MetaTrader 4 vs MetaTrader 5: คู่มือเลือกใช้แพลตฟอร์มเทรด Forex ให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณ
หากคุณเป็นเทรดเดอร์ Forex มาสักระยะ คุณคงเคยได้ยินชื่อ MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) กันแน่นอน สองแพลตฟอร์มนี้ครองตลาดการเทรดออนไลน์มากว่า 15 ปี แต่คำถามที่หลายคนยังไม่แน่ใจคือ “ควรเลือกใช้ตัวไหนดี?”

จากประสบการณ์การเทรดกว่า 10 ปี และการใช้งานทั้งสองแพลตฟอร์มมาอย่างต่อเนื่อง ผมพบว่าการเลือกใช้ MT4 หรือ MT5 ไม่ใช่เรื่องของ “ใหม่กว่าก็ดีกว่า” แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมกับสไตล์การเทรดของแต่ละคน บทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด
ประวัติและพื้นฐานของทั้งสองแพลตฟอร์ม
MetaTrader 4 เปิดตัวในปี 2005 โดยบริษัท MetaQuotes Software และกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม Forex ในเวลาต่อมา ด้วยความเรียบง่าย เสถียรภาพสูง และการสนับสนุน Expert Advisor (EA) ที่แข็งแกร่ง
MetaTrader 5 เปิดตัวในปี 2010 เป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่หมดไม่ใช่การอัพเกรด MT4 โดยมีเป้าหมายรองรับการเทรดหลากหลายประเภท ไม่เพียงแค่ Forex แต่ยังครอบคลุมหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
สถิติการใช้งานปัจจุบัน
ข้อมูลล่าสุดจาก MetaQuotes แสดงให้เห็นว่า MT4 ยังคงมีผู้ใช้งานประมาณ 60% ของตลาด ขณะที่ MT5 มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
การเปรียบเทียบฟีเจอร์หลักระหว่าง MT4 และ MT5
ระบบการจัดการออร์เดอร์ (Order Management)
MT4 ใช้ระบบ Hedging ที่อนุญาตให้เปิดหลายออร์เดอร์ในคู่สกุลเงินเดียวกันพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปิด Buy EUR/USD 0.1 lot และ Sell EUR/USD 0.05 lot พร้อมกันได้
เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญ: ระบบ Hedging ของ MT4 เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์ Grid Trading หรือ Martingale เพราะสามารถควบคุมแต่ละออร์เดอร์แยกกันได้
MT5 ใช้ระบบ Netting ที่จะรวมออร์เดอร์ในทิศทางเดียวกันเข้าด้วยกัน และหักล้างออร์เดอร์ที่ตรงข้ามกัน ยกตัวอย่าง หากคุณเปิด Buy EUR/USD 0.1 lot แล้วตามด้วย Sell EUR/USD 0.05 lot ระบบจะแสดงเพียง Buy EUR/USD 0.05 lot
จำนวน Timeframe ที่รองรับ
MT4: 9 timeframes (M1, M5, M15, M30, H1, H4, D1, W1, MN1)
MT5: 21 timeframes รวมถึง M2, M3, M4, M6, M10, M12, M20, H2, H3, H6, H8, H12
สำหรับ Scalper ที่ต้องการความละเอียดสูง การมี M2 และ M3 ใน MT5 ช่วยให้วิเคราะห์ market microstructure ได้ดีขึ้น
จำนวน Technical Indicators
MT4: 30 indicators พร้อมความสามารถ customize สูง
MT5: 38 indicators พร้อม Volume indicators ที่ครบครันกว่า
ประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงาน
การทดสอบความเร็ว Backtesting
จากการทดสอบเปรียบเทียบ Strategy Tester ด้วย EA เดียวกันบนข้อมูล 1 ปี:
- MT4: ใช้เวลา backtesting เฉลี่ย 45 วินาที
- MT5: ใช้เวลา backtesting เฉลี่ย 12 วินาที
MT5 เร็วกว่าถึง 3-4 เท่า เนื่องจากใช้ multi-core processing และมีการจัดการหน่วยความจำที่ดีกว่า
การใช้ทรัพยากรระบบ
จากการมอนิเตอร์การใช้งานจริง:
| Platform | RAM Usage | CPU Usage | Disk I/O |
|---|---|---|---|
| MT4 | 50-80 MB | 2-5% | ต่ำ |
| MT5 | 80-120 MB | 3-8% | ปานกลาง |
ภาษาโปรแกรมและการพัฒนา Expert Advisor
MQL4 vs MQL5
MQL4 เป็นภาษาที่เรียนรู้ง่ายกว่า เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นพัฒนา EA โครงสร้างคำสั่งใกล้เคียง C++ แบบง่าย
MQL5 มีความสามารถสูงกว่ามาก รองรับ Object-Oriented Programming (OOP), Multi-threading, และมี Standard Library ที่ครบครัน
ตัวอย่างการเขียน Simple Moving Average EA
MQL4 (MT4):
int start()
{
double ma = iMA(NULL,0,14,0,MODE_SMA,PRICE_CLOSE,0);
if(Close[0] > ma && Close[1] <= ma)
OrderSend(Symbol(),OP_BUY,0.1,Ask,3,0,0);
return(0);
}
MQL5 (MT5):
void OnTick()
{
double ma[];
int handle = iMA(_Symbol,PERIOD_CURRENT,14,0,MODE_SMA,PRICE_CLOSE);
CopyBuffer(handle,0,0,2,ma);
if(iClose(_Symbol,PERIOD_CURRENT,0) > ma[0])
// Buy logic here
}
กรณีศึกษา: การเลือกใช้ตามสไตล์การเทรด
Case Study 1: Day Trader ที่เน้น Scalping
นาย A เป็น scalper ที่เทรด EUR/USD ใน timeframe M1 และ M5 ใช้กลยุทธ์ Bollinger Bands + RSI
ปัญหาที่เจอใน MT4: การ backtesting ใน M1 ช้ามาก ใช้เวลานานในการหา optimal parameters
ผลลัพธ์หลังเปลี่ยนมา MT5:
- ความเร็ว backtesting เพิ่มขึ้น 400%
- สามารถใช้ M2 timeframe ได้ ช่วยให้ได้ signal ที่แม่นยำขึ้น
- Volume analysis ที่ดีกว่าช่วยยืนยัน breakout
Case Study 2: Swing Trader ที่ใช้ Multiple EAs
นางสาว B เป็น swing trader ที่รัน EA หลายตัวพร้อมกัน ใช้กลยุทธ์ Grid และ Martingale
เหตุผลที่ยังใช้ MT4:
- EA ที่เขียนไว้ 50+ ตัวทำงานได้ดีใน MT4
- Hedging system เหมาะกับกลยุทธ์ Grid
- ความเสถียรสูง รัน EA ต่อเนื่องหลายเดือนไม่มีปัญหา
การคำนวณ ROI จากการไม่เปลี่ยน platform:
เวลาที่ใช้ในการ convert EA = 200 ชั่วโมง × 500 บาท/ชั่วโมง = 100,000 บาท
ผลกำไรเพิ่มขึ้นจาก MT5 (ประมาณ) = 5% ต่อปี
Break-even point = 2-3 ปี (ขึ้นอยู่กับขนาดเงินลงทุน)
ข้อดี-ข้อเสียเปรียบเทียบ
MetaTrader 4
ข้อดี:
- เสถียรภาพสูงมาก เหมาะกับการรัน EA ระยะยาว
- ชุมชน developer ใหญ่ มี EA และ indicator ให้เลือกมากมาย
- Hedging system เหมาะกับกลยุทธ์บางประเภท
- ใช้ทรัพยากรระบบน้อย เหมาะกับ VPS ราคาถูก
- Interface ง่าย เรียนรู้ได้เร็ว
ข้อเสีย:
- Backtesting ช้า โดยเฉพาะกับข้อมูล tick ขนาดใหญ่
- Timeframe จำกัด ไม่เหมาะกับ scalping ที่ต้องการความละเอียดสูง
- ไม่รองรับการเทรดประเภทอื่นนอกจาก Forex และ CFD
- เทคโน
เปิดบัญชีกับเรา
