูกใช้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดและถูกตัดบัญชีในที่สุด
วิธีคำนวณมาร์จิ้นทองคำ XAU อย่างละเอียด

การคำนวณมาร์จิ้นสำหรับทองคำทำได้โดยการนำขนาดสัญญามาคูณกับราคาปัจจุบันและหารด้วยอัตราทวีคูณที่โบรกเกอร์กำหนด เพื่อให้ทราบเงินประกันที่ต้องวาง ตัวอย่างเช่น หากต้องการเทรด 1 ล็อตของสัญญาทองคำ 100 ออนซ์ที่ราคา 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ และใช้อัตราส่วน 100 เท่า จะต้องวางเงินมาร์จิ้น 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ
การคำนวณมาร์จิ้นทองคำไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ สูตรพื้นฐานคือการเอาขนาดออเดอร์คูณกับราคาทองคำปัจจุบัน แล้วหารด้วยเลเวอเรจที่เราตั้งไว้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือจำนวนเงินดอลลาร์ที่เราต้องวางเป็นหลักประกันนั่นเอง
ขออธิบายสูตรให้เห็นชัดๆ กันก่อน สมมติว่าเราจะเปิดออเดอร์ซื้อทองคำหนึ่งล็อต ซึ่งหนึ่งล็อตมักจะเท่ากับหนึ่งร้อยออนซ์ ถ้าราคาทองคำในขณะนั้นอยู่ที่สองพันห้าร้อยดอลลาร์ต่อนซ์ มูลค่าทั้งหมดของสัญญาจะเท่ากับสองแสนห้าหมื่นดอลลาร์ ถ้าเราใช้เลเวอเรจหนึ่งต่อหนึ่งร้อย เราก็เอาสองแสนห้าหมื่นดอลลาร์หารด้วยหนึ่งร้อย ก็จะได้เงินมาร์จิ้นที่ต้องวางเท่ากับสองพันห้าร้อยดอลลาร์
ลองมาดูอีกตัวอย่างหนึ่งเพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น ถ้าเราเปิดออเดอร์ขนาดศูนย์จุดหนึ่งล็อต หรือก็คือสิบออนซ์ ที่ราคาทองคำสองพันห้าร้อยดอลลาร์ มูลค่าสัญญาจะเท่ากับสองหมื่นห้าพันดอลลาร์ ใช้เลเวอเรจหนึ่งต่อหนึ่งร้อย เงินมาร์จิ้นที่ต้องวางก็จะเท่ากับสองร้อยห้าสิบดอลลาร์ จะเห็นว่ายิ่งขนาดล็อตเล็กลง เงินวางหลักประกันก็จะลดลงตามไปด้วย ทำให้น้องๆ ที่มีทุนน้อยก็สามารถเริ่มต้นเทรดทองคำได้โดยไม่ต้องมีเงินหลักแสนดอลลาร์เลย
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดทองคำ
มาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เห็นภาพการเทรดทองคำและการคำนวณตัวเลขกันครับ สมมติว่าน้องๆ มีเงินทุนในบัญชีสามพันดอลลาร์ ตั้งค่าเลเวอเรจไว้ที่หนึ่งต่อหนึ่งร้อย ตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อทองคำขนาดศูนย์จุดสองล็อต ที่ราคาสองพันห้าร้อยดอลลาร์ต่อนซ์ ตั้งเป้าหมายทำกำไรที่ราคาสองพันห้าร้อยห้าสิบดอลลาร์ และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ราคาสองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบดอลลาร์
ก่อนอื่นเรามาคำนวณเงินมาร์จิ้นที่ต้องวางก่อน ขนาดออเดอร์ศูนย์จุดสองล็อตเท่ากับยี่สิบออนซ์ ราคาทองคำสองพันห้าร้อยดอลลาร์ มูลค่าสัญญาเท่ากับห้าหมื่นดอลลาร์ หารด้วยเลเวอเรจหนึ่งร้อย จะได้เงินมาร์จิ้นเท่ากับห้าร้อยดอลลาร์ นั่นหมายความว่าจากเงินทุนสามพันดอลลาร์ จะถูกกันไปห้าร้อยดอลลาร์เป็นหลักประกัน และเหลือเงินส่วนต่างอีกสองพันห้าร้อยดอลลาร์เป็นทุนรองรับความผันผวนของราคา
ต่อไปมาคำนวณผลลัพธ์ของออเดอร์กัน ถ้าราคาทองคำขึ้นไปถึงเป้าหมายที่สองพันห้าร้อยห้าสิบดอลลาร์ ส่วนต่างของราคาจะเท่ากับห้าสิบดอลลาร์ต่อนซ์ คูณกับยี่สิบออนซ์ จะได้กำไรเท่ากับหนึ่งพันดอลลาร์ ผลตอบแทนนี้น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับเงินมาร์จิ้นที่วางไปแค่ห้าร้อยดอลลาร์ แต่ถ้าราคาตกลงไปถึงจุดตัดขาดทุนที่สองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบดอลลาร์ ส่วนต่างของราคาจะเท่ากับสามสิบดอลลาร์ต่อนซ์ คูณกับยี่สิบออนซ์ จะขาดทุนไปหกร้อยดอลลาร์ จะเห็นว่าการวางแผนจุดตัดขาดทุนและขนาดล็อตให้เหมาะสมกับเงินทุนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าเกิดขาดทุนติดต่อกันสองสามครั้งโดยไม่คำนวณมาร์จิ้นและล็อตให้ดี บัญชีอาจจะหมดได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตรามาร์จิ้นทองคำ
อัตราเงินประกันในการเทรดทองคำมีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยหลายประการ อาทิ นโยบายของโบรกเกอร์ ความผันผวนในตลาด และช่วงเวลาที่มีการประกาศข่าวสารเศรษฐกิจสำคัญ เมื่อตลาดมีความเสี่ยงสูง โบรกเกอร์มักจะปรับเพิ่มเงินประกันเพื่อความปลอดภัย ข้อมูลจากรายงานของ BIS ระบุว่าปริมาณการเทรดทองคำรายวันอยู่ที่ 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาพคล่องมีบทบาทสำคัญต่ออัตราดังกล่าว
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมบางครั้งเงินมาร์จิ้นที่ต้องวางถึงเปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่ขนาดล็อตเท่าเดิม ความจริงแล้วมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตรามาร์จิ้น โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศและนโยบายของโบรกเกอร์ที่น้องๆ เลือกใช้บริการ
ปัจจัยแรกเลยคือเลเวอเรจที่เราเลือกตั้งไว้ในบัญชี ถ้าตั้งเลเวอเรจสูงเงินมาร์จิ้นก็จะน้อยลง แต่บางโบรกเกอร์อาจจะมีการปรับเลเวอเรจให้ต่ำลงในช่วงที่ตลาดมีข่าวใหญ่หรือความผันผวนสูง เช่นช่วงมีการประกาศดอกเบี้ยหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้เราต้องวางมาร์จิ้นเพิ่มขึ้นกะทันหัน นอกจากนี้คู่สกุลเงินที่เราใช้ฝากเงินก็มีผล ถ้าบัญชีเป็นดอลลาร์แต่ไปเทรดทองคำที่มีราคาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การแปลงค่าเงินก็จะส่งผลให้ตัวเลขมาร์จิ้นในหน้าจอเปลี่ยนไปเล็กน้อยได้
อีกสิ่งหนึ่งที่น้องๆ ต้องรู้จักคือมาร์จิ้นเลเวล ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพของบัญชี คำนวณจากเงินคงเหลือรวมกับผลกำไรขาดทุนที่ยังไม่ปิดบัญชี หารด้วยมาร์จิ้นที่ใช้ไป แล้วคูณร้อยละ ถ้ามาร์จิ้นเลเวลต่ำกว่าร้อยละห้าสิบ โบรกเกอร์จะเริ่มส่งเตือน และถ้าต่ำกว่าร้อยละยี่สิบหรือตามเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะทำการตัดบัญชีหรือปิดออเดอร์ที่ขาดทุนอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้เงินติดลบ
การเปรียบเทียบเลเวอเรจกับเงินมาร์จิ้นทองคำ
การเปรียบเทียบระหว่างเครื่องมือเพิ่มอำนาจการซื้อกับเงินประกันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ผกผันกัน หากต้องการใช้เครื่องมือเพิ่มอำนาจสูง เงินประกันที่ต้องวางก็จะน้อยลงตามสัดส่วน ซึ่งเปิดโอกาสให้ทำกำไรได้มากแต่ก็มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ดังนั้นผู้ลงทุนต้องเลือกสมดุลที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง
เพื่อให้น้องๆ เห็นความแตกต่างของเลเวอเรจที่ส่งผลต่อเงินมาร์จิ้นอย่างชัดเจน เราจะมาดูตารางเปรียบเทียบกัน โดยใช้สมมติฐานว่าเปิดออเดอร์ทองคำหนึ่งล็อต ที่ราคาสองพันห้าร้อยดอลลาร์ต่อนซ์
| ระดับเลเวอเรจ | มูลค่าสัญญาทองคำ (ดอลลาร์) | เงินมาร์จิ้นที่ต้องวาง (ดอลลาร์) | ความเสี่ยงในการถูกตัดบัญชี |
|---|---|---|---|
| หนึ่งต่อหนึ่ง (ไม่ใช้เลเวอเรจ) | สองแสนห้าหมื่น | สองแสนห้าหมื่น | ต่ำมาก |
| หนึ่งต่อห้าสิบ | สองแสนห้าหมื่น | ห้าพัน | ต่ำ |
| หนึ่งต่อหนึ่งร้อย | สองแสนห้าหมื่น | สองพันห้าร้อย | ปานกลาง |
| หนึ่งต่อห้าร้อย | สองแสนห้าหมื่น | ห้าร้อย | สูง |
จากตารางจะเห็นได้ว่าเลเวอเรจยิ่งสูง เงินมาร์จิ้นที่ต้องวางก็ยิ่งน้อยลง ทำให้หลายคนชอบเลือกเลเวอเรจสูงๆ เพื่อให้เหลือเงินไปเปิดออเดอร์อื่นๆ ได้มากขึ้น แต่น้องๆ ต้องอย่าลืมว่าคอลัมน์สุดท้ายคือความเสี่ยงในการถูกตัดบัญชีก็จะสูงตามไปด้วย เพราะเงินทุนรองรับความผันผวนจะน้อยลง ราคาทองคำแค่เคลื่อนไหวไปสิบถึงยี่สิบดอลลาร์ อาจจะทำให้บัญชีหมดได้เลยถ้าไม่ระมัดระวังในการจัดการล็อต
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผล

การกำหนดจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมต้องอ้างอิงจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคร่วมกับการจัดการเงินทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนเกินกว่าเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ในบัญชี โดยวางไว้บริเวณจุดที่สมมติฐานการเทรดเป็นโมฆะ ซึ่งการมีส่วนต่างราคาเฉลี่ยของทองคำอยู่ที่ 0.01 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนสามารถคำนวณระยะการตัดขาดทุนได้อย่างแม่นยำตามความเคลื่อนไหวของราคาในตลาด
การตั้งจุดตัดขาดทุนหรือสต็อปลอสเป็นสิ่งจำเป็นมากเมื่อเทรดทองคำ เพราะราคาทองคำสามารถเคลื่อนไหวได้รุนแรงในบางช่วงเวลา การมีจุดตัดขาดทุนที่คำนวณมาอย่างดีจะช่วยปกป้องเงินทุนและมาร์จิ้นของเราไม่ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว
หลายคนชอบตั้งสต็อปลอสแบบสุ่มหรือตั้งตามความรู้สึก อยากให้หยุดขาดทุนที่ห้าสิบดอลลาร์ก็ตั้งไปเลย โดยไม่ดูว่าราคาทองคำในขณะนั้นอยู่ที่ไหนและมีโครงสร้างตลาดเป็นอย่างไร วิธีที่ถูกต้องคือต้องดูแนวรับแนวต้านจริงในกราฟ แล้วคำนวณระยะห่างของราคาปัจจุบันกับจุดที่เราจะตั้งสต็อปลอส ว่าห่างกันกี่ดอลลาร์ แล้วเอาตัวเลขนั้นมาคูณกับขนาดล็อตเพื่อหาความเสี่ยงที่แท้จริง ถ้าความเสี่ยงเกินร้อยละสองถึงสามของเงินทุนทั้งหมด ก็ต้องลดขนาดล็อตลงจนกว่าจะได้สัดส่วนที่ปลอดภัย
ตัวอย่างเช่น ถ้าเงินทุนสามพันดอลลาร์ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้คือร้อยละสอง หรือก็คือหกสิบดอลลาร์ ถ้าจุดตัดขาดทุนตามกราฟห่างจากราคาเปิดออเดอร์ไปสามสิบดอลลาร์ เราก็ต้องคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสม โดยเอาหกสิบดอลลาร์หารด้วยสามสิบดอลลาร์ จะได้สองออนซ์ ซึ่งก็คือศูนย์จุดศูนย์สองล็อต การคำนวณแบบนี้จะช่วยให้น้องๆ รู้ว่าเงินมาร์จิ้นที่จะถูกกันไปนั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ และไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะถูกตัดบัญชีหรือเปล่า
เทคนิคการบริหารมาร์จิ้นให้รอดในตลาดทองคำ
การบริหารเงินประกันให้รอดในตลาดที่มีความผันผวนสูงต้องอาศัยวินัยในการควบคุมสถานะเปิดและหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือเพิ่มอำนาจที่สูงเกินไป พร้อมทั้งติดตามระดับเงินคงค้างอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการถูกปิดสถานะโดยอัตโนมัติ จากข้อมูล GFMS พบว่าปริมาณความต้องการทองคำทั่วโลกอยู่ที่ 4,812 ตัน สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่ต้องอาศัยการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวดเสมอ
การบริหารมาร์จิ้นให้รอดในตลาดทองคำเป็นศาสตร์ที่น้องๆ ต้องเรียนรู้และฝึกฝนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของการคำนวณตัวเลข แต่เป็นเรื่องของวินัยในการเทรดและการควบคุมอารมณ์ ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าเมื่อไรควรเพิ่มเงินมาร์จิ้นและเมื่อไรควรถอนเงินออกจากบัญชี
ข้อแนะนำแรกเลยคืออย่าเปิดออเดอร์จนกว่าเงินมาร์จิ้นที่เหลืออยู่จะหมด หลายคนชอบเปิดออเดอร์ติดต่อกันจนเงินฟรีมาร์จิ้นเหลือน้อยมาก พอราคาทองคำเคลื่อนไหวไปทางใดทางหนึ่งก็จะถูกตัดบัญชีทันที ควรเว้นช่องว่างของเงินรองรับความเสี่ยงไว้ให้พอเพียง อย่างน้อยควรมีเงินฟรีมาร์จิ้นเหลืออยู่มากกว่าเงินมาร์จิ้นที่ใช้ไปสามถึงห้าเท่าตัว เพื่อให้ราคาทองคำมีพื้นที่แกว่งได้โดยไม่กระทบออเดอร์ของเรา
ข้อแนะนำที่สองคือหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วงที่มีข่าวใหญ่ถ้ายังไม่แน่ใจ เพราะในช่วงเวลานั้นราคาทองคำอาจจะกระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้จุดตัดขาดทุนไม่ทำงานตามปกติ และอาจจะทำให้ขาดทุนมากกว่าที่คำนวณไว้ สุดท้ายคือการบันทึกการเทรดทุกครั้ง ว่าเปิดออเดอร์ที่ราคาเท่าไร ใช้มาร์จิ้นเท่าไร ตั้งสต็อปลอสที่ไหน และผลลัพธ์เป็นอย่างไร การบันทึกจะช่วยให้น้องๆ รู้ว่าการคำนวณมาร์จิ้นและการบริหารความเสี่ยงของเรามีประสิทธิภาพหรือไม่ และต้องปรับปรุงตรงไหนบ้างในอนาคต
สรุปแนวทางการใช้มาร์จิ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายนี้การเข้าใจเรื่องมาร์จิ้นทองคำและการคำนวณอย่างถูกต้องจะช่วยให้น้องๆ สามารถอยู่รอดในตลาดได้ยาวนานขึ้น อย่ามองว่ามาร์จิ้นเป็นแค่ตัวเลขที่ต้องวาง แต่ให้มองว่ามันคือเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ถ้าใช้ให้เป็นมันจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้ได้อย่างคุ้มค่า แต่ถ้าใช้ผิดพลาดมันก็สามารถทำลายบัญชีได้ในพริบตา ดังนั้นควรฝึกฝนการคำนวณและวางแผนการเทรดไว้เสมอ แล้วก้าวไปเป็นเทรดเดอร์ทองคำที่เก่งกล้าและมีวินัยต่อไปครับ
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางเงินประกันในการซื้อขายทองคำมักเกี่ยวข้องกับวิธีการคำนวณ อัตราส่วนที่เหมาะสม และวิธีการหลีกเลี่ยงการถูกเรียกให้เพิ่มเงิน ผู้เริ่มต้นควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเริ่มต้นด้วยบัญชีทดลองเพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของระบบให้ชัดเจนก่อนลงทุนด้วยเงินจริง
มาร์จิ้นทองคำ XAU คืออะไร
มาร์จิ้นคือเงินวางหลักประกันที่โบรกเกอร์ให้เราฝากไว้เพื่อเปิดออเดอร์ซื้อขายทองคำ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนของสัญญาทองคำ เปรียบเสมือนเงินมัดจำที่แสดงว่าเรามีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ ยิ่งใช้เลเวอเรจสูงเท่าไร มาร์จิ้นที่ต้องวางก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น แต่ความเสี่ยงในการถูกตัดบัญชีก็จะสูงตามไปด้วย
ทำไมการคำนวณมาร์จิ้นทองคำถึงสำคัญ
การคำนวณมาร์จิ้นช่วยให้เรารู้ว่าต้องใช้เงินทุนเท่าไรในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้ง ทำให้เราวางแผนบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ถ้าคำนวณผิดพลาดอาจทำให้เปิดล็อตใหญ่เกินไปจนเงินในบัญชีไม่พอรับการแกว่งของราคา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเลือกเลเวอเรจที่เหมาะสมกับเงินทุนได้ ไม่ใช่แค่เลือกสูงสุดเพราะคิดว่าจะได้เปิดออเดอร์เยอะ
สูตรคำนวณมาร์จิ้นทองคำเป็นยังไง
สูตรพื้นฐานคือ ขนาดออเดอร์คูณด้วยราคาทองคำปัจจุบัน แล้วหารด้วยเลเวอเรจ ตัวอย่างเช่น เปิดออเดอร์ขนาดหนึ่งล็อตที่ราคา สองพันห้าร้อยดอลลาร์ ด้วยเลเวอเรจหนึ่งต่อหนึ่งร้อย จะใช้มาร์จิ้นประมาณสองพันห้าร้อยดอลลาร์ ถ้าใช้เลเวอเรจสูงขึ้นมาร์จิ้นก็จะลดลงตามสัดส่วน แต่ห้ามลืมว่าความเสี่ยงยังคงเท่าเดิม
มาร์จิ้นกับฟรีมาร์จิ้นต่างกันอย่างไร
มาร์จิ้นคือเงินที่ถูกกันไว้จากบัญชีเพื่อรองรับออเดอร์ที่เปิดอยู่ ส่วนฟรีมาร์จิ้นคือเงินคงเหลือที่ยังไม่ถูกใช้งาน สามารถนำไปเปิดออเดอร์ใหม่ได้ ถ้าราคาทองคำเคลื่อนไหวไปทางที่ไม่พึงประสงค์ ฟรีมาร์จิ้นจะลดลงเรื่อยๆ จนกว่าจะเหลือศูนย์ ซึ่งเป็นจุดที่โบรกเกอร์จะทำการแจ้งเตือนให้เราเติมเงินหรือปิดออเดอร์
มือใหม่ควรตั้งค่าเลเวอเรจทองคำแบบไหน
สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้เลเวอเรจระดับปานกลางเช่นหนึ่งต่อหนึ่งร้อยหรือหนึ่งต่อสองร้อย ไม่ควรใช้สูงสุดเพราะจะทำให้เกิดความเครียดและความเสี่ยงสูงเกินไป ควรเริ่มจากการเปิดล็อตเล็กๆ และคำนวณมาร์จิ้นให้พอดีกับเงินทุน ที่สำคัญคือต้องตั้งจุดตัดขาดทุนเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนจนหมดบัญชี
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย


















