Pip คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด Forex โดยมักเท่ากับทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ของคู่เงินส่วนใหญ่ ขณะที่ Point หรือ Pipette คือทศนิยมตำแหน่งที่ 5
- Pip คืออะไร? ทำไมนักเทรดมืออาชีพถึงต้องเข้าใจความหมายและความสำคัญของมัน?
- Point และ Pipette คืออะไร? ความแตกต่างระหว่าง Pip, Point และ Pipette คืออะไร?
- วิธีคำนวณ Pip ใน Forex มีสูตรและขั้นตอนอย่างไรให้เข้าใจง่าย?
- จะคำนวณมูลค่าของ Pip (Pip Value) เป็นเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินฐานได้อย่างไร?
- ความแตกต่างของการนับ Pip ในคู่เงินปกติและคู่เงินที่มี JPY คืออะไร?
- วิธีใช้ Pip ในการคำนวณกำไร ขาดทุน และจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ทำได้อย่างไร?
- Pip มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการวาง Stop Loss และ Take Profit เพื่อควบคุมพอร์ต?
- 5 ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่นักเทรดมือใหม่มักทำผิดเกี่ยวกับการคำนวณ Pip คืออะไร?
- ตัวอย่างการคำนวณ Pip จากสถานการณ์เทรดจริงในตลาด Forex คำนวณกันอย่างไร?
- เครื่องมือใดบ้างที่ช่วยให้การคำนวณ Pip และการวางแผนเทรดทำได้ง่ายและแม่นยำขึ้น?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณ Pip ในตลาด Forex
Pip คืออะไร? ทำไมนักเทรดมืออาชีพถึงต้องเข้าใจความหมายและความสำคัญของมัน?
Pip ย่อมาจาก Percentage in Point หรือ Price Interest Point หมายถึงหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุดในตลาด Forex ซึ่งโดยทั่วไปมักอยู่ที่ทศนิยมตำแหน่งที่สี่ของคู่เงิน นักเทรดมืออาชีพต้องเข้าใจความหมายและความสำคัญของสิ่งนี้เพราะมันคือพื้นฐานในการคำนวณกำไร ขาดทุน ตลอดจนการกำหนดขนาดสถานะการเทรดให้แม่นยำและปลอดภัย

ในวงการ Forex คำว่า Pip ย่อมาจาก Percentage in Point หรือ Price Interest Point ซึ่งเป็นหน่วยวัดมาตรฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงิน โดยทั่วไป Pip หมายถึงการเคลื่อนไหวของราคาในระดับทศนิยมตำแหน่งที่สี่ของคู่เงินปกติ ตัวอย่างเช่น ถ้าคู่เงิน EUR/USD เคลื่อนไหวจาก 1.1050 ไปที่ 1.1051 การเปลี่ยนแปลงนี้เท่ากับ 1 Pip นักเทรดมืออาชีพทุกคนให้ความสำคัญกับหน่วยนี้เป็นอย่างยิ่งเพราะมันคือพื้นฐานของการคำนวณทุกอย่างในตลาด
ตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยมากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ตามรายงานของ Bank for International Settlements ในปี 2022 ตัวเลขมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องในตลาดอยู่ในระดับสูงมาก การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเศษเสี้ยว Pip สามารถสร้างผลกระทบระดับล้านดอลลาร์ได้ นักเทรดจึงต้องใช้ Pip เป็นตัวชี้วัดเพื่อกำหนดขนาดของสถานะการเทรด คำนวณความเสี่ยง และวางแผนการทำกำไรอย่างแม่นยำ หากไม่เข้าใจหน่วยนี้อย่างถ่องแท้ การจัดการพอร์ตจะกลายเป็นเรื่องของการเดาสุ่มซึ่งนำไปสู่ความหายนะในท้ายที่สุด
การใช้ Pip ช่วยให้นักเทรดสามารถสื่อสารกันได้อย่างเป็นสากล ไม่ว่าจะอยู่ในทวีปใดก็ตาม เมื่อนักวิเคราะห์กล่าวว่าราคาขยับขึ้นไป 50 Pip ทุกคนจะเข้าใจตรงกันทันทีโดยไม่ต้องคำนึงถึงขนาดล็อตที่ใช้เทรด นี่คือเหตุผลที่การทำความเข้าใจ Pip คืออะไรถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของการวิเคราะห์ตลาดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้มักจะทำให้นักเทรดมือใหม่สับสนระหว่างการอ่านกราฟและการตั้งค่า Stop Loss หรือ Take Profit
ที่มาของคำว่า Pip และวิวัฒนาการในยุคดิจิทัล
ในอดีตยุคที่การเทรดทำผ่านโทรศัพท์หรือห้องซื้อขายแบบเดิม โบรกเกอร์จะอ้างอิงราคาด้วยทศนิยมเพียง 4 ตำแหน่ง ทำให้ทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายคือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวที่เล็กที่สุด แต่เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท การแข่งขันระหว่างโบรกเกอร์ทำให้มีการพัฒนาระบบให้แสดงราคาลึกขึ้นไปถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 5 เพื่อให้การส่งคำสั่งซื้อขายแม่นยำยิ่งขึ้นและลดค่าสเปรด ทศนิยมตำแหน่งที่ 5 นี้จึงถูกเรียกว่า Point หรือ Pipette ซึ่งเป็นส่วนย่อยของ Pip อีกที
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักเทรดต้องปรับตัวในการอ่านราคาบนแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเทรดประเภท Scalper ที่ต้องจับการเคลื่อนไหวในระดับเสี้ยววินาที การเข้าใจว่าทศนิยมตำแหน่งไหนคือ Pip และตำแหน่งไหนคือ Pipette จึงเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเอาตัวรอดจากความผันผวนของตลาดที่เกิดจากข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของ Federal Reserve หรือ Fed ที่สามารถสร้างการเคลื่อนไหวของราคาได้หลายสิบ Pip ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
Point และ Pipette คืออะไร? ความแตกต่างระหว่าง Pip, Point และ Pipette คืออะไร?

Point มักหมายถึงการเคลื่อนไหว 1 หน่วยเต็ม ส่วน Pipette คือส่วนย่อยที่เล็กกว่า Pip ซึ่งอยู่ในตำแหน่งทศนิยมตัวที่ห้า ความแตกต่างหลักคือ Pip เท่ากับ 10 Pipette หรือ 10 Point ในบางแพลตฟอร์ม การแยกแยะหน่วยวัดเหล่านี้อย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวิเคราะห์ราคาและการวางคำสั่งอย่างละเอียด
เมื่อเปิดแพลตฟอร์มเทรดดูราคาคู่เงิน นักเทรดมักจะเห็นตัวเลขทศนิยมยาวๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนว่าตัวเลขไหนคือหน่วยที่ใช้คำนวณจริง Point และ Pipette คือคำที่ใช้เรียกหน่วยวัดที่เล็กกว่า Pip โดยทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกันและมักใช้สลับกันได้ในวงการ หน่วยนี้แทนการเคลื่อนไหวของราคาในระดับทศนิยมตำแหน่งที่ห้าของคู่เงินปกติ หรือทศนิยมตำแหน่งที่สามของคู่เงินที่มีเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เป็นส่วนประกอบ กล่าวคือ 1 Pip จะมีค่าเท่ากับ 10 Point หรือ 10 Pipette
ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสามหน่วยนี้คือระดับความละเอียดในการอ้างอิงราคา Pip เป็นหน่วยมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารและการวิเคราะห์ทั่วไป ขณะที่ Point หรือ Pipette เป็นหน่วยที่ใช้สำหรับการคำนวณที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การคำนวณค่าสเปรดที่แท้จริง การเสียค่าสวอป หรือการวัดการเคลื่อนไหวของราคาในระดับไมโคร นักเทรดที่ใช้ระบบอัตโนมัติหรือ Expert Advisor จะต้องเขียนโค้ดให้ระบบรับรู้ความแตกต่างนี้เพื่อให้การส่งคำสั่งทำงานได้อย่างถูกต้อง
ตัวอย่างการแยกแยะ Pip และ Point ในการอ่านราคา
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมติว่าคู่เงิน GBP/USD มีราคาอยู่ที่ 1.26584 ในตัวเลขนี้ ตัวเลข 8 ซึ่งอยู่ในตำแหน่งทศนิยมตำแหน่งที่สี่คือตัวแทนของ Pip ส่วนตัวเลข 4 ซึ่งอยู่ในตำแหน่งทศนิยมตำแหน่งที่ห้าคือตัวแทนของ Point หรือ Pipette หากราคาเปลี่ยนจาก 1.26584 ไปเป็น 1.26594 การเปลี่ยนแปลงนี้เท่ากับ 1 Pip หรือ 10 Point นักเทรดจะต้องไม่สับสนระหว่างสองหน่วยนี้เพราะหากไปตั้ง Stop Loss ผิด เช่น ตั้งใจวาง Stop Loss ที่ 20 Pip แต่ไปพิมพ์ว่า 20 Point ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะทำให้สถานะถูกปิดก่อนเวลาอันควรเพราะราคาขยับเพียง 2 Pip ก็จะถึงจุดตัดบัญชี
วิธีคำนวณ Pip ใน Forex มีสูตรและขั้นตอนอย่างไรให้เข้าใจง่าย?
วิธีคำนวณ Pip ในตลาด Forex ทำได้โดยดูจากตำแหน่งทศนิยมของราคา โดยสำหรับคู่เงินทั่วไปจะนับจากทศนิยมตัวที่สี่ ส่วนขั้นตอนง่ายๆ คือนำราคาปัจจุบันลบด้วยราคาก่อนหน้า จากนั้นนำผลลัพธ์มาคูณด้วย 10,000 เพื่อหาจำนวนหน่วยที่ราคาขยับ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ลงทุนทราบถึงช่วงการเคลื่อนไหวของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
การคำนวณ Pip ในตลาด Forex มีหลักการที่ไม่ซับซ้อนหากแยกประเภทของคู่เงินออกจากกันอย่างชัดเจน สูตรการคำนวณพื้นฐานคือการหาผลต่างของราคาปัจจุบันกับราคาเริ่มต้น แล้วคูณด้วยตัวคูณที่กำหนด สำหรับคู่เงินปกติที่ไม่มี JPY ตัวคูณจะเท่ากับ 10,000 เพราะ Pip อยู่ในทศนิยมตำแหน่งที่สี่ ในขณะที่คู่เงินที่มี JPY ตัวคูณจะเท่ากับ 100 เพราะ Pip อยู่ในทศนิยมตำแหน่งที่สอง การทำความเข้าใจสูตรนี้จะช่วยให้นักเทรดสามารถประเมินการเคลื่อนไหวของราคาได้อย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนแรกในการคำนวณคือการระบุราคาเข้าและราคาออก จากนั้นนำราคาออกลบด้วยราคาเข้า ถ้าผลลัพธ์เป็นบวกแสดงว่าเป็นกำไร ถ้าเป็นลบแสดงว่าเป็นขาดทุน จากนั้นนำค่าผลต่างมาคูณกับตัวคูณตามประเภทของคู่เงิน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเข้า Buy คู่เงิน AUD/USD ที่ราคา 0.6520 และปิดสถานะที่ราคา 0.6550 ผลต่างของราคาคือ 0.0030 เมื่อคูณด้วย 10,000 จะได้ 30 Pip นี่คือจำนวน Pip ที่คุณทำกำไรได้จากการเทรดครั้งนี้ การคำนวณนี้สามารถทำได้ในใจโดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขหากฝึกฝนจนชำนาญ
การคำนวณสำหรับค่าสเปรดและค่าคอมมิชชัน
นอกจากการคำนวณกำไรและขาดทุนแล้ว นักเทรดยังต้องใช้การคำนวณ Pip เพื่อหาค่าใช้จ่ายในการเทรดที่แท้จริง ค่าสเปรดคือผลต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งโบรกเกอร์จะแสดงเป็น Pip เช่นกัน หากค่าสเปรดของ EUR/USD อยู่ที่ 1.2 Pip แปลว่าคุณจะเริ่มต้นด้วยการขาดทุน 1.2 Pip ทันทีเมื่อเปิดสถานะ การรู้ว่าค่าสเปรดคิดเป็นกี่ Pip จะช่วยให้ประเมินได้ว่ากลยุทธ์เทรดนั้นสามารถทำกำไรได้จริงหรือไม่หลังจากหักค่าใช้จ่าย นักเทรด Scalper ที่ทำกำไรเพียง 3-5 Pip ต่อไม้ต้องการค่าสเปรดที่ต่ำมาก มิฉะนั้นค่าใช้จ่ายจะกินกำไรทั้งหมด
จะคำนวณมูลค่าของ Pip (Pip Value) เป็นเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินฐานได้อย่างไร?
การคำนวณมูลค่าของ Pip เป็นเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินฐานสามารถทำได้โดยใช้สูตร ขนาดล็อตคูณกับหนึ่ง Pip หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การเทรดล็อตมาตรฐานขนาด 100,000 ยูนิตในคู่เงิน EUR/USD จะมีมูลค่าต่อหนึ่งหน่วยเท่ากับ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้นักเทรดประเมินมูลค่าทางการเงินที่แท้จริงของสถานะได้อย่างชัดเจน
การรู้จำนวน Pip ที่ได้หรือเสียนั้นยังไม่เพียงพอ นักเทรดต้องทราบด้วยว่า 1 Pip นั้นมีมูลค่าเท่าไหร่เมื่อแปลงเป็นเงินสด มูลค่าของ Pip ขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ขนาดล็อตที่เทรด คู่เงินที่เลือก และสกุลเงินที่ใช้ในบัญชีเทรด ขนาดล็อตมาตรฐานในตลาดคือ 1.00 ล็อต ซึ่งเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ขนาด 0.10 ล็อต เท่ากับ 10,000 หน่วย และขนาด 0.01 ล็อต เท่ากับ 1,000 หน่วย การคำนวณมูลค่าของ Pip จะเปลี่ยนไปตามขนาดล็อตเหล่านี้
สำหรับคู่เงินที่มี USD เป็นสกุลเงินรอง เช่น EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD มูลค่าของ Pip สำหรับ 1 ล็อตมาตรฐานจะถูกคำนวณโดยตรง โดย 1 Pip มักจะมีค่าเท่ากับ 10 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าคุณเทรด 0.10 ล็อต มูลค่าของ 1 Pip จะเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และถ้าเทรด 0.01 ล็อต มูลค่าของ 1 Pip จะเท่ากับ 0.10 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าคงที่นี้ทำให้การคำนวณความเสี่ยงเป็นเรื่องง่ายสำหรับคู่เงินกลุ่มนี้ นักเทรดสามารถประมาณการณ์ได้ทันทีว่าหากตลาดเคลื่อนไหวตรงกับทิศทางที่คาดการณ์ไว้ 30 Pip พวกเขาจะได้กำไรกี่ดอลลาร์
วิธีคำนวณมูลค่า Pip ในคู่เงินที่ซับซ้อน
ในกรณีของคู่เงินที่ USD เป็นสกุลเงินฐาน เช่น USD/JPY หรือ USD/CHF การคำนวณจะซับซ้อนขึ้นเล็กน้อยเพราะต้องแปลงค่ากลับมาเป็นดอลลาร์ สูตรคือการนำมูลค่า Pip ในสกุลเงินรองหารด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การคำนวณมูลค่า Pip ของ USD/JPY ที่ราคา 150.00 สำหรับ 1 ล็อตมาตรฐาน ผลต่างของราคา 0.01 คูณด้วย 100,000 จะได้ 1,000 เยน จากนั้นนำ 1,000 เยน หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 150.00 จะได้มูลค่าประมาณ 6.67 ดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นนักเทรดจึงต้องอัปเดตการคำนวณอยู่เสมอหากต้องการความแม่นยำในระดับสูง
การใช้เครื่องมือช่วยคำนวณมูลค่า Pip
เพื่อลดความผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือ นักเทรดส่วนใหญ่เลือกใช้เครื่องมือลักษณะคำนวณมูลค่า Pip ที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มเทรดหรือเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ โดยผู้ใช้งานเพียงแค่ระบุคู่เงิน ขนาดล็อต และสกุลเงินบัญชี ระบบจะประมวลผลออกมาเป็นมูลค่าเงินสดทันที วิธีนี้ประหยัดเวลาและช่วยให้มั่นใจได้ว่าตัวเลขที่ใช้ในการวางแผนบริหารความเสี่ยงนั้นถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องกังวลกับการคูณหารทศนิยมที่ยุ่งยาก
| รายการเปรียบเทียบ | Pip | Point / Pipette |
|---|---|---|
| นิยาม | หน่วยวัดมาตรฐานในการเคลื่อนไหวของราคา | หน่วยวัดที่เล็กกว่าและละเอียดกว่า Pip |
| ตำแหน่งทศนิยม (คู่เงินปกติ) | ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 | ทศนิยมตำแหน่งที่ 5 |
| ตำแหน่งทศนิยม (คู่เงิน JPY) | ทศนิยมตำแหน่งที่ 2 | ทศนิยมตำแหน่งที่ 3 |
| ความสัมพันธ์ | 1 Pip | 0.1 Pip |
| การใช้งานหลัก | การสื่อสารทั่วไป การวาง Stop Loss และ Take Profit | การคำนวณค่าสเปรดที่แม่นยำ การเทรดระบบอัตโนมัติ |
| มูลค่าต่อ 1.00 ล็อต (EUR/USD) | 10 ดอลลาร์สหรัฐ | 1 ดอลลาร์สหรัฐ |
ความแตกต่างของการนับ Pip ในคู่เงินปกติและคู่เงินที่มี JPY คืออะไร?

ความแตกต่างของการนับ Pip ในคู่เงินปกติและคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่น (JPY) อยู่ที่ตำแหน่งทศนิยม โดยคู่เงินทั่วไปจะนับที่ทศนิยมตัวที่สี่ แต่สำหรับคู่เงินที่มีเยนจะนับที่ทศนิยมตัวที่สองแทน เนื่องจากค่าเงินเยนมีมูลค่าต่อหน่วยต่ำกว่าสกุลเงินหลักอื่นๆ การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดในหมู่นักเทรดมือใหม่คือการใช้สูตรการนับ Pip แบบเดียวกันกับทุกคู่เงิน ความจริงคือตลาด Forex แบ่งการนับ Pip ออกเป็นสองรูปแบบหลัก รูปแบบแรกเป็นการนับสำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ที่มีทศนิยม 4 หรือ 5 ตำแหน่ง รูปแบบที่สองเป็นการนับเฉพาะสำหรับคู่เงินที่มีเงินเยนญี่ปุ่นเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากค่าเงินเยนมีมูลค่าต่อหน่วยต่ำกว่าสกุลเงินหลักอื่นๆ มาก จึงต้องใช้ทศนิยมเพียง 2 หรือ 3 ตำแหน่งในการเทรด
สำหรับคู่เงินปกติเช่น EUR/USD, GBP/USD หรือ AUD/USD การเคลื่อนไหวจาก 1.10500 เป็น 1.10510 ถือว่าราคาขยับไป 1 Pip ตัวเลขในตำแหน่งที่ 4 คือตัวกำหนด Pip แต่สำหรับคู่เงินที่มี JPY เช่น USD/JPY หรือ EUR/JPY การเคลื่อนไหวจาก 150.000 เป็น 150.010 ถือว่าราคาขยับไป 1 Pip ตัวเลขในตำแหน่งที่ 2 คือตัวกำหนด Pip การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทศนิยมนี้เกิดจากความแตกต่างของมูลค่าสกุลเงิน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ Bank of Japan (BOJ) มีนโยบายการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลให้เงินเยนมีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวแตกต่างจากสกุลเงินตะวันตก
เหตุผลเบื้องหลังการนับ Pip ที่แตกต่างกันของคู่เงินเยน
เงินเยนญี่ปุ่นมีมูลค่าที่ต่ำกว่าดอลลาร์สหรัฐหรือยูโรอย่างมาก ในอดีต 1 ดอลลาร์สหรัฐสามารถแลกเปลี่ยนได้หลายร้อยเยน การที่ราคาอยู่ในระดับหลักร้อย การใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่งจะทำให้ตัวเลขยาวและไม่จำเป็น นักคณิตศาสตร์การเงินจึงกำหนดให้ใช้ทศนิยมเพียง 2 ตำแหน่งสำหรับคู่เงินเยน ซึ่งเทียบเท่ากับทศนิยม 4 ตำแหน่งของคู่เงินอื่นในแง่ของสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงราคา การเข้าใจเหตุผลนี้จะช่วยให้นักเทรดจดจำวิธีการนับได้แม่นยำขึ้น แทนที่จะต้องท่องจำสูตรโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไป
ตัวอย่างการเปรียบเทียบการคำนวณ Pip ระหว่างคู่เงินปกติและคู่เงินเยน
เพื่อความชัดเจน ลองเปรียบเทียบสองสถานการณ์ สถานการณ์แรกคุณเทรด EUR/USD และทำกำไรได้ 50 Pip ราคาเข้าอยู่ที่ 1.0850 ราคาออกอยู่ที่ 1.0900 ผลต่างคือ 0.0050 ซึ่งเท่ากับ 50 Pip สถานการณ์ที่สองคุณเทรด USD/JPY และทำกำไรได้ 50 Pip เช่นกัน ราคาเข้าอยู่ที่ 150.00 ราคาออกอยู่ที่ 150.50 ผลต่างคือ 0.50 ซึ่งเท่ากับ 50 Pip จะเห็นได้ว่าตำแหน่งของตัวเลขที่เปลี่ยนไปแตกต่างกัน แต่มูลค่าทางสถิติในระบบการเทรดเท่ากัน นักเทรดต้องระวังการมองข้ามจุดนี้เพราะหากนำสูตรของคู่เงินปกติไปใช้กับคู่เงินเยน จะได้ตัวเลข Pip ที่บิดเบือนและทำให้การวางแผนบริหารความเสี่ยงผิดพลาดทั้งหมด
“การคำนวณ Pip อย่างถูกต้องคือรากฐานของการจัดการความเสี่ยง หากคุณประเมินขนาดสถานะผิดพลาดไปเพียงทศนิยมตำแหน่งเดียว สภาพตลาดที่ผันผวนก็สามารถล้างพอร์ตของคุณได้ภายในไม่กี่นาที นักเทรดที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้อย่างที่สุด”
— กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์, XM VIP Partner
วิธีใช้ Pip ในการคำนวณกำไร ขาดทุน และจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ทำได้อย่างไร?
การใช้ Pip ในการคำนวณกำไร ขาดทุน และจัดการความเสี่ยงทำได้โดยการกำหนดระยะห่างของจุดเข้าเทรดกับจุดตัดขาดทุนในหน่วยปิป จากนั้นนำมาคูณกับขนาดล็อตเพื่อหามูลค่าความเสี่ยงทางการเงิน ซึ่งนักเทรดจะนำข้อมูลนี้มาคำนวณร่วมกับเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ต่อไม้การเทรดเพื่อป้องกันการสูญเสียเงินทุนจำนวนมาก
การทราบถึงการเคลื่อนไหวของราคาในรูปแบบของจำนวน Pip ถือเป็นก้าวแรกของการวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ นักเทรดที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวจะไม่นำเงินทุนทั้งหมดเข้าเสี่ยงในคราวเดียว แต่จะแบ่งสัดส่วนความเสี่ยงโดยอิงจากการเคลื่อนไหวของจุดราคา ตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในวงการการเงิน การกำหนดความเสี่ยงต่อไม้เทรดไม่ควรเกิน 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนรวม ตัวอย่างเช่น หากมีเงินทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ความเสี่ยงสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อการเปิดออเดอร์หนึ่งครั้งจะอยู่ที่ 100 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ
กลไกการคำนวณเพื่อหาขนาดล็อต (Lot Size) ที่เหมาะสม จะเริ่มต้นจากการวัดระยะทางของราคาระหว่างจุดเข้าเทรดไปจนถึงจุดตัดขาดทุน ระยะทางนี้จะถูกแปลงเป็นจำนวน Pip จากนั้นนำจำนวน Pip มาคูณกับมูลค่าของ Pip ในสกุลเงินฐาน เพื่อให้ทราบว่าการใช้ Lot Size ขนาดใดจะทำให้การขาดทุนณ จุดตัดขาดทุนมีมูลค่าเท่ากับวงเงินที่กำหนดไว้ การควบคุมตัวแปรนี้อย่างเข้มงวดช่วยให้นักเทรดสามารถอยู่รอดในตลาดที่มีความผันผวนสูงได้อย่างมั่นคง การรายงานสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายของตลาด Forex โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) มักเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องเงินทุนเหนือกว่าการแสวงหากำไร
การกำหนดสัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk to Reward Ratio)
การใช้ Pip ในการคำนวณผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับความเสี่ยงที่รับ หรือที่เรียกว่า Risk to Reward Ratio (R:R) เป็นขั้นตอนที่บังคับให้นักเทรดต้องคิดเชิงตรรกะ หากกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 30 Pip จุดทำกำไรควรอยู่ที่อย่างน้อย 60 Pip เพื่อสร้างสัดส่วน 1:2 การมีสัดส่วนที่ดีทำให้นักเทรดสามารถสูญเสียการเทรดได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งทั้งหมด แต่ยังคงทำกำไรได้ในระยะยาว การอ้างอิงสถิติจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ให้เห็นว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงปริมาณมากกว่าการทำนายทิศทางตลาด
Pip มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการวาง Stop Loss และ Take Profit เพื่อควบคุมพอร์ต?
Pip มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวาง Stop Loss และ Take Profit เพื่อควบคุมพอร์ตการลงทุน เนื่องจากนักเทรดจะใช้หน่วยวัดนี้ในการระบุระดับราคาที่ต้องการปิดสถานะเพื่อจำกัดความเสี่ยงหรือตัดกำไรตามแผนที่วางไว้ การกำหนดระยะเหล่านี้อย่างเป็นระบบจึงช่วยรักษาวินัยในการเทรดและปกป้องพอร์ตจากความผันผวนของตลาดที่คาดเดาไม่ได้
การวาง Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP) โดยอาศัยหน่วย Pip เป็นเทคนิคที่ช่วยตัดอารมณ์ของนักเทรดออกไปจากระบบการตัดสินใจ แทนที่จะปิดออเดอร์ด้วยความกลัวหรือความโลภ ระบบจะทำหน้าที่นี้แทนตามขีดจำกัดทางคณิตศาสตร์ที่กำหนดไว้ การวาง SL ต้องอ้างอิงจากโครงสร้างของกราฟราคา เช่น การวางไว้ใต้จุดต่ำสุดของแท่งเทียนย้อนหลัง เพื่อให้ระยะ Pip ที่เสี่ยงนั้นมีความหมายทางสถิติ การวาง SL ที่แค่เกินไปอาจถูกความผันผวนปกติของตลาดพัดพาไปก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้
การกำหนดค่าความผันผวนโดยเฉลี่ย (Average True Range หรือ ATR) มักถูกนำมาใช้ร่วมกับการนับ Pip เพื่อหาระยะทางที่เหมาะสมในการวาง SL หากค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวของราคาในหนึ่งแท่งอยู่ที่ 15 Pip การวาง SL ห่างจากจุดเข้าเพียง 5 Pip จะมีโอกาสถูกชนก่อนที่ราคาจะทำจุดสูงสุดใหม่สูงมาก ดังนั้นการเข้าใจว่าแต่ละคู่เงินมีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวในระดับใด จึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างมีเหตุผล
กลยุทธ์การใช้ Pip สำหรับการปรับย้าย Stop Loss (Trailing Stop)
เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่สร้างกำไร การใช้เทคนิค Trailing Stop โดยอ้างอิงจำนวน Pip เป็นวิธีปกป้องผลกำไรที่ได้สะสมไว้ ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาทำกำไรถึง 50 Pip นักเทรดอาจปรับย้าย SL จากจุดขาดทุนเดิมมาที่จุดเข้าเทรด (Break-even) หรืออาจตั้งให้ SL ลอยตัวตามหลังราคาปัจจุบัน 50 Pip ตลอดเวลา วิธีการนี้ทำให้นักเทรดมั่นใจได้ว่าหากตลาดกลับตัวอย่างกระทันหัน ออเดอร์จะถูกปิดด้วยกำไรหรือไม่ขาดทุนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นหลักการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มักเน้นย้ำในรายงานเสถียรภาพการเงินเกี่ยวกับการควบคุมการรับความเสี่ยง
5 ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่นักเทรดมือใหม่มักทำผิดเกี่ยวกับการคำนวณ Pip คืออะไร?
ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่นักเทรดมือใหม่มักทำผิดเกี่ยวกับการคำนวณ Pip ได้แก่ การสับสนระหว่าง Pip กับ Pipette การใช้ตำแหน่งทศนิยมผิดในคู่เงินที่มีเยน การคำนวณมูลค่าต่อหน่วยผิดพลาด การลืมคำนึงถึงสกุลเงินหลักฐาน และการไม่คำนวณขนาดล็อตให้สอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยง ซึ่งข้อผิดพลาดเหล่านี้สามารถนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว
ความผิดพลาดในการคำนวณค่าราคามักนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นเรื่องของตัวเลขทศนิยม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นใหญ่หลวงกว่าที่คาดการณ์ไว้ การทำความเข้าใจข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรดได้อย่างมีนัยสำคัญ
1. สับสนระหว่างการนับจุดทศนิยมของคู่เงินที่มีค่าเงินเยน (JPY) เป็นสกุลอ้างอิง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้สูตรการนับทศนิยมตำแหน่งที่ 4 กับคู่เงินที่มีเยนเป็นส่วนประกอบ เช่น USD/JPY หรือ GBP/JPY คู่เงินเหล่านี้มีการนับ Pip ที่จุดทศนิยมตำแหน่งที่ 2 หากใช้สูตรทศนิยมตำแหน่งที่ 4 มาคำนวณ มูลค่าความเสี่ยงจะผิดพลาดไปถึง 100 เท่า ซึ่งอาจทำให้ขนาดล็อตที่เปิดออเดอร์ใหญ่เกินกว่าที่พอร์ตจะรับได้และนำไปสู่การถูก Margin Call
2. ไม่คำนึงถึงค่าสกุลเงินฐานในการแปลงมูลค่า Pip
นักเทรดหลายคนคำนวณมูลค่า Pip โดยอ้างอิงดอลลาร์สหรัฐในทุกคู่เงิน ในความเป็นจริง มูลค่า Pip จะแปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยน หากบัญชีเทรดเปิดด้วยสกุลดอลลาร์สหรัฐ แต่เทรดคู่เงินข้ามค่าย (Cross Rate) เช่น EUR/GBP จะต้องมีการแปลงมูลค่าจากปอนด์สเตอร์ลิงมาเป็นดอลลาร์สหรัฐ การมองข้ามขั้นตอนนี้ทำให้การประเมินความเสี่ยงในแต่ละไม้เทรดไม่ตรงกับความเป็นจริง
3. ใช้มูลค่า Pip ในการวาง Stop Loss โดยไม่สนใจโครงสร้างตลาด
การตั้งกฎว่าจะตัดขาดทุนที่ 20 Pip ในทุกครั้งที่เทรด เป็นวิธีการที่ไม่ยืดหยุ่นและละเลยโครงสร้างของราคา ตลาดมีความผันผวนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้ง 20 Pip อาจอยู่กลางกระแสการซื้อขาย ทำให้ SL ถูกกระตุกได้ง่าย จุดตัดขาดทุนควรวางไว้ ณ จุดที่แนวคิดการวิเคราะห์พังทลาย ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวที่ตั้งไว้ล่วงหน้า
4. คำนวณขนาดล็อต (Position Sizing) ผิดพลาด
การใช้ Leverage สูงทำให้นักเทรดสามารถเปิดออเดอร์ด้วย Lot Size ที่ใหญ่ขึ้น แต่หากไม่มีการคำนวณมูลค่า Pip ต่อ Lot อย่างถูกต้อง ความเสี่ยงต่อไม้เทรดอาจเกินกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต ซึ่งเป็นระดับอันตรายที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์ (ก.ล.ต.) มักเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง การคำนวณ Lot Size ต้องอ้างอิงจากเงินทุนรวม เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ยอมรับ และจำนวน Pip ของระยะ SL เสมอ
5. สับสนระหว่าง Pip และ Point บนแพลตฟอร์มเทรด
แพลตฟอร์มการเทรดสมัยใหม่แสดงราคาด้วยทศนิยม 5 ตำแหน่ง ทำให้นักเทรดใหม่มักสับสนระหว่าง Pip (ทศนิยมที่ 4) และ Point หรือ Pipette (ทศนิยมที่ 5) การเข้าใจผิดครั้งนี้ทำให้การวัดระยะ SL หรือ TP สั้นหรือยาวกว่าที่วางแผนไว้ 10 เท่า ส่งผลให้ระบบเทรดทำงานผิดพลาดและไม่บรรลุเป้าหมายทางการเงินตามที่กำหนด
ตัวอย่างการคำนวณ Pip จากสถานการณ์เทรดจริงในตลาด Forex คำนวณกันอย่างไร?
ตัวอย่างการคำนวณจากสถานการณ์จริงเช่น หากนักเทรดเปิดสถานะซื้อคู่เงิน GBP/USD ที่ราคา 1.3000 และปิดสถานะที่ 1.3050 จะได้กำไร 50 หน่วย จากนั้นนำจำนวนดังกล่าวคูณกับขนาดล็อตที่เทรด เช่น ล็อตมาตรฐานจะมีมูลค่าต่อหน่วยละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้กำไรรวมที่ได้รับเท่ากับ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามสูตรการคำนวณพื้นฐาน
การนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เข้าใจกระบวนการคำนวณได้อย่างลึกซึ้ง ลองพิจารณาสถานการณ์สมมติที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงในตลาดสกุลเงินหลัก เพื่ออธิบายขั้นตอนทีละข้อ
สถานการณ์ที่ 1: การเทรดคู่เงินหลัก EUR/USD
สมมติว่านักเทรดวิเคราะห์กราฟ EUR/USD และตัดสินใจเปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา 1.1050 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.1020 และ Take Profit ที่ 1.1110 บัญชีเทรดมีเงินทุน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องการรับความเสี่ยงที่ 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 50 ดอลลาร์สหรัฐ
- การคำนวณระยะ Pip: จุดเข้า 1.1050 ลบด้วยจุดตัดขาดทุน 1.1020 เท่ากับ 0.0030 ซึ่งเท่ากับ 30 Pip
- มูลค่า Pip ต่อ Standard Lot: สำหรับ EUR/USD 1 Pip มีค่า 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1.0 Lot
- การหา Lot Size: หารความเสี่ยงสูงสุด 50 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยจำนวน Pip ที่เสี่ยง (30 Pip) จะได้ 1.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อ Pip ดังนั้น Lot Size ที่เหมาะสมคือประมาณ 0.16 Lot
- ผลลัพธ์ที่ Take Profit: ราคาวิ่งขึ้นไปถึงจุดทำกำไร 1.1110 ห่างจากจุดเข้า 60 Pip กำไรที่ได้รับคือ 60 คูณ 1.66 เท่ากับ 99.60 ดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์ที่ 2: การเทรดคู่เงินที่มีเยน (JPY) เป็นส่วนประกอบ USD/JPY
นักเทรดเปิดออเดอร์ Sell บนคู่เงิน USD/JPY ที่ราคา 150.50 ตั้งใจตัดขาดทุนที่ 150.80 (ความเสี่ยง 30 Pip) และทำกำไรที่ 149.90 (ผลตอบแทน 60 Pip) เงินทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ความเสี่ยง 1 เปอร์เซ็นต์เท่ากับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ
- การคำนวณระยะ Pip: จุดตัดขาดทุน 150.80 ลบด้วยจุดเข้า 150.50 เท่ากับ 0.30 ในคู่เงิน JPY การเคลื่อนที่ 0.01 เท่ากับ 1 Pip ดังนั้น 0.30 เท่ากับ 30 Pip
- มูลค่า Pip ต่อ Standard Lot: ค่า Pip ของ USD/JPY จะเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น หากราคาอยู่ที่ 150.50 ค่า Pip ต่อ 1.0 Lot จะประมาณ 6.64 ดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณจาก 1,000 หารด้วย 150.50)
- การหา Lot Size: 100 ดอลลาร์สหรัฐ หารด้วย 30 Pip ได้ 3.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อ Pip ดังนั้น Lot Size คือ 0.50 Lot
- ผลลัพธ์ที่ Take Profit: ราคาลงมาถึง 149.90 กำไร 60 Pip คูณด้วย 3.33 เท่ากับ 199.80 ดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์ที่ 3: การเทรดโลหะมีค่า XAU/USD (ทองคำ)
การเทรดทองคำจะใช้หน่วยวัดความเคลื่อนไหวเป็นดอลลาร์ต่อออนซ์ การเคลื่อนที่ 1 ดอลลาร์มักจะถูกอ้างอิงเทียบเท่ากับ 100 Pip ในระบบบางแพลตฟอร์ม หรือ 10 Pip ในอีกระบบหนึ่ง นักเทรดต้องตรวจสอบข้อกำหนดของโบรกเกอร์อย่างละเอียด สมมติว่าเปิดออเดอร์ Buy XAU/USD ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตั้ง SL ที่ 1,990 ดอลลาร์สหรัฐ (เสี่ยง 100 Pip ในการนับแบบดอลลาร์ละ 10 Pip) การคำนวณ Lot Size จะต้องอ้างอิงมูลค่า Pip ของทองคำโดยตรง ซึ่งคำนวณได้ยากกว่าคู่เงินปกติเล็กน้อยเนื่องจากขนาดสัญญา (Contract Size) ที่แตกต่างกัน
เครื่องมือใดบ้างที่ช่วยให้การคำนวณ Pip และการวางแผนเทรดทำได้ง่ายและแม่นยำขึ้น?
เครื่องมือที่ช่วยให้การคำนวณและวางแผนเทรดทำได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ได้แก่ เครื่องคิดเลขอัตโนมัติจากโบรกเกอร์ แพลตฟอร์มเทรดที่แสดงผลการเคลื่อนไหวของราคาแบบเรียลไทม์ สคริปต์บนชาร์ตเทรด ตลอดจนแอปพลิเคชันมือถือที่ออกแบบมาสำหรับการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือได้เป็นอย่างดี
ในยุคดิจิทัล นักเทรดไม่จำเป็นต้องนั่งคำนวณด้วยมือหรือเครื่องคิดเลขทุกครั้ง เครื่องมืออัตโนมัติช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาในการวิเคราะห์ได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เครื่องมือที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจาก XM official แนะนำให้นักเทรดใช้เครื่องมือที่ได้รับการรับรองจากโบรกเกอร์โดยตรง เพื่อความแม่นยำในการคำนวณสัญญา
| ชื่อเครื่องมือ | ประเภท | ฟังก์ชันหลัก | ข้อดี |
|---|---|---|---|
| Pip Calculator | เว็บแอปพลิเคชัน | คำนวณมูลค่า Pip ตามสกุลเงินและ Lot Size | ลดความผิดพลาดในการคำนวณสกุลเงินฐาน |
| Position Size Calculator | เว็บแอปพลิเคชัน | หาขนาดล็อตที่เหมาะสมจากเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง | ช่วยควบคุมการบริหารเงินทุนอย่างเข้มงวด |
| Crosshair Tool | ฟังก์ชันในแพลตฟอร์ม MT4/MT5 | วัดระยะ Pip และระยะเวลาบนกราฟราคา | ตรวจสอบระยะ SL/TP ได้ทันทีบนหน้าจอ |
| Pivot Point Calculator | เว็บแอปพลิเคชัน | คำนวณจุด Support และ Resistance ในอนาคต | ช่วยวางแผนจุดเข้าและเป้าหมายกำไรล่วงหน้า |
การใช้ Crosshair บน MetaTrader
เครื่องมือกากบาท (Crosshair) บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 และ 5 เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่นักเทรดมืออาชีพใช้บ่อยที่สุด โดยการกดปุ่มลูกศรชี้กลางของเมาส์ จะทำให้สามารถลากเส้นวัดระยะห่างระหว่างราคาสองจุดได้ ระบบจะแสดงผลเป็นจำนวนแท่งเทียน เวลา และระยะทางราคาในหน่วย Pip โดยอัตโนมัติ วิธีการนี้ช่วยให้นักเทรดสามารถประเมินความเสี่ยงทันทีในขณะที่ราคาเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดเครื่องคิดเลข
การประยุกต์ใช้สูตรการคำนวณอัตโนมัติ
นักเทรดที่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมสามารถสร้างสคริปต์ (Script) หรือ Expert Advisor (EA) เพื่อคำนวณ Lot Size อัตโนมัติได้ โดยสคริปต์จะอ่านค่าเงินทุนในบัญชี คำนวณระยะ Pip ระหว่างราคาปัจจุบันถึงจุด Stop Loss และแสดงขนาดล็อตที่เหมาะสมขึ้นมาบนหน้าจอ การทำงานนี้ช่วยให้การเทรดเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่มีข้อผิดพลาดจากความตื่นเต้น
“การจัดการเงินทุนคือรากฐานเดียวที่แยกความแตกต่างระหว่างนักเทรดที่อยู่รอดในระยะยาวกับนักพนันในตลาดการเงิน ความรู้เรื่อง Pip ไม่ใช่แค่ตัวเลขทศนิยม แต่มันคือเครื่องมือวัดความเสี่ยงที่แท้จริง”
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณ Pip ในตลาด Forex
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณในตลาด Forex มักเกี่ยวข้องกับวิธีการนับที่ถูกต้องสำหรับสกุลเงินที่มีค่าต่ำ วิธีแปลงค่าเป็นเงินสด อิทธิพลของขนาดล็อตต่อมูลค่าต่อหน่วย ความแตกต่างระหว่างหน่วยวัดต่างๆ และวิธีปรับใช้ในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว
Pip กับ Point แตกต่างกันอย่างไร และแพลตฟอร์มเทรดแสดงผลแบบไหน
Pip คือการเคลื่อนที่ของราคาในทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ของคู่เงินทั่วไป และตำแหน่งที่ 2 ของคู่เงิน JPY ส่วน Point หรือ Pipette คือทศนิยมตำแหน่งถัดไป แพลตฟอร์มเทรดสมัยใหม่แสดงผลราคา 5 ตำแหน่ง ตัวเลขสุดท้ายคือ Point การแยกแยะให้ออกจะช่วยให้การวัดระยะ Stop Loss และ Take Profit แม่นยำถึงระดับไมโคร
ค่า Pip Value มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหรือไม่
ค่า Pip Value ของคู่เงินที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินรอง (Quote Currency) เช่น EUR/USD จะคงที่ที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ Standard Lot แต่ในคู่เงินที่ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลัก (Base Currency) เช่น USD/JPY หรือ USD/CHF ค่า Pip Value จะแปรผันไปตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น นักเทรดจึงควรใช้เครื่องมือคำนวณอัตโนมัติเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุดในวันที่เปิดออเดอร์
การทราบจำนวน Pip ช่วยอะไรในการเทรดกับโบรกเกอร์ประเภท ECN
โบรกเกอร์ประเภท ECN มักมีสเปรด (Spread) ที่แคบมาก บางครั้งอยู่ที่ 0.1 หรือ 0.2 Pip การทราบจำนวน Pip ช่วยให้นักเทรดคำนวณต้นทุนการเทรดที่แท้จริง รวมถึงค่าคอมมิชชันที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ การเปรียบเทียบต้นทุนรวมในรูปแบบของ Pip จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคู่เงินใดคุ้มค่าที่จะเทรดในขณะนั้น
นักเทรดวัน (Day Trader) ควรกำหนดเป้าหมายกำไรกี่ Pip ต่อวัน
ไม่มีตัวเลขที่ตายตัวสำหรับทุกคน เนื่องจากสภาวะตลาดในแต่ละวันมีความแตกต่างกัน นักเทรดวันควรตั้งเป้าหมายโดยอิงจากความผันผวน (Volatility) ของคู่เงินในวันนั้น การตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง เช่น 20 ถึง 40 Pip ต่อวัน และบริหารความเสี่ยงไม่เกินครึ่งหนึ่งของเป้าหมายกำไร จะช่วยให้การเติบโตของพอร์ตเป็นไปอย่างมั่นคง
การคำนวณ Pip ของทองคำ (XAU/USD) ต่างจากคู่เงินทั่วไปอย่างไร
ทองคำมีความผันผวนสูงกว่าคู่เงินปกติมาก การเคลื่อนที่ 1.00 ดอลลาร์ในราคาทองคำอาจถูกนับเป็น 100 Pip หรือ 10 Pip ขึ้นอยู่กับระบบอ้างอิงของโบรกเกอร์ นักเทรดต้องตรวจสอบข้อกำหนดสัญญา (Contract Specification) บนแพลตฟอร์มเทรดเสมอ เพื่อให้ทราบมูลค่า Pip ที่ถูกต้องก่อนนำไปคำนวณ Lot Size
หากพร้อมที่จะประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับการคำนวณความเสี่ยงและวางแผนเทรดอย่างมืออาชีพ การเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ถือเป็นก้าวสำคัญ เริ่มต้นเทรดกับโบรกเกอร์ระดับโลกได้ที่ เปิดบัญชี XM พร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างครบวงจร
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文