บทนำ: โลก Bitcoin และ Crypto สำหรับมือใหม่ปี 2026
สวัสดีครับทุกคน! ผม อ.บอม จาก icafeforex.com วันนี้เราจะมาเจาะลึกโลกของ Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซี สำหรับมือใหม่ในปี 2026 กันครับ บอกเลยว่าตลาดนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ใครที่ไม่ได้ตามข่าวสารอาจจะงงๆ ได้ แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด
- บทนำ: โลก Bitcoin และ Crypto สำหรับมือใหม่ปี 2026
- พื้นฐานความรู้ Bitcoin และ Crypto ที่มือใหม่ต้องรู้
- วิธีใช้งานจริง: เริ่มต้นเทรด Bitcoin อย่างง่าย
- เทคนิคขั้นสูงในการเทรด Bitcoin สำหรับมือใหม่
- เปรียบเทียบ Exchange และ Wallet สำหรับ Bitcoin
- ข้อควรระวังในการเทรด Bitcoin
- ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงในการเทรด Bitcoin
- เครื่องมือแนะนำสำหรับเทรด Bitcoin Crypto
- Case Study จาก อ.บอม เทรด Bitcoin จริง
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Bitcoin สำหรับมือใหม่
- สรุป
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี เทรด Bitcoin Crypto สำหรับมือใหม่ 2026
- FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Bitcoin Crypto สำหรับมือใหม่
- วิธีเทรด Bitcoin และ Crypto สำหรับมือใหม่ 2026: คู่มือฉบับสมบูรณ์
- ทำความเข้าใจพื้นฐาน: Bitcoin และ Cryptocurrency คืออะไร?
- เริ่มต้นเทรด: เลือก Exchange, Wallet และวางแผนการเทรด
- เทคนิคการเทรด: วิเคราะห์กราฟ, บริหารความเสี่ยง และติดตามข่าวสาร
ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อสิบกว่าปีก่อน Bitcoin แทบไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนนี้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่ามหาศาล และมีคนทั่วโลกให้ความสนใจ จากข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นปี 2026 มูลค่าตลาดรวมของคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว! Bitcoin เองก็มีราคาผันผวน แต่ก็ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอยู่ดี
ผมเองก็อยู่ในวงการนี้มานานพอสมควรครับ ตั้งแต่สมัยที่ Bitcoin ยังราคาไม่ถึงพันดอลลาร์ ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยกล้าลงทุนเยอะเท่าไหร่ เพราะไม่แน่ใจในอนาคต แต่พอได้ศึกษาและเริ่มเข้าใจเทคโนโลยีเบื้องหลัง ผมก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น และตัดสินใจลงทุนเพิ่ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ
แน่นอนว่าการลงทุนใน Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีมีความเสี่ยงสูงมาก ราคามันขึ้นลงแรงมากจริงๆ ครับ ผมเคยเจอตอนปี 2021 ที่ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างหนัก หลายคนขาดทุนไปเยอะมาก แต่คนที่ถือยาวๆ มาได้ ก็กลับมาทำกำไรได้อีกครั้งในภายหลัง นี่คือเสน่ห์และความท้าทายของตลาดนี้แหละครับ
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาหาความรู้ครับ อย่าเพิ่งรีบร้อนลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ ลองเริ่มจากน้อยๆ ก่อนก็ได้ครับ ศึกษาเรื่องเทคโนโลยี Blockchain, Whitepaper ของแต่ละเหรียญ, และปัจจัยที่มีผลต่อราคา สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
ยกตัวอย่างการเทรดง่ายๆ นะครับ สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วว่า Bitcoin น่าจะขึ้น เราก็อาจจะซื้อ Bitcoin ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย เช่น $100 แล้วตั้งเป้าหมายว่าจะขายเมื่อราคาขึ้นไป 10% ถ้าสำเร็จ เราก็จะได้กำไร $10 แต่ถ้าผิดทาง เราก็ต้องยอมตัดขาดทุน (Stop Loss) เพื่อป้องกันไม่ให้เสียเงินมากเกินไป นี่คือหลักการพื้นฐานของการเทรดครับ
ในบทความนี้ ผมจะมาแนะนำพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นสำหรับมือใหม่ รวมถึงวิธีการใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ และเทคนิคการเทรดเบื้องต้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่สนใจลงทุนใน Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีนะครับ
พื้นฐานความรู้ Bitcoin และ Crypto ที่มือใหม่ต้องรู้
Blockchain คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?
Blockchain คือเทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ครับ พูดง่ายๆ คือมันเป็นเหมือนสมุดบัญชีดิจิทัลที่บันทึกทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย แต่สิ่งที่พิเศษคือ Blockchain ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในที่เดียว แต่ถูกกระจายไปยังคอมพิวเตอร์หลายเครื่องทั่วโลก ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยและโปร่งใสสูงมาก
ลองนึกภาพว่าคุณต้องการโอนเงินให้เพื่อน ถ้าเป็นระบบธนาคารแบบเดิม ธนาคารจะเป็นคนกลางในการทำธุรกรรม แต่ถ้าเป็น Blockchain ธุรกรรมของคุณจะถูกบันทึกใน Block และ Block เหล่านี้จะถูกเชื่อมต่อกันเป็น Chain ทำให้ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้โดยพลการ เพราะจะต้องได้รับการยืนยันจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในเครือข่าย
ความสำคัญของ Blockchain อยู่ที่ความปลอดภัย ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ ทำให้มันเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่คริปโตเคอร์เรนซีเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในวงการ Supply Chain Management สามารถใช้ Blockchain เพื่อติดตามสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างง่ายดาย
สมัยก่อนผมก็เคยสงสัยว่าทำไม Blockchain ถึงปลอดภัยขนาดนั้น พอได้ศึกษาลึกลงไปถึงเรื่อง Cryptography และ Distributed Ledger Technology (DLT) ก็เข้าใจว่ามันมีความซับซ้อนและปลอดภัยกว่าที่คิดเยอะมากครับ ใครที่อยากเข้าใจ Bitcoin อย่างแท้จริง ต้องศึกษาเรื่อง Blockchain ให้ดีเลยครับ
การทำความเข้าใจ Blockchain ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ มีแหล่งข้อมูลมากมายบนอินเทอร์เน็ตที่อธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียด ลองเริ่มจากการอ่านบทความง่ายๆ หรือดูวิดีโอสอนพื้นฐานก็ได้ครับ แล้วค่อยๆ ศึกษาเพิ่มเติมในส่วนที่คุณสนใจ
Bitcoin, Altcoins, Stablecoins: แตกต่างกันอย่างไร?
ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี มีเหรียญมากมายหลากหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีวัตถุประสงค์และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เรามาดูกันว่า Bitcoin, Altcoins, และ Stablecoins แตกต่างกันอย่างไร
Bitcoin (BTC) คือคริปโตเคอร์เรนซีตัวแรกของโลก และยังคงเป็นที่นิยมมากที่สุด Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นระบบการเงินแบบกระจายอำนาจ ที่ไม่ต้องพึ่งพาคนกลางอย่างธนาคาร ข้อดีของ Bitcoin คือมีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) ทำให้มันมีคุณสมบัติเป็น Store of Value หรือสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ในระยะยาว
Altcoins คือคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin ชื่อ Altcoins มาจากคำว่า “Alternative Coins” หรือเหรียญทางเลือก Altcoins มีหลากหลายประเภท เช่น Ethereum (ETH) ที่เน้นเรื่อง Smart Contracts, Ripple (XRP) ที่เน้นเรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศ, และ Litecoin (LTC) ที่เน้นเรื่องความรวดเร็วในการทำธุรกรรม
Stablecoins คือคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่ โดยส่วนใหญ่มักจะผูกมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ตัวอย่างของ Stablecoins ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Tether (USDT) และ USD Coin (USDC) Stablecoins มีประโยชน์ในการใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ หรือใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศ
ผมเคยพลาดตอนปี 2017 ที่ลงทุนใน Altcoin ที่ไม่มีพื้นฐานรองรับ สุดท้ายราคาร่วงลงอย่างหนัก ทำให้ผมต้องตัดขาดทุนไปเยอะมาก บทเรียนที่ได้คือ ก่อนที่จะลงทุนใน Altcoin ใดๆ ต้องศึกษา Whitepaper และทีมพัฒนาให้ดีก่อนตัดสินใจ
การเลือกเหรียญที่จะลงทุนขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรารับได้และความเข้าใจในเทคโนโลยีของเหรียญนั้นๆ ถ้าเป็นมือใหม่ อาจจะเริ่มต้นจาก Bitcoin หรือ Stablecoins ก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยๆ ศึกษา Altcoins เพิ่มเติม
Exchange คืออะไร? เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย?
Exchange หรือกระดานซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี คือแพลตฟอร์มที่เราใช้ในการซื้อขาย Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ มี Exchange มากมายให้เลือกใช้ แต่ละ Exchange ก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือก Exchange ได้แก่ ความปลอดภัย, ค่าธรรมเนียม, สภาพคล่อง, และความหลากหลายของเหรียญที่รองรับ ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะถ้า Exchange ถูกแฮก เงินของเราก็จะหายไปด้วย ควรเลือก Exchange ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เช่น การยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) และการเก็บรักษาเงินทุนใน Cold Storage
ค่าธรรมเนียมก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา Exchange แต่ละแห่งมีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ถอนเงิน และฝากเงินที่แตกต่างกัน ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของแต่ละ Exchange ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ สภาพคล่องหมายถึงปริมาณการซื้อขายใน Exchange ถ้า Exchange มีสภาพคล่องสูง เราก็จะสามารถซื้อขายเหรียญที่เราต้องการได้อย่างรวดเร็วและในราคาที่เหมาะสม
สมัยก่อนผมใช้ Exchange ที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง เพราะค่าธรรมเนียมถูกกว่า แต่สุดท้าย Exchange นั้นก็ปิดตัวลง ทำให้ผมเสียเงินไปจำนวนหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เลือกใช้เฉพาะ Exchange ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงกว้างเท่านั้น
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เลือกใช้ Exchange ที่มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย และมีระบบ Support ที่ดี เพื่อให้เราสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อมีปัญหา ตัวอย่าง Exchange ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่ Binance, Coinbase, และ Bitkub
วิธีใช้งานจริง: เริ่มต้นเทรด Bitcoin อย่างง่าย
หลังจากที่เรามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีแล้ว เรามาดูวิธีใช้งานจริงกันบ้างครับ ผมจะแนะนำวิธีการเปิดบัญชีบน Exchange, การฝากถอนเงิน, และการเทรด Bitcoin เบื้องต้น
ตารางเปรียบเทียบ Exchange ที่แนะนำ
| Exchange | ค่าธรรมเนียม (Trading Fee) | ความปลอดภัย | เหรียญที่รองรับ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|---|---|
| Binance | 0.1% | สูง (2FA, Cold Storage) | หลากหลาย | เหรียญให้เลือกเยอะ, สภาพคล่องสูง | อินเทอร์เฟซซับซ้อน |
| Coinbase | 0.5% | สูง (2FA, ประกัน) | จำกัด | ใช้งานง่าย, เหมาะสำหรับมือใหม่ | ค่าธรรมเนียมสูงกว่า |
| Bitkub | 0.25% | ปานกลาง (2FA) | จำกัด (เหรียญไทย) | รองรับภาษาไทย, เหมาะสำหรับคนไทย | เหรียญให้เลือกน้อย |
ตารางนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นนะครับ ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและเปรียบเทียบ Exchange แต่ละแห่งด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกใช้
ขั้นตอนการเทรด Bitcoin เบื้องต้น
“การเทรด Bitcoin ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องมีสติและวางแผนให้ดี อย่าเทรดด้วยอารมณ์ และอย่าลงทุนในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ”
– อ.บอม
- เปิดบัญชีบน Exchange: เลือก Exchange ที่คุณต้องการใช้ แล้วทำตามขั้นตอนการสมัครสมาชิกและยืนยันตัวตน
- ฝากเงิน: ฝากเงินบาทหรือคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ เข้าไปในบัญชี Exchange ของคุณ
- เลือกคู่เทรด: เลือกคู่เทรดที่คุณต้องการเทรด เช่น BTC/THB หรือ BTC/USDT
- วิเคราะห์กราฟ: วิเคราะห์กราฟราคา Bitcoin เพื่อหาจังหวะในการซื้อขาย
- ส่งคำสั่งซื้อขาย: ส่งคำสั่งซื้อ (Buy) หรือขาย (Sell) Bitcoin ในราคาที่คุณต้องการ
- ตั้ง Stop Loss และ Take Profit: ตั้ง Stop Loss เพื่อจำกัดความเสี่ยง และตั้ง Take Profit เพื่อทำกำไร
ตัวอย่างการเทรด: สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วว่า Bitcoin น่าจะขึ้น เราก็อาจจะซื้อ Bitcoin ด้วยเงิน 10,000 บาท ที่ราคา 2,000,000 บาทต่อ BTC แล้วตั้ง Stop Loss ที่ 1,900,000 บาท (ลดลง 5%) และตั้ง Take Profit ที่ 2,100,000 บาท (ขึ้น 5%) ถ้า Bitcoin ขึ้นไปถึง 2,100,000 บาท เราก็จะได้กำไร 500 บาท (หักค่าธรรมเนียมแล้ว) แต่ถ้า Bitcoin ร่วงลงไปถึง 1,900,000 บาท คำสั่ง Stop Loss ของเราก็จะทำงาน และเราจะเสียเงิน 500 บาท (หักค่าธรรมเนียมแล้ว) เพื่อป้องกันไม่ให้เสียเงินมากเกินไป
จำไว้เสมอว่าการเทรดมีความเสี่ยงสูง ควรเริ่มต้นจากเงินจำนวนน้อยๆ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ โชคดีกับการลงทุนครับ!
เทคนิคขั้นสูงในการเทรด Bitcoin สำหรับมือใหม่
การใช้ Fibonacci Retracement ในการหาแนวรับแนวต้าน
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่นักเทรดหลายคนใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อหาแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พูดง่ายๆ คือมันช่วยเราคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin อาจจะกลับตัวตรงไหนได้บ้าง โดยอาศัยสัดส่วนทางคณิตศาสตร์ที่มาจากลำดับ Fibonacci ครับ
วิธีการใช้งานก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เริ่มจากมองหาจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่สำคัญในช่วงเวลาที่เราสนใจ จากนั้นก็ลากเส้น Fibonacci จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง โปรแกรมเทรดส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือนี้ให้ใช้ได้เลย เมื่อลากเส้นแล้ว เราจะเห็นเส้น Fibonacci Retracement ที่ระดับต่างๆ เช่น 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% ซึ่งเส้นเหล่านี้แหละครับที่มักจะถูกมองว่าเป็นแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น
ผมเคยเจอเคสที่น่าสนใจตอนปี 2022 ช่วงที่ Bitcoin ร่วงลงมาอย่างหนัก ผมใช้ Fibonacci Retracement จากจุดสูงสุดก่อนหน้านั้นลงมายังจุดต่ำสุด ผลปรากฏว่าราคามีการเด้งกลับขึ้นไปเล็กน้อยตรงบริเวณ 38.2% ก่อนที่จะร่วงลงต่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Fibonacci Retracement ก็สามารถใช้เป็นแนวทางในการเทรดได้ แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังและพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยเสมอ
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราเทรด BTCUSD และราคากำลังปรับตัวลงมาจาก 70,000 USD หลังจากที่เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 75,000 USD เราลาก Fibonacci Retracement จาก 75,000 USD ลงมาที่ 70,000 USD เราอาจจะเจอแนวรับที่ 61.8% Fibonacci Retracement แถวๆ 73,090 USD ถ้าเราคิดว่าราคาน่าจะเด้งกลับตรงนี้ เราอาจจะตั้ง Buy Limit Order ไว้แถวๆ นั้น พร้อมกับตั้ง Stop Loss เผื่อไว้ที่ 72,500 USD เพื่อป้องกันความเสี่ยง ในกรณีที่ราคาไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์
การใช้ Indicator RSI และ MACD ประกอบการตัดสินใจ
RSI (Relative Strength Index) และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็น Indicator ยอดนิยมที่นักเทรด Crypto ส่วนใหญ่นิยมใช้กัน RSI ช่วยวัดความแข็งแกร่งของราคา โดยดูว่าราคาอยู่ในภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) หรือ Oversold (ขายมากเกินไป) ในขณะที่ MACD จะช่วยดูแนวโน้มของราคา โดยดูจากการตัดกันของเส้น MACD และ Signal Line ครับ
โดยทั่วไปแล้ว ถ้า RSI มีค่าสูงกว่า 70 มักจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณ Overbought ซึ่งอาจจะบ่งบอกว่าราคามีโอกาสที่จะปรับตัวลง ในทางกลับกัน ถ้า RSI มีค่าต่ำกว่า 30 มักจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณ Oversold ซึ่งอาจจะบ่งบอกว่าราคามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น ส่วน MACD นั้น ถ้าเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไป มักจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณซื้อ ในขณะที่ถ้าเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา มักจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณขาย
ผมเคยใช้ RSI และ MACD ประกอบการตัดสินใจเทรด Bitcoin ตอนปี 2021 ช่วงที่ตลาดกระทิงกำลังมาแรง ตอนนั้น RSI ขึ้นไปแตะระดับ Overbought บ่อยมาก แต่ MACD ก็ยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ ผมเลยตัดสินใจถือ Bitcoin ต่อไป เพราะคิดว่าตลาดยังมีโอกาสที่จะขึ้นได้อีก ซึ่งสุดท้ายราคาก็ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่จริงๆ แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่ Indicator จะแม่นยำ 100% เราต้องใช้ Indicator หลายๆ ตัวประกอบกัน และพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วย
ลองดูตัวอย่างนี้: หากเรากำลังดู Chart BTCUSD และ RSI อยู่ที่ 80 (Overbought) ในขณะที่ MACD กำลังตัด Signal Line ลงมา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าราคา Bitcoin กำลังจะปรับตัวลง เราอาจจะพิจารณาขาย Bitcoin บางส่วน หรือตั้ง Sell Limit Order ไว้ใกล้ๆ กับราคาปัจจุบัน พร้อมกับตั้ง Stop Loss ไว้เหนือราคาปัจจุบันเล็กน้อย เพื่อป้องกันความเสี่ยง ถ้าเราเทรด BTCUSD lot 0.05 ที่ราคา 65,000 USD ตั้ง Stop Loss ที่ 65,500 USD (500 จุด) ถ้าโดน Stop Loss เราจะเสีย 0.05 x 500 x 0.01 = $2.5
การใช้ Elliott Wave Theory ในการวิเคราะห์แนวโน้ม
Elliott Wave Theory เป็นทฤษฎีที่ซับซ้อน แต่ก็มีนักเทรดหลายคนที่ใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคา โดยทฤษฎีนี้บอกว่าราคาจะเคลื่อนที่เป็นคลื่น โดยมีคลื่น Impulse (คลื่นที่เคลื่อนที่ตามแนวโน้มหลัก) 5 คลื่น และคลื่น Corrective (คลื่นที่เคลื่อนที่สวนทางกับแนวโน้มหลัก) 3 คลื่น
การวิเคราะห์ Elliott Wave ต้องใช้ประสบการณ์และการฝึกฝนพอสมควร เพราะการระบุคลื่นแต่ละคลื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราสามารถระบุคลื่นได้อย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถคาดการณ์แนวโน้มของราคาในอนาคตได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ผมเคยลองใช้ Elliott Wave Theory ในการเทรด Bitcoin เมื่อช่วงต้นปี 2023 ตอนนั้นผมมองว่า Bitcoin กำลังอยู่ในคลื่น 3 ซึ่งเป็นคลื่นที่ยาวที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดใน Elliott Wave ผมเลยตัดสินใจเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่ม และถือยาวจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ ซึ่งสุดท้ายราคาก็ขึ้นไปถึงเป้าหมายจริงๆ แต่ก็ต้องบอกว่าการวิเคราะห์ Elliott Wave เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทนพอสมควร
สมมติว่าเราวิเคราะห์ Elliott Wave และพบว่า BTCUSD กำลังอยู่ในคลื่น 5 ซึ่งเป็นคลื่นสุดท้ายของ Impulse Wave และราคากำลังเข้าใกล้เป้าหมายที่เราตั้งไว้ เราอาจจะพิจารณาขาย Bitcoin บางส่วน หรือตั้ง Take Profit Order ไว้ใกล้ๆ กับเป้าหมายนั้น เพื่อล็อกกำไร หากเราเทรด BTCUSD lot 0.2 ที่ราคา 72,000 USD และตั้ง Take Profit ที่ 73,000 USD (1,000 จุด) ถ้า Take Profit ทำงาน เราจะได้กำไร 0.2 x 1,000 x 0.01 = $20
เปรียบเทียบ Exchange และ Wallet สำหรับ Bitcoin
ตารางเปรียบเทียบ Exchange ชั้นนำ
| Exchange | ค่าธรรมเนียม (เฉลี่ย) | เหรียญที่รองรับ | ความปลอดภัย | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|---|---|
| Binance | 0.1% | 350+ | สูง | เหรียญให้เลือกเยอะ, Liquidity สูง | UI อาจจะซับซ้อนสำหรับมือใหม่ |
| Coinbase | 0.5% | 200+ | สูง | ใช้งานง่าย, เหมาะสำหรับมือใหม่ | ค่าธรรมเนียมสูงกว่า |
| Kraken | 0.26% | 180+ | สูง | มี Margin Trading, ค่าธรรมเนียมปานกลาง | UI อาจจะดูเก่า |
| Bitkub | 0.25% | 80+ | สูง | รองรับภาษาไทย, ฝากถอนง่าย | เหรียญให้เลือกน้อยกว่า |
จากตารางจะเห็นว่าแต่ละ Exchange ก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป การเลือก Exchange ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและความถนัดของแต่ละคนครับ ถ้าเป็นมือใหม่ ผมแนะนำ Coinbase หรือ Bitkub เพราะใช้งานง่ายและมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี แต่ถ้าต้องการเหรียญให้เลือกเยอะๆ และค่าธรรมเนียมต่ำ Binance ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
ตารางเปรียบเทียบ Wallet ประเภทต่างๆ
| ประเภท Wallet | ความปลอดภัย | ความสะดวก | เหมาะสำหรับ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|---|---|
| Hardware Wallet (เช่น Ledger, Trezor) | สูงมาก | ต่ำ (ต้องมีอุปกรณ์) | เก็บ Bitcoin จำนวนมาก, เน้นความปลอดภัยสูงสุด | ปลอดภัยที่สุด, เก็บ Private Key แบบ Offline | ใช้งานยุ่งยาก, ราคาแพง |
| Software Wallet (เช่น Exodus, Trust Wallet) | ปานกลาง | สูง (ใช้งานบนมือถือ/คอม) | เก็บ Bitcoin จำนวนไม่มาก, ใช้งานบ่อย | ใช้งานง่าย, ฟรี | เสี่ยงต่อการโดน Hack ถ้าเครื่องติดไวรัส |
| Exchange Wallet (Wallet บน Exchange) | ปานกลาง | สูง (ฝากถอนง่าย) | เทรดบ่อยๆ, ไม่ต้องการเก็บ Bitcoin เอง | สะดวก, ไม่ต้องดูแล Private Key เอง | เสี่ยงต่อการโดน Hack Exchange, ไม่ได้เป็นเจ้าของ Private Key จริงๆ |
| Paper Wallet | สูง (ถ้าเก็บรักษาดี) | ต่ำ (ต้อง Print และเก็บรักษา) | เก็บ Bitcoin ระยะยาว, ไม่ต้องการใช้งานบ่อย | ปลอดภัย (ถ้าเก็บรักษาดี), ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ | ใช้งานยุ่งยาก, เสี่ยงต่อการสูญหาย |
Wallet ก็มีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป Hardware Wallet เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด Software Wallet เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกในการใช้งาน Exchange Wallet เหมาะสำหรับคนที่เทรดบ่อยๆ และ Paper Wallet เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเก็บ Bitcoin ระยะยาว โดยไม่ต้องการใช้อุปกรณ์ใดๆ
ข้อควรระวังในการเทรด Bitcoin
คำเตือน: การเทรด Bitcoin มีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน และลงทุนเฉพาะเงินที่คุณสามารถเสียได้เท่านั้น
- ความผันผวนสูง: ราคา Bitcoin มีความผันผวนสูงมาก สามารถขึ้นลงอย่างรวดเร็วได้ตลอดเวลา ทำให้การเทรดมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย
- การหลอกลวง: มีการหลอกลวงในโลก Crypto มากมาย ทั้งการหลอกให้ลงทุนในเหรียญที่ไม่มีอยู่จริง (Scam Coin) หรือการหลอกให้โอน Bitcoin ไปให้ (Phishing)
- ภาษี: การเทรด Bitcoin อาจมีภาระทางภาษี โปรดศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษี Crypto ในประเทศของคุณให้ละเอียด
- การ Hack: Exchange และ Wallet อาจถูก Hack ได้ ทำให้ Bitcoin ของคุณสูญหายได้
- กฎหมาย: กฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
- ข่าวลือ: ข่าวลือต่างๆ สามารถส่งผลกระทบต่อราคา Bitcoin ได้อย่างมาก โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านข่าว และอย่าเชื่อทุกสิ่งที่ได้ยิน
ผมเคยเจอประสบการณ์ที่ไม่ดี ตอนปี 2018 ที่มีข่าวลือว่ารัฐบาลจีนจะแบน Bitcoin ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างหนัก ผมตกใจและรีบขาย Bitcoin ทั้งหมดที่มี ทำให้ขาดทุนไปเยอะมาก หลังจากนั้นผมก็เรียนรู้ว่าการเทรดตามข่าวลือเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เราต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเสมอ
ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงในการเทรด Bitcoin
ผมจะยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ผมเคยเจอในการเทรด Bitcoin เพื่อให้เห็นภาพว่าการเทรดจริงๆ เป็นอย่างไร และเราสามารถทำกำไรหรือขาดทุนได้อย่างไรบ้าง
สถานการณ์ที่ 1: Scalping ในช่วงข่าว
ช่วงเดือนพฤษภาคม 2024 มีข่าวสำคัญเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะประกาศตอน 20:30 น. ผมรู้ว่าช่วงเวลานั้นราคา Bitcoin จะผันผวนอย่างมาก ผมเลยตัดสินใจที่จะ Scalping (การเทรดระยะสั้นมากๆ) โดยตั้งเป้าหมายกำไรเพียงเล็กน้อย แต่เน้นความรวดเร็ว
ผมรอจนถึงเวลาประกาศข่าว และเมื่อข่าวออกมาปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมรีบเปิด Order Buy ที่ราคา 68,500 USD ด้วย Lot 0.5 และตั้ง Take Profit ที่ 68,600 USD (100 จุด) และ Stop Loss ที่ 68,450 USD (50 จุด) หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ราคา Bitcoin ก็ขึ้นไปถึง Take Profit ทำให้ผมได้กำไร 0.5 x 100 x 0.01 = $5 หลังจากนั้นผมก็ปิด Order และรอดูสถานการณ์ต่อไป
สถานการณ์ที่ 2: Swing Trade ตามแนวโน้ม
ช่วงเดือนกรกฎาคม 2025 ผมสังเกตว่า Bitcoin กำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน ผมเลยตัดสินใจที่จะ Swing Trade (การเทรดระยะกลาง) โดยถือ Order ข้ามวันข้ามสัปดาห์
ผมรอจนราคาย่อตัวลงมาเล็กน้อย และเข้าซื้อที่ราคา 75,000 USD ด้วย Lot 0.3 และตั้ง Stop Loss ที่ 74,500 USD (500 จุด) ผมถือ Order ไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ และราคาก็ขึ้นไปถึง 78,000 USD ผมเลยตัดสินใจปิด Order และได้กำไร (78,000 – 75,000) x 0.3 x 0.01 = $90 ผมรู้สึกดีใจมากที่สามารถทำกำไรจากการ Swing Trade ได้
สถานการณ์ที่ 3: Long-Term Investment
ต้นปี 2021 ผมตัดสินใจลงทุนระยะยาวใน Bitcoin เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีและศักยภาพของมัน ผมซื้อ Bitcoin ที่ราคา 30,000 USD ด้วยเงินจำนวนหนึ่งที่ผมตั้งใจจะเก็บไว้ระยะยาว ผมไม่ได้สนใจความผันผวนในระยะสั้น และถือ Bitcoin ไว้ตลอดมา
จนถึงปัจจุบัน (2026) ราคา Bitcoin ขึ้นไปอยู่ที่ 80,000 USD ทำให้การลงทุนของผมเติบโตขึ้นอย่างมาก แม้ว่าจะมีช่วงที่ราคาตกต่ำบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยขาย เพราะผมเชื่อมั่นใน Bitcoin ในระยะยาว การลงทุนระยะยาวนี้ทำให้ผมได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจมาก
เครื่องมือแนะนำสำหรับเทรด Bitcoin Crypto
TradingView: เพื่อนคู่คิดนักเทรด
TradingView เป็นแพลตฟอร์มที่ผมแนะนำมากๆ สำหรับมือใหม่และมือโปรเลยครับ เพราะมันไม่ใช่แค่กราฟราคา แต่เป็นสังคมของนักเทรดทั่วโลก เราสามารถดูกราฟ Bitcoin และคริปโตอื่นๆ ได้แบบเรียลไทม์ มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Fibonacci Retracement, Elliott Wave หรือ Indicator ต่างๆ ที่จะช่วยให้เราตัดสินใจเทรดได้แม่นยำขึ้น
สิ่งที่ผมชอบมากคือเราสามารถแชร์ไอเดียการเทรดของเราให้คนอื่นเห็นได้ และเราก็สามารถดูไอเดียของคนอื่นได้เช่นกัน เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้เราไม่พลาดโอกาสดีๆ ในตลาด แถมยังมีระบบแจ้งเตือนราคาที่เราตั้งไว้ได้ด้วยนะ สะดวกสุดๆ ไปเลย
ลองคิดดูนะ ถ้าเราอยากรู้ว่าแนวรับแนวต้านของ Bitcoin อยู่ตรงไหน หรืออยากรู้ว่า Indicator ตัวไหนกำลังบอกสัญญาณซื้อขาย TradingView ช่วยเราได้หมดครับ ที่สำคัญคือใช้งานฟรี! (แต่ถ้าอยากได้ฟีเจอร์ขั้นสูงก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มนะ)
CoinMarketCap: คลังข้อมูลคริปโต
CoinMarketCap เป็นเหมือนสารานุกรมของคริปโตครับ เรารู้จัก Bitcoin แล้ว แต่ในตลาดมีคริปโตเป็นหมื่นๆ ตัว CoinMarketCap จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดคริปโตทั้งหมด ตั้งแต่ราคา Market Cap Volume การเปลี่ยนแปลงราคาในรอบ 24 ชั่วโมง หรือแม้แต่ข้อมูล Whitepaper ของแต่ละเหรียญ
ผมแนะนำให้เข้าไปดูบ่อยๆ นะครับ เพื่อติดตามข่าวสารและเทรนด์ของตลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราติดตาม Portfolio ของเราได้ด้วย ทำให้เราเห็นภาพรวมของกำไรขาดทุนได้ง่ายขึ้น
สมัยก่อนผมก็เคยพลาด เพราะไม่รู้ข้อมูลเหรียญที่ตัวเองเทรด พอราคาลงก็ตกใจขายขาดทุนไปเยอะเลยครับ เพราะฉะนั้นศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเทรดนะครับ สำคัญมากๆ
กระดานเทรด (Exchange) ที่น่าเชื่อถือ
การเลือก Exchange ที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Bitcoin และคริปโตอื่นๆ ลองนึกภาพว่าเราฝากเงินไว้กับธนาคารที่ไม่มั่นคง วันดีคืนดีธนาคารปิดหนีไป เราจะทำยังไง? Exchange ก็เหมือนกันครับ ถ้าเลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลย
ผมแนะนำให้เลือก Exchange ที่มีชื่อเสียง มี Volume การซื้อขายสูง มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือต้องมี Support ที่ดีด้วยนะครับ เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้ติดต่อได้ง่าย
ตัวอย่าง Exchange ที่ผมแนะนำก็เช่น Binance, Coinbase, Bitkub (สำหรับคนไทย) แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกของแต่ละคนนะครับ ลองศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบดูก่อนตัดสินใจ
Case Study จาก อ.บอม เทรด Bitcoin จริง
ผมจะเล่าประสบการณ์จริงในการเทรด Bitcoin ให้ฟังนะครับ เป็นเคสที่ผมจำได้แม่นเลย เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2024 ตอนนั้น Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากที่ซึมๆ มานาน
ผมเห็นสัญญาณจากกราฟ Technical Analysis ว่า Bitcoin น่าจะขึ้นไปได้อีก ผมเลยตัดสินใจเข้าซื้อ Bitcoin ที่ราคาประมาณ 60,000 ดอลลาร์ โดยใช้ Leverage 2x (Leverage คือการยืมเงิน Exchange มาเทรด ทำให้เราสามารถเทรดด้วยเงินที่มากกว่าเงินทุนที่เรามี)
ผมตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 58,000 ดอลลาร์ (เผื่อราคาลงจะได้ตัดขาดทุน) และตั้ง Take Profit ไว้ที่ 65,000 ดอลลาร์ (ถ้าถึงเป้าหมายจะได้ขายทำกำไร) ปรากฏว่าราคา Bitcoin ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง และไปถึง Take Profit ที่ผมตั้งไว้ภายใน 2 วัน ผมได้กำไรประมาณ 5,000 ดอลลาร์ (ก่อนหักค่าธรรมเนียม) จากเงินทุนเริ่มต้น 2,500 ดอลลาร์
แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้นครับ หลังจากที่ผมขายทำกำไรไปแล้ว ราคา Bitcoin ก็ยังขึ้นไปต่อ! ขึ้นไปถึง 70,000 ดอลลาร์! ผมรู้สึกเสียดายมากที่ขายเร็วเกินไป แต่ผมก็เตือนตัวเองว่าอย่าโลภ กำไรที่ได้มาก็ถือว่าดีแล้ว
บทเรียนที่ได้จากเคสนี้คือ 1) การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความสำคัญมาก 2) การตั้ง Stop Loss และ Take Profit ช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและทำกำไรได้ 3) อย่าโลภ! กำไรที่ได้มาก็ถือว่าดีแล้ว
อีกเคสหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟัง เป็นเคสที่ผมพลาดเองครับ เกิดขึ้นช่วงกลางปี 2025 ตอนนั้น Bitcoin กำลังปรับฐาน ผมคิดว่ามันน่าจะลงไม่เยอะ เลยเข้าซื้อที่ราคาประมาณ 45,000 ดอลลาร์ โดยไม่ได้ตั้ง Stop Loss
ปรากฏว่าราคา Bitcoin ลงอย่างต่อเนื่อง ลงไปถึง 40,000 ดอลลาร์ ผมเริ่มใจเสีย แต่ก็ยังหวังว่ามันจะกลับขึ้นมา ผมเลยถือต่อไปเรื่อยๆ จนราคาลงไปถึง 35,000 ดอลลาร์ ผมทนไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจขายขาดทุนไปเยอะมาก
บทเรียนที่ได้จากเคสนี้คือ การไม่ตั้ง Stop Loss คือหายนะ! ไม่ว่าเราจะมั่นใจแค่ไหนว่าราคาจะขึ้น เราก็ต้องเผื่อใจไว้เสมอว่าราคาอาจจะลง และการตั้ง Stop Loss จะช่วยป้องกันไม่ให้เราขาดทุนมากเกินไป
จำไว้เลยนะครับว่าการเทรด Bitcoin และคริปโตมีความเสี่ยงสูงมาก อย่าลงทุนด้วยเงินทั้งหมดที่เรามี แบ่งเงินมาลงทุนทีละน้อยๆ ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเทรด และอย่าลืมตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Bitcoin สำหรับมือใหม่
Bitcoin คืออะไร?
Bitcoin คือสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่เปิดเผยตัวตนที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto Bitcoin ไม่ได้ถูกควบคุมโดยธนาคารกลางหรือสถาบันการเงินใดๆ แต่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Ledger) ที่บันทึกธุรกรรมทั้งหมด ทำให้มีความโปร่งใสและปลอดภัย Bitcoin สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการได้ในบางร้านค้าที่รับชำระด้วย Bitcoin หรือใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนได้เช่นกัน
ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเทรด Bitcoin ได้?
จริงๆ แล้วการเทรด Bitcoin ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะครับ หลาย Exchange อนุญาตให้เราซื้อ Bitcoin เป็นเศษส่วนได้ เช่น ซื้อแค่ 0.01 BTC หรือน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับขั้นต่ำของแต่ละ Exchange ดังนั้นเราสามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ได้ เช่น 1,000 บาท หรือ 5,000 บาท แล้วค่อยๆ เพิ่มเงินทุนเมื่อเรามีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น สิ่งสำคัญคืออย่าลงทุนด้วยเงินทั้งหมดที่เรามี ควรแบ่งเงินมาลงทุนทีละน้อยๆ และบริหารความเสี่ยงให้ดี
Exchange ไหนที่เหมาะสำหรับมือใหม่?
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เลือก Exchange ที่ใช้งานง่าย มี Interface ที่เป็นมิตร และมี Support ที่ดี ตัวอย่าง Exchange ที่ผมแนะนำก็เช่น Binance, Coinbase และ Bitkub (สำหรับคนไทย) ลองเข้าไปดู Interface ของแต่ละ Exchange และลองเทรดด้วยเงิน Demo ดูก่อน เพื่อให้คุ้นเคยกับการใช้งานและเข้าใจวิธีการเทรด นอกจากนี้ควรตรวจสอบค่าธรรมเนียมในการซื้อขายและถอนเงินของแต่ละ Exchange ด้วยนะครับ
Technical Analysis คืออะไร และสำคัญกับการเทรด Bitcoin ยังไง?
Technical Analysis คือการวิเคราะห์กราฟราคาและ Volume เพื่อหารูปแบบและแนวโน้มของราคาในอดีต เพื่อใช้ในการคาดการณ์ราคาในอนาคต เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคมีมากมาย เช่น Trend Line, Support and Resistance, Moving Average, RSI, MACD เป็นต้น การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความสำคัญมากกับการเทรด Bitcoin เพราะจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรซื้อหรือขาย Bitcoin ที่ราคาเท่าไหร่ และควรตั้ง Stop Loss และ Take Profit ที่ระดับไหน
Stop Loss และ Take Profit คืออะไร และทำไมต้องตั้ง?
Stop Loss คือคำสั่งให้ Exchange ขาย Bitcoin ของเราโดยอัตโนมัติเมื่อราคาลงมาถึงระดับที่เรากำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เราขาดทุนมากเกินไป ส่วน Take Profit คือคำสั่งให้ Exchange ขาย Bitcoin ของเราโดยอัตโนมัติเมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับที่เรากำหนดไว้ เพื่อล็อกกำไร การตั้ง Stop Loss และ Take Profit เป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Bitcoin เพราะจะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองนึกภาพว่าถ้าเราไม่ตั้ง Stop Loss แล้วราคา Bitcoin ลงอย่างรุนแรง เราอาจจะขาดทุนหมดตัวได้เลยนะครับ
Bitcoin จะขึ้นไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ได้จริงไหม?
การคาดการณ์ราคา Bitcoin ในระยะยาวเป็นเรื่องที่ยากมาก มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคา Bitcoin เช่น Demand และ Supply ของ Bitcoin, การยอมรับ Bitcoin ในวงกว้าง, กฎระเบียบของรัฐบาล, และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม มีนักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่า Bitcoin อาจจะขึ้นไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ได้ในอนาคต แต่ก็มีนักวิเคราะห์อีกหลายคนที่มองว่า Bitcoin เป็นแค่ฟองสบู่ ผมมองว่าเราควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตัวเอง อย่าเชื่อใครคนใดคนหนึ่ง และลงทุนอย่างระมัดระวัง
สรุป
การเทรด Bitcoin และคริปโตเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างรายได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน สิ่งสำคัญคือต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเทรด เริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยๆ บริหารความเสี่ยงให้ดี และอย่าโลภ
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Bitcoin และคริปโต ศึกษา Technical Analysis และ Fundamental Analysis เลือก Exchange ที่น่าเชื่อถือ และลองเทรดด้วยเงิน Demo ก่อนที่จะเริ่มเทรดด้วยเงินจริง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมี Mindset ที่ถูกต้อง อย่ามองว่าการเทรด Bitcoin เป็นการพนัน แต่มองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ศึกษาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเราอยู่เสมอ
ผมอยากฝากข้อคิดไว้ว่า “ความรู้คือพลัง” ยิ่งเรามีความรู้มากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จในการเทรด Bitcoin ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อย่าหยุดเรียนรู้ และอย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก
สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเริ่มต้นเทรด Bitcoin และคริปโต ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จและสร้างรายได้จากการเทรดได้อย่างยั่งยืนนะครับ
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี เทรด Bitcoin Crypto สำหรับมือใหม่ 2026
1. อย่าเพิ่ง All-in! ค่อยๆ เรียนรู้จากเงินน้อยๆ ก่อน
หลายคนเข้ามาในตลาดคริปโตด้วยความหวังว่าจะรวยเร็ว ผมเข้าใจนะ เพราะผมก็เคยเป็น แต่จากประสบการณ์ 20 ปีในตลาด Forex และ Gold ผมบอกได้เลยว่า “ใจร้อน” คือศัตรูตัวฉกาจของการเทรด การเทรด Bitcoin หรือ Crypto ไม่ต่างกัน คุณต้องเริ่มจากเงินน้อยๆ ก่อน เพื่อเรียนรู้ระบบ เรียนรู้การวิเคราะห์ และที่สำคัญที่สุดคือ “เรียนรู้ตัวเอง”
เริ่มต้นด้วยเงินที่คุณเสียได้โดยไม่เดือดร้อน เช่น ถ้าคุณมีเงินเก็บ 10,000 บาท ลองแบ่งมาเทรดแค่ 1,000 บาทก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยๆ เพิ่มเมื่อคุณเริ่มมั่นใจมากขึ้น อย่าเพิ่งคิดว่าต้องรวยภายในเดือนเดียว เพราะโอกาสพลาดมีสูงมาก สมัยก่อนผมก็เคยพลาดมาแล้ว ลงเงินเยอะเกินไปเพราะคิดว่า “ต้องได้” สุดท้ายเจ็บหนักเลยครับ
ลองคิดดูนะ ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) ด้วย lot 0.01 ที่ราคา 2300 แล้วตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ 10 จุด นั่นหมายความว่าคุณจะเสียเงินแค่ $10 เท่านั้นเอง แต่ถ้าคุณเทรดด้วย lot 1.0 แล้ว SL เท่าเดิม คุณจะเสีย $1000 เลยเห็นไหมครับว่าความแตกต่างมันเยอะมาก เริ่มต้นด้วย lot น้อยๆ ก่อนนะครับ
2. เลือก Exchange ที่น่าเชื่อถือ และมี Security ที่ดี
ตลาดคริปโตมี Exchange (กระดานเทรด) ให้เลือกเยอะมาก แต่ไม่ใช่ทุก Exchange จะน่าเชื่อถือ บาง Exchange อาจจะมีการโกง หรืออาจจะโดน Hack ได้ ดังนั้นการเลือก Exchange ที่ดีจึงสำคัญมากครับ
ผมแนะนำให้เลือก Exchange ที่มีชื่อเสียง มี License ถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบ Security ที่ดี เช่น มี Two-Factor Authentication (2FA) มี Cold Storage สำหรับเก็บเหรียญ และมีการ Audit จากบริษัทภายนอกเป็นประจำ ลองศึกษาข้อมูลของแต่ละ Exchange เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ ก่อนตัดสินใจนะครับ
ผมเคยเจอเคสที่ Exchange ล่ม แล้วเงินลูกค้าหายไปหมดเลย น่าสงสารมากครับ ดังนั้นอย่าประมาทเรื่องนี้เด็ดขาด เลือก Exchange ที่มีชื่อเสียง และมั่นใจได้ว่าเงินของคุณจะปลอดภัย
3. ศึกษา Whitepaper และ Technical Analysis ให้เข้าใจ
ก่อนที่จะลงทุนในเหรียญไหน คุณต้องศึกษา Whitepaper ของเหรียญนั้นให้เข้าใจ Whitepaper คือเอกสารที่อธิบายถึง Concept, Technology, Roadmap และทีมงานของเหรียญนั้น ถ้าคุณอ่าน Whitepaper แล้วไม่เข้าใจ แสดงว่าเหรียญนั้นอาจจะไม่ดีก็ได้ครับ
นอกจาก Whitepaper แล้ว คุณยังต้องศึกษา Technical Analysis (TA) เพื่อวิเคราะห์กราฟราคา และหาจังหวะในการเข้าซื้อขาย TA จะช่วยให้คุณเข้าใจแนวโน้มของราคา และสามารถตั้ง Stop Loss และ Take Profit ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เครื่องมือ TA ที่นิยมใช้กันก็มี Fibonacci Retracement, Moving Averages, RSI, MACD เป็นต้น
ผมเคยใช้ Fibonacci ในการเทรด XAUUSD แล้วได้กำไรเยอะมาก Fibonacci ช่วยให้ผมหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญได้ และสามารถตั้ง TP ได้อย่างแม่นยำ ลองศึกษาดูนะครับ มีประโยชน์มากจริงๆ
4. จัดการ Money Management อย่างเคร่งครัด
Money Management คือการบริหารจัดการเงินทุนของคุณ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณเสียเงินทั้งหมดในการเทรด Money Management ที่ดีจะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดได้นานขึ้น และมีโอกาสทำกำไรในระยะยาว
หลักการง่ายๆ ของ Money Management คือการกำหนด Risk per Trade (ความเสี่ยงต่อการเทรด) เช่น คุณอาจจะกำหนดว่าคุณจะเสี่ยงไม่เกิน 1% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ถ้าคุณมีเงินทุน 10,000 บาท คุณก็จะเสี่ยงได้ไม่เกิน 100 บาทต่อการเทรด ถ้าคุณเทรด Bitcoin ที่ราคา 60,000 USD คุณก็ต้องคำนวณ Lot Size ให้เหมาะสม เพื่อให้ความเสี่ยงไม่เกิน 100 บาท
ผมเคยเจอคนที่ All-in แล้วเสียหมดตัวภายในวันเดียว เพราะไม่รู้จัก Money Management น่าเสียดายมากครับ อย่าเป็นแบบนั้นนะครับ Money Management สำคัญมากจริงๆ
5. อย่า FOMO! อย่า FUD! มีสติอยู่เสมอ
FOMO (Fear of Missing Out) คืออาการกลัวตกรถ เมื่อเห็นราคาเหรียญขึ้นแรงๆ ก็อยากจะซื้อตามทันที โดยไม่คิดถึงเหตุผล FUD (Fear, Uncertainty, and Doubt) คืออาการกลัว เมื่อเห็นข่าวร้ายเกี่ยวกับเหรียญ ก็อยากจะขายทิ้งทันที โดยไม่คิดถึงเหตุผล
ทั้ง FOMO และ FUD เป็นอารมณ์ที่อันตรายมากในการเทรด เพราะจะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย คุณต้องมีสติอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้อารมณ์มาควบคุมการตัดสินใจของคุณ ศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเสมอ
ผมเคย FOMO ตอนปี 2017 ตอนที่ราคา Bitcoin ขึ้นไปถึง 20,000 USD ผมรีบซื้อตาม สุดท้ายราคาลง ผมติดดอยเลยครับ เข็ดเลยครับ
6. เรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ไม่มีใครที่เทรดแล้วได้กำไรตลอดเวลา ทุกคนต้องเคยผิดพลาดกันทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น และนำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก
จดบันทึกการเทรดของคุณทุกครั้ง บันทึกเหตุผลในการเข้าซื้อขาย บันทึกผลลัพธ์ และวิเคราะห์ว่าอะไรที่ทำให้คุณได้กำไร หรือขาดทุน ศึกษาจากหนังสือ บทความ หรือคอร์สเรียนต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณอยู่เสมอ
ผมเองก็ยังเรียนรู้อยู่ตลอดเวลานะครับ ตลาดเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ถ้าเราไม่พัฒนาตัวเอง เราก็จะตามไม่ทัน
7. ทำความเข้าใจเรื่องภาษี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การเทรด Bitcoin และ Crypto อาจจะมีภาระทางภาษีที่คุณต้องรับผิดชอบ คุณต้องทำความเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการคำนวณภาษี และการยื่นภาษีที่ถูกต้อง เก็บเอกสารหลักฐานการเทรดของคุณให้ครบถ้วน เพื่อใช้ในการยื่นภาษี
กฎหมายเกี่ยวกับ Crypto ยังเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ นะครับ ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
8. สร้าง Community และ Network ที่ดี
การมี Community และ Network ที่ดีจะช่วยให้คุณได้รับข้อมูล ข่าวสาร และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากคนอื่นๆ ในวงการคริปโต เข้าร่วมกลุ่ม Telegram, Facebook หรือ Discord ที่เกี่ยวข้องกับ Crypto แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นๆ
แต่ระวังพวก Scammer นะครับ อย่าหลงเชื่อคนที่มาชักชวนให้ลงทุนในโครงการที่ดูดีเกินจริง หรือให้ผลตอบแทนสูงเกินไป
ผมเองก็มี Community ของผมนะครับ ชื่อ CafeFX ในนั้นเราจะแชร์ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการเทรด Forex และ Gold ใครสนใจก็เข้ามา join ได้นะครับ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Bitcoin Crypto สำหรับมือใหม่
H3: ควรเริ่มต้นเทรด Bitcoin ด้วยเงินเท่าไหร่?
คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยครับ ตอบแบบตรงไปตรงมาคือ “แล้วแต่คุณเลย” แต่จากประสบการณ์ของผม ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินที่คุณเสียได้โดยไม่เดือดร้อนอย่างที่บอกไปข้างต้น ทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น? เพราะว่าช่วงแรกๆ คุณมีโอกาสที่จะเสียเงินมากกว่าได้เงินครับ เพราะคุณยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่เข้าใจระบบ และยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยเงินเยอะ แล้วเสียเงินไป คุณอาจจะท้อแท้ และเลิกเทรดไปเลยก็ได้
ลองคิดดูนะ ถ้าคุณมีเงิน 10,000 บาท แล้วคุณแบ่งมาเทรดแค่ 1,000 บาท ถ้าคุณเสีย 1,000 บาทนั้นไป คุณก็ยังเหลือเงินอีก 9,000 บาทให้คุณได้เริ่มต้นใหม่ แต่ถ้าคุณเอาเงิน 10,000 บาทไปเทรดหมดเลย แล้วคุณเสียหมด คุณก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรเลย
ดังนั้นเริ่มต้นด้วยเงินน้อยๆ ก่อนนะครับ แล้วค่อยๆ เพิ่มเมื่อคุณเริ่มมั่นใจมากขึ้น
H3: Bitcoin กับ Altcoin ต่างกันยังไง? ควรเทรดอะไรดี?
Bitcoin คือ Crypto สกุลแรกของโลก และเป็น Crypto ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงที่สุด Bitcoin ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และถือว่าเป็น “ราชาแห่ง Crypto” ส่วน Altcoin คือ Crypto สกุลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin Altcoin มีหลากหลายประเภท และมี Use Case ที่แตกต่างกัน บาง Altcoin อาจจะมี Technology ที่ดีกว่า Bitcoin หรืออาจจะมี Community ที่แข็งแกร่งกว่า
ควรเทรดอะไรดี? อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ และความเสี่ยงที่คุณรับได้ ถ้าคุณเป็นมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Bitcoin ก่อน เพราะ Bitcoin มีความผันผวนน้อยกว่า Altcoin และมีสภาพคล่องสูงกว่า แต่ถ้าคุณอยากจะลองเสี่ยงกับ Altcoin ก็ได้ แต่คุณต้องศึกษาข้อมูลของ Altcoin นั้นๆ ให้ละเอียดก่อนนะครับ
ผมเคยเทรด Altcoin ตัวหนึ่ง แล้วได้กำไรเยอะมาก แต่ก็เคยขาดทุนเยอะเหมือนกัน Altcoin มันมีความเสี่ยงสูงกว่า Bitcoin เยอะครับ ต้องระวัง
H3: ควรใช้ Indicator อะไรในการเทรด Bitcoin?
Indicator คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคา เพื่อหาจังหวะในการเข้าซื้อขาย Indicator มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป Indicator ที่นิยมใช้กันในการเทรด Bitcoin ก็มี Moving Averages, RSI, MACD, Fibonacci Retracement เป็นต้น
ไม่มี Indicator ตัวไหนที่แม่นยำ 100% นะครับ Indicator เป็นแค่เครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์เท่านั้น คุณต้องใช้ Indicator หลายๆ ตัวประกอบกัน และใช้ความรู้ความเข้าใจของคุณในการตัดสินใจด้วย อย่าเชื่อ Indicator มากเกินไป
ผมชอบใช้ Fibonacci ในการเทรด XAUUSD เพราะมันช่วยให้ผมหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญได้ แต่ผมก็ไม่ได้เชื่อ Fibonacci 100% นะครับ ผมใช้มันร่วมกับ Indicator ตัวอื่นๆ และใช้ประสบการณ์ของผมในการตัดสินใจด้วย
H3: เทรด Bitcoin ระยะสั้น กับระยะยาว ต่างกันอย่างไร?
การเทรด Bitcoin ระยะสั้น คือการซื้อขาย Bitcoin ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น วันเดียว สัปดาห์เดียว หรือเดือนเดียว โดยมีเป้าหมายที่จะทำกำไรจากความผันผวนของราคา การเทรด Bitcoin ระยะยาว คือการซื้อ Bitcoin แล้วถือไว้นานๆ เช่น หลายเดือน หรือหลายปี โดยมีเป้าหมายที่จะทำกำไรจากการเติบโตของราคาในระยะยาว
การเทรด Bitcoin ระยะสั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าการเทรด Bitcoin ระยะยาว เพราะราคา Bitcoin มีความผันผวนสูงในระยะสั้น แต่ก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าเช่นกัน การเทรด Bitcoin ระยะยาวมีความเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็มีโอกาสทำกำไรได้น้อยกว่าเช่นกัน
เลือกวิธีการเทรดที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณ ถ้าคุณชอบความเสี่ยง และอยากจะทำกำไรเร็วๆ คุณอาจจะเหมาะกับการเทรด Bitcoin ระยะสั้น แต่ถ้าคุณไม่ชอบความเสี่ยง และอยากจะลงทุนในระยะยาว คุณอาจจะเหมาะกับการเทรด Bitcoin ระยะยาว
| ประเภทการเทรด | ระยะเวลา | ความเสี่ยง | โอกาสทำกำไร | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|---|
| ระยะสั้น (Day Trading) | วัน – สัปดาห์ | สูง | สูง | คนที่ชอบความเสี่ยง และมีเวลาเฝ้าหน้าจอ |
| ระยะกลาง (Swing Trading) | สัปดาห์ – เดือน | ปานกลาง | ปานกลาง | คนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง และมีเวลาติดตามข่าวสาร |
| ระยะยาว (Hodling) | เดือน – ปี | ต่ำ | ต่ำ (แต่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต) | คนที่เชื่อมั่นใน Bitcoin และมีเงินเย็น |
วิธีเทรด Bitcoin และ Crypto สำหรับมือใหม่ 2026: คู่มือฉบับสมบูรณ์
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนมือใหม่ทุกคน! อ.บอมเองครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกโลกของ Bitcoin และ Crypto แบบ Step-by-Step กันเลยนะครับ หลายคนอาจจะยังรู้สึกว่ามันยาก จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ไม่ต้องกังวลครับ ผมจะค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
Bitcoin และ Cryptocurrency อื่นๆ ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูง แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน ดังนั้นการทำความเข้าใจพื้นฐานและวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ก่อนที่จะกระโดดเข้าไปในตลาดนี้ มาดูกันว่าเราต้องรู้อะไรบ้าง
ผมเคยเจอเคสนักลงทุนมือใหม่ท่านหนึ่งเมื่อปี 2022 ที่ตัดสินใจลงทุนในเหรียญมีม (Meme Coin) โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรเลย เพราะเห็นคนอื่นได้กำไรเยอะ สรุปคือขาดทุนไปกว่า 80% ในเวลาไม่กี่วัน บทเรียนสำคัญคือ อย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจครับ
ทำความเข้าใจพื้นฐาน: Bitcoin และ Cryptocurrency คืออะไร?
ก่อนอื่นเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่า Bitcoin และ Cryptocurrency คืออะไร พูดง่ายๆ ก็คือ มันคือสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการทำธุรกรรม ทำให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และกระจายอำนาจ ไม่ขึ้นอยู่กับธนาคารกลางหรือรัฐบาลใดๆ
Bitcoin เป็น Cryptocurrency ตัวแรกและเป็นที่นิยมมากที่สุด ส่วน Cryptocurrency อื่นๆ ที่นอกเหนือจาก Bitcoin เราเรียกว่า Altcoin เช่น Ethereum, Ripple, Litecoin เป็นต้น แต่ละเหรียญก็มีวัตถุประสงค์และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป
ลองนึกภาพว่า Bitcoin เหมือนทองคำดิจิทัล ที่มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) ทำให้มีมูลค่าในระยะยาว ในขณะที่ Altcoin บางเหรียญอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน หรือสร้าง Ecosystem ใหม่ๆ เช่น Ethereum ที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ Smart Contract และ Decentralized Applications (dApps)
สมัยก่อนตอนที่ผมเริ่มเทรด Crypto ใหม่ๆ ปี 2017 ผมก็งงกับศัพท์เทคนิคต่างๆ มากมาย ทั้ง Blockchain, Wallet, Mining, ICO แต่พอศึกษาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจและเห็นโอกาสในการลงทุน ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิดนะครับ
Case Study: ลองศึกษา Whitepaper ของ Bitcoin ดูนะครับ จะเข้าใจถึงปรัชญาและเทคโนโลยีเบื้องหลังเหรียญนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือลองติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในตลาด Crypto ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เริ่มต้นเทรด: เลือก Exchange, Wallet และวางแผนการเทรด
เมื่อเราเข้าใจพื้นฐานแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเริ่มต้นเทรดจริง สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการเลือก Cryptocurrency Exchange หรือแพลตฟอร์มซื้อขาย Crypto ที่น่าเชื่อถือ มี Exchange มากมายให้เลือก ทั้งในและต่างประเทศ เช่น Binance, Coinbase, Bitkub, Satang Pro เป็นต้น
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือก Exchange ได้แก่ ความปลอดภัย, ค่าธรรมเนียม, สภาพคล่อง, จำนวนเหรียญที่รองรับ, และความสะดวกในการใช้งาน เลือก Exchange ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง มีการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) และมีประวัติการให้บริการที่ดี
หลังจากเลือก Exchange แล้ว เราต้องสร้าง Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อเก็บรักษา Bitcoin และ Cryptocurrency ของเรา Wallet มีหลายประเภท ทั้ง Hardware Wallet, Software Wallet, Exchange Wallet เลือก Wallet ที่เหมาะสมกับความต้องการและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
Hardware Wallet เป็น Wallet ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุด เพราะเก็บ Private Key ไว้ในอุปกรณ์ Offline แต่ก็มีราคาแพงกว่า Software Wallet ที่เป็น Application บนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ส่วน Exchange Wallet คือ Wallet ที่ Exchange จัดเตรียมให้ ซึ่งสะดวกในการเทรด แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะถูก Hack ได้
เมื่อเรามี Exchange และ Wallet พร้อมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือแผนการเทรดที่ชัดเจน กำหนดเป้าหมายในการเทรด, จำนวนเงินที่พร้อมจะเสี่ยง, กลยุทธ์ในการเข้าออกตลาด, และ Stop Loss/Take Profit Level แผนการเทรดจะช่วยให้เรามีวินัยและไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์
ยกตัวอย่างเช่น ผมอาจจะตั้งเป้าหมายว่าจะทำกำไร 10% ต่อเดือน จากการเทรด Bitcoin โดยใช้เงินทุน 10,000 บาท ผมจะใช้กลยุทธ์ Breakout Trading โดยรอให้ราคา Bitcoin ทะลุแนวต้านสำคัญ แล้วเข้าซื้อ โดยตั้ง Stop Loss ที่ 5% และ Take Profit ที่ 10%
Case Study: ผมเคยพลาดตอนปี 2018 ที่ไม่ได้ตั้ง Stop Loss ในการเทรด Ripple (XRP) ทำให้ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว และผมต้อง Cut Loss ไปกว่า 30% บทเรียนสำคัญคือ อย่าประมาท และต้องมี Stop Loss เสมอ
เทคนิคการเทรด: วิเคราะห์กราฟ, บริหารความเสี่ยง และติดตามข่าวสาร
การเทรด Crypto ไม่ใช่แค่การซื้อถูกขายแพง แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์กราฟ, การบริหารความเสี่ยง, และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การวิเคราะห์กราฟจะช่วยให้เราเข้าใจแนวโน้มของราคา และหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟมีมากมาย เช่น Trendline, Moving Average, Fibonacci Retracement, RSI, MACD เลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา และฝึกฝนการใช้งานให้ชำนาญ
การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Crypto เพราะตลาดมีความผันผวนสูง กำหนด Risk Reward Ratio ที่เหมาะสม เช่น 1:2 หรือ 1:3 และอย่าเสี่ยงเงินทุนมากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้ง โดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมด
การติดตามข่าวสารเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะข่าวสารและเหตุการณ์ต่างๆ สามารถส่งผลกระทบต่อราคา Crypto ได้อย่างรวดเร็ว ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น Coindesk, Coinmarketcap, หรือ Twitter ของ Influencer ในวงการ Crypto
ลองพิจารณาเคสของ Elon Musk ที่มักจะ Tweet เกี่ยวกับ Dogecoin ซึ่งส่งผลให้ราคา Dogecoin ผันผวนอย่างมาก นักลงทุนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จะสามารถใช้ประโยชน์จากข่าวนี้ในการเทรดได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเทรด XAUUSD (ทองคำ) ที่ราคา 2850 โดยใช้ Lot 0.1 และตั้ง Stop Loss ที่ 20 จุด นั่นหมายความว่า ถ้าผมโดน Stop Loss ผมจะเสียเงิน $20 (20 จุด x $1 ต่อจุด x 0.1 Lot) ดังนั้นผมต้องมั่นใจว่า $20 นี้ ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดของผม
Case Study: ผมเคยทำกำไรจากการเทรด Bitcoin ในช่วงปี 2021 โดยใช้ Fibonacci Retracement ในการหาระดับ Take Profit ผมเข้าซื้อ Bitcoin ที่ราคา 30,000 ดอลลาร์ และตั้ง Take Profit ที่ระดับ 61.8% Fibonacci Retracement ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 48,000 ดอลลาร์ และราคาก็ขึ้นไปถึงจริงๆ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Bitcoin และ Crypto
Bitcoin Halving คืออะไร และส่งผลต่อราคาอย่างไร?
Bitcoin Halving คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกๆ 4 ปี (หรือทุกๆ 210,000 Block) โดยรางวัลที่ Miner ได้รับจากการขุด Bitcoin จะลดลงครึ่งหนึ่ง เช่น จากเดิมได้ 6.25 BTC จะเหลือ 3.125 BTC เหตุการณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมปริมาณ Bitcoin ที่จะถูกสร้างขึ้น และทำให้ Bitcoin มีความขาดแคลนมากขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว Bitcoin Halving จะส่งผลดีต่อราคา Bitcoin ในระยะยาว เนื่องจากอุปทานของ Bitcoin ลดลง ในขณะที่ความต้องการยังคงที่หรือเพิ่มขึ้น แต่ในระยะสั้น ราคาอาจมีความผันผวนสูง เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ผมเคยสังเกตว่าหลังจาก Halving ในปี 2016 และ 2020 ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในอีก 1-2 ปีต่อมา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุก Halving จะทำให้ราคาขึ้นเสมอไป ปัจจัยอื่นๆ ก็มีผลต่อราคาเช่นกัน
Decentralized Finance (DeFi) คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการเทรด Crypto อย่างไร?
Decentralized Finance (DeFi) คือระบบการเงินแบบกระจายอำนาจ ที่สร้างขึ้นบน Blockchain โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการทางการเงินต่างๆ เช่น การกู้ยืม, การให้ยืม, การแลกเปลี่ยน, และการลงทุน โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคารหรือสถาบันการเงิน
DeFi เกี่ยวข้องกับการเทรด Crypto โดยผู้ใช้งานสามารถนำ Crypto ที่ตนถืออยู่ไป Stake หรือ Lend ในแพลตฟอร์ม DeFi เพื่อรับดอกเบี้ย หรือสามารถใช้ Crypto ในการเทรดบน Decentralized Exchange (DEX) เช่น Uniswap หรือ Sushiswap ได้
ผมเคยลองใช้แพลตฟอร์ม DeFi บางแห่ง และพบว่ามีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการเทรดแบบปกติ แต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน เช่น ความเสี่ยงจาก Smart Contract Bug หรือ Impermanent Loss ดังนั้นต้องศึกษาและทำความเข้าใจก่อนที่จะเข้าไปลงทุน
Stablecoin คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรในการเทรด Crypto?
Stablecoin คือ Cryptocurrency ที่ถูกออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่ โดยอ้างอิงกับสินทรัพย์อื่น เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USDT, USDC, BUSD) หรือทองคำ Stablecoin มีประโยชน์ในการเทรด Crypto เพราะช่วยลดความผันผวน และเป็นทางเลือกในการพักเงินในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ Stablecoin ยังสามารถใช้ในการโอนเงินระหว่าง Exchange ได้อย่างรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนเงินผ่านธนาคาร และยังสามารถใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ในโลก DeFi ได้อีกด้วย
ผมมักจะใช้ Stablecoin ในการพักเงินในช่วงที่ตลาด Crypto มีความผันผวนสูง หรือใช้ในการ Arbitrage โดยซื้อ Stablecoin ใน Exchange หนึ่ง แล้วไปขายในอีก Exchange หนึ่งที่ให้ราคาดีกว่า
อะไรคือ NFT และเกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Crypto อย่างไร?
NFT หรือ Non-Fungible Token คือ Token ดิจิทัลที่ไม่สามารถทำซ้ำหรือแลกเปลี่ยนได้โดยตรง เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะตัว NFT มักจะถูกใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น งานศิลปะ, เพลง, วิดีโอ, หรือของสะสม
NFT เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Crypto เนื่องจาก NFT ส่วนใหญ่มักจะซื้อขายกันโดยใช้ Cryptocurrency โดยเฉพาะ Ethereum และตลาด NFT ก็เป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงและมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน
ผมเคยเห็นบางคนลงทุนใน NFT แล้วได้กำไรหลายเท่าตัว แต่ก็มีหลายคนที่ขาดทุน เพราะซื้อ NFT ที่ไม่มีมูลค่าที่แท้จริง ดังนั้นต้องศึกษาและทำความเข้าใจก่อนที่จะลงทุนใน NFT และอย่าลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ
📖 บทความแนะนำจาก iCafeForex
- วิธีอ่านข่าว Forex Factory Economic Calendar – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- วิธีอ่านกราฟ Forex สำหรับมือใหม่ เข้าใจง่าย – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- วิธีทำ EA ด้วย ChatGPT AI เขียน EA ไม่เป็นก็ทำได้ – ICafeFX สอนเทรดฟรี





TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文