Lot Size คืออะไร? ก้าวแรกสู่การควบคุมความเสี่ยงในตลาด Forex
🎬 วิดีโอประกอบจาก iCafeFX
- Lot Size คืออะไร? ก้าวแรกสู่การควบคุมความเสี่ยงในตลาด Forex
- Lot Size คืออะไร? หน่วยวัดขนาดการซื้อขายในตลาด Forex
- Pip Value สำคัญยังไงกับการคำนวณ Lot Size?
- หัวใจของเทรดเดอร์: ไม่ใช่กำไร แต่คือการอยู่รอด
- วิธีคำนวณ Lot Size ที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เดาๆ
- ตารางเปรียบเทียบ Lot Size กับเงินทุน (บนความเสี่ยง 2% และ SL 50 Pips)
- เบื้องหลังตัวเลข: ทำไม Lot Size ถึงสำคัญกว่าที่คิด?
- ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอ เรื่อง Lot Size
- คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Lot Size
- ข้อควรจำก่อนจะกด Order
- เคล็ดลับจากประสบการณ์จริงของ อ.บอม: Lot Size ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการอยู่รอด
- สรุป: Lot Size คือหัวใจของการอยู่รอดในตลาด Forex
- คำเตือนความเสี่ยงในการเทรด Forex
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วนะ บอกตรงๆ ว่าศัพท์เทรดมันเยอะแยะไปหมด อะไรคือ Pip, Lot, Spread, Margin… โอ๊ย! ปวดหัวไปหมดเลยครับ ยิ่งสมัยนั้นข้อมูลภาษาไทยก็หายากเหลือเกิน มีแต่ตำราภาษาอังกฤษหนาปึ้กที่อ่านแล้วก็ง่วง ผมจำได้ว่าตอนนั้นสิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุดคือ “เฮ้ย! ถ้าผมเปิดออเดอร์เนี่ย ผมจะได้หรือเสียเงินเท่าไหร่กันแน่?” มันเป็นคำถามง่ายๆ ที่หาคำตอบยากมากสำหรับมือใหม่
แต่พอได้คลุกคลีกับตลาดมานานๆ เขียนโค้ดเทรดเอง ลองผิดลองถูกมาเยอะ ผมก็มาเจอความจริงที่ว่า หัวใจสำคัญที่สุดของการเอาตัวรอดในตลาด Forex เนี่ย มันไม่ใช่การหาสูตรวิเศษ หรืออินดิเคเตอร์เทพๆ อะไรหรอกนะ แต่มันคือ **การบริหารความเสี่ยง** ครับ และเครื่องมือตัวแรกที่คุณต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยก็คือ **Lot Size** นี่แหละ
หลายคนอาจจะมองข้ามเรื่อง Lot Size ไป คิดว่ามันก็แค่ปริมาณที่เราจะเปิดออเดอร์ แต่เชื่อผมเถอะครับว่าถ้าคุณเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง คุณจะสามารถควบคุมความเสี่ยงของตัวเองได้แบบมืออาชีพ ไม่ใช่แค่เปิดออเดอร์ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าถ้ากราฟมันวิ่งไป 10 จุด แล้วเงินในพอร์ตคุณจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ การไม่รู้เรื่องนี้ก็เหมือนคุณขับรถโดยไม่รู้ว่าเหยียบเบรกแล้วมันจะหยุดแค่ไหน หรือรถมันจะกินน้ำมันเท่าไหร่เลยล่ะครับ
ทำไม Lot Size ถึงสำคัญกว่าที่คุณคิด?
เรื่อง Lot Size เนี่ยมันไม่ได้เกี่ยวกับแค่ “จะซื้อเยอะซื้อน้อย” อย่างเดียว แต่มันคือตัวกำหนด “มูลค่า” ของการเคลื่อนไหวราคาแต่ละจุดในตลาดที่เราเรียกกันว่า Pip หรือ Point ครับ ลองคิดดูนะ ถ้าคุณแลกเงินที่สนามบิน เขาจะถามคุณว่า “แลกเท่าไหร่ครับ?” ถ้าคุณบอกว่า “แลก 100 หน่วย” คุณต้องรู้ว่า 1 หน่วยนั้นมันมีมูลค่าเท่าไหร่ในสกุลเงินที่คุณต้องการใช่ไหมครับ การเทรด Forex ก็คล้ายกันเลย
การเลือก Lot Size ที่เหมาะสมกับขนาดบัญชีและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากๆ ในการวางแผนการเทรด ถ้าคุณเลือก Lot Size ใหญ่เกินไปสำหรับเงินทุนของคุณ แค่กราฟกระดิกนิดเดียว พอร์ตคุณอาจจะแดงเถือกจนใจหาย หรืออาจจะโดน Margin Call ง่ายๆ เลย ตรงกันข้าม ถ้าเลือก Lot Size เล็กเกินไป กำไรที่ได้ก็อาจจะไม่คุ้มค่าความเสี่ยงที่รับ การเทรดมันก็เลยต้องหาจุดสมดุลตรงนี้แหละครับ
เพราะฉะนั้น ผมอยากให้คุณทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ต้องรีบร้อนนะครับ ค่อยๆ ทำความเข้าใจไปทีละขั้น เพราะมันคือรากฐานสำคัญที่คุณจะเอาไปต่อยอดเรื่องการบริหารเงินทุน (Money Management) และบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ในอนาคตครับ
Lot Size คืออะไร? หน่วยวัดขนาดการซื้อขายในตลาด Forex
เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องกันเลย Lot Size คือ **ปริมาณมาตรฐานของหน่วยสกุลเงิน (Currency Units) ที่คุณซื้อขายในการเทรดแต่ละครั้ง** อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนเวลาเราไปซื้อของนั่นแหละครับ บางทีเราซื้อเป็นชิ้นๆ บางทีเราซื้อเป็นโหล หรือบางทีก็ซื้อเป็นลังใช่ไหมครับ ในตลาด Forex ก็มีหน่วยที่ใช้เรียกปริมาณการซื้อขายของเราแบบเดียวกันนั่นแหละครับ
ตลาด Forex เนี่ยมันเป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ การซื้อขายแต่ละครั้งจึงมักจะทำกันในปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขานและคำนวณ โบรกเกอร์ Forex ทั่วโลกจึงกำหนดหน่วยมาตรฐานของการซื้อขาย หรือ Lot Size ขึ้นมา ซึ่งเราจะแบ่งเป็นหลักๆ ได้ 3-4 ขนาดตามนี้ครับ
ทำความรู้จักกับขนาด Lot Size มาตรฐาน
มาดูกันครับว่า Lot Size แต่ละแบบมีปริมาณหน่วยสกุลเงินเท่าไหร่ และมีความหมายอย่างไรบ้าง
* **Standard Lot (ล็อตมาตรฐาน):**
* **ปริมาณ:** 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก (Base Currency)
* **ตัวอย่าง:** ถ้าคุณเปิด Standard Lot ของคู่ EUR/USD คุณกำลังเทรด EUR จำนวน 100,000 ยูโร ครับ
* **ความหมาย:** อันนี้คือขนาดใหญ่สุดที่เทรดเดอร์มืออาชีพหรือสถาบันนิยมใช้กัน เพราะมันให้ผลตอบแทนต่อ Pip สูงครับ แต่แน่นอนว่าความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย ถ้าคุณมีทุนน้อยๆ การเปิด Standard Lot นี่ต้องระวังมากๆ เลยนะ
* **Mini Lot (มินิล็อต):**
* **ปริมาณ:** 10,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก
* **ตัวอย่าง:** เปิด Mini Lot EUR/USD เท่ากับเทรด EUR จำนวน 10,000 ยูโร
* **ความหมาย:** เริ่มย่อขนาดลงมาหน่อย เป็นที่นิยมสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนปานกลาง หรือคนที่ต้องการลองเทรดด้วยความเสี่ยงที่ไม่สูงเท่า Standard Lot แต่ก็ยังคงได้กำไร/ขาดทุนที่น่าสนใจอยู่
* **Micro Lot (ไมโครล็อต):**
* **ปริมาณ:** 1,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก
* **ตัวอย่าง:** เปิด Micro Lot EUR/USD เท่ากับเทรด EUR จำนวน 1,000 ยูโร
* **ความหมาย:** อันนี้เหมาะสำหรับมือใหม่มากๆ เลยครับ หรือคนที่มีเงินทุนไม่เยอะนัก เพราะมันช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยงได้ง่ายขึ้นเยอะ การเคลื่อนไหวของราคานิดหน่อยก็ไม่ทำให้พอร์ตคุณสะเทือนมากนัก เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฝึกฝนเลยล่ะ
* **Nano Lot (นาโนล็อต):**
* **ปริมาณ:** 100 หน่วยของสกุลเงินหลัก
* **ตัวอย่าง:** เปิด Nano Lot EUR/USD เท่ากับเทรด EUR จำนวน 100 ยูโร
* **ความหมาย:** โบรกเกอร์บางเจ้าอาจจะมีให้เทรดในหน่วยที่เล็กกว่า Micro Lot อีกครับ ซึ่งก็คือ Nano Lot นี่แหละ อันนี้เล็กจิ๋วมากๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะทดลองระบบเทรด หรือมีทุนน้อยมากๆ จริงๆ ครับ แต่หลายๆ โบรกเกอร์ก็อาจจะไม่มี Nano Lot ให้เลือกนะ ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มที่ Micro Lot เป็นอย่างต่ำ
Lot Size กับการเลือกปริมาณใน Metatrader
เวลาคุณจะเปิดออเดอร์ในโปรแกรมอย่าง Metatrader (MT4/MT5) เนี่ย คุณจะเห็นช่องให้ใส่ตัวเลขที่เขียนว่า “Volume” หรือ “ปริมาณ” ใช่ไหมครับ ตรงนั้นแหละคือที่เราจะใส่ Lot Size เข้าไป ตัวเลขที่คุณใส่เข้าไปจะถูกตีความตามระบบมาตรฐานครับ
* **1.00** คือ 1 Standard Lot (100,000 หน่วย)
* **0.10** คือ 1 Mini Lot (10,000 หน่วย)
* **0.01** คือ 1 Micro Lot (1,000 หน่วย)
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงใส่เป็นทศนิยม? ก็เพราะเราไม่ได้จำเป็นต้องเทรดเต็ม Standard Lot หรือ Mini Lot เสมอไปไงครับ เราสามารถเปิดออเดอร์แบบยืดหยุ่นได้ เช่น จะเปิด 0.02 Lot (2 Micro Lot) หรือ 0.50 Lot (ครึ่ง Mini Lot) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการคำนวณความเสี่ยงของคุณนั่นแหละครับ
ตารางสรุป Lot Size และปริมาณหน่วยสกุลเงิน
| ประเภท Lot Size | ปริมาณใน MT4/MT5 | จำนวนหน่วยสกุลเงินหลัก |
|---|---|---|
| Standard Lot | 1.00 | 100,000 หน่วย |
| Mini Lot | 0.10 | 10,000 หน่วย |
| Micro Lot | 0.01 | 1,000 หน่วย |
| Nano Lot (บางโบรก) | 0.001 | 100 หน่วย |
จากประสบการณ์ผมนะ เทรดเดอร์มือใหม่ที่อยากลองเทรดจริง ควรจะเริ่มจาก Micro Lot (0.01) ก่อนเลยครับ เพราะมันจะทำให้คุณได้สัมผัสกับความรู้สึกของการเทรดจริงโดยไม่เสี่ยงมากเกินไป ค่อยๆ เพิ่มขนาดขึ้นเมื่อคุณมั่นใจในระบบและแผนการเทรดของตัวเองแล้วจะดีกว่าครับ การกระโดดไป Standard Lot ตั้งแต่แรกๆ นี่เหมือนโดดลงสระน้ำลึกโดยว่ายน้ำไม่เป็นเลยนะ อันตรายมากๆ
Pip Value สำคัญยังไงกับการคำนวณ Lot Size?
ทีนี้เรามารู้จักกับเพื่อนซี้ของ Lot Size กันครับ นั่นก็คือ **Pip Value** หรือ **มูลค่าต่อ 1 Pip** นั่นเอง ไอ้เจ้า Pip เนี่ย มันคือหน่วยที่เล็กที่สุดในการเปลี่ยนแปลงราคาของคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ในตลาด Forex ครับ มันย่อมาจาก “Price Interest Point” หรือบางทีก็เรียก “Percentage in Point”
Pip คืออะไร?
ส่วนใหญ่แล้ว คู่สกุลเงิน Forex จะแสดงราคาด้วยทศนิยม 4 ตำแหน่ง เช่น EUR/USD ราคา 1.12345 ไอ้เจ้า Pip ก็คือตัวเลขตำแหน่งที่ 4 หลังจุดทศนิยมครับ (ยกเว้นคู่สกุลเงินที่มี JPY อยู่ด้วย มักจะแสดงด้วยทศนิยม 2 ตำแหน่ง Pip ก็คือตำแหน่งที่ 2 ครับ)
* ถ้า EUR/USD เปลี่ยนจาก 1.12345 ไปเป็น 1.12355 นั่นหมายความว่าราคาเคลื่อนที่ไป 1 Pip ครับ
* ถ้า USD/JPY เปลี่ยนจาก 109.234 ไปเป็น 109.244 นั่นหมายความว่าราคาเคลื่อนที่ไป 1 Pip ครับ
แล้วไอ้ Pip Value นี่มันคืออะไรล่ะครับ? มันคือ **จำนวนเงินจริงที่คุณจะได้กำไรหรือขาดทุน เมื่อราคาของคู่สกุลเงินเคลื่อนที่ไป 1 Pip** นั่นเองครับ และนี่แหละคือหัวใจสำคัญของการคำนวณ Lot Size ที่เหมาะกับทุนของคุณเลย เพราะถ้าคุณรู้ว่า 1 Pip มีมูลค่าเท่าไหร่ คุณก็จะรู้ว่าถ้าผิดทางไป 20 Pip คุณจะเสียเงินเท่าไหร่ หรือถ้าถูกทาง 50 Pip คุณจะได้กำไรเท่าไหร่ครับ
ทำไม Pip Value ถึงสำคัญกับการเลือก Lot Size?
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังขับรถบนถนนที่มองไม่เห็นมาตรวัดความเร็ว คุณก็ไม่รู้ว่าคุณขับเร็วแค่ไหน หรือถ้าเกิดเบรกกะทันหันแล้วรถจะไถลไปไกลเท่าไหร่ใช่ไหมครับ Pip Value ก็เหมือนกับมาตรวัดความเร็วและระยะเบรกนั่นแหละครับ
การรู้ Pip Value ทำให้คุณ:
1. **ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น:** คุณจะรู้ว่าถ้าตั้ง Stop Loss ที่กี่ Pip คุณจะขาดทุนเท่าไหร่เป็นจำนวนเงินจริง
2. **วางแผนการเทรดได้ดีขึ้น:** คุณสามารถกำหนด Take Profit และ Stop Loss ได้อย่างสมเหตุสมผลตามเป้าหมายกำไรและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
3. **เลือก Lot Size ได้เหมาะสม:** คุณจะสามารถคำนวณย้อนกลับได้ว่า ด้วยเงินทุนที่คุณมี และความเสี่ยงที่คุณรับได้ ควรจะเปิด Lot Size เท่าไหร่
วิธีคำนวณ Pip Value ในคู่สกุลเงินต่างๆ
การคำนวณ Pip Value อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อยในตอนแรก แต่พอคุณเข้าใจหลักการแล้ว มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ เราจะแบ่งการคำนวณตามลักษณะของคู่สกุลเงินนะครับ
-
กรณีที่สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) เป็น USD
นี่เป็นกรณีที่ง่ายที่สุดครับ เพราะสกุลเงินอ้างอิง (ตัวหลัง) คือ USD ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในการแสดงยอดเงินในบัญชีเทรดส่วนใหญ่ของเราอยู่แล้วครับ
สูตร:
- Pip Value = (Lot Size * 1 Pip)
จำไว้ว่า 1 Pip ในการคำนวณนี้จะเท่ากับ 0.0001 สำหรับคู่สกุลเงิน 4 ตำแหน่ง และ 0.01 สำหรับคู่สกุลเงิน 2 ตำแหน่ง (เช่น JPY)
ตัวอย่าง: EUR/USD
- สมมติราคา EUR/USD อยู่ที่ 1.12345
- ถ้าคุณเปิด 1 Standard Lot (1.00 Lot = 100,000 หน่วย)
- Pip Value = (100,000 หน่วย * 0.0001) = 10 USD
- นั่นหมายความว่า ทุกๆ การเคลื่อนไหว 1 Pip ของ EUR/USD ถ้าคุณเปิด 1 Standard Lot คุณจะได้หรือเสีย 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ครับ
ตัวอย่าง: GBP/USD
- สมมติราคา GBP/USD อยู่ที่ 1.25678
- ถ้าคุณเปิด 0.10 Lot (1 Mini Lot = 10,000 หน่วย)
- Pip Value = (10,000 หน่วย * 0.0001) = 1 USD
- ดังนั้น ถ้าเปิด 0.10 Lot ของ GBP/USD ทุก 1 Pip ที่ราคาขยับ คุณจะกำไรหรือขาดทุน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ครับ
จะเห็นว่ามันง่ายมากๆ เลยใช่ไหมครับ ถ้าเป็นคู่สกุลเงินที่ลงท้ายด้วย USD
-
กรณีที่สกุลเงินหลัก (Base Currency) เป็น USD
ในกรณีนี้ สกุลเงินอ้างอิง (ตัวหลัง) ไม่ใช่ USD เช่น USD/JPY, USD/CHF
สูตร:
- Pip Value = (Lot Size * 1 Pip) / อัตราแลกเปลี่ยนของคู่สกุลเงินนั้นๆ
ตัวอย่าง: USD/JPY
- สมมติราคา USD/JPY อยู่ที่ 109.254 (สำหรับ JPY, 1 Pip = 0.01)
- ถ้าคุณเปิด 1 Standard Lot (1.00 Lot = 100,000 หน่วย)
- Pip Value = (100,000 หน่วย * 0.01) / 109.25 (ใช้ราคาปัจจุบัน)
- Pip Value ≈ 1,000 / 109.25 ≈ 9.153 USD
- ดังนั้น ทุกๆ การเคลื่อนไหว 1 Pip ของ USD/JPY ถ้าคุณเปิด 1 Standard Lot คุณจะได้หรือเสียประมาณ 9.153 ดอลลาร์สหรัฐฯ ครับ
จะเห็นว่ามูลค่า Pip มันขึ้นอยู่กับราคาปัจจุบันของคู่สกุลเงินด้วยนะครับ
-
กรณีที่ไม่มี USD อยู่ในคู่สกุลเงินเลย (Cross Currency Pair)
อันนี้จะซับซ้อนขึ้นมาอีกหน่อยครับ เพราะเราต้องแปลงค่ากลับมาเป็น USD อีกครั้ง
สูตร:
- Pip Value = (Lot Size * 1 Pip) * (อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินอ้างอิง / USD)
- หรืออีกวิธี: Pip Value = (มูลค่า Pip ในสกุลเงินอ้างอิง) * (อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินอ้างอิง / USD)
ตัวอย่าง: GBP/JPY
- สมมติราคา GBP/JPY อยู่ที่ 145.678 และ USD/JPY อยู่ที่ 109.254
- ถ้าคุณเปิด 1 Standard Lot (1.00 Lot = 100,000 หน่วย)
- ขั้นแรก หา Pip Value ในสกุลเงิน JPY ก่อน: (100,000 หน่วย * 0.01) = 1,000 JPY
- จากนั้น แปลง 1,000 JPY กลับเป็น USD โดยใช้คู่ USD/JPY:
- Pip Value ใน USD = 1,000 JPY / 109.25 (ราคา USD/JPY) ≈ 9.153 USD
- ดังนั้น ทุกๆ การเคลื่อนไหว 1 Pip ของ GBP/JPY ถ้าคุณเปิด 1 Standard Lot คุณจะได้หรือเสียประมาณ 9.153 ดอลลาร์สหรัฐฯ ครับ
จะเห็นว่าถึงแม้จะไม่มี USD ในคู่สกุลเงินเลย เราก็ยังต้องใช้คู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับ USD มาช่วยในการคำนวณเพื่อให้ได้ Pip Value เป็น USD อยู่ดีครับ
บางคนอาจจะคิดว่า “โอ๊ย! ต้องมานั่งคำนวณแบบนี้ทุกครั้งเลยเหรอ?” ไม่ต้องกังวลไปครับ! สมัยนี้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกเยอะแยะเลย ทั้ง Pip Value Calculator ออนไลน์ หรือแม้กระทั่งในแพลตฟอร์มเทรดบางเจ้าก็มีบอก Pip Value ให้เลย หรืออย่างที่ผมใช้บ่อยๆ ก็คือดูจาก Indicator ใน MT4/MT5 ที่ผมเขียนขึ้นมาเองนั่นแหละครับ มันจะแสดงให้เห็นเลยว่าเปิด Lot Size เท่านี้ แต่ละ Pip มีมูลค่าเท่าไหร่ ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นเยอะ
แต่ถึงแม้จะมีเครื่องมือช่วย ผมก็ยังอยากให้คุณเข้าใจหลักการคำนวณด้วยตัวเองอยู่ดีนะครับ เพราะการเข้าใจพื้นฐานจะทำให้คุณไม่โดนหลอก และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตัวเองเสมอครับ มันคือการสร้างความมั่นใจให้กับการตัดสินใจของคุณนั่นแหละครับ
จากประสบการณ์ผมนะ เทรดเดอร์หลายคนที่พอร์ตแตกไปก่อน ก็เพราะว่าไม่เข้าใจเรื่อง Lot Size และ Pip Value นี่แหละครับ เปิด Lot ใหญ่เกินตัวไปหน่อย พอราคาวิ่งสวนทางแค่ไม่กี่ Pip ก็หมดตัวแล้ว การเข้าใจสองสิ่งนี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดขนาดการเทรดที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่คุณรับได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เดาสุ่มเอาครับ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการเป็นเทรดเดอร์ที่อยู่รอดในตลาดได้ระยะยาวครับ
เอาล่ะครับ หลังจากที่เราคุยกันไปในส่วนแรกว่าไอ้เจ้า Lot Size มันคืออะไร มีกี่ประเภท แล้วมันส่งผลต่อ P/L (Profit/Loss) ยังไงบ้าง พอเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมว่า Lot ใหญ่ กำไรก็ใหญ่ ขาดทุนก็หนัก
แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะย้ำให้ชัดๆ เลยนะ คือการเลือก Lot Size มันไม่ใช่แค่เรื่องของ “อยากได้กำไรเยอะๆ” อย่างเดียว มันคือ “หัวใจของการบริหารความเสี่ยง” ต่างหากครับ
หัวใจของเทรดเดอร์: ไม่ใช่กำไร แต่คือการอยู่รอด
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ สมัยที่อินเทอร์เน็ตยังเป็น Dial-up เสียงปิ๊ดปิ๊ดๆ นั่นแหละครับ (เด็กสมัยนี้คงไม่รู้จักแล้วมั้ง ฮ่าๆ) ผมก็เหมือนกับเทรดเดอร์มือใหม่ทั่วไป คือมองแต่กำไร อยากรวยเร็วๆ เห็นพอร์ตคนอื่นโตไว ก็อยากได้แบบนั้นบ้าง ก็อัด Lot ซะเต็มเหนี่ยว ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเลยว่าถ้ามันผิดทางขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น
สุดท้ายเป็นไงครับ? ล้างพอร์ตไปหลายรอบ ไม่ใช่เพราะเทรดไม่เป็นนะ แต่เพราะ “ไม่รู้จักบริหารความเสี่ยง” เนี่ยแหละ พอเจอวิกฤติช่วง Dot-com Bubble หรืออะไรที่ตลาดมันสวิงแรงๆ ก็ไปไม่เป็นเลย
กำหนดความเสี่ยงต่อการเทรด (Risk % per Trade)
จากประสบการณ์ตรงเลยนะ ผมแนะนำน้องๆ เสมอว่า สิ่งแรกที่ต้องคิดก่อนจะกด Order เลย คือ “เรายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหนต่อการเทรด 1 ครั้ง?”
ส่วนใหญ่ที่ผมใช้และแนะนำ คือประมาณ **1-2% ของเงินทุนทั้งหมด** ครับ ไม่ควรเกินนี้เลยนะ ฟังดูน้อยใช่ไหมครับ? แต่ลองคิดดูนะ ถ้าคุณเสี่ยง 2% แล้วเทรดเสียติดกัน 10 ครั้ง คุณจะเสียไปแค่ 20% ของพอร์ตเองนะ ยังมีเงินเหลือให้สู้ต่ออีกเยอะแยะเลย
แต่ถ้าคุณไปเสี่ยง 10% ต่อการเทรด 1 ครั้ง แค่เสียติดกัน 10 ครั้ง พอร์ตคุณก็เหลือ 0 แล้วครับ จบเห่เลยทีนี้ จะเอาอะไรไปเทรดต่อ? เหมือนเวลาเราทำธุรกิจน่ะครับ ไม่มีใครเอาเงินก้อนสุดท้ายไปลงทุนในโปรเจกต์เดียวหรอกจริงไหม? เราต้องมีเงินสำรองเสมอ
วิธีคำนวณ Lot Size ที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เดาๆ
ทีนี้พอเรารู้แล้วว่าเรายอมรับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ต่อไม้ เราก็ต้องมาคำนวณหา Lot Size ที่เหมาะสมกันครับ มันมีขั้นตอนชัดเจนนะ ไม่ใช่แค่กะๆ เอา หรือดูว่ามาร์จิ้นเหลือเท่าไหร่แล้วก็กดไปเรื่อย
ขั้นตอนที่ 1: วัดระยะ Stop Loss ในหน่วย Pip
ก่อนที่เราจะเปิดออร์เดอร์ เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะวาง Stop Loss (SL) ไว้ตรงไหน นี่คือจุดที่เรายอมรับว่า “ถ้ากราฟมันไปถึงตรงนี้ แสดงว่าเราคิดผิด ยอมแพ้ แล้วออกจากการเทรดดีกว่า”
ระยะ SL เนี่ยแหละครับคือตัวกำหนดความเสี่ยงของเราในแต่ละครั้ง วัดออกมาเป็นจำนวน Pip ให้ชัดเจน เช่น เราจะเข้า Buy EUR/USD ที่ 1.10000 แล้วตั้ง SL ไว้ที่ 1.09900 แบบนี้ SL ของเราก็คือ 100 จุด หรือ 10 pips ครับ (ถ้ามีทศนิยม 5 ตำแหน่ง จุดที่ 5 คือ pipettes ต้องปัดขึ้นหรือนับดีๆ นะครับ)
ขั้นตอนที่ 2: แปลงความเสี่ยงเป็นเงินบาท/ดอลลาร์
เมื่อเรากำหนด Risk % per Trade แล้ว และรู้ขนาดเงินทุนในพอร์ต เราก็จะรู้ว่า “เรายอมเสียเงินได้สูงสุดเท่าไหร่” ในการเทรดครั้งนี้
**สูตร:**
`เงินที่ยอมเสียสูงสุด = เงินทุนในพอร์ต * Risk %`
**ตัวอย่าง:**
* ถ้าคุณมีเงินทุน $1,000
* และยอมเสี่ยง 2% ต่อการเทรด
* ดังนั้น `เงินที่ยอมเสียสูงสุด = $1,000 * 2% = $20`
จำตัวเลข $20 นี้ไว้ให้ดีครับ นี่คือเพดานความเสี่ยงของเราในการเทรดไม้เดียว
ขั้นตอนที่ 3: คำนวณ Lot Size จากมูลค่า Pip
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วครับ พอเราได้ “เงินที่ยอมเสียสูงสุด” และ “ระยะ Stop Loss ในหน่วย Pip” เราก็เอามาคำนวณหา Lot Size ได้เลย
**สูตร:**
`Lot Size = (เงินที่ยอมเสียสูงสุด / จำนวน Pip ที่ Stop Loss) / มูลค่า 1 pip ของ Standard Lot`
ทีนี้ไอ้ “มูลค่า 1 pip ของ Standard Lot” เนี่ย สำหรับคู่เงินที่ USD เป็นสกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) อย่าง EUR/USD, GBP/USD มันจะประมาณ $10 ต่อ 1 Standard Lot ครับ
แต่สำหรับคู่เงินที่ USD ไม่ได้เป็นสกุลเงินอ้างอิง เช่น USD/JPY หรือคู่ที่เป็นครอส เช่น EUR/JPY อันนี้ต้องคำนวณแปลงค่าเงินนิดหน่อย หรือดูจากตารางของโบรกเกอร์ แต่เพื่อความง่ายในการคำนวณเบื้องต้น ให้ใช้ $10 เป็นค่าตั้งต้นไปก่อนได้เลยครับ หรือสำหรับทองคำ (XAU/USD) 1 Standard Lot (100 oz) 1 pip ก็คือ $1 ครับ
ตัวอย่างการคำนวณ Lot Size จริงๆ (EUR/USD)
สมมติว่า:
* เงินทุนในพอร์ต: $1,000
* ยอมเสี่ยง: 2% ($20)
* เราจะเทรด EUR/USD
* ตั้ง Stop Loss: 50 pips (500 จุด)
**คำนวณตามขั้นตอน:**
1. **เงินที่ยอมเสียสูงสุด:** $1,000 * 2% = $20
2. **มูลค่า 1 pip ของ Standard Lot EUR/USD:** $10
3. **Lot Size:**
* ถ้าเราจะเสีย $20 ในระยะ 50 pips หมายความว่าเรายอมเสีย `$(20 / 50) = $0.4` ต่อ 1 pip
* จากนั้นเอาค่า $0.4 / $10 (มูลค่า 1 pip ของ Standard Lot) = 0.04 Lot
เห็นไหมครับว่า Lot Size ที่เหมาะสมสำหรับพอร์ต $1,000 เสี่ยง 2% และ SL 50 pips คือ **0.04 Lot** ครับ
ถ้าคุณไปกด 0.1 Lot เลย เท่ากับว่าคุณกำลังเสี่ยง $1000 * 10% = $50 ซึ่งเกิน 2% ไปเยอะมากแล้วนะครับ พอร์ต $1,000 ไม่ควรเทรดเกิน 0.05 Lot ถ้า SL 50 pips ครับ นี่คือความจริงที่มือใหม่หลายคนมองข้าม
ตัวอย่างการคำนวณ Lot Size สำหรับ Gold (XAU/USD)
ทองคำนี่คือของโปรดหลายๆ คนเลยใช่ไหมครับ แต่ระวังหน่อยนะ ทองมันวิ่งแรงมาก ค่า pip ก็ต่างกัน
สมมติว่า:
* เงินทุนในพอร์ต: $2,000
* ยอมเสี่ยง: 2% ($40)
* เราจะเทรด Gold (XAU/USD)
* ตั้ง Stop Loss: 100 จุด (หรือ 10$) หมายถึง 100 pips (เพราะ XAU/USD 1 pip = 0.01$ หรือ 1 จุด = 0.01$ เช่น 1900.00 ไป 1900.01 คือ 1 pip หรือ 1 จุด แต่ส่วนใหญ่เราจะพูดถึงการเคลื่อนไหวเป็นหลักหน่วย เช่น 1900.00 ไป 1901.00 คือ 100 จุด หรือ 100 pips) **(ขออธิบายตรงนี้ให้ละเอียดนิดนึง)**
* สำหรับทองคำ (XAU/USD) สกุลเงินที่อยู่หลังสุดคือ USD
* 1 Standard Lot (100 ออนซ์) มูลค่าการเคลื่อนที่ 1 ดอลลาร์ (เช่นจาก 1900.00 ไป 1901.00) จะเท่ากับ $100
* ถ้าเรานับ 1 Pip คือการเปลี่ยนแปลง 0.01 ดอลลาร์ (เช่น 1900.00 ไป 1900.01)
* ดังนั้น 1 Standard Lot (100 oz) จะมีมูลค่า 1 pip = $1
**คำนวณตามขั้นตอน:**
1. **เงินที่ยอมเสียสูงสุด:** $2,000 * 2% = $40
2. **มูลค่า 1 pip ของ Standard Lot XAU/USD:** $1
3. **Lot Size:**
* ถ้าเราจะเสีย $40 ในระยะ SL 100 pips หมายความว่าเรายอมเสีย `$(40 / 100) = $0.4` ต่อ 1 pip
* จากนั้นเอาค่า $0.4 / $1 (มูลค่า 1 pip ของ Standard Lot) = 0.4 Lot
สำหรับทองคำ พอร์ต $2,000 เสี่ยง 2% และ SL 100 pips ควรเทรดที่ **0.4 Lot** ครับ
เห็นความแตกต่างไหมครับ EUR/USD กับ XAU/USD ถึงแม้ค่าเงินจะเหมือนกัน แต่ Lot Size ที่เหมาะสมต่างกันลิบลับ เพราะมูลค่า Pip ของแต่ละสินทรัพย์มันไม่เท่ากันนี่แหละครับ
ตารางเปรียบเทียบ Lot Size กับเงินทุน (บนความเสี่ยง 2% และ SL 50 Pips)
เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมทำตารางเปรียบเทียบง่ายๆ มาให้ดูครับ อันนี้คิดจาก **ความเสี่ยง 2%** และ **Stop Loss 50 Pips** (สำหรับ EUR/USD ที่ 1 Standard Lot = $10/pip)
| เงินทุนในพอร์ต (Equity) | เงินที่ยอมเสียสูงสุด (2%) | มูลค่าต่อ 1 Pip ที่เรายอมรับได้ | Lot Size ที่เหมาะสม (EUR/USD) |
| :———————– | :———————— | :—————————— | :—————————– |
| $100 | $2 | $0.04 | 0.004 Lot (ไม่สามารถเปิดได้จริง ปกติขั้นต่ำ 0.01) |
| $200 | $4 | $0.08 | 0.008 Lot (ไม่สามารถเปิดได้จริง ปกติขั้นต่ำ 0.01) |
| $500 | $10 | $0.20 | 0.02 Lot |
| $1,000 | $20 | $0.40 | 0.04 Lot |
| $2,000 | $40 | $0.80 | 0.08 Lot |
| $5,000 | $100 | $2.00 | 0.20 Lot |
| $10,000 | $200 | $4.00 | 0.40 Lot |
| $20,000 | $400 | $8.00 | 0.80 Lot |
| $50,000 | $1,000 | $20.00 | 2.00 Lot |
จากตารางจะเห็นเลยว่า ถ้าพอร์ตเราเล็กมากๆ อย่าง $100-$200 แล้วอยากคุมความเสี่ยง 2% กับ SL 50 pips เนี่ย บางที Lot Size ที่คำนวณได้มันต่ำกว่า 0.01 Lot ซึ่งเป็น Lot ขั้นต่ำที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้เทรดอีกนะ
ดังนั้น ถ้าพอร์ตเล็กมากๆ อาจจะต้อง:
1. ยอมเพิ่ม Risk % เป็น 3-5% (แต่ไม่แนะนำให้ทำบ่อยๆ)
2. ลดระยะ Stop Loss ให้สั้นลง
3. หรือที่ดีที่สุด คือเติมเงินให้พอร์ตมันใหญ่ขึ้นมาหน่อยครับ จะได้มีพื้นที่หายใจเยอะขึ้น
เบื้องหลังตัวเลข: ทำไม Lot Size ถึงสำคัญกว่าที่คิด?
Lot Size ไม่ได้เกี่ยวกับแค่เรื่อง P/L หรือความเสี่ยงต่อการเทรดเท่านั้นนะ มันยังไปผูกกับเรื่อง “มาร์จิ้น” และ “เลเวอเรจ” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเทรด Forex ด้วยครับ
Lot Size กับ Margin ที่ต้องใช้
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเรามีเงินในพอร์ต $1,000 แต่เปิด Lot ใหญ่ๆ ได้ ทั้งที่มูลค่าของสัญญาจริงๆ มันเป็นแสนเป็นล้านดอลลาร์? นั่นก็เพราะเราใช้ “เลเวอเรจ” และโบรกเกอร์จะกันเงินส่วนหนึ่งของเราไว้เป็น “มาร์จิ้น” ครับ
มาร์จิ้นคือเงินประกันที่โบรกเกอร์จะขอเก็บไว้ชั่วคราว เพื่อเป็นหลักประกันว่าคุณมีเงินเพียงพอที่จะรับผิดชอบการขาดทุนเบื้องต้นของการเปิด Position นั้นๆ ยิ่งคุณเปิด Lot ใหญ่เท่าไหร่ มาร์จิ้นที่ต้องใช้ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
**ตัวอย่าง:**
ถ้าคุณเปิด 1 Standard Lot (100,000 หน่วย) ของ EUR/USD ที่ราคา 1.10000 มูลค่าของสัญญาคือ $110,000
* ถ้าโบรกเกอร์ให้เลเวอเรจ 1:500 (หรือมาร์จิ้น 0.2%) คุณต้องใช้มาร์จิ้น `($110,000 * 0.2%) = $220`
* ถ้าคุณเปิดแค่ 0.1 Lot มูลค่าสัญญาคือ $11,000 คุณต้องใช้มาร์จิ้น `($11,000 * 0.2%) = $22`
จะเห็นว่า Lot Size ที่ต่างกัน ทำให้มาร์จิ้นที่ถูกกันไว้ต่างกันเยอะมาก ยิ่งคุณใช้ Lot ใหญ่มากจนมาร์จิ้นที่เหลือ (Free Margin) มีน้อย โอกาสโดน Margin Call หรือ Stop Out ก็สูงขึ้นตามไปด้วยครับ
Leverage ตัวช่วยที่ต้องระวัง
เลเวอเรจมันเหมือนดาบสองคมนะ ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นกับมันมาก เพราะมันทำให้เราเอาเงินน้อยไปเทรดได้เยอะๆ เหมือนมีเครื่องทุ่นแรงชั้นดี
แต่ลองคิดดูนะ ถ้าคุณใช้เลเวอเรจสูงๆ แล้วเปิด Lot ใหญ่เกินตัว มันก็เหมือนคุณกำลังขับรถสปอร์ตบนถนนลื่นๆ ด้วยความเร็วสูงๆ ถ้าคุณควบคุมมันได้ดี มันก็พาคุณไปถึงจุดหมายเร็วขึ้น แต่ถ้าพลาดนิดเดียว ผลที่ตามมามันก็จะหนักหนาสาหัสกว่าการขับรถปกติเยอะเลย
จากประสบการณ์ผม แนะนำว่าเลเวอเรจมันเป็นแค่ตัวช่วยให้เราเปิด Lot ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราคำนวณไว้ได้ ไม่ใช่ตัวเร่งให้เราเปิด Lot ใหญ่ขึ้นนะครับ อย่าเอา Lot Size ที่คำนวณจากความเสี่ยงไปปนกับการใช้เลเวอเรจสูงๆ แล้วเปิด Lot ใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น เพราะถ้าคุณทำแบบนั้น คุณกำลังเดินเข้าสู่กับดักของมาร์จิ้นที่ไม่พอใช้ครับ
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอ เรื่อง Lot Size
ผมเห็นมือใหม่หลายคนพลาดเรื่อง Lot Size ซ้ำๆ กันมาเยอะมาก เลยอยากจะรวบรวมข้อผิดพลาดหลักๆ ที่ผมเจอมาบ่อยๆ มาบอกเล่าให้น้องๆ ได้ระวังกันครับ
โลภมาก ลากไส้แตก
อันนี้พบบ่อยสุดๆ ครับ เห็นกำไรแล้วตาโต อยากได้เยอะๆ ก็อัด Lot Size แบบไม่ลืมหูลืมตา พอราคาไปในทิศทางที่ถูกต้องก็ดีไป แฮปปี้ กำไรเต็มไม้ แต่พอราคากลับตัว หรือวิ่งสวนทางนิดเดียว พอร์ตแดงฉานจนใจหายวาบ บางทีโดนลากจนหมดพอร์ต เพราะ Lot มันใหญ่เกินกว่าที่พอร์ตจะรับไหว
เหมือนเราไปยกของหนักเกินตัวน่ะครับ ยกได้ครั้งแรกก็ดีใจ แต่ถ้าต้องยกหลายๆ ครั้ง หรือของมันหนักขึ้นมา เราก็หลังหักเอาได้ง่ายๆ นะครับ
ไม่ตั้ง Stop Loss แล้วใช้ Lot ใหญ่
นี่คือการฆ่าตัวตายในตลาด Forex เลยครับ! การไม่ตั้ง Stop Loss ก็เหมือนขับรถโดยไม่ใส่เข็มขัดนิรภัย หรือไม่รู้จะเหยียบเบรกตรงไหน พอเกิดอุบัติเหตุ ก็คือเจ็บหนัก หรือถึงขั้นเสียชีวิตเลย
ยิ่งถ้าไม่ตั้ง SL แล้วยังใช้ Lot Size ใหญ่ๆ อีกนะ ผมเคยเห็นมาเยอะครับ ที่ราคาไปผิดทางนิดหน่อย จากที่คิดว่าจะกลับตัว แต่ราคากลับไหลยาวไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องปิดขาดทุนมือ (Panic Close) หรือหนักกว่านั้นคือโดนโบรกเกอร์ Stop Out ไปเอง เพราะมาร์จิ้นไม่พอแล้วครับ
จำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะ Lot Size ที่เหมาะสม + Stop Loss ที่ชัดเจน คือเพื่อนแท้ของคุณในตลาดนี้ครับ
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Lot Size
มาถึงช่วง
💡 แนะนำ: สำหรับคนที่สนใจเรื่อง IT และเทคโนโลยี ลองอ่าน optimize zimbra จาก SiamCafe Blog ได้ครับ
FAQ แล้วครับ มีคำถามอะไรที่น้องๆ มักจะถามกันบ่อยๆ เรื่อง Lot Size ผมรวบรวมมาตอบให้ตรงนี้เลย
- “ถ้าพอร์ตผมมีแค่ $100 ควรเทรด Lot เท่าไหร่ดีครับ?”
ถ้าคำนวณตามหลักความเสี่ยง 2% กับ SL 50 pips (สำหรับ EUR/USD) มันจะออกมาที่ 0.004 Lot ซึ่งโบรกเกอร์ส่วนใหญ่เปิดไม่ได้ขั้นต่ำ 0.01 Lot ครับ ดังนั้นถ้าอยากเทรด 0.01 Lot คุณต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น หรือลดระยะ SL ให้สั้นลงมากๆ ซึ่งมือใหม่อาจจะตั้ง SL สั้นเกินไปแล้วโดนเกี่ยวบ่อยๆ ได้ ทางที่ดีคือเติมเงินให้พอร์ตใหญ่ขึ้นมาหน่อยครับ หรือฝึกในบัญชี Cent Account เพื่อให้ Lot Size เล็กลงกว่า Micro Lot ปกติครับ
- “ทำไมบางคนใช้ Lot ใหญ่กว่าที่คำนวณได้เยอะเลยครับ เขามีเทคนิคอะไร?”
มีหลายปัจจัยครับ บางคนอาจจะยอมรับความเสี่ยงได้สูงกว่า 2% อาจจะ 5% หรือ 10% เลย ซึ่งก็เป็นสไตล์การเทรดของเขา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามลำดับ บางคนอาจจะมีพอร์ตหลายบัญชี หรือมีเงินทุนสำรองข้างนอกอีกเยอะมาก ทำให้เขามองว่าเงินก้อนที่เทรดอยู่นั้นเป็นแค่ส่วนน้อยของเขา นอกจากนี้ บางคนอาจจะเทรดระยะสั้นมากๆ (Scalping) แล้วใช้ SL สั้นจัดๆ แค่ 5-10 pips ก็สามารถใช้ Lot ที่ใหญ่ขึ้นได้ครับ
- “ผมเทรด Gold (XAU/USD) ควรใช้ Lot เท่าไหร่ดีครับ?”
เหมือนตัวอย่างที่ผมคำนวณไปเลยครับ ทองคำมีมูลค่า Pip ต่อ Lot ต่างจากคู่เงิน ให้จำไว้ว่า 1 Standard Lot ของทองคำ (100 oz) มีมูลค่า 1 Pip เท่ากับ $1 ครับ (เทียบกับการเคลื่อนที่ 0.01 ดอลลาร์) ดังนั้นคุณต้องคำนวณความเสี่ยงและ SL ของคุณ แล้วค่อยเอามาหารด้วย $1/pip ครับ และที่สำคัญ ทองคำมันผันผวนสูงมาก ควรเผื่อ SL ให้เยอะหน่อย และคำนวณให้ดีก่อนเปิดออร์เดอร์นะครับ
- “ถ้าผมไม่ตั้ง Stop Loss ได้ไหมครับ แล้วใช้ Lot Size เล็กๆ แทน?”
ไม่แนะนำเด็ดขาดเลยครับ! การไม่ตั้ง Stop Loss ไม่ว่าจะด้วย Lot Size เล็กหรือใหญ่ เป็นพฤติกรรมที่อันตรายมากๆ ครับ ตลาด Forex มีความผันผวนสูงและคาดเดาไม่ได้ บางครั้งราคาอาจจะวิ่งสวนทางไปไกลกว่าที่เราคิดมากๆ จนพอร์ตเราทนไม่ไหว แม้ Lot จะเล็กก็เถอะ แต่ถ้าลากไปเป็นพันๆ จุด พอร์ตก็ล้างได้เหมือนกันครับ การตั้ง SL คือการจำกัดความเสียหายให้เราอยู่รอดในตลาดนี้ได้นานๆ ครับ
- “มีเครื่องมือช่วยคำนวณ Lot Size ไหมครับ?”
มีแน่นอนครับ! โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือที่เรียกว่า “Position Size Calculator” ให้ใช้ฟรีบนเว็บไซต์ของพวกเขาเลยครับ แค่คุณกรอกข้อมูล พอร์ตของคุณ, Risk %, คู่เงินที่เทรด, และระยะ SL เป็น pips เครื่องมือก็จะคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมออกมาให้เลย สะดวกและแม่นยำมากๆ ครับ แนะนำให้ใช้เลยนะ
ข้อควรจำก่อนจะกด Order
ท้ายที่สุดแล้วครับน้องๆ การเลือก Lot Size ที่เหมาะสม มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคนเสมอไป มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งขนาดเงินทุนในพอร์ต, ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงส่วนบุคคล, สไตล์การเทรด (สั้น, กลาง, ยาว), และสภาพตลาดในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย
สิ่งที่ผมอยากย้ำให้ขึ้นใจคือ “การอยู่รอด” สำคัญกว่า “การทำกำไร” เสมอครับ ถ้าเราอยู่รอดในตลาดได้นานพอ เราก็จะมีโอกาสแก้ตัวและทำกำไรได้ในที่สุด
อย่าลืมนะครับ! ก่อนจะกด Order ทุกครั้ง
1. **รู้เงินทุนในพอร์ตของคุณ**
2. **รู้ว่าคุณยอมเสี่ยงได้กี่เปอร์เซ็นต์**
3. **รู้ว่าคุณจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ไหน (กี่ pips)**
4. **คำนวณ Lot Size ให้เหมาะสม**
ทำตามขั้นตอนพวกนี้ให้เป็นนิสัย แล้วคุณจะเห็นว่าพอร์ตของคุณจะเติบโตอย่างยั่งยืน และมีความมั่นคงมากขึ้นเยอะเลยครับ ขอให้เทรดอย่างมีสติและมีวินัยนะครับ!
***
**คำเตือนความเสี่ยง:** การลงทุนในตลาด Forex มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และควรยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนหรืออาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด การคำนวณ Lot Size เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงที่ดีเท่านั้น ไม่ใช่การรับประกันผลกำไรหรือการจำกัดความเสียหายในทุกกรณี ผู้ลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Lot Size ที่เทรดเดอร์มือใหม่มักสงสัย
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ นี่ก็มีคำถามเต็มหัวไปหมดเลยครับ ไม่ต่างจากน้องๆ ที่กำลังศึกษาเรื่อง Lot Size หรอก ลองมาดูกันว่ามีคำถามไหนตรงใจน้องบ้างไหมนะ
Lot Size ต่างกับ Leverage ยังไงครับอาจารย์?
เป็นคำถามคลาสสิกเลยครับ Lot Size มันคือ ขนาดปริมาณการซื้อขาย ของเราในตลาด ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเราไปซื้อกุ้งตลาดน่ะครับ จะเอา 1 โล, 2 โล หรือแค่ขีดเดียว อันนี้แหละ Lot Size ส่วน Leverage หรืออัตราทดเนี่ย มันคือ พลังวิเศษที่โบรกเกอร์ให้เรายืม เพื่อให้เราสามารถเปิดออเดอร์ใหญ่ขึ้นได้ ด้วยเงินทุนที่น้อยลง
คิดภาพง่ายๆ นะครับ ถ้า Leverage 1:100 หมายความว่าเงิน 1 ดอลลาร์ของเรา สามารถควบคุมตำแหน่งการเทรดมูลค่า 100 ดอลลาร์ได้ มันช่วยให้เรา “ออก Lot ใหญ่” ได้ โดยใช้เงินมาร์จิ้น (Margin) น้อยลง แต่ต้องระวังนะ Leverage สูงๆ มันก็เหมือนดาบสองคม ถ้าเราคำนวณ Lot Size ไม่ดี อาจจะโดน Margin Call หรือล้างพอร์ตได้ง่ายมากๆ ครับ
ถ้าทุนน้อย ควรเทรด Lot Size เท่าไหร่ดีครับ?
เรื่องทุนน้อยนี่ผมเข้าใจเลยครับ ตอนผมเริ่มก็ไม่ได้รวยมาจากไหนเหมือนกัน สำหรับคนทุนน้อย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรอดตายครับ ไม่ใช่การรวยเร็ว ผมแนะนำว่าให้เริ่มที่ Lot Size ที่เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ นั่นคือ Micro Lot (0.01 Lot) เพราะถ้าผิดทาง มันก็จะเสียเงินน้อยที่สุด
ลองคิดดูนะ ถ้าเรามีทุน 100 ดอลลาร์ แล้วไปเปิด 0.1 Lot แค่กราฟขยับไม่กี่จุดก็อาจจะล้างพอร์ตได้แล้ว เพราะแต่ละจุดมันมีมูลค่าเป็นดอลลาร์ค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเราเปิด 0.01 Lot ถึงแม้จะเสีย ก็เสียทีละไม่กี่เซนต์ ทำให้เรามีโอกาสแก้ตัว มีโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาดได้นานขึ้นครับ จำไว้เลยนะ “อยู่นานๆ ดีกว่ารวยเร็วแล้วหายไป”
Lot Size มีผลต่อ Margin ที่ใช้ยังไงบ้างครับ?
มีผลโดยตรงเลยครับ Lot Size ที่ใหญ่ขึ้น จะทำให้ โบรกเกอร์เรียกเก็บ Margin เพิ่มขึ้น เพื่อใช้ค้ำประกันการเปิดออเดอร์นั้นๆ สมมติว่าโบรกเกเกอร์กำหนด Margin Requirement สำหรับ EUR/USD ที่ 1% (หรือ Leverage 1:100)
- ถ้าเราเปิด 1 Lot Standard (100,000 หน่วย) เราต้องมี Margin ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ (1% ของ 100,000)
- แต่ถ้าเราเปิดแค่ 0.01 Lot Micro (1,000 หน่วย) เราจะใช้ Margin แค่ 10 ดอลลาร์เท่านั้น
เห็นไหมครับว่าต่างกันเยอะมาก ยิ่งใช้ Lot ใหญ่เท่าไหร่ พลังของ Leverage ก็จะถูกดึงไปใช้มากขึ้นเท่านั้น ทำให้ Equity ของเราที่เหลืออยู่สำหรับรองรับการขาดทุนลดน้อยลงไปครับ ถ้าเราใช้ Lot Size ที่ใหญ่เกินไปสำหรับทุนที่มี โอกาสโดน Margin Call ก็จะสูงลิบเลยล่ะ
ต้องเปลี่ยน Lot Size บ่อยแค่ไหนครับ?
อันนี้ขึ้นอยู่กับ แผนการเทรดและสภาพจิตใจ ของเราเลยครับ บางคนชอบใช้ Lot Size คงที่ (Fixed Lot Size) ไปเลย ไม่ว่าทุนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น เทรด 0.01 Lot ตลอด
แต่สำหรับคนที่ทุนโตขึ้นเรื่อยๆ หรือมีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว ก็จะเริ่มใช้ Lot Size แบบ Dynamic คือปรับเปลี่ยนตามขนาดทุนที่เพิ่มขึ้น หรือตามความเสี่ยงที่รับได้ต่อการเทรดแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมแนะนำครับ อย่างที่ผมบอกไปใน Part 2 ว่าเราควรคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงของทุน ถ้าทุนเราเพิ่มขึ้น เงินที่เรายอมเสี่ยงต่อการเทรด 1% ของทุนก็จะเพิ่มขึ้นตาม ทำให้เราสามารถเพิ่ม Lot Size ได้อย่างปลอดภัยครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องเปลี่ยนทุกวันนะ อาจจะปรับทุกๆ 1,000 ดอลลาร์ของทุนที่เพิ่มขึ้น หรือทุกๆ เดือนก็พอแล้วครับ
การใช้ Lot Size คงที่ (Fixed Lot Size) กับ Lot Size แบบปรับเปลี่ยน (Dynamic Lot Size) แบบไหนดีกว่ากันครับ?
จริงๆ แล้วมันไม่มีแบบไหนดีกว่ากันแบบตายตัวหรอกครับ มันขึ้นอยู่กับสไตล์และเป้าหมายของแต่ละคนเลย
- Fixed Lot Size: เหมาะกับมือใหม่ที่ยังคุมอารมณ์ไม่เก่ง หรือคนที่ต้องการควบคุมความเสี่ยงให้คงที่มากๆ ครับ เพราะมันง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ ยิ่งเราตั้ง Lot Size เล็กๆ ไว้ เราก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้ตลาด ได้เจอสถานการณ์ต่างๆ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินที่จะหายไปเยอะมาก ช่วยลดความกดดันได้ดีเลยครับ
- Dynamic Lot Size: อันนี้เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มากขึ้น มีระบบเทรดที่มั่นคง และทุนเริ่มเติบโตแล้วครับ ข้อดีคือมันช่วยให้เราสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้มากขึ้นตามขนาดทุนที่เพิ่มขึ้น เหมือนเราขยายธุรกิจได้ตามกำไรที่ทำได้นั่นแหละครับ แต่ข้อควรระวังคือ ถ้าเรายังคำนวณผิดพลาด หรือคุมอารมณ์ไม่ได้ การเพิ่ม Lot Size แบบ Dynamic อาจจะทำให้ขาดทุนหนักขึ้นได้ในวันที่ตลาดไม่เป็นใจครับ
สำหรับผมนะ ตอนแรกเริ่ม ผมใช้ Fixed Lot Size ที่เล็กที่สุดก่อนครับ พอเริ่มกำไรสม่ำเสมอ ทุนเริ่มโต แล้วค่อยๆ ขยับมาใช้ Dynamic Lot Size ครับ
เคล็ดลับจากประสบการณ์จริงของ อ.บอม: Lot Size ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการอยู่รอด
น้องๆ ครับ เรื่อง Lot Size นี่บอกเลยว่า “โคตรสำคัญ” ผมเห็นเทรดเดอร์หลายคน โดยเฉพาะมือใหม่ ที่ต้องออกจากตลาดไปเพราะคำนวณ Lot Size ผิดพลาดมาเยอะแล้ว ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ก็เคยพลาดมาแล้วเหมือนกันครับ คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว จัด Lot หนักๆ เข้าไป สุดท้ายก็เจ็บตัว เสียเวลา เสียโอกาส
เทรดแบบคนไอที: เริ่มจากเล็กๆ ทดสอบไปเรื่อยๆ
ในฐานะคนไอทีที่เขียนโค้ดมา 30 ปี ผมมองการเทรดเหมือนการเขียนโปรแกรมเลยครับ เราไม่เคยเขียนโค้ดบรรทัดแรกแล้วมันรันได้สมบูรณ์แบบหรอกครับ มันต้อง “Debug” มันต้อง “Test” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเทรดก็เหมือนกันครับ Lot Size มันคือค่าตัวแปรสำคัญที่เราต้องปรับ ต้องจูนให้ดีที่สุด
ตอนผมเริ่มเทรด EA ตัวแรกๆ ผมก็ไม่ได้ใส่ Lot ใหญ่ตั้งแต่แรกนะ ผมเริ่มจาก 0.01 Lot นี่แหละครับ เพื่อดูว่าระบบมันเวิร์คจริงไหม มันทนทานต่อสภาวะตลาดที่แตกต่างกันได้แค่ไหน ถ้ามันโอเค เริ่มทำกำไรได้สม่ำเสมอ ค่อยๆ ขยับ Lot ขึ้นทีละนิดๆ ครับ อย่าเพิ่งรีบร้อนใส่ Lot เต็ม Max ตั้งแต่แรก เพราะถ้าโค้ดเรา (ระบบเทรดเรา) ยังมีบั๊ก (ข้อผิดพลาด) อยู่ มันจะพังทั้งระบบครับ
อย่าใช้ Lot Size ด้วยอารมณ์เด็ดขาด!
นี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตการเทรดเลยครับ! เคยไหมครับที่เห็นออเดอร์ก่อนหน้าได้กำไรดี๊ดี แล้วจู่ๆ ก็รู้สึก “มั่นใจ” ขึ้นมาว่ารอบหน้าต้องได้อีกแน่ๆ แล้วก็จัด Lot Size หนักกว่าเดิมเข้าไปเลย? หรือตอนที่เสียติดๆ กัน แล้วก็อยากจะ “เอาคืน” เลยเปิด Lot ใหญ่เพื่อหวังจะถอนทุนคืนให้เร็วที่สุด?
ถ้าเคย นั่นแหละครับ “หายนะ” เลยนะ! อารมณ์ความอยากได้อยากเอาคืนนี่แหละที่ทำให้เทรดเดอร์หมดตัวมานักต่อนัก ผมเองก็เคยเจอครับ พออารมณ์เข้ามาเกี่ยว การตัดสินใจมันจะผิดเพี้ยนไปหมดเลยครับ กลายเป็นว่าเราไม่ได้เทรดตามแผน แต่เทรดตามความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกในตลาด Forex ส่วนใหญ่มันคือความโลภกับความกลัวครับ
จำไว้เลยครับ การคำนวณ Lot Size ต้องทำด้วย “หลักการ” และ “สติ” ไม่ใช่อารมณ์ครับ ถ้าเรากำหนดความเสี่ยงไว้ 1% ของทุน ไม่ว่าเราจะมั่นใจแค่ไหน หรืออยากแก้แค้นตลาดแค่ไหน ก็ต้องเปิด Lot Size ตามนั้นครับ ห้ามเกินเด็ดขาด! เพราะมันคือเกราะป้องกันเราจากความหายนะครับ
เริ่มต้นจาก Lot Size เล็กๆ ให้พอ “รู้สึกเจ็บ” แต่ “ไม่ตาย”
ผมเคยคุยกับเทรดเดอร์รุ่นน้องหลายคนครับ บางคนบอกว่า 0.01 Lot มันได้กำไรน้อย ไม่เร้าใจ จะไปเปิดทำไม? ผมจะบอกอย่างนี้นะครับ การเทรด Forex มันคือการเรียนรู้จากความผิดพลาดครับ และเราไม่มีทางเรียนรู้ได้เลยถ้าเราเจ๊งไปตั้งแต่ครั้งแรกๆ
การเปิด Lot Size ที่เล็กมากๆ อย่าง 0.01 Lot มันทำให้เราได้สัมผัสกับความรู้สึก “เสีย” และ “ได้” จริงๆ ครับ เราจะเห็นตัวเลขติดลบ เราจะเห็นตัวเลขเป็นบวก เราจะเข้าใจการทำงานของตลาด แต่ในขณะเดียวกัน การขาดทุนก็จะไม่หนักหนาสาหัสจนทำให้เราท้อแท้หรือหมดตัวไปก่อน
มันเหมือนเราหัดขับรถครับ เราไม่ได้ออกไปซิ่งบนทางด่วนตั้งแต่ครั้งแรกหรอก เราต้องหัดในลานกว้างๆ ก่อน ชนบ้างเฉี่ยวบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่รุนแรงจนถึงชีวิต Lot Size เล็กๆ นี่แหละคือลานกว้างของเราครับ
ฝึกให้เก่งก่อน แล้วค่อยขยายขนาด
เหมือนเราเปิดร้านอาหารนั่นแหละครับ ถ้าเราทำอาหารอร่อย มีลูกค้าติด เราถึงจะเริ่มคิดขยายสาขา หรือเพิ่มขนาดร้านให้ใหญ่ขึ้น การเทรดก็เหมือนกันครับ เมื่อไหร่ที่เราเริ่มเทรดแล้วมีกำไรสม่ำเสมอต่อเนื่องหลายเดือน ไม่ใช่แค่ฟลุคๆ นะครับ นั่นแหละคือสัญญาณว่าเราเริ่ม “เก่ง” แล้ว
พอเราเก่งแล้ว มีกำไรสม่ำเสมอแล้ว ทุนเราก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นค่อยๆ พิจารณาเพิ่ม Lot Size ให้สัมพันธ์กับทุนที่เพิ่มขึ้นครับ แต่ก็ต้องเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปนะ ไม่ใช่พรวดพราดทีเดียว ยิ่งโต ยิ่งต้องระวังครับ เพราะความเสียหายมันก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
สรุป: Lot Size คือหัวใจของการอยู่รอดในตลาด Forex
น้องๆ ครับ ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้อยากให้น้องๆ กลัวการเทรด Forex นะครับ แต่อยากให้น้องๆ “เกรงใจ” มันให้มากๆ และ “เคารพกฎ” ของมันครับ Lot Size เนี่ย มันไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดาๆ แต่เป็นหัวใจหลักของ การบริหารความเสี่ยง และเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าน้องๆ จะอยู่รอดในตลาดนี้ได้นานแค่ไหน
การคำนวณ Lot Size ให้เหมาะสมกับทุนและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญครับ มันคือรากฐานที่มั่นคงที่จะพาน้องๆ ไปสู่การเป็นเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่มีใครรวยได้จากการเทรดแค่ไม่กี่วันหรอกครับ แต่มันคือการเดินทางระยะยาวที่ต้องอาศัยความรู้ ความอดทน และวินัยครับ
ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเดินทางสายเทรดนี้นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ก็เข้ามาคุยกันได้ที่ iCafeFX.com หรือ SiamCafe.net ได้เลยครับ ยินดีเสมอครับ
คำเตือนความเสี่ยงในการเทรด Forex
ผมต้องย้ำตรงนี้อีกทีนะครับว่า การเทรด Forex นั้น มีความเสี่ยงสูงมาก และไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคนครับ
- เงินลงทุนของคุณอาจจะสูญเสียไปทั้งหมดหรือบางส่วนได้
- ตลาด Forex มีความผันผวนสูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- การใช้ Leverage สูงๆ สามารถเพิ่มได้ทั้งกำไรและขาดทุน
- ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถเป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคตได้
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเทรด Forex น้องๆ ควรทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างถ่องแท้ และไม่ควรลงทุนด้วยเงินที่เกินกว่าจะยอมรับการสูญเสียได้ครับ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอครับ




![วิธี Copy MT4 รันหลายบัญชีพร้อมกัน [คลิป+คู่มือฉบับสมบูรณ์] 2026](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/02/copy-mt4-multiple-accounts-cover-20260209-600x338.jpg)
TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文