ช่องเคลท์เนอร์คืออินดิเคเตอร์วัดความผันผวนที่นุ่มนวลกว่าแบนด์บอลลิงเจอร์ เหมาะกับการเทรดทองคำ XAU ปี 2569

ช่องเคลท์เนอร์เป็นเครื่องมือวัดความผันผวนที่ลูกศิษย์ใช้เทรดทองคำได้ทั้งจับเทรนด์และหาจังหวะระเบิดราคา วันนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีใช้งานให้เห็นภาพกันแบบเป็นรูปธรรม นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำความรู้จักช่องเคลท์เนอร์ก่อนเทรดทองคำ
ช่องเคลท์เนอร์เป็นตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเพื่อวัดความผันผวนของราคาโดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และช่วงราคาเคลื่อนที่เข้าด้วยกัน โดยมีสัดส่วนการใช้งานในตลาดคอมโมดิตี้ประมาณ 15% ของผู้เทรดรายย่อย ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุแนวโน้มและจุดกลับตัวของราคาทองคำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ช่องเคลท์เนอร์คืออินดิเคเตอร์ที่สร้างขอบเขตราคาโดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นแกนกลาง แล้วขยายออกไปทั้งสองข้างด้วยส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย มันบอกเราว่าราคาทองคำกำลังเดินอยู่ในกรอบปกติหรือเริ่มออกแนวรุนแรงแล้ว
สิ่งที่ทำให้ตัวนี้ต่างจากแบนด์บอลลิงเจอร์ก็คือความนุ่มนวล แบนด์บอลลิงเจอร์จะขยายตัวและหดตัวรุนแรงมากเวลาราคากระโดด เพราะมันคำนวณจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ช่องเคลท์เนอร์ใช้ค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด ต่ำสุด และปิดในแต่ละแท่งเข้ามาคำนวณ ทำให้เส้นขอบที่ได้นุ่มกว่า ไม่หวือหวา และเกิดสัญญาณหลอกน้อยกว่าในตลาดทองคำที่มักจะมีแท่งเทียนหนามยาวๆ ได้บ่อย ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
เวลาเราเอาไปใช้เทรดทองคำ เราจะเห็นว่าราคามักจะเดินอยู่ในกรอบระหว่างเส้นบนกับเส้นล่าง ถกราคาแตะเส้นบนแปลว่าแรงซื้อจัดจนราคาพุ่งออกไป แต่ถ้าแตะเส้นล่างก็คือแรงขายกดดันหนัก ความสวยงามอยู่ที่เมื่อราคาเดินชิดเส้นบนไประยะหนึ่ง มันจะบอกแนวโน้มว่าทองคำกำลังเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน เราก็ใช้จุดนี้เป็นเข็มทิศในการถือสถานะซื้อได้เลย
วิธีตั้งค่าพารามิเตอร์ให้เหมาะกับทองคำ
การตั้งค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับทองคำมักใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 ช่วงเวลาและคูณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานด้วย 2 เท่าเพื่อกรองสัญญาณรบกวน ซึ่งจากการทดสอบย้อนหลังพบว่าการใช้ค่า EMA 20 ร่วมกับ ATR 10 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับการใช้ค่ามาตรฐานแบบดั้งเดิมในตลาดทองคำ
การตั้งค่าเริ่มต้นของช่องเคลท์เนอร์มักจะใช้ค่าเฉลี่ย 20 แท่งและตัวคูณที่ 2 แต่สำหรับทองคำที่เคลื่อนไหวรุนแรง เราอาจต้องปรับให้เข้ากับพฤติกรรมของราคาในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเทรดทองคำ แนะนำให้ใช้ค่าเฉลี่ย 20 แท่งเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนตัวคูณจาก 2 เป็น 1.5 บนกรอบเวลาสี่ชั่วโมง การลดตัวคูณลงจะทำให้ช่องแคบลงเล็กน้อย เราจะได้เห็นราคาสัมผัสเส้นขอบได้ง่ายขึ้น ซึ่งเหมาะกับการหาจุดเข้าเทรดตามแนวโน้ม แต่ถ้าเทรดบนกรอบเวลาสิบห้านาที ซึ่งทองคำมักจะมีการกระโดดรุนแรงในระยะสั้น ให้เพิ่มตัวคูณเป็น 2.5 เพื่อให้ช่องกว้างขึ้น ป้องกันการเข้าเทรดหลอกจากแท่งเทียนที่มีหนามยาวแต่ท้ายที่สุดปิดไม่ได้
อีกจุดสำคัญคือการเลือกประเภทค่าเฉลี่ย ค่าเริ่มต้นจะใช้แบบเส้นตรงหรืออาร์เอสเอ็มเอ แต่ถ้าเราอยากให้เส้นกลางตอบสนองต่อราคาล่าสุดไวขึ้น เราเปลี่ยนเป็นแบบเอ็กโปเนนเชียลหรืออีเอ็มเอแทน การใช้อีเอ็มเอจะทำให้เส้นกลางขยับเข้าหาราคามากกว่า ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแนวโน้มเร็วขึ้น ซึ่งเหมาะมากเวลาทองคำเริ่มกลับตัวหลังจากวิ่งมาทางเดียวกันหลายวัน
ตัวคูณที่เหมาะกับแต่ละกรอบเวลา
การปรับตัวคูณให้เหมาะกับกรอบเวลาคือหัวใจสำคัญ บนกรอบรายวันของทองคำ การใช้ตัวคูณ 2.0 จะให้ภาพแนวโน้มที่สวยงามที่สุด เพราะทองคำบนรายวันมักจะเดินเป็นเทรนด์ยาวนาน แต่บนกรอบห้านาทีที่เสียงดังมาก ต้องเพิ่มตัวคูณเป็น 3.0 เพื่อกรองสัญญาณรบกวนออกไป
หาจังหวะเข้าเทรดจากการแตะขอบช่อง
เมื่อราคาทองคำแตะขอบบนของช่องเคลท์เนอร์อาจส่งสัญญาณว่าตลาดเข้าสู่ภาวะซื้อเกินและมีโอกาสปรับตัวลง ในขณะที่การแตะขอบล่างบ่งชี้ถึงการขายเกินและอาจเกิดการเด้งกลับขึ้นได้ ซึ่งนักเทรดควรรอให้ราคาปิดแท่งเทียนยืนยันนอกช่องก่อนตัดสินใจเข้าสถานะเพื่อลดความเสี่ยงจากการพุ่งทะลุแบบปลอม
การเทรดเมื่อราคาแตะขอบช่องเคลท์เนอร์ต้องทำความเข้าใจบริบทของตลาดก่อน ห้ามเข้าซื้อหรือขายทันทีแค่เพราะราคาไปแตะเส้น เพราะในบางครั้งราคาทองคำสามารถเดินติดเส้นขอบได้หลายแท่งเลย
วิธีที่ลูกศิษย์ใช้กันคือการรอให้ราคาปิดแท่งเทียนก่อน ถ้าราคาปิดกลับเข้ามาในช่องหลังจากที่เคยแตะเส้นขอบล่าง นั่นคือสัญญาณว่าแรงขายอ่อนลงแล้ว เราสามารถเข้าซื้อได้ โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใต้รองเท้าแท่งเทียนแทะเส้นล่างนั้นสักห้าถึงสิบพิป แต่ถ้าราคาปิดกลับเข้ามาในช่องหลังจากแตะเส้นบน ก็แปลว่าแรงซื้อหมดแรง สามารถเข้าขายได้ โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เหนือหางแท่งเทียนที่แตะเส้นบน
อีกวิธีที่นิยมคือการเทรดตามแนวโน้มเมื่อราคาทะลุเส้นขอบ ถ้าทองคำอยู่ในขาขึ้นที่ชัดเจน ราคาปิดเหนือเส้นบนของช่องเคลท์เนอร์ และแท่งถัดไปยังคงปิดสูงกว่า แสดงว่าแรงซื้อแรงมาก เราสามารถเข้าซื้อตามได้ โดยเล็งเป้าหมายกำไรที่ระดับที่เส้นขอบบนขยายออกไปอีกหนึ่งระดับ แต่ต้องระวังเพราะการไล่ราคาแบบนี้เสี่ยงถ้าหากเกิดราคาย้อนกลับอย่างรวดเร็ว
การใช้สัญญาณทะลุช่องร่วมกับแนวโน้มหลัก
การเทรดทะลุขอบช่องจะมีโอกาสชนะสูงขึ้นมากถ้าเราดูทิศทางหลักบนกรอบใหญ่ก่อนเสมอ ถ้าบนกรอบรายวันทองคำเป็นขาขึ้น ให้เข้าซื้อเฉพาะจังหวะที่ราคาทะลุเส้นบนบนกรอบเล็ก และห้ามเข้าขายเด็ดขาดแม้ราคาจะแตะเส้นล่างก็ตาม
จับจังหวะราคาแน่นตัวก่อนระเบิดด้วย Squeeze
สภาวะที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวในช่วงแคบและช่องเคลท์เนอร์บีบตัวหรือเกิด Squeeze มักเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังจะเกิดการระเบิดของราคาอย่างรุนแรง โดยประวัติศาสตร์ตลาดแสดงให้เห็นว่าช่วงความผันผวนต่ำเช่นนี้มักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงราคามากกว่า 3% ภายในเวลาไม่กี่วันอย่างต่อเนื่อง
สภาวะที่ราคาถูกบีบตัวจนแคบสุดขีดเรียกว่าสควีซ นี่คือจังหวะทองคำรวมตัวก่อนจะเลือกทิศทางและวิ่งอย่างรุนแรง การหาสควีซได้แม่นยำจะทำให้เราเข้าเทรดตรงจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่
วิธีสังเกตคือเมื่อเส้นขอบบนและเส้นขอบล่างของช่องเคลท์เนอร์เข้ามาใกล้กันมากจนแทบติดกัน และราคาทองคำเดินแท่งเล็กๆ อยู่ในนั้นหลายแท่ง นั่นคือสัญญาณว่าตลาดกำลังสะสมพลัง ลูกศิษย์ต้องรอให้ราคาทะลุเส้นขอบบนหรือล่างออกไปพร้อมแท่งเทียนที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ถ้าทะลุเส้นบนก็เข้าซื้อ ถ้าทะลุเส้นล่างก็เข้าขาย วิธีนี้เรียกว่าการเทรดหลังหลุดกรอบ
เพื่อเพิ่มความแม่นยำ เรามักจะนำแบนด์บอลลิงเจอร์มาวางทับบนช่องเคลท์เนอร์ เมื่อเส้นของแบนด์บอลลิงเจอร์ทั้งบนและล่างถูกบรรจุอยู่ภายในเส้นของช่องเคลท์เนอร์ นั่นคือสัญญาณสควีซที่แท้จริง รอให้แบนด์บอลลิงเจอร์ขยายตัวออกมานอกช่องเคลท์เนอร์ และราคาปิดทะลุเส้นขอบก็ถือว่าพร้อมเข้าเทรดได้เลย
วัดความแข็งแรงของการระเบิดราคาด้วยปริมาณ
การระเบิดราคาจากสภาวะสควีซต้องมีปริมาณการซื้อขายหนุนด้วย ถ้าราคาทะลุเส้นขอบแต่ปริมาณซื้อขายในแท่งนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ให้ระวังเพราะอาจเป็นการหลอก แต่ถ้าปริมาณพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แสดงว่าเป็นการระเบิดที่มีแรงจริง เข้าเทรดได้สบายใจ
ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรดทองคำ
หากเปิดสถานะซื้อทองคำ 1 ออนซ์ที่ราคา 2,000 ดอลลาร์และปิดสถานะที่ 2,050 ดอลลาร์จะได้กำไร 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากใช้ leverage 100 เท่าในบัญชีขนาด 100 ดอลลาร์ กำไรที่ได้จะถูกขยายเป็น 5,000 ดอลลาร์ ขณะที่การขาดทุนก็จะถูกขยายในอัตราส่วนเดียวกันซึ่งอาจก่อให้เกิดการเลิกสถานะทันที
มาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เห็นภาพการเทรดทองคำด้วยช่องเคลท์เนอร์กัน สมมติว่าทองคำราคาอยู่ที่ 2569 ดอลลาร์ต่อนซ์ บนกรอบเวลาสี่ชั่วโมงเกิดสภาวะสควีซราคาแน่นมาก จนกระทั่งราคาทะลุเส้นบนของช่องเคลท์เนอร์ที่ระดับ 2572 และปิดแท่งเทียนสูงกว่าเส้นขอบ ลูกศิษย์ตัดสินใจเข้าซื้อทันทีที่ราคา 2573 ดอลลาร์
การตั้งจุดตัดขาดทุน เราจะไปดูหางล่างของแท่งเทียนที่ทะลุเส้นบน สมมติหางล่างอยู่ที่ 2568 เราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 2566 ดอลลาร์ เพื่อเผื่อระยะห่างอีกสองดอลลาร์ ระยะห่างระหว่างราคาเข้ากับจุดตัดขาดทุนคือเจ็ดดอลลาร์ หรือเจ็ดร้อยพิปสำหรับทองคำ สำหรับเป้าหมายกำไร เราเล็งไปที่การขยายตัวของช่อง สมมติเราตั้งเป้าไว้ที่ 2587 ดอลลาร์ ระยะทางกำไรคือสิบสี่ดอลลาร์ ให้อัตราเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่หนึ่งต่อสองซึ่งถือว่าคุ้มค่า
ถ้าลูกศิษย์มีเงินทุนห้าพันดอลลาร์ และยอมรับความเสี่ยงที่ร้อยละสองต่อไม้เทรด คือหนึ่งร้อยดอลลาร์ การคำนวณขนาดล็อตจะเป็นดังนี้ ระยะตัดขาดทุนเจ็ดดอลลาร์ มูลค่าต่อดอลลาร์สำหรับทองคำหนึ่งล็อตคือหนึ่งร้อยดอลลาร์ ดังนั้นเจ็ดดอลลาร์เท่ากับเจ็ดร้อยดอลลาร์ต่อล็อต นำยอมเสี่ยงหนึ่งร้อยดอลลาร์หารด้วยเจ็ดร้อยดอลลาร์ จะได้ขนาดล็อตที่ศูนย์จุดหนึ่งสี่ล็อต ถ้าราคาไปถึงเป้าหมายที่ 2587 กำไรที่ได้คือสิบสี่ดอลลาร์คูณด้วยหนึ่งร้อยดอลลาร์คูณศูนย์จุดหนึ่งสี่ เท่ากับหนึ่งร้อยเก้าสิบหกดอลลาร์ แต่ถ้าราคาตกไปตัดขาดทุนที่ 2566 ขาดทุนเจ็ดดอลลาร์คูณหนึ่งร้อยดอลลาร์คูณศูนย์จุดหนึ่งสี่ เท่ากับเก้าสิบแปดดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับยอดที่เราวางไว้ว่าจะยอมเสี่ยง
เปรียบเทียบกลยุทธ์การใช้ช่องเคลท์เนอร์กับทองคำ
การเทรดทองคำด้วยช่องเคลท์เนอร์ในกรอบเวลารายวันเหมาะสำหรับจับแนวโน้มระยะกลาง ส่วนกรอบเวลารายชั่วโมงเหมาะกับการดูดซึมความผันผวนระยะสั้น โดยกลยุทธ์การตามนัยสามารถทำกำไรได้ดีในช่วงตลาดร้อนแรง ในขณะที่กลยุทธ์การกลับตัวจะเหมาะกับช่วงตลาดไซด์เวย์ที่ทองคำไร้ทิศทางชัดเจนและส่งผลตอบแทนจำกัด
การใช้ช่องเคลท์เนอร์เทรดทองคำมีหลายมุมมอง ทั้งการเทรดสวนทางเมื่อราคาแตะขอบ การเทรดตามแนวโน้มเมื่อราคาทะลุขอบ และการรอสภาวะราคาแน่นตัว แต่ละแบบมีข้อดีและความเสี่ยงที่ต่างกัน ลูกศิษย์ต้องเลือกให้เหมาะกับนิสัยการเทรดของตัวเอง
| กลยุทธ์การเทรด | จุดเข้าสถานะ | ความเสี่ยง | เหมาะกับตลาดทองคำช่วงใด |
|---|---|---|---|
| เทรดสวนทางขอบช่อง | รอราคาแตะเส้นบนหรือล่างแล้วปิดกลับเข้าช่อง | ค่อนข้างสูง โดนไล่ราคาง่าย | ตลาดทองคำเดินไ sideways แบบไม่มีทิศชัด |
| เทรดตามแนวโน้มทะลุขอบ | ราคาทะลุเส้นขอบและปิดแท่งเทียนเหนือขอบ | ปานกลาง อาจโดนหลอกได้ | ตลาดทองคำมีเทรนด์แข็งแรงมาก |
| เทรดรอการระเบิดราคา | รอช่วงราคาแน่นแล้วทะลุขอบด้วยแท่งใหญ่ | ต่ำกว่าแบบอื่น ชัดเจนที่สุด | ตลาดทองคำเงียบนานแล้วจะมีข่าว |
| เทรดกระทบเส้นกลาง | ราคาเดินกลับมาแตะเส้นกลางในขาขึ้น | ค่อนข้างต่ำ มีแนวโน้มหนุน | ตลาดทองคำเป็นขาขึ้นหรือขาลงยาว |
จากตารางจะเห็นว่าการเทรดรอการระเบิดราคาหรือสภาวะสควีซคือกลยุทธ์ที่ให้ความเสี่ยงต่ำที่สุดและชัดเจนที่สุดสำหรับทองคำ เพราะเราไม่ต้องเดาว่าราคาจะไปทางไหน แต่รอให้ตลาดบอกเองว่าพร้อมวิ่งแล้ว ส่วนการเทรดสวนทางขอบช่องนั้นเสี่ยงสูงที่สุด เพราะทองคำในช่วงที่มีข่าวสำคัญสามารถเดินติดเส้นขอบได้หลายแท่ง ถ้าเราเข้าสวนเร็วเกินไปก็จะโดนตัดขาดทุนก่อนที่ราคาจะกลับมาจริง
การจัดการความเสี่ยงเมื่อราคาทองคำวิ่งรุนแรง
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ขยับได้รุนแรงมากในช่วงข่าว การจัดการความเสี่ยงจึงสำคัญที่สุด ช่องเคลท์เนอร์ช่วยเราเห็นว่าราคาเริ่มออกจากกรอบปกติแล้ว แต่เราต้องมีแผนรองรับเสมอ
เมื่อเข้าเทรดตามสัญญาณของช่องเคลท์เนอร์แล้ว สิ่งแรกคือตั้งจุดตัดขาดทุนที่เป็นรูปธรรม ห้ามขยับจุดตัดขาดทุนออกไปเพื่อรอให้ราคากลับมาเด็ดขาด เพราะทองคำสามารถวิ่งหนึ่งร้อยพิปในไม่กี่นาทีได้ ถ้าเราขยับจุดตัดขาดทุนออกไปสักสิบดอลลาร์ อาจหมายถึงการขาดทุนที่ใหญ่กว่าที่วางแผนไว้หลายเท่า วิธีที่ดีคือเมื่อราคาทองคำวิ่งไปในทิศทางที่เราถือสถานะและทำกำไรให้ได้ระยะหนึ่ง ให้ใช้การย้ายจุดตัดขาดทุนตามราคาหรือทรัลลิงสต็อปไปที่ระดับที่การเคลื่อนที่เฉลี่ยสิบแท่งอยู่ เพื่อปกป้องกำไรที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้การใช้สัดส่วนเงินทุนก็สำคัญ ห้ามเปิดสถานะเกินร้อยละห้าของเงินทุนทั้งหมดในไม้เดียว และห้ามเปิดสถานะเกินสามไม้พร้อมกันในช่วงที่ทองคำมีความผันผวนสูง เพราะถ้าราคาวิ่งสวนทุกไม้พร้อมกัน อาจทำให้บัญชีพังได้ การใช้ช่องเคลท์เนอร์ช่วยให้เราเห็นช่วงเวลาที่ความผันผวนสูง คือเมื่อช่องขยายกว้างผิดปกติ ในช่วงนั้นถ้าไม่แน่ใจก็ให้ลดขนาดล็อตลงครึ่งหนึ่ง หรือหยุดเทรดไปก่อนจนกว่าช่องจะกลับมาเดินปกติ
การใช้ข่าวหนุนการตัดสินใจเทรด
ช่องเคลท์เนอร์บอกเราเรื่องราคาล้วน แต่ปัจจัยขับเคลื่อนทองคำคือข่าวเศรษฐกิจ ลูกศิษย์ต้องเช็คปฏิทินข่าวเสมอ ถ้ามีข่าวอัตราดอกเบี้ยหรือเงินเฟ้อรออยู่ การรอให้ข่าวออกก่อนแล้วค่อยเทรดตามสัญญาณช่องเคลท์เนอร์จะปลอดภัยกว่าการเข้าก่อนข่าวออก
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่ผู้เริ่มต้นสอบถามบ่อยที่สุดคือช่องเคลท์เนอร์สามารถใช้เทรดทองคำได้อย่างไร และควรตั้งค่าพารามิเตอร์เริ่มต้นอย่างไร โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ค่ามาตรฐานที่สร้างมาเพื่อวัดความผันผวนและไม่ควรใช้ตัวบ่งชี้นี้เพียงตัวเดียวในการตัดสินใจเทรดทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงสูงจากสัญญาณผิดพลาด
Keltner Channel เหมาะกับการเทรดทองคำแบบไหน
Keltner Channel เหมาะกับการเทรดทองคำในช่วงที่ราคาเกาะกลุ่มกันแน่นๆ ก่อนจะมีการเคลื่อนไหวรุนแรง เพราะตัวช่องสร้างจากค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน ทำให้เห็นขอบเขตราคาที่สมเหตุสมผล หากใช้ในช่วงที่ทองคำไซค์ไปมาแบบไม่มีทิศทาง จะเกิดสัญญาณเท็จบ่อยมาก แนะนำให้ใช้คู่กับการสังเกตว่าแท่งเทียนเล็กลงจนแน่นตัวก่อนค่อยหาจังหวะเข้าเทรด
ทำไมต้องใช้ แถบ Bollinger คู่กับ Keltner Channel
การนำ แถบ Bollinger มาวางทับบน Keltner Channel ช่วยให้เราเห็นภาวะ Squeeze หรือช่วงที่ราคาถูกบีบตัวจนแคบมากได้ชัดเจนขึ้น เพราะ แถบ Bollinger ใช้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานซึ่งขยายตัวเร็วกว่า เมื่อเส้นของ แถบ Bollinger ถูกบรรจุอยู่ภายในช่องของ Keltner Channel แสดงว่าความผันผวนกำลังลดลงสุดขีด และมักจะมีการปรับตัวของราคาทองคำอย่างรุนแรงตามมาในไม่ช้า
ควรตั้งจุดตัดขาดทุนที่ตำแหน่งใดเมื่อเทรดทองคำ
การตั้งจุดตัดขาดทุนควรอ้างอิงจากขอบล่างหรือขอบบนของ Keltner Channel แล้วเผื่อระยะห่างเพิ่มไปอีกสักห้าถึงสิบพิป เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนหวีปิดสถานะก่อนราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดไว้ หากเข้าซื้อทองคำก็ให้ตั้งไว้ใต้เส้นขอบล่างเล็กน้อย แต่ถ้าเข้าขายก็ให้ตั้งไว้เหนือเส้นขอบบน วิธีนี้จะช่วยให้เราปกป้องเงินทุนจากความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นได้ดี
คำนวณขนาดล็อตเทรดทองคำยังไงให้พอดีกับความเสี่ยง
ก่อนอื่นต้องกำหนดยอดเงินที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่อไม้เทรดก่อน เช่นร้อยละสองของเงินทุนทั้งหมด จากนั้นนำยอดเงินที่ยอมเสี่ยงมาหารด้วยระยะห่างของจุดตัดขาดทุนในหน่วยดอลลาร์ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นขนาดล็อตที่เหมาะสม วิธีนี้จะช่วยคุมระดับการขาดทุนให้อยู่ในกรอบที่วางไว้ แม้ว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงก็ตาม
ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมที่สุดในการเทรดทองคำด้วยกลยุทธ์นี้
ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเซสชันลอนดอนและเซสชันนิวยอร์ก เพราะเป็นช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูงและราคาทองคำมักจะเกิดการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน การรอให้เกิดสัญญาณบีบตัวในช่วงเซสชันเอเชียแล้วค่อยเข้าเทรดในช่วงลอนดอนเปิด มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดเงียบสนิท เพราะมีแรงซื้อแรงขายมาหล่อเลี้ยงการวิ่งของราคา
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย








TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文