Bollinger Bands เป็นหนึ่งในเครื่องมือ Technical Indicator ที่นักเทรด Forex ทั่วโลกนิยมใช้มากที่สุด ถูกคิดค้นโดย John Bollinger ในช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยมีจุดประสงค์เพื่อวัดความผันผวน (Volatility) ของราคา และช่วยระบุสภาวะ Overbought/Oversold รวมถึงจุดเข้า-ออกออเดอร์ที่มีความน่าจะเป็นสูง ไม่ว่าคุณจะเทรดสกุลเงิน ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่นๆ Bollinger Bands สามารถใช้ได้ทุก Timeframe ตั้งแต่ M1 จนถึง Monthly บทความนี้จะสอนทุกอย่างเกี่ยวกับ Bollinger Bands ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงกลยุทธ์ขั้นสูงสำหรับปี 2026
- Bollinger Bands คืออะไร?
- สูตรคำนวณ Bollinger Bands (Standard Deviation)
- วิธีอ่าน Bollinger Bands
- Bollinger Squeeze — ความผันผวนต่ำนำไปสู่ Breakout
- BB Bounce Strategy — ราคาเด้งจาก Band
- BB Walk — ราคาเดินตาม Band ในเทรนด์แรง
- Double Bottom / Double Top ที่ Bollinger Bands
- Bollinger Bands + RSI Combination
- Bollinger Bands + MACD Combination
- การตั้งค่า Bollinger Bands สำหรับ Timeframe ต่างๆ
- Bollinger Bands กับทองคำ XAU/USD
- การรวม BB กับ Supply/Demand Zone
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ Bollinger Bands
- เริ่มฝึกใช้ Bollinger Bands กับบัญชีจริง
- FAQ — คำถามที่พบบ่อย
- บทความที่เกี่ยวข้อง
Bollinger Bands คืออะไร?
Bollinger Bands ประกอบด้วยเส้น 3 เส้นที่ครอบคลุมราคาบนกราฟ ได้แก่:
- Middle Band (เส้นกลาง) — คือ Simple Moving Average (SMA) ระยะ 20 แท่งเทียน ซึ่งแสดงค่าเฉลี่ยของราคาปิดย้อนหลัง 20 แท่ง ทำหน้าที่เป็นเส้นฐานหลักของ Indicator
- Upper Band (เส้นบน) — คำนวณจาก Middle Band + 2 × Standard Deviation เส้นนี้แสดงระดับราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นแนวต้านแบบไดนามิก
- Lower Band (เส้นล่าง) — คำนวณจาก Middle Band − 2 × Standard Deviation เส้นนี้แสดงระดับราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นแนวรับแบบไดนามิก
โดยหลักการทางสถิติ ราคาจะอยู่ภายใน Bollinger Bands ประมาณ 95% ของเวลาทั้งหมด (เมื่อใช้ค่า 2 Standard Deviation) ดังนั้นเมื่อราคาหลุดออกไปนอก Band จึงถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับนักเทรด เพราะมันบ่งบอกว่าราคากำลังเคลื่อนไหวรุนแรงผิดปกติ การทำความเข้าใจหลักการนี้คือกุญแจสำคัญของการเทรดด้วย BB โดย Moving Average เป็นพื้นฐานที่ควรเข้าใจก่อน
สูตรคำนวณ Bollinger Bands (Standard Deviation)
เพื่อให้เข้าใจ BB อย่างลึกซึ้ง เรามาดูสูตรคำนวณกัน:
Middle Band = SMA(Close, 20)
Upper Band = SMA(Close, 20) + 2 × σ
Lower Band = SMA(Close, 20) − 2 × σ
โดย σ (Standard Deviation) = √[ Σ(Close_i − SMA)² / n ]
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติราคาปิด 20 แท่งเทียนล่าสุดมีค่า SMA = 1.1000 และ Standard Deviation = 0.0050:
- Middle Band = 1.1000
- Upper Band = 1.1000 + (2 × 0.0050) = 1.1100
- Lower Band = 1.1000 − (2 × 0.0050) = 1.0900
Standard Deviation (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เป็นตัวชี้วัดทางสถิติที่บอกว่าข้อมูลกระจายตัวจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน ยิ่ง SD มีค่ามาก Band จะยิ่งกว้าง แสดงว่าราคาผันผวนมาก ในทางกลับกัน SD ต่ำจะทำให้ Band แคบ แสดงว่าราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ซึ่งมักเป็นสัญญาณก่อนเกิด Breakout ครั้งใหญ่
วิธีอ่าน Bollinger Bands
Band Width Indicator
Band Width คือตัวชี้วัดที่คำนวณจากความกว้างของ Bollinger Bands โดยสูตรคือ:
Band Width = (Upper Band − Lower Band) / Middle Band × 100
Band Width ที่กว้างแสดงว่าตลาดมีความผันผวนสูง มักเกิดในช่วงที่มีข่าวสำคัญหรือราคากำลังวิ่งเทรนด์แรง ในขณะที่ Band Width ที่แคบแสดงว่าตลาดสงบ นักเทรดควรจับตาดูเพราะมักตามมาด้วยการเคลื่อนไหวรุนแรง
%B Indicator
%B เป็นตัวชี้วัดที่บอกว่าราคาอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับ BB:
%B = (Close − Lower Band) / (Upper Band − Lower Band)
- %B > 1.0 = ราคาอยู่เหนือ Upper Band (Overbought)
- %B = 0.5 = ราคาอยู่ที่ Middle Band
- %B < 0.0 = ราคาอยู่ใต้ Lower Band (Oversold)
การใช้ %B ร่วมกับ RSI สามารถยืนยันสัญญาณ Overbought/Oversold ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Bollinger Squeeze — ความผันผวนต่ำนำไปสู่ Breakout
Bollinger Squeeze เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ทรงพลังที่สุดของ BB และเป็นเหตุผลหลักที่นักเทรดหลายคนใช้ Indicator นี้ Squeeze เกิดขึ้นเมื่อ Band Width หดแคบลงจนเหลือน้อยที่สุด ซึ่งบ่งบอกว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงสะสมพลังงาน (Consolidation) ก่อนจะปล่อยแรงออกมาเป็น Breakout ครั้งใหญ่
วิธีเทรด Squeeze Breakout
- ระบุ Squeeze: สังเกตเมื่อ BB หดแคบลงอย่างเห็นได้ชัด Band Width ลดลงจนเข้าใกล้ค่าต่ำสุดในรอบ 6 เดือนหรือมากกว่า ราคาจะแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ระหว่าง Upper และ Lower Band
- รอ Breakout: เมื่อราคาทะลุออกจากกรอบ (breakout เหนือ Upper Band หรือใต้ Lower Band) ให้พิจารณาเข้าออเดอร์ตามทิศทาง Breakout อย่างไรก็ตาม อย่ารีบเข้าทันทีที่ราคาแตะ Band
- ยืนยัน Breakout: ใช้ Volume หรือ MACD เพื่อยืนยันว่า Breakout เป็นของจริง ไม่ใช่ False Breakout Volume ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในแท่ง Breakout เป็นสัญญาณที่ดี
- ตั้ง Stop Loss: วาง SL ไว้ฝั่งตรงข้ามของ BB หรือใต้/เหนือ Consolidation Zone ตาม Risk Management ที่ดี
ตัวอย่าง: คู่เงิน EUR/USD อยู่ในช่วง Squeeze ที่ H4 เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นราคาทะลุ Upper Band พร้อม Volume ที่เพิ่มขึ้น 200% จากค่าเฉลี่ย นี่คือสัญญาณ Buy ที่แข็งแกร่ง โดยตั้ง SL ไว้ใต้ Lower Band ของช่วง Squeeze
BB Bounce Strategy — ราคาเด้งจาก Band
กลยุทธ์ BB Bounce ใช้หลักการที่ว่าราคามีแนวโน้มจะกลับสู่ Middle Band (Mean Reversion) เมื่อราคาแตะ Upper หรือ Lower Band กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบ (Ranging Market) เป็นหลัก
เงื่อนไขการเทรด BB Bounce
- Buy Signal: ราคาแตะหรือหลุด Lower Band → รอแท่งเทียนกลับตัว (Bullish Engulfing, Hammer, Pin Bar) → เข้า Buy ตั้ง TP ที่ Middle Band หรือ Upper Band
- Sell Signal: ราคาแตะหรือทะลุ Upper Band → รอแท่งเทียนกลับตัว (Bearish Engulfing, Shooting Star) → เข้า Sell ตั้ง TP ที่ Middle Band หรือ Lower Band
- Stop Loss: วาง SL ไว้ห่างจากจุดเข้า 1-1.5 เท่าของ Band Width ปัจจุบัน หรือใต้ Swing Low/เหนือ Swing High ล่าสุด
สิ่งสำคัญคือต้องยืนยันสัญญาณด้วย Price Action เช่น Candlestick Pattern ที่บริเวณ Band เพราะราคาอาจ “เดิน” ตาม Band ได้ (BB Walk) ซึ่งจะทำให้กลยุทธ์ Bounce ไม่ได้ผล
BB Walk — ราคาเดินตาม Band ในเทรนด์แรง
BB Walk เป็นปรากฏการณ์ที่ราคาเคลื่อนที่ชิดกับ Upper Band หรือ Lower Band อย่างต่อเนื่องในช่วงเทรนด์แรง แทนที่ราคาจะเด้งกลับสู่ Middle Band ราคากลับ “เดิน” ไปตาม Band เหมือนเกาะรั้ว
ลักษณะของ BB Walk
- Bullish BB Walk: ราคาปิดเหนือ Middle Band ต่อเนื่อง โดยแท่งเทียนส่วนใหญ่จะแตะหรือทะลุ Upper Band Band กว้างออกเรื่อยๆ แสดงว่าเทรนด์ขาขึ้นกำลังแข็งแกร่ง
- Bearish BB Walk: ราคาปิดใต้ Middle Band ต่อเนื่อง โดยแท่งเทียนส่วนใหญ่แตะหรือหลุด Lower Band เทรนด์ขาลงกำลังแรง
วิธีเทรด BB Walk
- เปิดออเดอร์ตามทิศทางเทรนด์ (Buy ในขาขึ้น, Sell ในขาลง)
- ใช้ Middle Band เป็น Dynamic Trailing Stop Loss เมื่อราคาปิดใต้ Middle Band (สำหรับ Buy) ให้พิจารณาปิดออเดอร์
- เพิ่มออเดอร์ (Pyramiding) เมื่อราคา Pullback มาแตะ Middle Band แล้วเด้งกลับขึ้นไปหา Upper Band อีกครั้ง
ข้อสำคัญ: อย่าใช้กลยุทธ์ Bounce สวนทางเทรนด์ในช่วง BB Walk เพราะจะขาดทุนหนัก การแยกแยะระหว่าง BB Bounce และ BB Walk จำเป็นต้องพิจารณาทิศทางเทรนด์ของ Timeframe ที่ใหญ่กว่าด้วย
Double Bottom / Double Top ที่ Bollinger Bands
รูปแบบ Double Bottom และ Double Top เมื่อเกิดร่วมกับ BB จะให้สัญญาณกลับตัวที่มีความน่าเชื่อถือสูง
BB Double Bottom (W-Bottom)
- ราคาทำ Low แรกที่หลุด Lower Band (แสดง Oversold)
- ราคาดีดกลับขึ้นมาเหนือ Middle Band
- ราคาลงมาทำ Low ที่ 2 แต่คราวนี้อยู่ภายใน BB (ไม่หลุด Lower Band)
- นี่เป็นสัญญาณ Bullish Divergence ที่ BB — ราคาทำ Low ใกล้เคียงกัน แต่ %B สูงขึ้น
- เข้า Buy เมื่อราคาทะลุ High ระหว่าง 2 Low ขึ้นไป
BB Double Top (M-Top)
- ราคาทำ High แรกที่ทะลุ Upper Band
- ราคาย่อตัวลงมา
- ราคาขึ้นไปทำ High ที่ 2 แต่ไม่ทะลุ Upper Band
- สัญญาณ Bearish — เข้า Sell เมื่อราคาหลุด Low ระหว่าง 2 High
John Bollinger เองได้กล่าวว่ารูปแบบ W-Bottom และ M-Top ที่ BB เป็นสัญญาณที่เขาพอใจมากที่สุด เพราะมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าการดูราคาแตะ Band เฉยๆ
Bollinger Bands + RSI Combination
การรวม BB กับ RSI เป็นหนึ่งในชุด Indicator ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการระบุจุด Overbought/Oversold
กลยุทธ์ BB + RSI
| สถานการณ์ | BB Signal | RSI Signal | Action | ความน่าเชื่อถือ |
|---|---|---|---|---|
| Buy (สูง) | ราคาแตะ Lower Band | RSI < 30 (Oversold) | เข้า Buy | สูง |
| Buy (ปานกลาง) | ราคาแตะ Lower Band | RSI 30-50 | เข้า Buy ลดขนาด | ปานกลาง |
| Sell (สูง) | ราคาแตะ Upper Band | RSI > 70 (Overbought) | เข้า Sell | สูง |
| Sell (ปานกลาง) | ราคาแตะ Upper Band | RSI 50-70 | เข้า Sell ลดขนาด | ปานกลาง |
| หลีกเลี่ยง | ราคาแตะ Lower Band | RSI > 50 | ไม่เทรด (เทรนด์แรง) | – |
RSI Divergence + BB
เมื่อราคาทำ New High ที่ Upper Band แต่ RSI ไม่ทำ New High ตาม (Bearish Divergence) สัญญาณกลับตัวจะแข็งแกร่งมาก ในทำนองเดียวกัน เมื่อราคาทำ New Low ที่ Lower Band แต่ RSI ไม่ทำ New Low ตาม (Bullish Divergence) ก็เป็นสัญญาณ Buy ที่ดี
Bollinger Bands + MACD Combination
การใช้ BB ร่วมกับ MACD ช่วยยืนยันทั้ง Momentum และทิศทางเทรนด์
กลยุทธ์ BB + MACD
- Buy: ราคา Squeeze ที่ BB + MACD Histogram เปลี่ยนจากลบเป็นบวก + MACD Line ตัดขึ้นเหนือ Signal Line → สัญญาณ Breakout ขาขึ้น
- Sell: ราคา Squeeze ที่ BB + MACD Histogram เปลี่ยนจากบวกเป็นลบ + MACD Line ตัดลงใต้ Signal Line → สัญญาณ Breakout ขาลง
- BB Walk + MACD: ในช่วง BB Walk ขาขึ้น MACD ควรอยู่เหนือเส้นศูนย์ ถ้า MACD เริ่มลดลงหรือตัดลง ควรพิจารณาปิดออเดอร์ Buy
ตัวอย่างจริง: คู่เงิน GBP/USD H4 — BB Squeeze เกิดขึ้น 2 วัน MACD Histogram เริ่มขยายฝั่งบวก ราคาทะลุ Upper Band → เข้า Buy ที่จุด Breakout ตั้ง SL ที่ Lower Band ของ Squeeze ตั้ง TP ที่ 2 เท่าของ Band Width ผลลัพธ์ได้ RR 1:3
การตั้งค่า Bollinger Bands สำหรับ Timeframe ต่างๆ
แม้ค่าเริ่มต้น (20, 2) จะใช้ได้ดีในหลายสถานการณ์ แต่การปรับค่าตาม Timeframe จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ:
| Timeframe | SMA Period | SD Multiplier | ลักษณะการใช้งาน | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| M1 – M5 | 10-12 | 1.5-2.0 | สัญญาณเร็ว เหมาะ Scalping | Scalper |
| M15 – M30 | 20 | 2.0 | ค่ามาตรฐาน สมดุล | Day Trader |
| H1 | 20 | 2.0 | มาตรฐาน ลด Noise | Day / Swing |
| H4 | 20-25 | 2.0-2.5 | กรอง Noise ดี จุดเข้าชัด | Swing Trader |
| D1 | 20 | 2.0 | เทรนด์ระยะกลาง | Swing / Position |
| W1 – MN | 20-30 | 2.5 | มองภาพใหญ่ สัญญาณน้อยแต่แม่น | Position / Investor |
หลักการปรับค่า: ยิ่ง Timeframe เล็ก ควรลด Period และ SD Multiplier เพื่อให้ BB ไวต่อราคามากขึ้น ยิ่ง Timeframe ใหญ่ ควรเพิ่ม Period หรือ SD Multiplier เพื่อกรอง Noise
Bollinger Bands กับทองคำ XAU/USD
ทองคำ (XAU/USD) เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง จึงเหมาะอย่างยิ่งกับ Bollinger Bands สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรดทองคำ ดูที่ Gold Trading
การปรับ BB สำหรับ XAU/USD
- ค่าแนะนำ: SMA 20, SD 2.5 (เพิ่ม SD เนื่องจากทองมี Volatility สูงกว่าคู่เงินหลัก)
- Squeeze ของทองคำ: เกิดขึ้นน้อยกว่าคู่เงิน แต่เมื่อเกิดขึ้นจะให้ Breakout ที่รุนแรงมาก อาจเคลื่อนที่ได้ 50-100 จุดภายในไม่กี่ชั่วโมง
- BB Bounce กับทอง: ทองคำมักเด้งจาก Band ได้ดีในช่วง Asian Session เนื่องจากเป็นช่วงที่ Volatility ต่ำกว่า
- BB Walk กับทอง: เกิดบ่อยในช่วง London-NY Overlap ซึ่งเป็นช่วงที่ทองมี Volume สูงสุด
ตัวอย่าง Setup ทองคำ
XAU/USD H1 — ราคาอยู่ในช่วง Squeeze ที่ระดับ $2,400-$2,410 เป็นเวลา 8 ชั่วโมง Band Width ลดลงจาก 0.8% เหลือ 0.3% จากนั้นราคาทะลุ Upper Band ขึ้นไปพร้อม MACD Bullish Cross → เข้า Buy ที่ $2,412 ตั้ง SL ที่ $2,398 (ใต้ Lower Band) ตั้ง TP ที่ $2,440 (Band Width × 2) ผลลัพธ์ TP Hit ภายใน 4 ชั่วโมง RR = 1:2
การรวม BB กับ Supply/Demand Zone
การใช้ BB ร่วมกับ Supply/Demand Zone เพิ่มความน่าเชื่อถือของจุดเข้า เมื่อราคาแตะ Lower Band ตรงกับ Demand Zone จะเป็นจุด Buy ที่มีน้ำหนักสูง ในทำนองเดียวกัน ราคาแตะ Upper Band ตรงกับ Supply Zone จะเป็นจุด Sell ที่แม่นยำ
ขั้นตอนการรวม BB กับ S/D Zone
- มาร์ก Supply/Demand Zone จาก Timeframe ที่ใหญ่กว่า (เช่น D1 สำหรับเทรด H1)
- รอราคาเข้าสู่โซน พร้อมแตะ BB Band ที่สอดคล้อง
- ยืนยันด้วย Candlestick Pattern (Rejection Candle) ที่โซน
- เข้าออเดอร์ตามทิศทาง พร้อม SL เลย S/D Zone ออกไปเล็กน้อย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ Bollinger Bands
- ซื้อเมื่อราคาแตะ Upper Band / ขายเมื่อแตะ Lower Band: หลายคนเข้าใจผิดว่า Upper Band = Overbought เสมอ จริงๆ แล้วในเทรนด์แรง ราคาอาจ Walk ตาม Band ได้นาน ต้องดูบริบทของตลาดด้วย
- ใช้ BB เพียงอย่างเดียว: BB ไม่ใช่ Holy Grail ควรใช้ร่วมกับ Indicator อื่นเช่น RSI หรือ MACD เสมอ เพื่อกรองสัญญาณหลอก
- ไม่ปรับค่าตาม Timeframe: ค่า Default (20, 2) อาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ควรทดลองปรับตามตารางด้านบน
- เทรด Squeeze โดยไม่รอ Breakout: หลายคนเข้าออเดอร์ระหว่างที่ราคายังอยู่ใน Squeeze ซึ่งอาจทำให้ถูก Stop Loss บ่อย ต้องรอ Breakout ที่ชัดเจนก่อน
- ไม่สนใจ Timeframe ที่ใหญ่กว่า: BB บน M5 อาจบอกว่า Overbought แต่ D1 กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้นแรง Multi-Timeframe Analysis จำเป็นมาก
- ลืมตั้ง Stop Loss: การเทรดโดยไม่มี SL แม้จะเห็นสัญญาณ BB ชัดเจน เป็นสิ่งที่อันตรายมาก ทุกออเดอร์ต้องมี SL เสมอ
เริ่มฝึกใช้ Bollinger Bands กับบัญชีจริง
หลังจากศึกษาทฤษฎีและฝึกบนบัญชี Demo จนชำนาญแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดบัญชีเทรดจริงกับโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ เราแนะนำ XM Broker ซึ่งมี Spread ต่ำ รองรับ Indicator ทุกตัวบน MT4/MT5 และมีโบนัสเงินฝากสำหรับลูกค้าใหม่ สมัครง่ายเพียงไม่กี่นาที ฝากถอนผ่านธนาคารไทยสะดวก
👉 เปิดบัญชี XM วันนี้เพื่อเริ่มเทรดด้วย Bollinger Bands
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
Q: Bollinger Bands เหมาะกับ Timeframe ไหนมากที่สุด?
A: BB ใช้ได้ทุก Timeframe แต่ H1 และ H4 มักให้สัญญาณที่สมดุลระหว่างความถี่และความแม่นยำ สำหรับ Scalper แนะนำ M5-M15 สำหรับ Swing Trader แนะนำ D1
Q: ค่า Standard Deviation 2 กับ 2.5 ต่างกันยังไง?
A: SD 2 จะทำให้ Band แคบกว่า ราคาจะแตะ Band บ่อยกว่า ให้สัญญาณมากแต่อาจมี False Signal มากขึ้น SD 2.5 จะทำให้ Band กว้างกว่า สัญญาณน้อยลงแต่แม่นยำกว่า เหมาะกับสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงอย่างทองคำ
Q: ใช้ BB กับ Crypto ได้ไหม?
A: ได้ครับ BB ใช้ได้กับทุกสินทรัพย์ที่มีข้อมูลราคา แต่สำหรับ Crypto ที่มี Volatility สูงมาก แนะนำใช้ SD 2.5-3.0 เพื่อลด False Signal
Q: Bollinger Bands กับ Keltner Channel ต่างกันยังไง?
A: ทั้งคู่เป็น Volatility Indicator แต่ BB ใช้ Standard Deviation ส่วน Keltner Channel ใช้ ATR (Average True Range) BB จะขยาย/หดตัวเร็วกว่า Keltner ทำให้ Squeeze Signal ของ BB ชัดเจนกว่า นักเทรดบางคนใช้ทั้งสองตัวร่วมกันเพื่อหา Squeeze
Q: สัญญาณ BB ใดที่น่าเชื่อถือมากที่สุด?
A: Bollinger Squeeze ตามด้วย Breakout ที่ยืนยันด้วย Volume และ MACD เป็นสัญญาณที่น่าเชื่อถือที่สุด รองลงมาคือ W-Bottom/M-Top Pattern ที่ BB







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文