
หลายคนถามผมว่า “อ.บอม Support และ Resistance วิธีหาแนวรับแนวต้าน มันยากไหม?” วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ 28 ปี…
📑 สารบัญ
หลักการพื้นฐานของแนวรับแนวต้าน (Support และ Resistance) นั้นค่อนข้างง่ายและสำคัญมากสำหรับนักเทรด Forex. เมื่อราคาเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง ราคามักจะไม่สามารถทะลุผ่านระดับราคาเหล่านี้ไปได้ ราคาจะถูกกดดันให้เคลื่อนตัวย้อนกลับ ดังนั้นการเข้าใจ และการสังเกตแนวรับแนวต้านที่สำคัญจะช่วยให้นักเทรดสามารถพยากรณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาได้ดียิ่งขึ้น
หลักการพื้นฐาน
แนวรับ (Support) คือระดับราคาที่ราคาสินทรัพย์มีแนวโน้มที่จะยับยั้งการลดลง และมักจะสะท้อนกลับขึ้นมา ในขณะที่แนวต้าน (Resistance) คือระดับราคาที่ราคาสินทรัพย์มีแนวโน้มที่จะยับยั้งการเพิ่มขึ้น และมักจะสะท้อนกลับลงมา
หลักการพื้นฐานก็คือ เมื่อราคาไปถึงแนวรับ ราคามักจะสะท้อนกลับขึ้นมา และเมื่อราคาไปถึงแนวต้าน ราคามักจะสะท้อนกลับลงมา ซึ่งนักเทรดสามารถนำหลักการนี้มาใช้ในการวางแผนเข้าออกสถานะการเทรดได้
วิธีใช้งานจริง (step-by-step)
การหาแนวรับแนวต้านนั้น มีหลายวิธี แต่วิธีที่ผมใช้และพบว่าได้ผลดีมาก คือ การใช้ ระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้:
- เปิดแผนภูมิราคาในช่วงเวลาที่ต้องการ (เช่น H4, Daily, Weekly)
- สังเกตหาระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลานั้น ๆ
- นำระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดมาเป็นแนวรับและแนวต้าน
- ใช้แนวรับแนวต้านเหล่านี้ในการวางแผนการเข้าออกสถานะการเทรด
ตัวอย่างเช่น ในกราฟ Daily ของ EURUSD เราสังเกตเห็นว่าราคาสูงสุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.1800 และราคาต่ำสุดอยู่ที่ 1.1700 เราก็สามารถนำระดับราคาเหล่านี้มาใช้เป็นแนวรับแนวต้านในการเทรดได้
ตัวอย่างการเทรด
จากตัวอย่างข้างต้น เราจะเห็นว่าเมื่อราคา EURUSD เคลื่อนที่ขึ้นมาถึงระดับ 1.1800 (แนวต้าน) ราคาก็จะถูกกดดันให้สะท้อนกลับลงมา และเมื่อราคาลงมาถึงระดับ 1.1700 (แนวรับ) ราคาก็จะสะท้อนกลับขึ้นมา นักเทรดสามารถนำหลักการนี้มาใช้ในการตัดสินใจเข้าออกสถานะการเทรดได้
ตัวอย่างเช่น หากราคา EURUSD กำลังเคลื่อนตัวขึ้นและมาถึงระดับ 1.1800 (แนวต้าน) นักเทรดอาจพิจารณาเข้าสถานะ “ขาย” เพราะมีโอกาสที่ราคาจะสะท้อนกลับลงมา และหากราคาลงมาถึงระดับ 1.1700 (แนวรับ) นักเทรดอาจพิจารณาเข้าสถานะ “ซื้อ” เพราะมีโอกาสที่ราคาจะสะท้อนกลับขึ้นมา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ในการใช้แนวรับแนวต้านนั้น ยังมีข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ดังนี้:
- การใช้ระดับราคาที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดของ 1 วัน แทนที่จะใช้ของ 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือน
- การใช้แนวรับแนวต้านเดิม ๆ ซ้ำ ๆ โดยไม่ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
- การใช้แนวรับแนวต้านที่ไม่ชัดเจน เช่น ใช้ระดับราคาที่มีช่วงห่างกันมาก ๆ
- การไม่ปรับแผนการเทรดตาม แนวรับแนวต้านที่เปลี่ยนแปลง
- การเข้าสถานะเทรดโดยละเลยแนวรับแนวต้าน
เคล็ดลับจากมืออาชีพ
- ใช้ระดับราคาสำคัญ ๆ เป็นแนวรับแนวต้าน เช่น ระดับราคาสูงสุด-ต่ำสุดในช่วง 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน ที่ผ่านมา
- ปรับปรุงแนวรับแนวต้านอยู่เสมอ ตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน
- ใช้แนวรับแนวต้านร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น แนวโน้ม, แท่งเทียน, ดัชนีเทคนิค เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
- เข้าสถานะเทรดเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปถึงแนวรับแนวต้านเท่านั้น
- ปรับขนาดสถานะให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
FAQ
- แนวรับและแนวต้านแตกต่างกันอย่างไร?
แนวรับ (Support) คือระดับราคาที่ราคาสินทรัพย์มักจะยับยั้งการลดลงและสะท้อนกลับขึ้นมา ในขณะที่แนวต้าน (Resistance) คือระดับราคาที่ราคาสินทรัพย์มักจะยับยั้งการเพิ่มขึ้นและสะท้อนกลับลงมา - จะหาแนวรับแนวต้านได้อย่างไร?
วิธีที่ผมใช้คือ การหาระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา (เช่น 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน) แล้วนำมาใช้เป็นแนวรับแนวต้าน - ควรปรับปรุงแนวรับแนวต้านบ่อยแค่ไหน?
ควรปรับปรุงแนวรับแนวต้านอยู่เสมอ ตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้การเทรดมีประสิทธิภาพสูงสุด
สรุป
แนวรับแนวต้าน (Support และ Resistance) เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญและใช้ได้ผลดีในการเทรด Forex. การหาแนวรับแนวต้านที่เหมาะสมจากระดับราคาสูงสุดและต่ำสุดในอดีต และการปรับปรุงแนวรับแนวต้านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักเทรดสามารถวางแผนการเข้าออกสถานะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการเทรดได้เป็นอย่างดี.
