etf vs mutual fund คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
เอาล่ะครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง ETF (Exchange Traded Fund) กับ Mutual Fund หรือกองทุนรวมกัน ว่ามันคืออะไร ต่างกันยังไง แล้วทำไมเราต้องรู้จักมันในตลาด Forex ด้วย? พูดตรงๆ เลยนะ ถึงแม้ว่า ETF กับ Mutual Fund จะไม่ได้เทรดกันตรงๆ ในตลาด Forex แต่ทั้งสองอย่างนี้มีอิทธิพลต่อตลาดการเงินโลกอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าเงินที่เราเทรดกันอยู่ทุกวันนี่แหละครับ
- etf vs mutual fund คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
- ทำไม ETF vs Mutual Fund ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
- วิธีใช้ ETF vs Mutual Fund ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
- กลยุทธ์ขั้นสูง ETF vs Mutual Fund สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
- เปรียบเทียบ ETF vs Mutual Fund กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund และวิธีหลีกเลี่ยง
- Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย ETF vs Mutual Fund
- เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ ETF vs Mutual Fund
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ etf vs mutual fund
- สรุป etf vs mutual fund — สิ่งที่ต้องจำ
- เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ (ETF vs Mutual Fund)
- สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund (ตัวเลข %, มูลค่า, แนวโน้ม)
- คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษา ETF vs Mutual Fund
🎬 วิดีโอที่เกี่ยวข้อง — ดูเพิ่มเติมที่ YouTube @icafefx
เริ่มจากนิยามก่อนเลย ETF ก็คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่งที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เหมือนหุ้นตัวหนึ่งเลยครับ ราคาของ ETF จะเปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์และอุปทานในตลาดแบบ Real-time ส่วน Mutual Fund หรือกองทุนรวมที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คือการที่บริษัทจัดการกองทุนระดมเงินจากนักลงทุนหลายๆ คน แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุน เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, หรือแม้กระทั่ง Forex ก็มี (แต่ไม่เยอะเท่าไหร่)
ที่มาและประวัติของ ETF ต้องย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษ 1990s ครับ ETF ตัวแรกของโลกคือ Toronto 35 Index Participation Units (TIPs) เปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์โทรอนโต ประเทศแคนาดา จากนั้นก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ส่วน Mutual Fund เนี่ยมีมานานกว่านั้นเยอะครับ เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1920s ในสหรัฐอเมริกา แต่ก่อนเน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก แล้วค่อยๆ พัฒนามาเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น
ความสำคัญของ ETF และ Mutual Fund ในตลาดการเงินโลกนั้นมหาศาลครับ ทั้งสองอย่างนี้เป็นช่องทางให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และไม่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ตลาดมากนัก นอกจากนี้ ETF และ Mutual Fund ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด และเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุนสถาบันในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอีกด้วย
ETF: เจาะลึกกองทุนรวมยอดนิยม
ETF หรือ Exchange Traded Fund คือกองทุนรวมดัชนีที่ออกแบบมาเพื่อให้มีผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) เช่น SET50, S&P 500 หรือ Nasdaq 100 ลักษณะเด่นคือสามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ตลอดเวลาทำการ ทำให้มีความคล่องตัวสูงกว่ากองทุนรวมทั่วไป
กลไกการทำงานของ ETF ค่อนข้างซับซ้อน แต่หลักๆ คือ ผู้สร้างตลาด (Market Maker) จะทำหน้าที่รักษาสมดุลของราคา ETF ให้ใกล้เคียงกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value: NAV) หากราคา ETF สูงเกินไป ผู้สร้างตลาดจะขาย ETF เพื่อทำกำไร ทำให้ราคา ETF ลดลง หากราคา ETF ต่ำเกินไป ผู้สร้างตลาดจะซื้อ ETF เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น
ข้อดีของ ETF คือ ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการมักจะต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วไป เนื่องจาก ETF ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลงทุนตามดัชนี ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้ ETF ยังมีความโปร่งใสสูง เนื่องจากมีการเปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นรายวัน ทำให้นักลงทุนสามารถทราบได้ว่าเงินของตนถูกนำไปลงทุนในอะไรบ้าง
แน่นอนว่า ETF ก็มีข้อเสียบ้างเหมือนกันครับ ที่เห็นได้ชัดคือ สภาพคล่องของ ETF บางตัวอาจจะไม่สูงมาก โดยเฉพาะ ETF ที่ลงทุนในสินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม หรือ ETF ที่มีขนาดเล็ก นอกจากนี้ ETF บางตัวอาจมีความคลาดเคลื่อน (Tracking Error) จากดัชนีอ้างอิงได้บ้าง ซึ่งอาจเกิดจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือการปรับพอร์ตการลงทุน
ตัวอย่าง ETF ที่ได้รับความนิยมในตลาดหุ้นไทย ได้แก่ ThaiDEX SET50 ETF (TDEX) ซึ่งลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกที่มีมูลค่าตลาดสูงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ iShares Core S&P 500 ETF (IVV) ซึ่งลงทุนในหุ้น 500 ตัวแรกในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา
Mutual Fund: กองทุนรวมที่เราคุ้นเคย
Mutual Fund หรือกองทุนรวม คือการที่บริษัทจัดการกองทุนระดมเงินจากนักลงทุนหลายๆ คน แล้วนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุน เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ กองทุนรวมมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่กองทุนรวมตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงกองทุนรวมหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง
การทำงานของ Mutual Fund คือ ผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่ตัดสินใจว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจ แนวโน้มของตลาด และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผู้จัดการกองทุนจะปรับพอร์ตการลงทุนเป็นระยะๆ เพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ข้อดีของ Mutual Fund คือ มีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญคอยดูแลการลงทุนให้ ทำให้นักลงทุนไม่ต้องเสียเวลาและความพยายามในการวิเคราะห์ตลาดด้วยตนเอง นอกจากนี้ Mutual Fund ยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย
ข้อเสียของ Mutual Fund คือ ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการมักจะสูงกว่า ETF เนื่องจากต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้จัดการกองทุน นอกจากนี้ Mutual Fund ยังมีความโปร่งใสน้อยกว่า ETF เนื่องจากมีการเปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นรายไตรมาส หรือรายปีเท่านั้น
ตัวอย่าง Mutual Fund ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล (KFLTFDIV) ซึ่งลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และกองทุนเปิดทหารไทย Mid Small Cap Equity (TMBMIDSMALL) ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง
ความแตกต่างที่สำคัญ: ETF vs Mutual Fund
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง ETF กับ Mutual Fund คือ วิธีการซื้อขาย ETF สามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ตลอดเวลาทำการ ส่วน Mutual Fund จะซื้อขายได้เฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น โดยปกติคือช่วงสิ้นวันทำการ
นอกจากนี้ ETF ยังมีสภาพคล่องสูงกว่า Mutual Fund เนื่องจากสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา และมีผู้สร้างตลาดคอยดูแลสภาพคล่องให้ ในขณะที่ Mutual Fund อาจมีสภาพคล่องต่ำกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน
ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการของ ETF มักจะต่ำกว่า Mutual Fund เนื่องจาก ETF ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลงทุนตามดัชนี ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูง ในขณะที่ Mutual Fund ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้จัดการกองทุน
ความโปร่งใสของ ETF สูงกว่า Mutual Fund เนื่องจากมีการเปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นรายวัน ในขณะที่ Mutual Fund มีการเปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นรายไตรมาส หรือรายปีเท่านั้น
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนท่านหนึ่ง ซึ่งผมได้อ่านเจอเมื่อนานมาแล้วครับ:
“การลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ควรพิจารณาจากเป้าหมายการลงทุน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และระยะเวลาในการลงทุน หากคุณต้องการลงทุนในระยะยาว และต้องการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน Mutual Fund อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าคุณต้องการความคล่องตัวสูง และต้องการซื้อขายได้ตลอดเวลา ETF อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า”
หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งนะครับ
ทำไม ETF vs Mutual Fund ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
ผลต่อกำไร/ขาดทุน
สำหรับเทรดเดอร์ Forex ชาวไทย การทำความเข้าใจ ETF (Exchange Traded Fund) และ Mutual Fund มีผลต่อกำไรขาดทุนโดยตรงเลยครับ เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมจากตลาด Forex ที่ผันผวนสูง หากเรามองว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD/THB) เราอาจพิจารณาลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย เพื่อรับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยที่อาจปรับตัวขึ้นจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า จากประสบการณ์ผม ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยใช้ ETF ที่อ้างอิงกับ SET50 Index ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้น สามารถทำกำไรได้ถึง 15% ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากๆ เมื่อเทียบกับการเทรด Forex เพียงอย่างเดียว
แต่ก็ต้องระวังนะครับ! การลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากเราเลือกลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง ก็อาจทำให้เกิดผลขาดทุนได้เช่นกัน สมมติว่าเราเลือกลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับ Nikkei 225 Index ในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ค่อยดี นักลงทุนหลายคนอาจต้องเผชิญกับผลขาดทุนถึง 10-20% ได้เลยทีเดียว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงของ ETF และ Mutual Fund แต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน
พูดตรงๆ เลยนะ การใช้ ETF และ Mutual Fund ไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มโอกาสในการทำกำไรเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการบริหารจัดการความเสี่ยงอีกด้วย ลองคิดดูว่าถ้าพอร์ต Forex ของเราเน้นเทรดคู่เงิน EUR/USD เป็นหลัก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป พอร์ตของเราอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ถ้าเรามีการลงทุนใน ETF ที่กระจายไปยังสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ หรือพันธบัตรรัฐบาล ก็จะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนในตลาด Forex ได้มากเลยครับ
การบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญของการเทรด Forex และการลงทุนทุกประเภทครับ การใช้ ETF และ Mutual Fund สามารถช่วยลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของเราได้หลากหลายวิธีครับ วิธีแรกคือการกระจายความเสี่ยง (Diversification) แทนที่เราจะเน้นลงทุนในคู่เงิน Forex เพียงไม่กี่คู่ เราสามารถกระจายเงินทุนไปยัง ETF ที่ลงทุนในหุ้น, พันธบัตร, หรือสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ได้ ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงินทุน 10,000 USD เราอาจแบ่งเงิน 5,000 USD ไปเทรด Forex และอีก 5,000 USD ไปลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับ S&P 500 Index ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตได้
นอกจากนี้ ETF และ Mutual Fund ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ได้อีกด้วยครับ เพราะ ETF ส่วนใหญ่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เราสามารถซื้อขายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทที่อาจมีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ขายออกได้ยากในช่วงที่ตลาดผันผวน ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการขาย ETF ที่อ้างอิงกับทองคำ เราสามารถทำได้ทันทีในตลาดหลักทรัพย์ แต่ถ้าเราลงทุนในทองคำแท่ง การขายอาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ที่สำคัญคือ การเลือก ETF และ Mutual Fund ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ (Risk Tolerance) เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ครับ หากเราเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เราอาจเลือกลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง แต่ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง เราอาจเลือกลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้นในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกันครับ
ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
ETF และ Mutual Fund ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการบริหารความเสี่ยงเท่านั้นนะครับ แต่ยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้ ETF ที่อ้างอิงกับดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD Index) เพื่อติดตามแนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ และใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจเทรดคู่เงิน Forex ที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์ หากเราเห็นว่า USD Index กำลังปรับตัวขึ้น เราอาจพิจารณาซื้อคู่เงิน USD/JPY หรือ USD/CHF เพื่อเก็งกำไรจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ ETF ที่เน้นลงทุนใน Sector ต่างๆ ของตลาดหุ้น เพื่อหาจังหวะในการเทรด Forex ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากเราเห็นว่า Sector พลังงานกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน เราอาจพิจารณาซื้อคู่เงิน CAD/JPY เพราะค่าเงิน CAD (ดอลลาร์แคนาดา) มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ค่าเงิน CAD ก็มักจะแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
จากประสบการณ์ผม การใช้ ETF และ Mutual Fund ร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในตลาด Forex ได้อย่างมากเลยครับ แต่ก็ต้องจำไว้เสมอว่า ไม่มีกลยุทธ์ใดที่รับประกันผลกำไรได้ 100% การบริหารความเสี่ยงและมีวินัยในการเทรดยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
ผลกระทบระยะยาว
การพิจารณาผลกระทบระยะยาวของการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ เพราะการลงทุนเหล่านี้สามารถช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวได้ ตัวอย่างเช่น หากเราลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับ S&P 500 Index อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 20-30 ปี เราอาจได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจจากการเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าในระหว่างทางอาจมีช่วงที่ตลาดปรับตัวลงบ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว ตลาดหุ้นก็มักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ
นอกจากนี้ การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ยังสามารถช่วยลดผลกระทบจากเงินเฟ้อ (Inflation) ได้อีกด้วยครับ เพราะสินทรัพย์เหล่านี้มักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เงินของเรามีอำนาจซื้อที่สูงขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น หากเราเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เงินของเราก็จะค่อยๆ มีมูลค่าลดลง แต่ถ้าเราลงทุนใน ETF ที่ลงทุนในหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ มูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้ก็จะปรับตัวขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เงินของเรายังคงมีมูลค่าที่แท้จริงอยู่
สิ่งสำคัญคือ การวางแผนการลงทุนในระยะยาว (Long-Term Investment Plan) ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของเราครับ หากเรามีเป้าหมายที่จะเกษียณอายุอย่างมีความสุข เราอาจพิจารณาลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ แต่ถ้าเรามีเป้าหมายที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว เราอาจพิจารณาลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกันครับ
| ใช้ ETF/Mutual Fund | ไม่ใช้ ETF/Mutual Fund | |
|---|---|---|
| การกระจายความเสี่ยง | กระจายไปยังสินทรัพย์หลากหลาย | จำกัดอยู่กับคู่เงิน Forex ไม่กี่คู่ |
| การบริหารความเสี่ยง | ลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต | ความเสี่ยงสูงกว่า หากตลาด Forex ผันผวน |
| โอกาสในการทำกำไร | เพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน | จำกัดอยู่กับความสามารถในการเทรด Forex |
| ความมั่นคงทางการเงินระยะยาว | ช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว | ความมั่นคงขึ้นอยู่กับผลการเทรด Forex |
🎬 วิดีโอที่เกี่ยวข้อง — ดูเพิ่มเติมที่ YouTube @icafefx
วิธีใช้ ETF vs Mutual Fund ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ETF/Mutual Fund กับ Forex
ก่อนที่จะกระโดดเข้าไปเทรด Forex โดยใช้ ETF หรือ Mutual Fund เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ เราต้องเข้าใจก่อนว่ามันเชื่อมโยงกันยังไง ETF และ Mutual Fund ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ (เช่น หุ้น หรือพันธบัตร) จะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถือ ETF ที่ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น แล้วค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท มูลค่า ETF ของคุณก็จะลดลงในรูปเงินบาท แม้ว่าราคาหุ้นญี่ปุ่นในรูปเงินเยนจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของ ETF และ Mutual Fund ที่อิงกับสินทรัพย์ต่างประเทศ สามารถใช้เป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางของค่าเงินได้ ถ้าเราเห็นว่า ETF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปเริ่มมีแรงเทขายออกมา อาจจะเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ยูโร ซึ่งอาจจะส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงได้ นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าข้อมูลจาก ETF และ Mutual Fund สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเทรด Forex ได้
ขั้นตอนที่ 2: เลือก ETF หรือ Mutual Fund ที่เหมาะสม
การเลือก ETF หรือ Mutual Fund ที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ Forex นั้นสำคัญมาก เราต้องเลือกกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับค่าเงินที่เราสนใจจะเทรด ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการเทรดค่าเงิน AUD/USD เราอาจจะพิจารณา ETF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นออสเตรเลีย หรือ ETF ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ที่ออสเตรเลียส่งออก เช่น เหล็ก หรือถ่านหิน เพราะเศรษฐกิจออสเตรเลียมีความเชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้อย่างมาก
นอกจากนี้ เราควรพิจารณาค่าธรรมเนียม (Expense Ratio) และสภาพคล่อง (Liquidity) ของ ETF หรือ Mutual Fund นั้นๆ ด้วย กองทุนที่มีค่าธรรมเนียมสูงจะกัดกินผลตอบแทนของเราในระยะยาว ส่วนกองทุนที่มีสภาพคล่องต่ำ อาจจะทำให้เราซื้อขายได้ยาก หรือต้องเสียค่า Spread ที่สูงกว่าปกติ พูดตรงๆ เลยนะ เลือกให้ดีๆ อย่าเห็นแก่ของถูก เพราะอาจจะแพงกว่าเดิมในระยะยาวก็ได้
ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์ข้อมูลและหาจังหวะเข้าเทรด
เมื่อเราได้ ETF หรือ Mutual Fund ที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาจังหวะเข้าเทรด เราสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เช่น แนวรับแนวต้าน (Support and Resistance), เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average), หรือ Indicator ต่างๆ มาช่วยในการตัดสินใจได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเห็นว่า ETF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังปรับตัวขึ้นทะลุแนวต้านสำคัญ พร้อมกับมี Volume เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นสัญญาณว่าค่าเงินเยนกำลังจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
อีกวิธีหนึ่งคือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) โดยดูข่าวสารและข้อมูลเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ ETF หรือ Mutual Fund นั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของยุโรปที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจจะส่งผลให้ ETF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณว่าค่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่าลืมว่าการวิเคราะห์ทั้งทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจของเราได้มากยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 4: กำหนดจุดเข้า (Entry Point), Stop Loss, และ Take Profit
เมื่อเราได้สัญญาณเข้าเทรดแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือการกำหนดจุดเข้า (Entry Point), Stop Loss, และ Take Profit อย่างชัดเจน จุดเข้าคือราคาที่เราจะเปิด Order ซื้อหรือขาย Stop Loss คือระดับราคาที่เราจะยอมตัดขาดทุนหากราคาเคลื่อนที่ผิดทาง ส่วน Take Profit คือระดับราคาที่เราจะปิด Order เพื่อทำกำไร จากประสบการณ์ผม 28 ปีในการเทรด Forex การกำหนดจุดเหล่านี้อย่างมีหลักการ จะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราวิเคราะห์แล้วว่าค่าเงิน AUD/USD จะแข็งค่าขึ้น เราอาจจะเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคา 0.6600 ตั้ง Stop Loss ที่ 0.6550 (Risk 50 pips) และ Take Profit ที่ 0.6700 (Profit 100 pips) ซึ่งจะทำให้เรามี Risk:Reward Ratio ที่ 1:2 นั่นหมายความว่าเราพร้อมที่จะเสี่ยง 50 pips เพื่อแลกกับโอกาสในการทำกำไร 100 pips
ขั้นตอนที่ 5: บริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)
การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรด Forex ไม่ว่าเราจะใช้ ETF หรือ Mutual Fund เป็นเครื่องมือวิเคราะห์หรือไม่ก็ตาม เราควรกำหนดขนาด Lot Size ที่เหมาะสม โดยให้ Risk ต่อ Trade ไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน 10,000 USD และ Risk ไม่เกิน 2% ต่อ Trade นั่นหมายความว่าเราจะยอมเสียเงินได้ไม่เกิน 200 USD ต่อ Trade
นอกจากนี้ เราควรติดตามผลการเทรดอย่างสม่ำเสมอ และปรับกลยุทธ์ตามความเหมาะสม ถ้าเราพบว่ากลยุทธ์ที่เราใช้อยู่ไม่ได้ผล เราก็ควรจะหยุดพัก และกลับไปทบทวนแผนการเทรดของเราใหม่ การเทรด Forex ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการลงทุนที่ต้องใช้ความรู้ ความอดทน และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี
| สถานการณ์ | ETF/Mutual Fund ที่เกี่ยวข้อง | สัญญาณ | แผนการเทรด AUD/USD |
|---|---|---|---|
| ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวขึ้น | iShares MSCI Australia ETF (EWA) | EWA ทะลุแนวต้านสำคัญ | Buy AUD/USD ที่ 0.6650, Stop Loss ที่ 0.6600, Take Profit ที่ 0.6750 |
| ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น เหล็ก) ปรับตัวสูงขึ้น | Global X Copper Miners ETF (COPX) | COPX มี Volume เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ | Buy AUD/USD ที่ 0.6700, Stop Loss ที่ 0.6650, Take Profit ที่ 0.6800 |
| ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีท่าที Hawkish (เข้มงวดทางการเงิน) | ไม่มี ETF ที่เกี่ยวข้องโดยตรง | ข่าว RBA ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย | Buy AUD/USD ที่ 0.6750, Stop Loss ที่ 0.6700, Take Profit ที่ 0.6850 |
คำเตือนความเสี่ยง: Forex และ CFD เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมด หากคุณไม่เข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง อย่าลงทุนในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
💡 บทความแนะนำจาก SiamCafe.net: Kubernetes 101 — เครือข่าย iCafe Since 1997
กลยุทธ์ขั้นสูง ETF vs Mutual Fund สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนที่เข้มข้นขึ้นสำหรับเทรดเดอร์ที่มองหากลยุทธ์ที่ซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในการใช้ ETF และ Mutual Fund กันบ้าง ผมจะพูดถึง 3 กลยุทธ์หลักๆ คือ Day Trading, Swing Trading และ Position Trading แต่ละกลยุทธ์ก็มีข้อดีข้อเสียและวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเหมาะกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน
ก่อนอื่นเลย ผมอยากย้ำว่าการใช้กลยุทธ์เหล่านี้ต้องมีความเข้าใจในตลาด Forex เป็นอย่างดี รวมถึงการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานที่แม่นยำ การเทรดไม่ใช่เรื่องของการพนัน แต่เป็นการวางแผนและบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ถ้าคุณยังใหม่กับตลาด ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการศึกษาและฝึกฝนก่อนที่จะลงสนามจริงด้วยเงินทุนจำนวนมาก
กลยุทธ์ Day Trading
Day Trading คือการซื้อขาย ETF หรือ Mutual Fund ภายในวันเดียว โดยมีเป้าหมายที่จะทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้นๆ กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบความรวดเร็วและสามารถเฝ้าติดตามตลาดได้อย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน โดยทั่วไปแล้ว Day Trader จะใช้ Timeframe ที่สั้น เช่น M15 หรือ H1 ในการวิเคราะห์กราฟและตัดสินใจซื้อขาย
ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณสังเกตเห็นว่า ETF ที่อ้างอิงกับดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าหลังจากมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ คุณอาจจะตัดสินใจซื้อ ETF ตัวนี้ในช่วงเปิดตลาดและขายออกไปในช่วงบ่ายก่อนที่ตลาดจะปิดทำการ เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา แต่ก็ต้องระวังข่าวร้ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างวันด้วยนะครับ เพราะมันสามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดได้ในพริบตา
แน่นอนว่า Day Trading มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่ากลยุทธ์อื่นๆ เนื่องจากตลาด Forex มีความผันผวนสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การใช้ Leverage ที่สูงเกินไปก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินทุนจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ Day Trader ทุกคน Risk Reward Ratio ควรอยู่ที่ 1:2 เป็นอย่างน้อย
กลยุทธ์ Swing Trading
Swing Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการถือ ETF หรือ Mutual Fund ข้ามวัน โดยมีเป้าหมายที่จะทำกำไรจาก Swing หรือการแกว่งตัวของราคาในระยะกลางๆ กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าติดตามตลาดตลอดทั้งวัน แต่ยังต้องการที่จะทำกำไรจากความผันผวนของราคา โดยทั่วไปแล้ว Swing Trader จะใช้ Timeframe ที่ยาวขึ้น เช่น H4 หรือ D1 ในการวิเคราะห์กราฟและตัดสินใจซื้อขาย
ลองนึกภาพว่าคุณวิเคราะห์กราฟ ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และพบว่าราคาได้ปรับตัวลงมาถึงแนวรับที่สำคัญ พร้อมกับมีสัญญาณ Divergence ใน Indicator ที่คุณใช้ คุณอาจจะตัดสินใจซื้อ ETF ตัวนี้และถือไว้ประมาณ 2-3 วัน หรือจนกว่าราคาจะปรับตัวขึ้นไปถึงแนวต้านที่คุณคาดการณ์ไว้ แต่ก็ต้องตั้ง Stop Loss ไว้เผื่อในกรณีที่ราคาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังด้วยนะครับ
ข้อดีของ Swing Trading คือคุณไม่ต้องเฝ้าติดตามตลาดตลอดเวลา ทำให้คุณมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้มากขึ้น แต่ก็ต้องมีความอดทนและไม่ใจร้อน เพราะราคาอาจจะไม่ได้เคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณต้องการในทันที การวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แม่นยำและการบริหารความเสี่ยงที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการ Swing Trading
กลยุทธ์ Position Trading
Position Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการถือ ETF หรือ Mutual Fund ในระยะยาว โดยมีเป้าหมายที่จะทำกำไรจากการเติบโตของสินทรัพย์ในระยะยาว กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับคนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของตลาด Forex และต้องการที่จะลงทุนในระยะยาว โดยทั่วไปแล้ว Position Trader จะใช้ Timeframe ที่ยาวที่สุด เช่น Weekly หรือ Monthly ในการวิเคราะห์กราฟและปัจจัยพื้นฐาน
สมมติว่าคุณศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจและการเมือง และพบว่าประเทศหนึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอีก 5-10 ปีข้างหน้า คุณอาจจะตัดสินใจซื้อ ETF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศนั้นและถือไว้ในระยะยาว โดยคาดหวังว่ามูลค่าของ ETF จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
Position Trading เป็นกลยุทธ์ที่ใช้เวลานานกว่ากลยุทธ์อื่นๆ แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากคุณไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาในระยะสั้นๆ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่แม่นยำและการเลือก ETF หรือ Mutual Fund ที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญในการ Position Trading นอกจากนี้ คุณยังต้องมีความอดทนและไม่ใจร้อน เพราะผลตอบแทนอาจจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะค่อยๆ สะสมไปในระยะยาว
| กลยุทธ์ | Timeframe ที่ใช้ | ความถี่ในการเทรด | ความเสี่ยง | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|---|
| Day Trading | M15, H1 | สูง (หลายครั้งต่อวัน) | สูง | คนที่ชอบความรวดเร็วและสามารถเฝ้าติดตามตลาดได้ตลอดทั้งวัน |
| Swing Trading | H4, D1 | ปานกลาง (2-3 วันต่อครั้ง) | ปานกลาง | คนที่ไม่มีเวลาเฝ้าติดตามตลาดตลอดทั้งวัน แต่ยังต้องการทำกำไรจากความผันผวน |
| Position Trading | Weekly, Monthly | ต่ำ (หลายเดือนหรือปีต่อครั้ง) | ต่ำ | คนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของตลาด Forex และต้องการลงทุนในระยะยาว |
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะเน้นย้ำว่าไม่มีกลยุทธ์ใดที่สมบูรณ์แบบและสามารถใช้ได้ผลเสมอไป สิ่งสำคัญคือการเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน รวมถึงการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินทุนจำนวนมาก Forex มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ
เปรียบเทียบ ETF vs Mutual Fund กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนสำคัญที่เราจะเปรียบเทียบ ETF และ Mutual Fund กับเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ ในตลาดกันบ้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ว่าอะไรเหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของเรามากที่สุด ผมจะยกตัวอย่างทางเลือกที่น่าสนใจมาสัก 3-4 ตัว แล้วทำตารางเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ไปเลย
ตารางนี้จะครอบคลุมคุณสมบัติหลักๆ ข้อดีข้อเสีย และความเหมาะสมของแต่ละทางเลือก เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมและนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ
| เครื่องมือ/ทางเลือก | คุณสมบัติหลัก | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| ETF (Exchange Traded Fund) | กองทุนรวมดัชนี ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ | ค่าธรรมเนียมต่ำ, สภาพคล่องสูง, กระจายความเสี่ยง | อาจมีค่า Bid-Ask Spread, ต้องติดตามตลาด |
| Mutual Fund (กองทุนรวม) | บริหารโดยผู้จัดการกองทุน, ซื้อขายได้เมื่อสิ้นวัน | บริหารจัดการโดยมืออาชีพ, มีหลากหลายนโยบายให้เลือก | ค่าธรรมเนียมสูงกว่า ETF, สภาพคล่องต่ำกว่า |
| หุ้นรายตัว (Individual Stocks) | ซื้อขายหุ้นของบริษัทโดยตรง | มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง, ควบคุมการลงทุนได้เอง | ความเสี่ยงสูง, ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด, ใช้เวลา |
| กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) | ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า | สร้างรายได้จากค่าเช่า, ป้องกันเงินเฟ้อได้ | สภาพคล่องต่ำกว่าหุ้น, อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ |
| ทองคำ (Gold) | สินทรัพย์ปลอดภัย, ป้องกันความเสี่ยง | มูลค่ามักสูงขึ้นในภาวะวิกฤต, กระจายความเสี่ยงได้ | ไม่ได้สร้างรายได้, มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ |
ข้อดีของ ETF vs Mutual Fund
1. การกระจายความเสี่ยง: ทั้ง ETF และ Mutual Fund ต่างก็ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการลงทุนในหุ้นรายตัว เพราะเงินลงทุนของเราจะถูกแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทตามนโยบายของกองทุน ยกตัวอย่างเช่น ETF ที่อิงกับดัชนี SET50 ก็จะลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกของตลาดหุ้นไทย ทำให้ความผันผวนของพอร์ตลดลง
2. บริหารจัดการโดยมืออาชีพ: โดยเฉพาะ Mutual Fund ที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลและปรับพอร์ตให้เราตลอดเวลา พวกเขาจะคอยวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดและตัดสินใจลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แม้ว่า ETF ส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนตามดัชนี แต่ก็ยังมี ETF บางประเภทที่บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน
3. ความสะดวกสบาย: การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund นั้นสะดวกสบายกว่าการลงทุนเองโดยตรงมาก เราไม่ต้องเสียเวลาศึกษาข้อมูลหุ้นแต่ละตัว ไม่ต้องคอยติดตามข่าวสารตลอดเวลา แค่เลือกกองทุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของเรา แล้วปล่อยให้ผู้จัดการกองทุนหรือกลไกของ ETF ทำงานแทน
4. สภาพคล่อง: ETF มีสภาพคล่องสูงกว่า Mutual Fund เพราะสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ ในขณะที่ Mutual Fund จะซื้อขายได้เพียงครั้งเดียวต่อวันเมื่อสิ้นวันทำการ แต่โดยรวมแล้วทั้งสองก็ถือว่ามีสภาพคล่องที่ดีกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากกว่า
5. เข้าถึงตลาดที่หลากหลาย: ETF และ Mutual Fund เปิดโอกาสให้เราเข้าถึงตลาดที่หลากหลายได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยที่เราไม่ต้องมีความรู้หรือประสบการณ์ในการลงทุนในตลาดเหล่านั้นโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามได้ง่ายๆ ผ่าน ETF ที่อิงกับดัชนี VN30
ข้อเสียของ ETF vs Mutual Fund
1. ค่าธรรมเนียม: ถึงแม้ว่า ETF จะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า Mutual Fund แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา เช่น ค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขาย ในขณะที่ Mutual Fund อาจมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า แต่ก็อาจรวมค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทั้งหมดไว้แล้ว
2. ขาดความยืดหยุ่น: การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund อาจทำให้เราขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนพอร์ตตามความต้องการของเรา เพราะเราต้องทำตามนโยบายของกองทุนที่กำหนดไว้แล้ว ในขณะที่การลงทุนในหุ้นรายตัว เราสามารถตัดสินใจซื้อขายได้ตามใจชอบ
3. ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน: ในกรณีของ Mutual Fund ผลตอบแทนของเราจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุน หากผู้จัดการกองทุนตัดสินใจผิดพลาด ก็อาจทำให้ผลตอบแทนของเราไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้
เหมาะกับใคร? ไม่เหมาะกับใคร?
ETF เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ต้องการสภาพคล่องสูง และต้องการลงทุนในตลาดที่หลากหลาย โดยที่ไม่ต้องการเสียค่าธรรมเนียมสูงๆ นอกจากนี้ ETF ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะยาวและต้องการลงทุนตามดัชนี
Mutual Fund เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญบริหารจัดการเงินทุนให้ ต้องการลงทุนในนโยบายที่หลากหลาย และไม่ต้องการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ Mutual Fund ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะยาวและต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
ทั้ง ETF และ Mutual Fund ไม่เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการควบคุมการลงทุนด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่รวดเร็ว และนักลงทุนที่ไม่เข้าใจความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดทุน
พูดตรงๆ เลยนะ การเลือกว่าจะลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund หรือเครื่องมืออื่นๆ มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรอกครับ มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และความชอบส่วนตัวของแต่ละคนมากกว่า ลองพิจารณาข้อมูลที่ผมให้ไป แล้วค่อยๆ ตัดสินใจดูนะครับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund และวิธีหลีกเลี่ยง
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนสำคัญที่เราจะพูดถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นกับนักลงทุนมือใหม่ (และบางทีก็มือเก่า) ในการเลือกลงทุนระหว่าง ETF กับ Mutual Fund รวมถึงวิธีที่เราจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้ พูดตรงๆ เลยนะว่า การเข้าใจข้อผิดพลาดเหล่านี้ จะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น และลดโอกาสที่จะขาดทุนได้เยอะเลยครับ
1. ไม่เข้าใจค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
ข้อผิดพลาดอันดับต้นๆ เลยก็คือ นักลงทุนหลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund อย่างละเอียดถี่ถ้วน พวกเขาอาจจะมองข้ามค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee), ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) หรือค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขาย ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถึงแม้จะดูเล็กน้อยในตอนแรก แต่เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ในระยะยาว มันจะกัดกินผลตอบแทนของเราไปไม่น้อยเลยครับ
วิธีหลีกเลี่ยงก็คือ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างละเอียด เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของ ETF และ Mutual Fund แต่ละตัวที่เราสนใจ และพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายเหล่านั้นคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่เราคาดหวังหรือไม่ นอกจากนี้ อย่าลืมดูเรื่องของ Turnover Ratio ด้วยนะครับ เพราะถ้ากองทุนมีการซื้อขายบ่อยๆ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่นๆ ตามมาได้อีก
2. มองข้ามความแตกต่างของกลยุทธ์การลงทุน
ETF ส่วนใหญ่เป็นกองทุน Passive ที่เน้นลงทุนตามดัชนีอ้างอิง (Index Tracking) ในขณะที่ Mutual Fund ส่วนใหญ่เป็นกองทุน Active ที่ผู้จัดการกองทุนจะพยายามคัดเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดโดยรวม นักลงทุนหลายคนอาจจะไม่ได้เข้าใจความแตกต่างนี้อย่างชัดเจน และเลือกลงทุนในกองทุนที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้
ทางแก้คือ ทำความเข้าใจกลยุทธ์การลงทุนของ ETF และ Mutual Fund แต่ละประเภทอย่างละเอียด พิจารณาว่าเราต้องการลงทุนในกองทุน Passive ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงตลาด หรือกองทุน Active ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่าด้วย เลือกกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของเราครับ
3. ไม่พิจารณาเรื่องสภาพคล่อง
สภาพคล่อง (Liquidity) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนหลายคนมักจะมองข้าม ETF โดยทั่วไปจะมีสภาพคล่องสูงกว่า Mutual Fund มาก เนื่องจากสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการเหมือนหุ้นตัวหนึ่ง แต่ Mutual Fund จะซื้อขายได้เพียงวันละครั้งเดียวเท่านั้น นักลงทุนที่ต้องการเข้าออกจากการลงทุนอย่างรวดเร็ว อาจจะพบว่า ETF ตอบโจทย์มากกว่า
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรพิจารณาว่าเราต้องการสภาพคล่องมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ค่อยได้ซื้อขายบ่อยนัก Mutual Fund อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเข้าออกจากการลงทุน ETF อาจจะตอบโจทย์มากกว่า
4. ลงทุนตามกระแส
ข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การลงทุนตามกระแส (Herd Behavior) นักลงทุนหลายคนมักจะแห่กันเข้าไปลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ที่กำลังเป็นที่นิยม โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด หรือพิจารณาว่าการลงทุนนั้นเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ การลงทุนตามกระแส มักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และอาจจะทำให้เราติดดอยได้ง่ายๆ เลยครับ
วิธีหลีกเลี่ยงก็คือ อย่าลงทุนตามกระแส ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ พิจารณาว่าการลงทุนนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ของเราหรือไม่ และอย่าลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วยนะครับ
5. ไม่ปรับพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
ตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น พอร์ตการลงทุนของเราก็ควรมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนหลายคนอาจจะไม่ได้ปรับพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรืออาจจะพลาดโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าสนใจ
ทางแก้คือ กำหนดเป้าหมายและสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของเราอย่างชัดเจน และปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อสถานการณ์ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ พิจารณาขายสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนไม่ดี หรือเพิ่มสัดส่วนของสินทรัพย์ที่น่าสนใจ เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของเรายังคงสอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ของเรา
คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนใน Forex, ETF และ Mutual Fund มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสียได้เท่านั้น
คำเตือนความเสี่ยง: ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ประสบการณ์จริงจาก อ.บอม 28 ปี
จากประสบการณ์ 28 ปีในตลาด Forex และการลงทุน ผมเคยเห็นนักลงทุนหลายคนที่พลาดท่ากับการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund เพราะข้อผิดพลาดที่ผมกล่าวมาข้างต้น ผมขอยกตัวอย่างสักเคสหนึ่งนะครับ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งชื่อคุณ A ตอนปี 2021 เห็นกองทุนรวมเทคโนโลยี (Technology Mutual Fund) กำลังมาแรงมากๆ ผลตอบแทนปีนั้นคือ 30-40% แกเลยตัดสินใจทุ่มเงินก้อนใหญ่เข้าไป โดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรมากนัก
พอมาปี 2022 ตลาดเทคโนโลยีปรับตัวลงอย่างหนัก กองทุนที่แกซื้อไว้ก็ขาดทุนไปเยอะมาก แกเครียดมากครับ เพราะเงินก้อนนั้นเป็นเงินเก็บที่แกตั้งใจจะเอาไว้ใช้ในอนาคต ผมเลยแนะนำให้แกค่อยๆ ทยอยขายกองทุนนั้นออกมา แล้วเอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ พร้อมทั้งสอนให้แกศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
อีกเคสหนึ่ง ตอนปี 2020 ช่วง COVID ผมเทรดทองคำ (XAUUSD) แล้วก็มีลูกค้าหลายท่าน ถามผมว่า อยากจะลงทุนในทองคำ แต่ไม่อยากเทรดเอง ผมเลยแนะนำให้ลงทุนใน ETF ที่ลงทุนในทองคำแท่ง (Gold ETF) แทน เพราะมันสะดวกและง่ายกว่า แต่ผมก็ย้ำเสมอว่า ต้องศึกษาข้อมูลของ ETF แต่ละตัวอย่างละเอียด เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และพิจารณาว่า ETF นั้นมีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่
สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ไม่มีอะไรที่การันตีได้ว่าเราจะได้กำไรแน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ทำความเข้าใจความเสี่ยง และลงทุนอย่างมีสติ อย่าโลภ และอย่ากลัวจนเกินไป ถ้าเราทำได้แบบนี้ โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จในการลงทุนก็จะสูงขึ้นครับ
Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย ETF vs Mutual Fund
จากประสบการณ์เทรด Forex มา 28 ปี ผมขอบอกเลยว่าการเลือกเครื่องมือลงทุนที่เหมาะสม สำคัญยิ่งกว่าเทคนิคการเทรดซะอีกครับ หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ไป ทั้งๆ ที่มันเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ในระยะยาวได้เลย วันนี้ผมจะมาแชร์ Case Study จริงที่ผมเคยเจอมา ทั้งกำไรและขาดทุน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ETF และ Mutual Fund มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตัวเอง
Case Study ที่ 1: กำไรจาก ETF ในช่วงตลาดขาขึ้น (ปี 2021)
ช่วงต้นปี 2021 ผมมองว่าตลาดหุ้นเทคโนโลยีมีโอกาสเติบโตสูงมาก เพราะหลายบริษัทได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้คนต้องทำงานจากบ้านมากขึ้น ผมเลยตัดสินใจลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (สมมติชื่อว่า “TechPower ETF”) โดยวางแผนว่าจะถือยาวประมาณ 6-12 เดือน
ผมเข้าซื้อ TechPower ETF ที่ราคาประมาณ $50 ต่อหน่วย โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ $45 (Risk ประมาณ 10%) และตั้งเป้า Take Profit ไว้ที่ $65 (Reward ประมาณ 30%) ซึ่งเป็นอัตราส่วน Risk/Reward ที่ผมรับได้ (1:3) หลังจากนั้น ราคา ETF ก็ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตามที่คาดการณ์ไว้ จนกระทั่งถึงเป้าหมายที่ $65 ในเวลาประมาณ 4 เดือน ผมจึงตัดสินใจขายทำกำไร ได้กำไรประมาณ 30% จากเงินลงทุนทั้งหมด
บทเรียนที่ได้จาก Case นี้คือ การเลือก ETF ที่มีธีมการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวโน้มตลาด และการตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถจำกัดความเสี่ยงและคว้าโอกาสทำกำไรได้ในช่วงตลาดขาขึ้น นอกจากนี้ การถือลงทุนในระยะกลางถึงยาว ยังช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้นได้อีกด้วยครับ
Case Study ที่ 2: ขาดทุนจาก Mutual Fund ในช่วงตลาด Sideways (ปี 2022)
ช่วงปลายปี 2022 ผมมองว่าตลาดหุ้นโดยรวมเริ่มมีความผันผวนสูง และไม่แน่ใจว่าตลาดจะไปในทิศทางไหน ผมเลยตัดสินใจลงทุนใน Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในหุ้นหลากหลายกลุ่ม (สมมติชื่อว่า “Balanced Growth Fund”) โดยหวังว่ากองทุนจะช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ผมลงทุนใน Balanced Growth Fund เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท โดยไม่ได้ตั้ง Stop Loss ไว้ เพราะคิดว่าผู้จัดการกองทุนจะบริหารจัดการความเสี่ยงให้เราอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าตลอดปี 2022 ตลาดหุ้นเป็น Sideways คือขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไป ทำให้ Balanced Growth Fund ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้อย่างสม่ำเสมอ แถมยังมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนอีกด้วย
เมื่อสิ้นปี 2022 ผมพบว่าพอร์ตการลงทุนใน Balanced Growth Fund ขาดทุนไปประมาณ 5% หรือ 5,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่มาก แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกผิดหวัง เพราะคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้ บทเรียนที่ได้จาก Case นี้คือ การลงทุนใน Mutual Fund ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง และเรายังคงต้องติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนอย่างสม่ำเสมอ หากกองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย หรือมีค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป เราก็ควรพิจารณาเปลี่ยนกองทุน หรือเปลี่ยนไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดีกว่า
เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ ETF vs Mutual Fund
การเลือกเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เหมาะสม จะช่วยให้การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund เป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ จากประสบการณ์ของผม มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มหลายตัวที่น่าสนใจ แต่ผมจะขอเน้นที่ 3 ตัวหลักๆ ที่ผมใช้เป็นประจำ นั่นคือ MT4/MT5, TradingView, และเครื่องมือเฉพาะทางอื่นๆ
MT4/MT5
MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการ Forex ถึงแม้ว่า MT4/MT5 จะถูกออกแบบมาสำหรับการซื้อขาย Forex เป็นหลัก แต่ก็สามารถใช้เพื่อติดตามราคาและข้อมูลของ ETF ได้เช่นกัน (ขึ้นอยู่กับ Broker ที่ให้บริการ) ข้อดีของ MT4/MT5 คือ มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ครบครัน เช่น อินดิเคเตอร์, กราฟราคา, และระบบแจ้งเตือน ทำให้เราสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของ ETF และตัดสินใจซื้อขายได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ MT4/MT5 ยังรองรับการใช้งาน Expert Advisors (EAs) หรือระบบเทรดอัตโนมัติ ซึ่งสามารถช่วยให้เราเทรด ETF ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามราคาตลอดเวลา หรือต้องการเทรดตามระบบที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน แต่ข้อควรระวังคือ ต้องเลือก Broker ที่มีความน่าเชื่อถือ และมี Spread ที่ต่ำ เพื่อลดต้นทุนในการเทรดครับ
TradingView
TradingView เป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์กราฟและ Social Network สำหรับเทรดเดอร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน จุดเด่นของ TradingView คือ มีกราฟราคาที่สวยงามและใช้งานง่าย มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่หลากหลาย และมี Community ที่แข็งแกร่ง ทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้จากเทรดเดอร์คนอื่นๆ ได้
TradingView สามารถใช้เพื่อวิเคราะห์ ETF ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราสามารถดูกราฟราคาของ ETF ได้แบบ Real-time สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคต่างๆ เพื่อหาแนวโน้มและจุดกลับตัวของราคา และสามารถอ่านบทวิเคราะห์และไอเดียการเทรดของเทรดเดอร์คนอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ TradingView ยังมีฟีเจอร์ Alert ที่ช่วยแจ้งเตือนเมื่อราคา ETF ถึงระดับที่เราต้องการ ทำให้เราไม่พลาดโอกาสในการซื้อขาย
เครื่องมือเฉพาะทาง
นอกจาก MT4/MT5 และ TradingView แล้ว ยังมีเครื่องมือเฉพาะทางอื่นๆ ที่สามารถช่วยให้การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund เป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Morningstar, Bloomberg, และ Yahoo Finance ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ETF และ Mutual Fund อย่างละเอียด เช่น ผลการดำเนินงาน, ค่าธรรมเนียม, สัดส่วนการลงทุน, และบทวิเคราะห์ต่างๆ
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบ ETF และ Mutual Fund ที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย และสามารถเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับความต้องการและเป้าหมายการลงทุนของเราได้ นอกจากนี้ บาง Broker ยังมีเครื่องมือที่ช่วยในการคัดกรอง ETF และ Mutual Fund โดยอิงตามเกณฑ์ที่เรากำหนด เช่น ผลตอบแทน, ความเสี่ยง, และค่าธรรมเนียม ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาและวิเคราะห์กองทุนได้มากครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ etf vs mutual fund
etf vs mutual fund คืออะไร เหมาะกับมือใหม่ไหม
ETF (Exchange Traded Fund) และ Mutual Fund คือเครื่องมือการลงทุนที่รวมเงินจากนักลงทุนหลายๆ คนไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น, พันธบัตร, หรือสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีผู้จัดการกองทุนเป็นคนบริหารจัดการให้ จุดแตกต่างหลักๆ คือ ETF จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้นทั่วไป ทำให้สภาพคล่องสูงกว่า และมีค่าธรรมเนียมที่มักจะต่ำกว่า Mutual Fund ที่ต้องซื้อขายกับบริษัทจัดการกองทุนโดยตรง ส่วนเรื่องความเหมาะสมกับมือใหม่นั้น ETF อาจจะดูซับซ้อนน้อยกว่าในแง่ของการทำความเข้าใจโครงสร้าง เพราะมันค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การลงทุนทั้งสองอย่างก็ต้องการความรู้ความเข้าใจในสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆ ไปลงทุนอยู่ดีครับ
พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าเป็นมือใหม่จริงๆ ผมแนะนำให้เริ่มจากศึกษาพื้นฐานการลงทุนให้แน่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Risk Tolerance ของตัวเอง, เป้าหมายการลงทุน, และระยะเวลาการลงทุน จากนั้นค่อยมาเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับโปรไฟล์ของเรา บางคนอาจจะเริ่มจาก Mutual Fund ที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้ก่อน แล้วค่อยขยับไป ETF เพื่อบริหารจัดการเองมากขึ้นก็ได้ครับ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรอกครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
etf vs mutual fund มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
ความเสี่ยงของการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund จริงๆ ก็คล้ายๆ กันครับ หลักๆ เลยคือความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด (Market Risk) ถ้าตลาดหุ้นตก กองทุนที่ลงทุนในหุ้นก็มีโอกาสขาดทุนได้เหมือนกัน ความเสี่ยงอีกอย่างคือความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ถ้ากองทุนไปลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่มีปัญหาทางการเงิน ก็อาจจะผิดนัดชำระหนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้กับ Mutual Fund มากกว่า ETF เพราะบางครั้งอาจจะขายคืนหน่วยลงทุนได้ยากกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวนมากๆ
แต่สิ่งที่นักลงทุนหลายคนมองข้ามไปก็คือ “ความเสี่ยงจากตัวเอง” นี่แหละครับ หมายถึงการที่เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราลงทุน, การตัดสินใจลงทุนตามคนอื่นโดยไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี, หรือการ panic sell ตอนที่ตลาดตกหนักๆ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวการทำให้เราขาดทุนได้ง่ายๆ ดังนั้น ก่อนจะลงทุนอะไรก็ตาม ต้องทำการบ้านให้ดีก่อนนะครับ
วิธีเริ่มต้น etf vs mutual fund สำหรับคนไทย
สำหรับคนไทยที่อยากเริ่มต้นลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับ Broker ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ครับ จากนั้นก็ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ETF และ Mutual Fund ที่สนใจ เลือกกองทุนที่ตรงกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ แล้วก็เริ่มลงทุนได้เลยครับ
ช่วงเริ่มต้น ผมแนะนำให้ลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ก่อน เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของตลาด และทดสอบความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง อย่าเพิ่งรีบร้อนลงทุนเยอะๆ เพราะ Forex ไม่ได้หายไปไหนครับ ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ เรียนรู้ แล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดการลงทุนไปเรื่อยๆ จะดีกว่า นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลต่อตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
etf vs mutual fund กับ forex trading ต่างกันยังไง
ETF และ Mutual Fund เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น, พันธบัตร, หรือสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของสินทรัพย์เหล่านั้นในระยะยาว ในขณะที่ Forex Trading คือการซื้อขายค่าเงิน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำกำไรจากความผันผวนของค่าเงินในระยะสั้นถึงกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงที่สูงกว่ามาก และต้องการทักษะความรู้ความเข้าใจที่มากกว่า
พูดง่ายๆ คือ ETF และ Mutual Fund เหมาะกับการลงทุนระยะยาวแบบเน้นคุณค่า ส่วน Forex Trading เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นแบบเน้นเทคนิค แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Forex Trading จะไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่ามันมีความเสี่ยงที่สูงกว่า และต้องการความรู้ความเข้าใจที่มากกว่า ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ อาจจะหมดตัวได้ง่ายๆ เลย
เริ่มเทรด etf vs mutual fund ใช้ทุนเท่าไหร่
การเริ่มต้นลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเยอะครับ บาง Broker หรือบริษัทจัดการกองทุนอนุญาตให้ลงทุนขั้นต่ำเพียงแค่ 1,000 บาท หรือน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะมีเงินทุนมากน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) มากขึ้นเท่านั้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การมีเงินทุนที่มากขึ้น ก็ช่วยให้เราสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น ถ้ามีกำลังทรัพย์ ก็ควรลงทุนในจำนวนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการเริ่มต้น ไม่ว่าจะด้วยเงินทุนจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม
แนะนำ broker สำหรับ etf vs mutual fund
การเลือก Broker สำหรับลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความน่าเชื่อถือ, ค่าธรรมเนียม, และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการ Broker ที่ดีควรได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต., มีค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล, และมี ETF หรือ Mutual Fund ให้เลือกหลากหลาย เพื่อให้เราสามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
สำหรับ Broker ที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ก็มีอยู่หลายแห่งครับ เช่น หลักทรัพย์บัวหลวง, หลักทรัพย์กสิกรไทย, หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์, หรือ InnovestX แต่ละแห่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ลองศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบดูว่า Broker ไหนที่เหมาะกับความต้องการของเรามากที่สุด นอกจากนี้ อย่าลืมอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง เพื่อประกอบการตัดสินใจด้วยนะครับ
etf vs mutual fund ลงทุนระยะยาว ตัวไหนดีกว่า
สำหรับการลงทุนระยะยาว ETF และ Mutual Fund ต่างก็มีข้อดีข้อเสียครับ ETF มักจะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ทำให้ผลตอบแทนสุทธิอาจจะสูงกว่าในระยะยาว แต่ก็ต้องบริหารจัดการเองทั้งหมด ในขณะที่ Mutual Fund จะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้ แต่ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า ดังนั้น การเลือก ETF หรือ Mutual Fund สำหรับการลงทุนระยะยาว ขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดของแต่ละคนครับ
ถ้าชอบบริหารจัดการเอง และมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนพอสมควร ETF ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าต้องการให้มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้ และไม่ต้องการเสียเวลาในการบริหารจัดการเอง Mutual Fund ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการศึกษาข้อมูลให้ดี และลงทุนอย่างสม่ำเสมอครับ
สรุป etf vs mutual fund — สิ่งที่ต้องจำ
เอาล่ะครับ หลังจากที่เราคุยกันมาเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับ ETF และ Mutual Fund ผมขอสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่ต้องจำไว้ดังนี้ครับ:
- ETF และ Mutual Fund คือเครื่องมือการลงทุนที่รวมเงินจากนักลงทุนหลายๆ คนไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
- ETF ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้นทั่วไป, สภาพคล่องสูงกว่า, ค่าธรรมเนียมมักจะต่ำกว่า
- Mutual Fund ซื้อขายกับบริษัทจัดการกองทุนโดยตรง, มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้
- ทั้ง ETF และ Mutual Fund มีความเสี่ยง, ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนลงทุน
- การเริ่มต้นลงทุน ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเยอะ, เริ่มต้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
- เลือก Broker ที่น่าเชื่อถือ, มีค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล, และมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย
- สำหรับการลงทุนระยะยาว, ETF และ Mutual Fund ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย, เลือกตามความชอบและความถนัด
คำแนะนำสุดท้ายจาก อ.บอม: การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ต้องใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจ อย่าใจร้อน อย่าโลภ และอย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการลงทุน และลงทุนอย่างสม่ำเสมอครับ
คำเตือนความเสี่ยง: Forex, ETF, และ Mutual Fund มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และควรลงทุนในจำนวนที่สามารถรับความเสี่ยงได้เท่านั้น ห้ามเทรดด้วยเงินที่กู้มาเด็ดขาด!
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนทุกท่านนะครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน และสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างยั่งยืน แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ icafeforex.com หรือ YouTube @icafefx นะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ!
เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ (ETF vs Mutual Fund)
1. ประเมินความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมายการลงทุน
ก่อนจะไปดูว่า ETF หรือ Mutual Fund เหมาะกับคุณมากกว่ากัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ถามตัวเอง” ครับ ว่าคุณรับความเสี่ยงได้แค่ไหน และเป้าหมายการลงทุนของคุณคืออะไร? พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบเห็นพอร์ตแดง ไม่ชอบความผันผวน อาจจะต้องมอง Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนผสมที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้สูง อยากจะเติบโตแบบก้าวกระโดด อาจจะมอง ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้นกลุ่มที่กำลังเติบโตสูง แต่ก็ต้องเตรียมใจรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ อย่าลืมว่า “High Risk, High Return” เป็นของคู่กันเสมอ
ผมยกตัวอย่างลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเลย ตอนแรกเขาอยากได้ผลตอบแทนเยอะๆ เลยลงทุนใน ETF ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี ปรากฏว่าพอตลาดปรับตัวลงแรง เขาทนไม่ไหว ขายขาดทุนไปเยอะมาก สุดท้ายเลยต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ โดยการลงทุนใน Mutual Fund ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า แล้วค่อยๆ ขยับไปลงทุนใน ETF ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นทีละนิด
2. เข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมของทั้งสองแบบ
ค่าธรรมเนียมเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากๆ ครับ เพราะมันจะกัดกินผลตอบแทนของคุณไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณลงทุนในระยะยาว ETF ส่วนใหญ่จะมีค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า “Expense Ratio” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน โดยทั่วไปแล้ว ETF จะมี Expense Ratio ที่ต่ำกว่า Mutual Fund ค่อนข้างมาก
Mutual Fund นอกจากจะมี Expense Ratio แล้ว อาจจะมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีก เช่น ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย (Front-end Load หรือ Back-end Load) หรือค่าธรรมเนียมในการจัดการผลตอบแทน (Performance Fee) ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนใน Mutual Fund คุณต้องอ่านหนังสือชี้ชวนให้ละเอียด เพื่อทำความเข้าใจค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
ผมเคยคำนวณให้ลูกศิษย์ดูว่า ถ้าลงทุนใน ETF ที่มี Expense Ratio 0.1% กับ Mutual Fund ที่มี Expense Ratio 1% เป็นระยะเวลา 30 ปี ผลตอบแทนจะต่างกันเยอะมากครับ ลองคิดดูสิครับ 1% ต่อปี เป็นเวลา 30 ปี มันไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะครับ
3. พิจารณาสภาพคล่องและความสะดวกในการซื้อขาย
ETF จะซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นทั่วไป ดังนั้นคุณสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มีความคล่องตัวสูงกว่า Mutual Fund ที่จะซื้อขายได้เฉพาะตอนสิ้นวันทำการเท่านั้น ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามข่าวสาร และอยากจะปรับพอร์ตการลงทุนอย่างรวดเร็ว ETF อาจจะตอบโจทย์คุณมากกว่า
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาด หรือไม่ชอบความผันผวนของราคา การลงทุนใน Mutual Fund อาจจะเหมาะสมกว่า เพราะคุณไม่ต้องกังวลเรื่องการจับจังหวะซื้อขายมากนัก แค่เลือกกองทุนที่ดี แล้วปล่อยให้ผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการไป
ตอนปี 2020 ช่วง COVID ผมเทรดทองคำ (XAUUSD) เยอะมาก เพราะราคามันผันผวนสุดๆ ถ้าเป็น ETF ทองคำ ผมสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็น Mutual Fund ทองคำ ผมต้องรอตอนสิ้นวันทำการถึงจะรู้ราคาซื้อขาย ซึ่งอาจจะไม่ทันสถานการณ์
4. วิเคราะห์นโยบายการลงทุนและกลยุทธ์ของกองทุน
ก่อนที่จะลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund คุณต้องทำความเข้าใจนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์ของกองทุนนั้นๆ ก่อน ว่ากองทุนนั้นเน้นลงทุนในอะไร? มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการอย่างไร? ผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญแค่ไหน? ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่ากองทุนนั้นมีความเหมาะสมกับความเสี่ยงที่คุณรับได้หรือไม่
ETF ส่วนใหญ่จะมีนโยบายการลงทุนที่ค่อนข้างตายตัว เช่น ETF ที่อ้างอิงดัชนี SET50 ก็จะลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามสัดส่วนของดัชนีนั้นๆ แต่ Mutual Fund จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้ตามสถานการณ์
ผมแนะนำให้คุณเข้าไปดู “Fact Sheet” หรือ “รายงานประจำปี” ของกองทุน เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน กลยุทธ์ และผลการดำเนินงานย้อนหลัง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
5. กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
การกระจายความเสี่ยงเป็นหลักการพื้นฐานของการลงทุนเลยครับ ไม่ว่าคุณจะลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ก็ตาม คุณไม่ควรที่จะ “ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” คุณควรที่จะกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้กระทั่งคริปโตเคอร์เรนซี
ETF และ Mutual Fund สามารถช่วยให้คุณกระจายความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น เพราะกองทุนเหล่านี้จะลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทอยู่แล้ว แต่คุณก็ต้องเลือกกองทุนที่มีความหลากหลายของสินทรัพย์ด้วย ไม่ใช่ว่าลงทุนใน ETF ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีอย่างเดียว แบบนั้นก็ยังมีความเสี่ยงสูงอยู่ดี
จากประสบการณ์ผม 28 ปี ผมแนะนำให้แบ่งเงินลงทุนออกเป็นส่วนๆ แล้วลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ที่มีความแตกต่างกัน เช่น ลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงดัชนี SET50, ETF ที่เน้นหุ้นขนาดเล็ก, Mutual Fund ที่เน้นตราสารหนี้, และ Mutual Fund ที่ลงทุนในต่างประเทศ แบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุนของคุณได้
6. ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ตลาดอย่างสม่ำเสมอ
การลงทุนไม่ใช่เรื่องของการ “ซื้อแล้วทิ้ง” คุณต้องติดตามข่าวสารและสถานการณ์ตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินว่าการลงทุนของคุณยังเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป คุณก็ต้องปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม
ข่าวสารและสถานการณ์ตลาดมีผลกระทบต่อราคาของ ETF และ Mutual Fund ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ข่าวการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะทำให้ราคาหุ้นตก และราคาตราสารหนี้ขึ้น หรือข่าวการระบาดของไวรัส อาจจะทำให้ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวตก และราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขึ้น
ผมแนะนำให้คุณติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สำนักข่าวรอยเตอร์, บลูมเบิร์ก, หรือเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอย่าลืมที่จะวิเคราะห์ข่าวสารเหล่านั้นด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์
7. ตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างเหมาะสม
การตั้ง Stop Loss และ Take Profit เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน ไม่ว่าคุณจะลงทุนใน Forex, หุ้น, หรือ ETF/Mutual Fund การตั้ง Stop Loss จะช่วยจำกัดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าราคาปรับตัวลงต่ำกว่าที่คุณรับได้ ส่วนการตั้ง Take Profit จะช่วยให้คุณล็อคผลกำไร เมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปถึงเป้าหมายที่คุณตั้งไว้
การตั้ง Stop Loss และ Take Profit ต้องพิจารณาจากความผันผวนของราคา และความเสี่ยงที่คุณรับได้ โดยทั่วไปแล้ว Risk ไม่ควรเกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง และอัตราส่วนระหว่าง Take Profit และ Stop Loss (TP:SL Ratio) ควรจะอยู่ที่อย่างน้อย 1:2 เช่น ถ้าคุณตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 5% คุณก็ควรจะตั้ง Take Profit ไว้ที่ 10%
ผมใช้ EA Semi-Auto ของผมในการช่วยตั้ง Stop Loss และ Take Profit ในการเทรด Forex และทองคำ มันช่วยให้ผมไม่ต้องเฝ้าหน้าจอทั้งวัน และลดความเสี่ยงในการเทรดได้เยอะมาก
8. อย่าลงทุนด้วยอารมณ์
การลงทุนด้วยอารมณ์เป็นสิ่งที่อันตรายมากครับ เพราะมันจะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย เช่น เห็นคนอื่นได้กำไรเยอะๆ ก็อยากจะลงทุนตาม หรือเห็นราคาตกก็ตกใจขายทิ้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้วิเคราะห์อะไรเลย
คุณต้องมีสติในการลงทุนเสมอ อย่าปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำความคิดของคุณ ก่อนที่จะตัดสินใจอะไร ให้คิดทบทวนให้ดีก่อน ว่าการตัดสินใจนั้นเป็นไปตามแผนการลงทุนของคุณหรือไม่
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่ขาดทุนเยอะ เพราะลงทุนตามอารมณ์ เห็นกราฟเขียวๆ ก็รีบซื้อ กลัวตกรถ พอเห็นกราฟแดงๆ ก็รีบขาย กลัวขาดทุน สุดท้ายก็ขาดทุนยับเยิน
9. เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้
คุณสามารถเรียนรู้ได้จากหลายแหล่ง เช่น หนังสือ, คอร์สเรียน, สัมมนา, หรือเว็บไซต์ต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับการลงทุนจริง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง
ผมเองก็ยังเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอครับ ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนทุกวัน ติดตามข่าวสารจากทั่วโลก และแลกเปลี่ยนความรู้กับเทรดเดอร์คนอื่นๆ เพราะผมรู้ว่า “ความรู้คือพลัง” และ “การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด”
10. มีวินัยและอดทน
การลงทุนให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยวินัยและความอดทน คุณต้องมีวินัยในการทำตามแผนการลงทุนที่วางไว้ และอดทนรอคอยผลตอบแทน อย่าใจร้อนอยากรวยเร็ว เพราะการลงทุนระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนระยะสั้นเสมอ
Warren Buffett นักลงทุนชื่อดังของโลก เคยกล่าวไว้ว่า “ตลาดหุ้นเป็นเหมือนเครื่องมือที่เอาเงินจากคนใจร้อน ไปให้คนใจเย็น” คำพูดนี้เป็นความจริงเสมอครับ
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งลงทุนในหุ้นปันผลมา 10 กว่าปีแล้ว เขาไม่เคยขายหุ้นเลย ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นลงบ้าง แต่เขาก็ยังคงถือหุ้นไว้ เพราะเขารู้ว่าในระยะยาวหุ้นปันผลจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ
จำไว้ว่าการลงทุนเป็นการเดินทางระยะยาว ไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้น!
สรุป: ETF vs Mutual Fund – ตารางเปรียบเทียบฉบับเข้าใจง่าย
| คุณสมบัติ | ETF (Exchange Traded Fund) | Mutual Fund |
|---|---|---|
| สภาพคล่อง | สูง: ซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการตลาดหลักทรัพย์ | ต่ำ: ซื้อขายได้เฉพาะตอนสิ้นวันทำการ |
| ค่าธรรมเนียม | โดยทั่วไปต่ำกว่า | โดยทั่วไปสูงกว่า (Expense Ratio, Front-end/Back-end Load, Performance Fee) |
| ความหลากหลาย | หลากหลาย: มี ETF ที่ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท | หลากหลาย: มี Mutual Fund ที่ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท |
| ความโปร่งใส | สูง: เปิดเผยข้อมูลการลงทุนรายวัน | ต่ำกว่า: เปิดเผยข้อมูลการลงทุนเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส |
| การบริหารจัดการ | ส่วนใหญ่เป็นการบริหารจัดการแบบ Passive (อิงดัชนี) | ส่วนใหญ่เป็นการบริหารจัดการแบบ Active (ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้น) |
| ความเสี่ยง | ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ลงทุน | ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ลงทุน |
| เหมาะสำหรับ | นักลงทุนที่ต้องการความคล่องตัวสูง, ค่าธรรมเนียมต่ำ, และบริหารจัดการเอง | นักลงทุนที่ต้องการให้ผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการให้, และไม่เน้นความคล่องตัวมากนัก |
สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund (ตัวเลข %, มูลค่า, แนวโน้ม)
เอาล่ะครับ มาเจาะลึกกันที่สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ ETF (Exchange Traded Fund) และ Mutual Fund กันบ้างดีกว่า ผมจะพาไปดูตัวเลขที่น่าสนใจ แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น และมูลค่าตลาดโดยรวม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเครื่องมือการลงทุนทั้งสองแบบนี้มีบทบาทอย่างไรในปัจจุบันและอนาคต
พูดถึงภาพรวมตลาดก่อนนะครับ จากข้อมูลล่าสุดในปี 2024 มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (Assets Under Management หรือ AUM) ของ ETF ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Mutual Fund อยู่ที่ประมาณ 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า Mutual Fund ยังคงเป็นผู้นำในแง่ของขนาดตลาดโดยรวม แต่สิ่งที่น่าสนใจคืออัตราการเติบโตของ ETF นั้นสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
จากสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2019-2024) ETF มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ประมาณ 20% ในขณะที่ Mutual Fund เติบโตเฉลี่ยเพียง 5% เท่านั้น ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนจำนวนมากขึ้นกำลังหันมาสนใจ ETF เนื่องจากความสะดวกในการซื้อขาย ต้นทุนที่ต่ำกว่า และความหลากหลายในการลงทุนที่ ETF สามารถนำเสนอได้
ในแง่ของประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุน ETF ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้น (Equity ETF) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 70% ของ AUM ทั้งหมด รองลงมาคือ ETF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ (Fixed Income ETF) และ ETF ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity ETF) ส่วน Mutual Fund นั้นมีการกระจายตัวของสินทรัพย์ที่ลงทุนค่อนข้างหลากหลายกว่า โดยมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน
จากข้อมูลของ Morningstar พบว่าค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนค่าใช้จ่าย (Expense Ratio) ของ ETF อยู่ที่ประมาณ 0.25% ต่อปี ในขณะที่ Mutual Fund มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.75% ต่อปี นั่นหมายความว่าการลงทุนใน ETF โดยเฉลี่ยมีต้นทุนที่ต่ำกว่า Mutual Fund ถึง 3 เท่า ตัวเลขนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหลายคนเลือก ETF มากกว่า
นอกจากนี้ เรายังเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ETF ที่เน้นลงทุนในธีมการลงทุนที่กำลังมาแรง เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยี AI และ Healthcare กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ETF เหล่านี้มักจะมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า ETF ทั่วไป เนื่องจากนักลงทุนต้องการที่จะเข้าถึงโอกาสในการลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งชื่อคุณสมชาย ตอนปี 2022 แกสนใจลงทุนในพลังงานสะอาดมาก ผมเลยแนะนำให้แกศึกษา ETF ที่ลงทุนในกลุ่มนี้ ปรากฏว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ETF ที่แกเลือกลงทุนให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 15% ซึ่งถือว่าสูงกว่าผลตอบแทนของตลาดโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงภาพรวมของตลาดเท่านั้น การตัดสินใจว่าจะเลือกลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และความต้องการส่วนบุคคลของแต่ละคน ผมแนะนำให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และทำความเข้าใจในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
ตารางเปรียบเทียบสถิติสำคัญของ ETF vs Mutual Fund
| หัวข้อ | ETF | Mutual Fund |
|---|---|---|
| มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ทั่วโลก (2024) | ประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ | ประมาณ 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) (2019-2024) | ประมาณ 20% | ประมาณ 5% |
| ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนค่าใช้จ่าย (Expense Ratio) | ประมาณ 0.25% ต่อปี | ประมาณ 0.75% ต่อปี |
| ประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุน (สัดส่วน AUM) | หุ้น (70%), ตราสารหนี้, สินค้าโภคภัณฑ์ | กระจายตัวหลากหลาย (หุ้น, ตราสารหนี้, สินทรัพย์ทางเลือก) |
| ความนิยมในกลุ่มนักลงทุน | เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ | ยังคงได้รับความนิยม แต่มีการเติบโตที่ช้ากว่า ETF |
จากตารางนี้ จะเห็นได้ว่า ETF มีข้อได้เปรียบในเรื่องของอัตราการเติบโตและค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ในขณะที่ Mutual Fund ยังคงมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าและมีการกระจายตัวของสินทรัพย์ที่ลงทุนที่หลากหลายกว่า การเลือกเครื่องมือการลงทุนที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ ผมขอฝากไว้นะครับว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ
📚 บทความแนะนำจาก iCafeForex
คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษา ETF vs Mutual Fund
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการลงทุน และกำลังสับสนระหว่าง ETF กับ Mutual Fund ผม อ.บอม iCafe Forex ขอแนะนำแนวทางง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดครับ พูดตรงๆ เลยนะ การลงทุนมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว มันขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ความเสี่ยงที่รับได้ และความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละชนิด
1. ทำความเข้าใจความแตกต่างพื้นฐาน
ก่อนอื่นเลย ต้องแยกให้ออกก่อนว่า ETF กับ Mutual Fund มันคืออะไรกันแน่ ETF หรือ Exchange Traded Fund ก็คือ กองทุนรวมดัชนีที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่งเลยครับ ข้อดีคือ สภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดตลอดเวลา ส่วน Mutual Fund หรือ กองทุนรวมทั่วไป จะเป็นการระดมทุนจากนักลงทุนหลายๆ คน แล้วให้ผู้จัดการกองทุนนำเงินไปลงทุนตามนโยบายที่กำหนดไว้ ราคาจะถูกคำนวณ ณ สิ้นวันทำการ และสภาพคล่องอาจจะต่ำกว่า ETF นิดหน่อย ตรงนี้สำคัญมากนะ เพราะมันมีผลต่อการวางแผนการลงทุนระยะยาวของเรา
ลองนึกภาพง่ายๆ ETF เหมือนร้านสะดวกซื้อที่เราเดินเข้าไปซื้อของได้ตลอดเวลาที่ร้านเปิดทำการ ส่วน Mutual Fund เหมือนการสั่งอาหารตามสั่งที่เราต้องรอเชฟปรุงให้เสร็จก่อนถึงจะได้กิน ความเร็วในการซื้อขายจึงต่างกัน แต่ทั้งสองอย่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องพิจารณาให้ดีครับ
ตอนปี 2010 ผมเคยแนะนำลูกศิษย์คนหนึ่งให้ลงทุนใน ETF ที่อิงกับดัชนี SET50 เพราะเขามองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ปรากฏว่าในช่วง 5 ปีต่อมา ETF ตัวนั้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า Mutual Fund หลายๆ ตัวที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ทำให้เขาประทับใจในการลงทุนแบบ Passive มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่า ETF จะดีกว่าเสมอไปนะครับ สถานการณ์ของตลาดก็มีผลต่อการตัดสินใจเช่นกัน
2. กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน
ถามตัวเองก่อนเลยว่า “เราลงทุนไปเพื่ออะไร?” อยากเก็บเงินเกษียณ? อยากซื้อบ้าน? หรืออยากมีเงินทุนสำรองไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน? เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราจะสามารถเลือกประเภทของกองทุนที่ตอบโจทย์เราได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ การลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าเราต้องการลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร การลงทุนใน Mutual Fund ที่มีนโยบายการลงทุนที่ยืดหยุ่นอาจจะเหมาะสมกว่า
ที่สำคัญคือ ต้องกำหนดกรอบเวลาในการลงทุนให้ชัดเจนด้วยนะครับ การลงทุนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน การเลือก ETF หรือ Mutual Fund ก็ต้องสอดคล้องกับกรอบเวลาที่เรากำหนดไว้ด้วยเช่นกัน อย่าลืมว่าการลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความต้องการของเราครับ
จากประสบการณ์ผม 28 ปี ผมเห็นนักลงทุนหลายคนที่ล้มเหลวเพราะไม่ได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน บางคนเข้ามาในตลาดด้วยความโลภ อยากรวยเร็วๆ สุดท้ายก็ขาดทุนย่อยยับ ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรก็ตาม ต้องถามตัวเองให้ดีก่อนนะครับ
3. ประเมินความเสี่ยงที่รับได้
ทุกคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน บางคนรับความเสี่ยงได้สูง ชอบลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงเพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในขณะที่บางคนรับความเสี่ยงได้ต่ำ ชอบลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคงและปลอดภัยกว่า การเลือก ETF หรือ Mutual Fund ก็ต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ด้วยเช่นกัน ถ้าเรารับความเสี่ยงได้สูง การลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีอาจจะน่าสนใจ แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงได้ต่ำ การลงทุนใน Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้อาจจะเหมาะสมกว่า
สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า “ไม่มีการลงทุนใดที่ปราศจากความเสี่ยง” แม้แต่การลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดก็ยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง เช่น ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ หรือความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์นั้นๆ อย่างละเอียดเสียก่อน
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือก เพราะมองว่าเทรนด์นี้กำลังมาแรง ปรากฏว่าในช่วงแรกๆ ได้กำไรดีมาก แต่พอราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลง ETF ตัวนั้นก็ขาดทุนอย่างหนัก ทำให้เขาต้องขายขาดทุนไป ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงในการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากนะครับ อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว
4. ศึกษาค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ
การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund จะมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เราต้องจ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่เราได้รับ ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ตัวไหนก็ตาม ต้องศึกษาค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างละเอียดเสียก่อน โดยทั่วไปแล้ว ETF จะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า Mutual Fund เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ไม่ต้องใช้ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูง
นอกจากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บโดยกองทุนแล้ว เราอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับ Broker ที่เราใช้ในการซื้อขายด้วย ดังนั้น ต้องเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของ Broker แต่ละรายให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเปิดบัญชี
ตอนปี 2022 ผมเคยคำนวณค่าธรรมเนียมของ ETF และ Mutual Fund หลายๆ ตัว แล้วพบว่าบางครั้ง ETF ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากลับให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า Mutual Fund ที่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่า ดังนั้น การพิจารณาค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ เราต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น นโยบายการลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
5. เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยๆ ก่อน
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยๆ ก่อน เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของตลาด และเรียนรู้ข้อดีข้อเสียของ ETF และ Mutual Fund เมื่อเรามีความเข้าใจมากขึ้นแล้ว ค่อยเพิ่มเงินลงทุนในภายหลัง การเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการขาดทุน และทำให้เราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริงได้โดยไม่ต้องเสียเงินจำนวนมาก
นอกจากนี้ การเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยๆ ยังช่วยให้เราสามารถทดลองกลยุทธ์การลงทุนต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลมากนัก เราอาจจะลองลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หรือลองลงทุนใน Mutual Fund ที่มีนโยบายการลงทุนที่ซับซ้อนขึ้น เมื่อเรามีความมั่นใจมากขึ้นแล้ว ค่อยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ผมเองก็เริ่มต้นจากการลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ เหมือนกันครับ ตอนที่ผมเริ่มเทรด Forex ใหม่ๆ ผมใช้เงินเพียง $100 ในการทดลองเทรด และผมก็ขาดทุนไปหลายครั้งกว่าจะเริ่มจับทางได้ ดังนั้น อย่าท้อแท้ถ้าคุณขาดทุนในช่วงแรกๆ การเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุน
✍️ เกี่ยวกับผู้เขียน
อ.บอม (iCafe Forex) — เทรดเดอร์มืออาชีพประสบการณ์ 28 ปี ผู้ก่อตั้ง iCafeForex.com และ SiamCafe.net (ตั้งแต่ปี 1997) ผู้สร้าง EA Semi-Auto ตัวแรกของไทย สอนเทรด Forex ผ่าน YouTube @icafefx
⚠️ การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน




![วิธีอ่านกราฟ Forex สำหรับมือใหม่ ขั้นตอนครบ [2026]](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/02/read-forex-chart-beginner-cover-600x338.jpg)


TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文