ดัชนีสโตแคสติก: วิธีหาจุดซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์
ในโลกของการลงทุนฟอเร็กซ์ การหาจังหวะซื้อขายที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดัชนีสโตแคสติก เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยให้นักลงทุนระบุจุดซื้อขายที่เหมาะสม โดยการติดตามแนวโน้มและแรงขับเคลื่อนของราคา ในบทความนี้ เราจะพูดถึงวิธีการใช้ดัชนีสโตแคสติกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตัวอย่างการนำไปใช้จริง

ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับดัชนีสโตแคสติก
ดัชนีสโตแคสติก หรือ Stochastic Oscillator เป็นตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่พัฒนาโดย George Lane ในทศวรรษ 1950 เพื่อวัดแรงขับเคลื่อนและแนวโน้มของราคาสินทรัพย์ ดัชนีนี้ทำงานโดยการเปรียบเทียบราคาปัจจุบันของสินทรัพย์กับช่วงราคาในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยจะให้ค่าระหว่าง 0 ถึง 100 ซึ่งจะใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์แนวโน้มและจังหวะการซื้อขาย
วิธีคำนวณดัชนีสโตแคสติก
ดัชนีสโตแคสติกคำนวณจาก 3 ค่าหลัก ได้แก่:
- ราคาปิด (Close): ราคาล่าสุดของสินทรัพย์ในช่วงเวลานั้น
- ราคาสูงสุด (High): ราคาสูงสุดของสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่กำหนด
- ราคาต่ำสุด (Low): ราคาต่ำสุดของสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่กำหนด
สูตรการคำนวณดัชนีสโตแคสติกคือ:
%K = 100 x [(ราคาปิด – ราคาต่ำสุด) / (ราคาสูงสุด – ราคาต่ำสุด)]
เมื่อคำนวณ %K แล้ว จะนำค่านี้มาคำนวณ %D ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ของ %K เพื่อให้ได้กราฟ Stochastic Oscillator ที่เรียบขึ้น สูตรการคำนวณ %D คือ:
%D = 3-period Moving Average of %K
การตีความและใช้งานดัชนีสโตแคสติก
ค่าของดัชนีสโตแคสติกจะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 โดยมีการแปลความหมายดังนี้:
- ค่า 0-20: แสดงว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะoversold หรือถูกขายเกินไป นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อเพื่อรอการฟื้นตัว
- ค่า 80-100: แสดงว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะoverbought หรือถูกซื้อเกินไป นักลงทุนอาจพิจารณาขายเพื่อรอจังหวะดีกว่า
- ค่าระหว่าง 20-80: แสดงว่าสินทรัพย์อยู่ในภาวะปกติ ไม่มีแนวโน้มชัดเจนทั้งขึ้นหรือลง
นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถใช้ดัชนีสโตแคสติกในการวิเคราะห์จังหวะการเกิด Crossover ระหว่าง %K และ %D เพื่อสะท้อนจุดซื้อขายที่สำคัญ โดยปกติ:
- Crossover ขึ้น (%K ตัดขึ้น %D): สัญญาณซื้อ
- Crossover ลง (%K ตัดลง %D): สัญญาณขาย
ตัวอย่างการใช้งานดัชนีสโตแคสติกในตลาดฟอเร็กซ์
มาดูตัวอย่างการนำดัชนีสโตแคสติกไปใช้จริงในตลาดฟอเร็กซ์กัน เช่น คู่สกุลเงิน EUR/USD ในกราฟเวลา 4 ชั่วโมง เราจะเห็นว่า:
- ในจุด A ดัชนีสโตแคสติกอยู่ในพื้นที่ oversold (%K และ %D ต่ำกว่า 20) แสดงว่าราคาถูกขายเกินไป จึงเกิดสัญญาณซื้อ
- ราคาจึงปรับตัวขึ้นมาจนในจุด B ดัชนีสโตแคสติกเข้าพื้นที่ overbought (%K และ %D สูงกว่า 80) แสดงว่าราคาถูกซื้อเกินไป จึงเกิดสัญญาณขาย
- หลังจากนั้น ราคาก็ปรับตัวลงตามสัญญาณขาย จนกระทั่งเกิด Crossover ใหม่ที่จุด C ซึ่งเป็นสัญญาณซื้อครั้งต่อไป
จากตัวอย่างนี้ เราเห็นว่าดัชนีสโตแคสติกช่วยระบุจุดซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้สัญญาณเมื่อราคาอยู่ในภาวะoversold หรือ overbought ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะสมในการเข้าสู่ตลาด
คำถามที่พบบ่อย
1. ดัชนีสโตแคสติกแตกต่างจากตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นๆ อย่างไร?
ดัชนีสโตแคสติกมุ่งเน้นการวัดแรงขับเคลื่อนและแนวโน้มของราคา ซึ่งแตกต่างจากตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น RSI ที่วัดแนวโน้มการซื้อขาย หรือ MACD ที่วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม ดัชนีสโตแคสติกจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนกว่าในการประเมินสถานะปัจจุบันของสินทรัพย์
2. ควรตั้งค่าพารามิเตอร์ของดัชนีสโตแคสติกอย่างไร?
ค่าพารามิเตอร์ที่นิยมใช้กันคือ 14-period %K และ 3-period %D ซึ่งเป็นค่าที่ George Lane แนะนำไว้เมื่อแรกพัฒนาดัชนีสโตแคสติก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนค่าเหล่านี้ให้เข้ากับกลยุทธ์และสไตล์การลงทุนของตนเองได้
คำเตือนความเสี่ยง
แม้ว่าดัชนีสโตแคสติกจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการระบุจังหวะซื้อขาย แต่นักลงทุนควรใช้ควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น การวิเคราะห์แนวโน้ม รูปแบบแท่งเทียน หรือข้อมูลพื้นฐานขององค์กร เพื่อให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมด้วย เช่น การใช้ Stop Loss เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
เปิดบัญชีกับเรา
