Carry Trade Strategy: ยุทธวิธีทำกำไรจากดอกเบี้ย
ในโลกของการลงทุน Forex การ “Carry Trade” เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงิน ในบทความนี้ เราจะแนะนำให้คุณเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานของ Carry Trade รวมถึงกลยุทธ์และข้อควรระวังต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งาน เพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำกำไรในตลาด Forex ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำความเข้าใจ Carry Trade
Carry Trade เป็นกลยุทธ์การลงทุนในตลาด Forex ที่มุ่งหวังผลตอบแทนจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินคู่ที่ทำการซื้อขาย โดยมีแนวคิดพื้นฐานคือ การซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรับดอกเบี้ยต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ได้รับจากการถือครองสกุลเงินคู่นั้นไว้
ตัวอย่างเช่น หากคุณเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยของเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อยู่ที่ 2% ต่อปี ในขณะที่ อัตราดอกเบี้ยของเงินเยน (JPY) อยู่ที่ 0.1% ต่อปี คุณก็สามารถทำ Carry Trade โดยการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ (Long USD) และขายเงินเยน (Short JPY) เพื่อรับผลตอบแทนจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยเป็นรายได้ระหว่างการถือครองสกุลเงินคู่นี้ไว้
หลักการสำคัญของ Carry Trade
การทำ Carry Trade จะมีหลักการสำคัญ 4 ประการ ดังนี้:
- การซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง – ซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสกุลเงินที่จะขาย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยต่างประเทศ
- การขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ – ขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสกุลเงินที่ซื้อ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยต่างประเทศ
- การถือครองสถานะเปิดเป็นระยะเวลานาน – ปล่อยให้สถานะซื้อขายนั้นอยู่ในตลาดเป็นเวลานาน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
- การจัดการความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง – ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงต่างๆ เช่น Stop Loss และ Take Profit เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการเข้าทำการ Carry Trade
ประเภทของกลยุทธ์ Carry Trade
โดยทั่วไป Carry Trade สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:
1. Simple Carry Trade
เป็นรูปแบบการทำ Carry Trade ที่ง่ายและตรงไปตรงมา โดยการซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรับผลตอบแทนจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ตัวอย่างเช่น การซื้อเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และขายเงินเยน (JPY)
2. Yield-Curve Carry Trade
เป็นรูปแบบการทำ Carry Trade ที่เน้นการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างตราสารหนี้ที่มีอายุครบกำหนดต่างกัน เช่น การซื้อตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และขายตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรับผลตอบแทนจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้
ข้อดีของกลยุทธ์ Carry Trade
การใช้กลยุทธ์ Carry Trade มีข้อดีที่น่าสนใจ ดังนี้:
- ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ – การรับดอกเบี้ยต่างประเทศจากการถือครองสกุลเงินคู่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่างกัน สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
- ความเสี่ยงต่ำ – เมื่อเทียบกับการเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสกุลเงิน การทำ Carry Trade มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของราคา
- การกระจายความเสี่ยง – การทำ Carry Trade สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากกลยุทธ์การซื้อขายอื่นๆ
ตัวอย่างการทำ Carry Trade
สมมติว่าในวันนี้ อัตราดอกเบี้ยของเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) อยู่ที่ 4% ต่อปี และ อัตราดอกเบี้ยของเงินเยน (JPY) อยู่ที่ 0.1% ต่อปี คุณจึงตัดสินใจทำ Carry Trade โดยการซื้อเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (Long AUD) และขายเงินเยน (Short JPY) ในอัตราส่วน 1:1
หากคุณเปิดสถานะดังกล่าวด้วยเงินลงทุน 10,000 เหรียญสหรัฐ และถือครองไว้เป็นเวลา 1 ปี คุณจะได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยต่างประเทศ ดังนี้:
- ดอกเบี้ยรับจากเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (Long AUD): 10,000 x 4% = 400 เหรียญสหรัฐ
- ดอกเบี้ยจ่ายจากเงินเยน (Short JPY): 10,000 x 0.1% = 10 เหรียญสหรัฐ
- ผลตอบแทนสุทธิ = 400 – 10 = 390 เหรียญสหรัฐ
ดังนั้น หากคุณทำ Carry Trade ด้วยเงินลงทุน 10,000 เหรียญสหรัฐ และถือครองสถานะไว้เป็นเวลา 1 ปี คุณจะได้รับผลตอบแทนสุทธิจากดอกเบี้ยต่างประเทศเป็นจำนวน 390 เหรียญสหรัฐ
ข้อควรระวังในการทำ Carry Trade
แม้ว่า Carry Trade จะเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้:
- ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน – การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินคู่ที่ทำการ Carry Trade อาจส่งผลให้เกิดผลขาดทุนที่มากกว่ารายได้จากดอกเบี้ย
- ความเสี่ยงจากการปรับอัตราดอกเบี้ย – หากธนาคารกลางของประเทศที่ถือครองสกุลเงินมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็อาจส่งผลให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยลดลง
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง – การถือครองสถานะ Carry Trade เป็นระยะเวลานานอาจทำให้มีปัญหาด้านสภาพคล่อง หากต้องการปิดสถานะอย่างกะทันหัน
- ความเสี่ยงด้านการเมืองและเศรษฐกิจ – ปัจจัยด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบต่อสถานะ Carry Trade
ดังนั้น ผู้ที่ต้องการใช้กลยุทธ์ Carry Trade จึงควรมีความรู้และความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยงอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและยั่งยืนในระยะยาว
FAQ เกี่ยวกับ Carry Trade
1. Carry Trade แตกต่างจากการเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสกุลเงินอย่างไร?
Carry Trade มุ่งเน้นการรับผลตอบแทนจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงิน ในขณะ
เปิดบัญชีกับเรา
