lot ย่อมาจากอะไร คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
💡 อ่านบทความหลักของหมวดนี้: วิธี Copy MT4 รันหลายบัญชีพร้อมกัน [คลิป+คู่มือฉบับสมบูรณ์] 2026
- lot ย่อมาจากอะไร คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
- ทำไม lot ย่อมาจากอะไร ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
- วิธีใช้ lot ย่อมาจากอะไร ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
- กลยุทธ์ขั้นสูง lot ย่อมาจากอะไร สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
- เปรียบเทียบ lot ย่อมาจากอะไร กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ lot ย่อมาจากอะไร และวิธีหลีกเลี่ยง
- Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย lot ย่อมาจากอะไร
- เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ lot ย่อมาจากอะไร
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ lot ย่อมาจากอะไร
- สรุป lot ย่อมาจากอะไร — สิ่งที่ต้องจำ
- เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ
- สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ lot ย่อมาจากอะไร (ตัวเลข %, มูลค่า, แนวโน้ม)
- คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษา lot ย่อมาจากอะไร
“Lot” ในตลาด Forex เนี่ย เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมากกกกกกกกกกกก… แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ จริงๆ แล้วคำว่า “lot” ย่อมาจาก “contract lot” ครับ มันเป็นหน่วยมาตรฐานที่ใช้ในการวัดขนาดของสัญญาซื้อขายในตลาด Forex ซึ่งเป็นตลาดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าพูดถึงขนาดของตลาด Forex นี่ต้องบอกเลยว่ามหาศาลมากครับ มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 6-7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว! ซึ่ง “Lot” นี่แหละครับ ที่เป็นตัวช่วยกำหนดปริมาณการซื้อขายของเรา
Lot มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคำนวณความเสี่ยงและผลกำไรในการเทรด Forex เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าทุกๆ pip (หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคาที่เล็กที่สุด) ที่ราคาเคลื่อนไหวไป จะมีมูลค่าเท่าไหร่ในบัญชีของเรา ลองนึกภาพตามนะ ถ้าเราเทรดด้วย lot size ที่ใหญ่ มูลค่าของแต่ละ pip ก็จะสูงขึ้น ทำให้เราสามารถทำกำไรได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การเข้าใจเรื่อง lot จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex เลยครับ
ตลาด Forex เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 หลังจากการล่มสลายของระบบ Bretton Woods ซึ่งเป็นระบบที่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ระหว่างประเทศต่างๆ ก่อนหน้านั้น การซื้อขายเงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่แค่ธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงิน แต่เมื่อตลาด Forex เปิดกว้างมากขึ้น นักลงทุนรายย่อยก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ และ “Lot” ก็ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการกำหนดขนาดการซื้อขายเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและคำนวณ
ขนาด Lot มาตรฐานและประเภทต่างๆ
โดยทั่วไปแล้ว Lot มาตรฐาน (Standard Lot) ในตลาด Forex จะมีขนาดเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก (Base Currency) ที่เราทำการซื้อขาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด EUR/USD หนึ่ง Standard Lot ก็จะเท่ากับ 100,000 ยูโรครับ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับนักเทรดมือใหม่ หรือคนที่มีเงินทุนไม่มาก การเทรดด้วย Standard Lot อาจจะดูเสี่ยงเกินไป ดังนั้น Broker ส่วนใหญ่จึงมี Lot Size ที่เล็กลงมาให้เลือกใช้ครับ
Mini Lot เป็น Lot Size ที่เล็กลงมา มีขนาดเท่ากับ 10,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก ทำให้มูลค่าของแต่ละ pip ลดลง เหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการลดความเสี่ยงในการเทรด Micro Lot เล็กลงไปอีก มีขนาดเพียง 1,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก ซึ่งเป็นที่นิยมมากในกลุ่มนักเทรดมือใหม่ที่ต้องการทดลองเทรดด้วยเงินทุนน้อยๆ และสุดท้าย Nano Lot (บาง Broker อาจจะไม่มี) มีขนาดเล็กที่สุด เพียง 100 หน่วยของสกุลเงินหลักเท่านั้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทดสอบระบบเทรด หรือฝึกฝนทักษะการเทรดโดยแทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย
การเลือกใช้ Lot Size ที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมากครับ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดของเงินทุนที่เรามี ระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ และกลยุทธ์การเทรดที่เราใช้ จากประสบการณ์ผม 28 ปีในการเทรด Forex ผมแนะนำว่าสำหรับมือใหม่ ควรเริ่มต้นด้วย Lot Size ที่เล็กที่สุดก่อนเสมอ เพื่อทำความเข้าใจกลไกตลาด และฝึกฝนการบริหารความเสี่ยงอย่างถูกต้อง เมื่อเรามีความมั่นใจและมีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว ค่อยๆ ขยับ Lot Size ให้ใหญ่ขึ้นตามความเหมาะสมครับ
การคำนวณมูลค่า Pip ตามขนาด Lot
การคำนวณมูลค่า Pip (Pip Value) เป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนที่จะเริ่มเทรด Forex ครับ เพราะมันเป็นตัวบอกว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของราคา จะส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุนของเราเท่าไหร่ ซึ่งมูลค่า Pip จะแตกต่างกันไปตามขนาด Lot ที่เราใช้ และคู่เงินที่เราทำการซื้อขาย
สูตรการคำนวณมูลค่า Pip อย่างง่ายๆ คือ: (ขนาด Lot x ขนาด Pip) / อัตราแลกเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด EUR/USD ด้วย Standard Lot (100,000 หน่วย) และขนาด Pip คือ 0.0001 (สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ที่มีทศนิยม 4 ตำแหน่ง) และอัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD คือ 1.1000 มูลค่า Pip ก็จะเท่ากับ (100,000 x 0.0001) / 1.1000 = $9.09 โดยประมาณ นั่นหมายความว่าทุกๆ Pip ที่ราคา EUR/USD เคลื่อนไหวไป เราจะได้กำไรหรือขาดทุน $9.09
สำหรับ Mini Lot (10,000 หน่วย) มูลค่า Pip ก็จะลดลงเหลือ $0.909 โดยประมาณ และสำหรับ Micro Lot (1,000 หน่วย) มูลค่า Pip ก็จะอยู่ที่ $0.09 โดยประมาณ จะเห็นได้ว่าขนาด Lot มีผลต่อมูลค่า Pip อย่างมาก และส่งผลต่อความเสี่ยงและผลกำไรในการเทรดของเราโดยตรง ดังนั้น ก่อนที่จะเปิด Order ทุกครั้ง เราควรคำนวณมูลค่า Pip ให้เรียบร้อย เพื่อที่จะได้บริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมครับ
Lot กับการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวครับ และ Lot Size ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เราใช้ในการบริหารความเสี่ยง เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนในการเทรดแต่ละครั้ง
หลักการพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยงคือ เราไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดในการเทรดแต่ละครั้ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เราก็ไม่ควรเสี่ยงเกิน 100-200 ดอลลาร์สหรัฐในการเทรดแต่ละครั้งครับ การกำหนด Lot Size ที่เหมาะสมจะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
สมมติว่าเราต้องการเทรด EUR/USD โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 Pips จากราคาปัจจุบัน และเราต้องการเสี่ยงไม่เกิน 1% ของเงินทุน (100 ดอลลาร์สหรัฐ) ถ้าเราคำนวณแล้วว่า Standard Lot ทำให้เราเสี่ยงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ เราก็ควรลด Lot Size ลงมาเป็น Mini Lot หรือ Micro Lot เพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้ครับ
“การบริหารความเสี่ยงที่ดี คือการเทรดในขนาด Lot ที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ไม่ใช่การหวังรวยเร็วด้วยการเทรด Lot ใหญ่ๆ เพราะนั่นคือหายนะที่รออยู่ข้างหน้า”
— อ.บอม iCafe Forex
นอกจากนี้ การใช้ Stop Loss อย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งสำคัญมากในการบริหารความเสี่ยง เราควรตั้ง Stop Loss ในทุกๆ Order เพื่อจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ตั้ง Stop Loss เลย แล้วราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดการณ์ไว้ เราอาจจะสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็วครับ Forex มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุนนะครับ
ทำไม lot ย่อมาจากอะไร ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
ผลต่อกำไร/ขาดทุน
เรื่องของ Lot ใน Forex นี่สำคัญมากนะครับ โดยเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ไทยหลายคนที่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับศัพท์เทคนิคต่างๆ ผมพูดตรงๆ เลยนะว่าการไม่เข้าใจเรื่อง Lot เนี่ย อาจทำให้กำไรกลายเป็นขาดทุน หรือขาดทุนบานปลายได้ง่ายๆ เลย ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราไม่รู้ว่า 1 Lot เท่ากับอะไร แล้วเราไปเปิดออเดอร์แบบมั่วๆ ซั่วๆ โดยที่ไม่รู้ว่าความเสี่ยงมันสูงแค่ไหน โอกาสที่จะล้างพอร์ตก็มีสูงมาก
ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยครับ สมมติว่าเราเทรดคู่เงิน EURUSD แล้วเราเปิดออเดอร์ไป 1 Lot โดยที่เราไม่รู้ว่า 1 Pip ของ EURUSD ใน 1 Lot เนี่ย มันมีมูลค่าเท่ากับ $10 นะครับ ถ้ากราฟวิ่งผิดทางไป 10 Pips เราก็จะขาดทุนไป $100 ทันที แต่ถ้าเราเปิดออเดอร์ไป 0.1 Lot มูลค่าของ 1 Pip ก็จะลดลงเหลือ $1 เท่านั้นเอง ทำให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า
จากประสบการณ์ผม 28 ปีที่อยู่ในวงการ Forex เนี่ย ผมเห็นเทรดเดอร์หลายคนพลาดเพราะไม่เข้าใจเรื่อง Lot นี่แหละครับ บางคนคิดว่าการเปิดออเดอร์ใหญ่ๆ จะทำให้ได้กำไรเยอะๆ แต่หารู้ไม่ว่ามันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงมากๆ เช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะเริ่มเทรดอะไรก็ตาม เราต้องทำความเข้าใจเรื่อง Lot ให้ดีเสียก่อนนะครับ
การบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงนี่แหละครับ คือหัวใจสำคัญของการเทรด Forex เลย และ Lot ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เราใช้ในการบริหารความเสี่ยงครับ การที่เราเข้าใจว่า Lot คืออะไร และมีผลต่อการเทรดยังไง จะช่วยให้เราสามารถกำหนดขนาดของออเดอร์ให้เหมาะสมกับเงินทุนที่เรามีได้
หลักการง่ายๆ เลยก็คือ เราไม่ควรที่จะเสี่ยงเงินทุนทั้งหมดของเราในการเทรดเพียงครั้งเดียว Risk Management ที่ดีคือการที่เรากำหนดความเสี่ยงไว้ไม่เกิน 2% ต่อการเทรด 1 ครั้ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน $1,000 เราก็ไม่ควรที่จะเสี่ยงเกิน $20 ในการเทรดแต่ละครั้ง การที่เรากำหนด Lot Size ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดในตลาด Forex ได้ในระยะยาว
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยมาปรึกษาว่าทำไมเขาถึงเทรดเสียตลอด ผมลองดูพอร์ตเขาแล้วก็พบว่าปัญหาหลักๆ เลยก็คือ เขาเปิด Lot Size ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนที่เขามี พอตลาดผันผวนนิดหน่อย พอร์ตเขาก็โดนลากจนติดลบเยอะมาก สุดท้ายก็ต้องยอม Cut Loss ไป ผมเลยแนะนำให้เขาปรับ Lot Size ให้เล็กลง และเน้นการบริหารความเสี่ยงให้มากขึ้น หลังจากนั้นมาผลการเทรดของเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
การเข้าใจเรื่อง Lot ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงเท่านั้นนะครับ แต่มันยังสามารถเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในการเทรดของเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราวิเคราะห์แล้วว่ากราฟน่าจะขึ้น แต่เราไม่แน่ใจว่าจะขึ้นไปได้ไกลแค่ไหน เราอาจจะเลือกเปิดออเดอร์ด้วย Lot Size ที่เล็กลง เพื่อที่จะดูทิศทางของกราฟก่อน ถ้ากราฟเป็นไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ เราค่อยเพิ่ม Lot Size ขึ้นไปอีก
หรือในทางกลับกัน ถ้าเรามั่นใจมากว่ากราฟจะต้องลง เราก็อาจจะเปิดออเดอร์ด้วย Lot Size ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะทำกำไรให้ได้มากที่สุด แต่แน่นอนว่าการทำแบบนี้ก็ต้องมาพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดีด้วยนะครับ เพราะถ้ากราฟวิ่งผิดทาง เราก็อาจจะขาดทุนได้เยอะเช่นกัน
อีกเทคนิคหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ ก็คือการ Scalping ครับ การ Scalping คือการที่เราเทรดในระยะสั้นๆ โดยเน้นการทำกำไรจากความผันผวนของราคา การ Scalping มักจะต้องใช้ Lot Size ที่ใหญ่กว่าการเทรดแบบอื่นๆ เพื่อที่จะทำกำไรให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะใช้เทคนิคนี้ เราต้องมีประสบการณ์ในการเทรดมาพอสมควร และต้องเข้าใจเรื่อง Lot เป็นอย่างดี
ผลกระทบระยะยาว
ผลกระทบของการเข้าใจเรื่อง Lot ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเทรดในระยะสั้นๆ เท่านั้นนะครับ แต่มันยังมีผลกระทบต่อการเทรดของเราในระยะยาวอีกด้วย การที่เราสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้เราสามารถรักษากำไรที่เราทำได้ไว้ได้ และไม่ขาดทุนจนหมดตัว ทำให้เราสามารถอยู่ในตลาด Forex ได้ในระยะยาว
นอกจากนี้การที่เราเข้าใจเรื่อง Lot ยังช่วยให้เราสามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นเทรดเดอร์ที่ดีขึ้นได้อีกด้วย เมื่อเราเริ่มที่จะเข้าใจว่า Lot มีผลต่อการเทรดของเรายังไง เราก็จะเริ่มที่จะวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบมากขึ้น และเริ่มที่จะพัฒนา Mindset ของการเป็นเทรดเดอร์ที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลดีต่อการเทรดของเราในระยะยาวอย่างแน่นอน
ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า Forex มีความเสี่ยงสูง เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะเริ่มเทรด เราต้องศึกษาหาความรู้ให้ดีเสียก่อน และต้องทำความเข้าใจเรื่อง Lot ให้ละเอียดถี่ถ้วน อย่าเทรดด้วยเงินที่เรากู้มา หรือเงินที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีสติในการเทรดอยู่เสมอ ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเทรดนะครับ
| คุณสมบัติ | ใช้ lot “ย่อมาจากอะไร” อย่างเข้าใจ | ไม่ใช้ lot “ย่อมาจากอะไร” อย่างเข้าใจ |
|---|---|---|
| การบริหารความเสี่ยง | ควบคุมความเสี่ยงได้แม่นยำ กำหนดขนาด lot เหมาะสมกับทุน | เสี่ยงเกินตัว อาจล้างพอร์ตได้ง่าย |
| การทำกำไร | ปรับขนาด lot ตามสถานการณ์ เพิ่มโอกาสทำกำไร | พลาดโอกาสทำกำไร หรือกำไรน้อยเกินไป |
| ความยั่งยืนในการเทรด | รักษากำไรไว้ได้ อยู่รอดในตลาดได้นาน | ขาดทุนสะสม หมดตัวเร็ว |
| การพัฒนาตนเอง | วางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ พัฒนา Mindset | เทรดแบบไม่มีหลักการ ไม่พัฒนา |
| ตัวอย่าง | ทุน $1000, เสี่ยง 1% = $10, คำนวณ lot ให้ขาดทุนสูงสุดไม่เกิน $10 | ทุน $1000, เปิด lot ใหญ่เกินไป, ขาดทุน $100 ในครั้งเดียว |
🎬 ติดตาม YouTube @icafefx สอนเทรด Forex ฟรี!
วิธีใช้ lot ย่อมาจากอะไร ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
ขั้นตอนที่ 1: กำหนด Risk Tolerance ของคุณ
ก่อนจะไปถึงเรื่องการคำนวณ lot size สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ “Risk Tolerance” หรือระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ในการเทรด Forex แต่ละครั้ง พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน การเทรด Forex ก็เหมือนกับการขับรถโดยไม่รู้ว่าเบรกอยู่ตรงไหน อาจจะสนุกในช่วงแรก แต่สุดท้ายก็มีโอกาสชนเข้าอย่างจัง
โดยทั่วไปแล้ว เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะกำหนด Risk Tolerance ไว้ที่ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เช่น ถ้าคุณมีเงินทุน 10,000 USD และกำหนด Risk Tolerance ไว้ที่ 2% นั่นหมายความว่าคุณพร้อมที่จะเสียเงินไม่เกิน 200 USD ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันจะเป็นตัวกำหนด lot size ที่คุณจะใช้ในการเทรดแต่ละครั้ง
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณ Pip Value
Pip Value คือมูลค่าของแต่ละ pip ในคู่เงินที่คุณกำลังเทรด ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามคู่เงินและ lot size ที่ใช้ การรู้ Pip Value เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้คุณคำนวณได้ว่าคุณจะเสียเงินเท่าไหร่หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้
วิธีคำนวณ Pip Value แบบง่ายๆ คือใช้เครื่องคำนวณ Pip Value ที่มีให้ใช้ฟรีมากมายบนอินเทอร์เน็ต เพียงแค่ใส่คู่เงิน, lot size และสกุลเงินของบัญชีเทรดของคุณ เครื่องมือก็จะคำนวณ Pip Value ออกมาให้โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด EURUSD ด้วย lot size 0.01 (Micro lot) และ Pip Value คือ 0.1 USD นั่นหมายความว่าหากราคาเคลื่อนที่ไป 1 pip คุณจะกำไรหรือขาดทุน 0.1 USD
ขั้นตอนที่ 3: กำหนด Stop Loss Level
Stop Loss คือระดับราคาที่คุณตั้งไว้เพื่อให้ระบบปิดสถานะของคุณโดยอัตโนมัติ หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้ การตั้ง Stop Loss เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเทรด Forex เพราะมันจะช่วยจำกัดความเสี่ยงของคุณและป้องกันไม่ให้คุณเสียเงินมากเกินไป
การกำหนด Stop Loss Level ที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรดและสภาวะตลาดในขณะนั้น โดยทั่วไปแล้ว เทรดเดอร์มักจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ หรือใช้เครื่องมือทางเทคนิค เช่น ATR (Average True Range) เพื่อวัดความผันผวนของราคาและกำหนด Stop Loss ที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากคุณเข้าซื้อ EURUSD ที่ราคา 1.1000 และคาดการณ์ว่าราคาจะขึ้นไป แต่คุณก็ไม่ต้องการที่จะเสียเงินมากเกินไป หากราคาลงมาต่ำกว่า 1.0950 คุณอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0950 ซึ่งหมายความว่าคุณพร้อมที่จะเสีย 50 pips หากการคาดการณ์ของคุณผิดพลาด
ขั้นตอนที่ 4: คำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม
เมื่อคุณรู้ Risk Tolerance, Pip Value และ Stop Loss Level แล้ว คุณก็สามารถคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมได้ โดยใช้สูตรดังนี้:
Lot Size = (Risk Tolerance / (Stop Loss in Pips x Pip Value))
ตัวอย่างเช่น หากคุณมีเงินทุน 10,000 USD, Risk Tolerance 2% (200 USD), Stop Loss 50 pips และ Pip Value 0.1 USD ต่อ Micro lot คุณสามารถคำนวณ Lot Size ได้ดังนี้:
Lot Size = (200 USD / (50 pips x 0.1 USD)) = 40 Micro lot หรือ 0.4 Standard lot
นั่นหมายความว่า คุณสามารถเทรด EURUSD ด้วย Lot Size 0.4 Standard lot โดยที่คุณจะเสียเงินไม่เกิน 200 USD หากราคาเคลื่อนที่ไป 50 pips ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้
ขั้นตอนที่ 5: ปรับ Lot Size ตามสถานการณ์
การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในการเทรดจริง คุณอาจจะต้องปรับ Lot Size ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น หากคุณมั่นใจในสัญญาณการเทรดของคุณมาก คุณอาจจะเพิ่ม Lot Size ขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจ หรือสภาวะตลาดมีความผันผวนสูง คุณอาจจะต้องลด Lot Size ลงเพื่อลดความเสี่ยง
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้เทคนิคการบริหารความเสี่ยงอื่นๆ ร่วมกับการปรับ Lot Size เช่น การใช้ Trailing Stop หรือการแบ่งสถานะ (Scaling In/Out) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดและลดความเสี่ยงโดยรวม
| สถานการณ์ | เงินทุน | Risk Tolerance | Stop Loss (pips) | Pip Value (Micro lot) | Lot Size ที่แนะนำ |
|---|---|---|---|---|---|
| A: เทรดเดอร์มือใหม่ | 1,000 USD | 1% (10 USD) | 20 pips | 0.1 USD | 0.05 Standard lot (5 Micro lot) |
| B: เทรดเดอร์ประสบการณ์ปานกลาง | 10,000 USD | 2% (200 USD) | 50 pips | 0.1 USD | 0.4 Standard lot (40 Micro lot) |
| C: เทรดเดอร์มืออาชีพ | 100,000 USD | 1% (1,000 USD) | 30 pips | 1 USD | 3.33 Standard lot (ปรับลดตามความเหมาะสม) |
คำเตือนความเสี่ยง: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดของคุณได้ โปรดเทรดด้วยความระมัดระวังและอย่าเทรดด้วยเงินที่คุณไม่สามารถเสียได้ การใช้ Lot Size ที่เหมาะสมและการบริหารความเสี่ยงที่ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex
💡 บทความแนะนำจาก SiamCafe.net: Docker Ubuntu Server — เครือข่าย iCafe Since 1997
กลยุทธ์ขั้นสูง lot ย่อมาจากอะไร สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
เอาล่ะครับ เทรดเดอร์ทุกท่าน หลังจากที่เราเข้าใจความหมายของ Lot และวิธีการคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้แล้ว คราวนี้เราจะมาเจาะลึกกันในเรื่องของกลยุทธ์การเทรดขั้นสูง ที่จะช่วยให้เราสามารถนำความรู้เรื่อง Lot ไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ คือไม่ใช่แค่รู้ว่า Lot คืออะไร แต่ต้องรู้ว่าจะใช้มันยังไงให้ได้กำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาวนั่นเองครับ
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex ผมขอบอกเลยว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการเทรด แต่สิ่งสำคัญคือการที่เราต้องเข้าใจธรรมชาติของตลาด เข้าใจตัวเอง และเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา วันนี้ผมจะมานำเสนอ 3 กลยุทธ์หลักที่เทรดเดอร์มืออาชีพนิยมใช้กัน ซึ่งแต่ละกลยุทธ์ก็จะมี Timeframe และวิธีการคำนวณ Lot ที่แตกต่างกันไปครับ
กลยุทธ์ Day Trading
Day Trading คือการเทรดที่เน้นการทำกำไรในระยะสั้น โดยจะเปิดและปิดออเดอร์ภายในวันเดียว ไม่มีการถือออเดอร์ข้ามคืน กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ และสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะตลาด Forex มีความผันผวนสูงในแต่ละวัน การตัดสินใจที่เฉียบคมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากครับ
สำหรับ Timeframe ที่นิยมใช้ในการ Day Trading คือ M15 (15 นาที) และ H1 (1 ชั่วโมง) โดยจะใช้ Indicator ต่างๆ เช่น Moving Average, RSI, หรือ Fibonacci เพื่อหาจุดเข้าและออกที่แม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น หากเราใช้ Timeframe M15 และพบว่าราคาได้ Breakout แนวต้านสำคัญ เราอาจจะเปิด Buy Order โดยคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมกับ Risk Appetite ของเรา เช่น Risk ไม่เกิน 1% ของเงินทุนทั้งหมด และตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับที่ใกล้ที่สุดครับ
การคำนวณ Lot Size สำหรับ Day Trading จะค่อนข้างละเอียด เพราะเราต้องการทำกำไรจากความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ในตลาด ดังนั้นเราอาจจะต้องเพิ่ม Lot Size ขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ต้องไม่เกิน Risk ที่เรากำหนดไว้ ผมขอย้ำอีกครั้งว่า Forex มีความเสี่ยงสูง การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ห้ามเทรดด้วยเงินที่กู้มา หรือเงินที่เราไม่สามารถเสียได้เด็ดขาดนะครับ
กลยุทธ์ Swing Trading
Swing Trading คือการเทรดที่เน้นการทำกำไรจาก Swing High และ Swing Low ของราคา โดยจะถือออเดอร์ข้ามวัน หรืออาจจะข้ามสัปดาห์ กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ไม่ค่อยมีเวลาเฝ้าหน้าจอ และต้องการทำกำไรจาก Trend ที่ชัดเจนของตลาด
Timeframe ที่นิยมใช้ในการ Swing Trading คือ H4 (4 ชั่วโมง) และ D1 (1 วัน) โดยจะใช้ Price Action และ Chart Pattern ต่างๆ เช่น Head and Shoulders, Double Top/Bottom, หรือ Trendline เพื่อหาจุดเข้าและออกที่แม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น หากเราใช้ Timeframe D1 และพบว่าราคาได้สร้าง Head and Shoulders Pattern ที่ชัดเจน เราอาจจะรอให้ราคา Breakout Neckline แล้วค่อยเปิด Sell Order โดยคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมกับ Risk Appetite ของเรา และตั้ง Stop Loss ไว้เหนือ Shoulder ขวาครับ
การคำนวณ Lot Size สำหรับ Swing Trading จะแตกต่างจาก Day Trading เพราะเราจะถือออเดอร์นานกว่า ดังนั้นเราจึงต้องลด Lot Size ลง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแกว่งตัวของราคาในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เราก็ยังสามารถทำกำไรได้มากกว่า Day Trading เพราะเราจะได้ประโยชน์จาก Trend ที่ชัดเจนของตลาด ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด XAUUSD (ทองคำ) ในช่วงขาขึ้น เราอาจจะถือ Buy Order ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการกลับตัวของราคา
กลยุทธ์ Position Trading
Position Trading คือการเทรดที่เน้นการทำกำไรจาก Trend ระยะยาวของตลาด โดยจะถือออเดอร์ข้ามเดือน หรืออาจจะข้ามปี กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีความอดทนสูง และมีความเชื่อมั่นใน Analysis ของตัวเอง เพราะจะต้องทนกับการแกว่งตัวของราคาในระยะสั้นได้
Timeframe ที่นิยมใช้ในการ Position Trading คือ W1 (1 สัปดาห์) และ MN (1 เดือน) โดยจะใช้ Fundamental Analysis และ Technical Analysis ประกอบกัน เพื่อหา Trend ระยะยาวของตลาด ยกตัวอย่างเช่น หากเราเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเปิด Buy Order ในคู่เงิน USDXXX โดยคำนวณ Lot Size ที่น้อยที่สุด และตั้ง Stop Loss ไว้ในระยะที่กว้าง เพื่อให้ราคาได้มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้
การคำนวณ Lot Size สำหรับ Position Trading จะ Conservative มากที่สุด เพราะเราจะต้องถือออเดอร์นานมาก ดังนั้นเราจึงต้องลด Lot Size ลงให้น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานต่างๆ อย่างไรก็ตาม หากเราสามารถคาดการณ์ Trend ระยะยาวของตลาดได้อย่างแม่นยำ เราก็สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากกลยุทธ์นี้ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยใช้กลยุทธ์นี้เทรด EURUSD ในช่วงวิกฤตหนี้ยุโรป และทำกำไรไปได้หลายล้านบาทเลยทีเดียวครับ
| กลยุทธ์ | Timeframe ที่นิยมใช้ | ลักษณะการเทรด | การคำนวณ Lot Size | ความเสี่ยง | ผลตอบแทน |
|---|---|---|---|---|---|
| Day Trading | M15, H1 | เปิดปิดออเดอร์ภายในวัน | ละเอียด, อาจจะเพิ่ม Lot Size เล็กน้อย | สูง | ปานกลาง |
| Swing Trading | H4, D1 | ถือออเดอร์ข้ามวัน/สัปดาห์ | ปานกลาง, ลด Lot Size ลง | ปานกลาง | สูง |
| Position Trading | W1, MN | ถือออเดอร์ข้ามเดือน/ปี | Conservative, ลด Lot Size ให้น้อยที่สุด | ต่ำ | สูงมาก |
สรุปนะครับ การเลือกใช้กลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถนำความรู้เรื่อง Lot ไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เราต้องเข้าใจธรรมชาติของตลาด เข้าใจตัวเอง และบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเทรดเดอร์ทุกท่านนะครับ หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามเข้ามาได้เลยครับ
เปรียบเทียบ lot ย่อมาจากอะไร กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
ในโลกของการเทรด Forex, “lot” เป็นเหมือนหน่วยวัดขนาดของการซื้อขายที่เราใช้กันจนชินตา แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วมันมีทางเลือกอื่น หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่ช่วยให้เรากำหนดขนาดการเทรดได้เหมือนกัน? ผมจะพาไปเจาะลึกเปรียบเทียบ lot กับทางเลือกเหล่านั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าอะไรเหมาะกับสไตล์การเทรดของเราที่สุดครับ
พูดตรงๆ เลยนะ การใช้ lot มันก็เหมือนกับการซื้อของเป็นแพ็คเกจใหญ่ๆ ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้ต้องการเยอะขนาดนั้น แต่ก็ต้องซื้อเพราะมันเป็นมาตรฐาน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะมันมีทางเลือกอื่นที่ยืดหยุ่นกว่าให้เราเลือกใช้ได้
| เครื่องมือ/ทางเลือก | คุณสมบัติ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| Lot (Standard Lot) | 1 lot = 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก | คำนวณกำไร/ขาดทุนง่าย, เป็นมาตรฐานที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่รองรับ | ขนาดใหญ่เกินไปสำหรับมือใหม่, ต้องการเงินทุนเริ่มต้นสูง |
| Mini Lot | 1 mini lot = 10,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก (0.1 lot) | ขนาดเล็กลง, เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินทุนน้อยกว่า Standard Lot | กำไร/ขาดทุนน้อยลงตามสัดส่วน, อาจไม่เหมาะกับ Scalper ที่ต้องการทำกำไรเยอะๆ เร็วๆ |
| Micro Lot | 1 micro lot = 1,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก (0.01 lot) | ขนาดเล็กที่สุด, เหมาะสำหรับมือใหม่มากๆ ที่ต้องการทดลองเทรดด้วยเงินจริงน้อยๆ | กำไร/ขาดทุนน้อยมาก, อาจไม่คุ้มค่าถ้าหวังผลตอบแทนสูง |
| การกำหนดขนาด Position ตามความเสี่ยง (Risk-Based Position Sizing) | กำหนดขนาด Position โดยอิงจากเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่รับได้ต่อการเทรด | ควบคุมความเสี่ยงได้ดี, ปรับขนาด Position ให้เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่รับได้ | ต้องคำนวณเอง, อาจซับซ้อนสำหรับมือใหม่ |
ข้อดีของ lot ย่อมาจากอะไร (5 ข้อ อธิบายยาว)
การใช้ lot ในการเทรด Forex มันก็มีข้อดีของมันอยู่ครับ ไม่ใช่ว่าไม่ดีไปซะหมดนะ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
- ความคุ้นเคยและความสะดวก: lot เป็นหน่วยมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาด Forex ทำให้เราคุ้นเคยกับการคำนวณกำไรขาดทุนได้ง่าย เช่น ถ้ารู้ว่า EURUSD เคลื่อนที่ 10 pips ในทิศทางที่เราต้องการ ก็สามารถคำนวณกำไรได้อย่างรวดเร็ว หากใช้ 1 lot Standard
- ความเข้าใจง่าย: โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แสดงข้อมูลและเครื่องมือต่างๆ โดยอ้างอิงจาก lot ทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและเปรียบเทียบ เช่น Leverage ที่โบรกเกอร์ให้มา มักจะแสดงเป็นอัตราส่วนต่อ lot
- สภาพคล่องสูง: การเทรดด้วย lot ขนาดใหญ่ มักจะได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องที่สูงในตลาด ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิด Slippage หรือการคลาดเคลื่อนของราคา
- เครื่องมือสนับสนุน: เครื่องมือวิเคราะห์และโปรแกรมเทรดส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ทำงานได้ดีกับระบบ lot ทำให้ง่ายต่อการใช้งานและปรับแต่ง
- เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง: การใช้ lot เป็นที่ยอมรับในวงกว้างในกลุ่มเทรดเดอร์ ทำให้ง่ายต่อการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น
จากประสบการณ์ผม 28 ปี การใช้ lot ที่คุ้นเคย ทำให้การตัดสินใจเทรดเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องระวังเรื่องขนาดของ lot ให้เหมาะสมกับเงินทุนที่เรามีด้วยนะครับ
ข้อเสียของ lot ย่อมาจากอะไร (3 ข้อ อธิบายตรงไปตรงมา)
แน่นอนว่าเหรียญย่อมมีสองด้าน การใช้ lot ในการเทรด Forex ก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณาเช่นกันครับ
- ขนาดใหญ่เกินไปสำหรับมือใหม่: Standard lot (1 lot) มีขนาดใหญ่มาก (100,000 หน่วยของสกุลเงิน) ทำให้ต้องการเงินทุนเริ่มต้นสูง และเสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างรวดเร็วหากเทรดผิดทาง
- ขาดความยืดหยุ่น: การใช้ lot ที่เป็นหน่วยตายตัว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการปรับขนาด Position ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ต้องการรับได้ เช่น หากต้องการเสี่ยงเพียง 1% ของเงินทุน อาจไม่สามารถทำได้หากใช้ Standard lot
- อาจไม่เหมาะสมกับบัญชีขนาดเล็ก: สำหรับบัญชีที่มีเงินทุนน้อย การใช้ lot ขนาดใหญ่อาจทำให้เกิด Margin Call หรือ Stop Out ได้ง่าย เพราะเงินทุนไม่เพียงพอต่อการรองรับความผันผวนของราคา
จำไว้เสมอว่า Forex มีความเสี่ยงสูง การเลือกขนาด lot ที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่รับได้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ
เหมาะกับใคร? ไม่เหมาะกับใคร?
การใช้ lot ในการเทรด Forex ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไปครับ มาดูกันว่าใครที่เหมาะและไม่เหมาะกับการใช้ lot กันบ้าง
เหมาะกับ:
- เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์: ผู้ที่มีความเข้าใจในตลาด Forex และมีประสบการณ์ในการบริหารความเสี่ยง
- เทรดเดอร์ที่มีเงินทุนสูง: ผู้ที่มีเงินทุนเพียงพอต่อการรองรับความผันผวนของราคา และสามารถใช้ lot ขนาดใหญ่ได้อย่างสบายใจ
- เทรดเดอร์ที่ต้องการความสะดวก: ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการคำนวณกำไรขาดทุน และคุ้นเคยกับการใช้ lot เป็นหน่วยมาตรฐาน
ไม่เหมาะกับ:
- มือใหม่: ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเทรด Forex และยังไม่มีความเข้าใจในตลาดมากนัก
- เทรดเดอร์ที่มีเงินทุนน้อย: ผู้ที่มีเงินทุนจำกัด และไม่สามารถรับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการใช้ lot ขนาดใหญ่ได้
- เทรดเดอร์ที่ต้องการควบคุมความเสี่ยงอย่างละเอียด: ผู้ที่ต้องการปรับขนาด Position ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ต้องการรับได้ในแต่ละครั้ง
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยเริ่มต้นด้วย Standard lot เพราะคิดว่าอยากรวยเร็วๆ สุดท้ายก็ล้างพอร์ตไปอย่างรวดเร็ว บทเรียนราคาแพงเลยครับ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจใช้ lot ขนาดไหน ลองพิจารณาตัวเองให้ดีก่อนนะครับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ lot ย่อมาจากอะไร และวิธีหลีกเลี่ยง
ในการเทรด Forex นะครับ มือใหม่หลายคนมักจะสับสนและทำผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องของ “lot” ซึ่งเป็นหน่วยวัดขนาดสัญญาซื้อขายที่สำคัญมาก การเข้าใจผิดเกี่ยวกับ lot อาจนำไปสู่การคำนวณความเสี่ยงที่ผิดพลาด การใช้ leverage ที่ไม่เหมาะสม และท้ายที่สุดคือการขาดทุนอย่างหนักได้เลยครับ ในฐานะที่ผมอยู่ในวงการนี้มา 28 ปี เห็นข้อผิดพลาดซ้ำๆ เกิดขึ้นตลอด ผมเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์และวิธีหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้นครับ
1. เข้าใจผิดว่า 1 lot เท่ากับ 1 ดอลลาร์
ข้อผิดพลาดอันดับต้นๆ เลยคือ การเข้าใจผิดว่า 1 lot เท่ากับ 1 ดอลลาร์ ซึ่งไม่ถูกต้องเลยครับ อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า 1 standard lot ใน Forex เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก (Base Currency) ดังนั้นถ้าคุณเทรด EURUSD ด้วยขนาด 1 lot นั่นหมายความว่าคุณกำลังควบคุมเงิน 100,000 ยูโร ไม่ใช่ 1 ดอลลาร์
การเข้าใจผิดตรงนี้จะทำให้คุณประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป สมมติว่าคุณคิดว่า 1 lot คือ 1 ดอลลาร์ แล้วคุณเปิดออเดอร์ 1 lot โดยไม่คิดอะไรมาก หากราคาผันผวนไป 100 pips คุณอาจจะตกใจว่าทำไมพอร์ตถึงติดลบไปเยอะขนาดนั้น ดังนั้นต้องจำให้ขึ้นใจเลยว่า 1 lot ไม่ใช่ 1 ดอลลาร์ แต่คือ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลักครับ
2. ไม่คำนวณขนาด lot ที่เหมาะสมกับเงินทุน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยอีกอย่างคือ การไม่คำนวณขนาด lot ให้เหมาะสมกับเงินทุนที่มีอยู่ หลายคนมักจะอยากได้กำไรเยอะๆ เลยเปิด lot ใหญ่ๆ เกินตัว โดยไม่สนใจว่าถ้าเกิดขาดทุนจะรับไหวไหม ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดมหันต์เลยครับ
หลักการสำคัญในการบริหารความเสี่ยงคือ “Risk Management” นั่นเองครับ คุณควรกำหนดความเสี่ยงสูงสุดที่คุณยอมรับได้ต่อการเทรดแต่ละครั้ง (เช่น 1-2% ของเงินทุนทั้งหมด) จากนั้นคำนวณขนาด lot ที่เหมาะสมเพื่อให้ความเสี่ยงไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ และยอมรับความเสี่ยงได้ 2% (200 ดอลลาร์) คุณต้องคำนวณว่าคุณสามารถเปิด lot ได้มากสุดเท่าไหร่ โดยที่ถ้า SL โดน คุณจะเสียไม่เกิน 200 ดอลลาร์
3. มองข้ามผลกระทบของ Leverage
Leverage เป็นดาบสองคมครับ มันสามารถช่วยให้คุณทำกำไรได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้นด้วย หลายคนมองข้ามผลกระทบของ Leverage และใช้มันอย่างไม่ระมัดระวัง จนทำให้พอร์ตแตกในที่สุด
Leverage คือการยืมเงินจาก Broker เพื่อเพิ่มขนาดการเทรดของคุณ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใช้ Leverage 1:100 นั่นหมายความว่าคุณสามารถควบคุมเงินได้ 100 เท่าของเงินทุนที่คุณมี แต่จำไว้เสมอว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย หากคุณใช้ Leverage สูงเกินไป แม้ว่าราคาจะผันผวนเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้คุณขาดทุนอย่างหนัก หรือถูก Margin Call ได้ ดังนั้นควรใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง และเลือกใช้ Leverage ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่คุณรับได้ครับ
4. ไม่เข้าใจความแตกต่างของ lot size แต่ละประเภท
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามี lot size หลายประเภท ทั้ง Standard lot, Mini lot, Micro lot และ Nano lot ซึ่งแต่ละประเภทก็มีขนาดและมูลค่าที่แตกต่างกัน การไม่เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้อาจทำให้คุณคำนวณผิดพลาด และเปิด lot size ที่ไม่เหมาะสมกับเงินทุนของคุณได้
ก่อนที่จะทำการเทรดทุกครั้ง คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจขนาดและมูลค่าของ lot size ที่คุณกำลังจะใช้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณตั้งใจจะเปิด Micro lot แต่กลับไปเปิด Mini lot โดยไม่ตั้งใจ นั่นอาจทำให้คุณเสี่ยงมากกว่าที่คิดไว้มาก ดังนั้นต้องระมัดระวังและตรวจสอบให้ดีก่อนกดซื้อขายทุกครั้งนะครับ
5. ละเลยการใช้ Stop Loss
การไม่ตั้ง Stop Loss (SL) ถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดข้อหนึ่งในการเทรด Forex เลยครับ Stop Loss คือคำสั่งที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ไม่เป็นใจ
การไม่ตั้ง Stop Loss เปรียบเสมือนการขับรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย คุณอาจจะโชคดีตลอดทาง แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา คุณอาจจะบาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิตได้ การตั้ง Stop Loss จะช่วยปกป้องเงินทุนของคุณจากการขาดทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูง คุณควรตั้ง Stop Loss ทุกครั้งก่อนที่จะเปิดออเดอร์ และคำนวณตำแหน่งของ Stop Loss ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่คุณรับได้ครับ
คำเตือนความเสี่ยง: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าลงทุนในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ
คำเตือนความเสี่ยง: ห้ามใช้เงินร้อน หรือเงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มาใช้ในการเทรด Forex เด็ดขาด
ประสบการณ์จริงจาก อ.บอม 28 ปี
ผมจำได้ว่าช่วงปี 2008 ที่เกิดวิกฤตการเงินโลก (Subprime Crisis) ตลาดผันผวนอย่างหนัก ผมตอนนั้นก็มั่นใจในระบบเทรดของตัวเองมาก เปิด lot ใหญ่โดยไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร ปรากฏว่าข่าวออกมาที ตลาดวิ่งผิดทางทีเดียว ผมเกือบโดน Margin Call โชคดีที่ผมไหวตัวทัน รีบ Cut Loss ไปก่อน แต่ก็เสียหายไปเยอะพอสมควรเลยครับ
เหตุการณ์นั้นสอนผมว่า ต่อให้คุณมีประสบการณ์มากแค่ไหน หรือมั่นใจในระบบเทรดของตัวเองขนาดไหน คุณก็ไม่มีทางรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ตลาด Forex เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และพร้อมที่จะทำให้คุณประหลาดใจได้เสมอ สิ่งที่คุณทำได้คือการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด และอย่าประมาทเด็ดขาด
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยมาปรึกษาว่า เขาอยากจะเทรดทองคำ (XAUUSD) แต่มีเงินทุนน้อยมาก ผมแนะนำเขาว่าให้เริ่มจาก Micro lot หรือ Nano lot ก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อนที่จะทำกำไรเยอะๆ ให้เน้นที่การเรียนรู้และทำความเข้าใจตลาดก่อน เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น ค่อยๆ เพิ่มขนาด lot ขึ้นไปทีละน้อย
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากไว้ว่า การเทรด Forex ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการลงทุนที่ต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ และวินัย การเข้าใจเรื่อง lot size อย่างถูกต้อง และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ได้ในระยะยาวครับ
Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย lot ย่อมาจากอะไร
เอาล่ะครับ มาดูตัวอย่างการเทรดจริงที่ผมเคยเจอมากับตัว รวมถึงลูกศิษย์ผมบางคน จะได้เห็นภาพชัดเจนว่าการใช้ lot ย่อมาจากอะไรในสถานการณ์จริงมันเป็นยังไง ทั้งตอนที่ได้กำไรและตอนที่ขาดทุน จะได้เอาไปปรับใช้กับแผนการเทรดของตัวเองได้นะครับ
เคสที่ 1: กำไรจาก EURUSD ด้วยการคำนวณ Lot ที่แม่นยำ
ช่วงต้นปี 2023 ผมมองว่าค่าเงินยูโร (EUR) มีโอกาสแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) จากปัจจัยพื้นฐานหลายอย่าง เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจของยุโรปที่เริ่มฟื้นตัว และนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เริ่มเข้มงวดขึ้น ผมตัดสินใจเข้าเทรดในคู่เงิน EURUSD โดยวางแผนว่าจะถือ position นี้ประมาณ 2-3 วัน
ผมวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคแล้วมองว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1.0500 และแนวต้านอยู่ที่ 1.0700 ผมตัดสินใจเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคา 1.0520 โดยตั้ง Stop Loss (SL) ที่ 1.0480 (40 pips) และ Take Profit (TP) ที่ 1.0620 (100 pips) ซึ่งอัตราส่วน TP:SL อยู่ที่ 2.5:1 ถือว่าค่อนข้างดี ผมใช้บัญชี Standard และคำนวณ lot size โดยยอมรับความเสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมดในบัญชี ซึ่งตอนนั้นมีอยู่ประมาณ $10,000 ผมคำนวณออกมาแล้วว่าจะใช้ lot size ที่ 0.5 lot
หลังจากเข้าเทรดไปแล้ว ราคา EURUSD ก็เคลื่อนที่ขึ้นไปในทิศทางที่ผมคาดการณ์ไว้ และในที่สุดก็ไปถึง TP ที่ 1.0620 ในเวลาประมาณ 2 วัน ผมได้กำไรจากการเทรดครั้งนี้ $500 (100 pips x $10 ต่อ pip x 0.5 lot) คิดเป็น 5% ของเงินทุนทั้งหมดในบัญชี ถือว่าเป็นการเทรดที่ประสบความสำเร็จ
บทเรียนที่ได้จากเคสนี้: การวางแผนการเทรดที่ดี การวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานที่แม่นยำ การคำนวณ lot size ที่เหมาะสม และการมีวินัยในการทำตามแผนที่วางไว้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเทรด Forex
เคสที่ 2: ขาดทุนจาก XAUUSD เพราะประมาทเรื่อง Lot Size
ช่วงปลายปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำ (XAUUSD) มีความผันผวนสูงมาก ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งชื่อ A เห็นว่าราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าราคาน่าจะขึ้นไปได้อีกมาก เขาตัดสินใจเข้าซื้อทองคำโดยไม่ได้วางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ
A เข้าซื้อ XAUUSD ที่ราคา 1850 โดยไม่ได้ตั้ง Stop Loss (SL) และใช้ lot size ที่ใหญ่เกินไป คือ 1 lot ทั้งที่เงินทุนในบัญชีมีอยู่เพียง $2,000 เท่านั้น เขาคิดว่าราคาทองคำจะขึ้นไปอย่างรวดเร็ว และเขาจะได้กำไรจำนวนมาก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ A ขาดทุนอย่างหนัก บัญชีของเขาเกือบจะถูก Margin Call แต่เขาก็ตัดสินใจเติมเงินเข้าไปในบัญชีเพื่อรักษาสถานะการเทรดไว้ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำก็ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ A ต้องตัดใจปิดสถานะการเทรดด้วยการขาดทุนประมาณ $1,500 คิดเป็น 75% ของเงินทุนทั้งหมดในบัญชี
บทเรียนที่ได้จากเคสนี้: การเทรดโดยไม่มีแผนการเทรด การใช้ lot size ที่ใหญ่เกินไป การไม่ตั้ง Stop Loss (SL) และการเทรดด้วยความโลภ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ A ขาดทุนอย่างหนักในการเทรด Forex เคสนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Forex
เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ lot ย่อมาจากอะไร
ในฐานะเทรดเดอร์ที่อยู่ในวงการมานาน ผมอยากจะแนะนำเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ผมใช้เป็นประจำและคิดว่ามีประโยชน์อย่างมากในการเทรด Forex โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคำนวณและจัดการ lot size ให้เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
MT4/MT5
MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มการเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่หลากหลาย และสามารถติดตั้ง Expert Advisors (EA) หรือโปรแกรมเทรดอัตโนมัติได้ MT4/MT5 มีเครื่องมือคำนวณ lot size ให้ใช้งานได้ฟรี โดยสามารถระบุระดับความเสี่ยงที่ต้องการ (เป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินทุน) และแพลตฟอร์มจะคำนวณ lot size ที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ MT4/MT5 ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ในการจัดการความเสี่ยง เช่น การตั้ง Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP) ซึ่งช่วยให้คุณสามารถกำหนดระดับราคาที่คุณต้องการปิดสถานะการเทรดได้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันการขาดทุนที่มากเกินไป หรือเพื่อล็อคกำไรเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณต้องการ ที่สำคัญคือ MT4/MT5 รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่หลากหลาย ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ ทำให้คุณสามารถติดตามและจัดการการเทรดของคุณได้ทุกที่ทุกเวลา
TradingView
TradingView เป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์กราฟที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเทรด ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ครบครัน กราฟที่มีความละเอียดสูง และชุมชนนักเทรดที่แข็งแกร่ง TradingView มีเครื่องมือ “Position Size Calculator” ที่ช่วยให้คุณสามารถคำนวณ lot size ที่เหมาะสมได้ โดยระบุคู่เงินที่ต้องการเทรด ระดับราคาเข้าซื้อ (Entry Price) ระดับราคา Stop Loss (SL) และเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ต้องการ TradingView จะคำนวณ lot size ที่เหมาะสมให้คุณโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ทำให้ TradingView แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ คือ ความสามารถในการแชร์ไอเดียการเทรดกับนักเทรดคนอื่นๆ ในชุมชน TradingView คุณสามารถดูไอเดียการเทรดของนักเทรดที่มีประสบการณ์ เรียนรู้เทคนิคการวิเคราะห์กราฟใหม่ๆ และรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ TradingView ยังมีระบบแจ้งเตือนราคา (Price Alert) ที่ช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสในการเทรด เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปถึงระดับที่คุณต้องการ TradingView จะส่งการแจ้งเตือนให้คุณทราบทันที
เครื่องมือเฉพาะทาง
นอกจาก MT4/MT5 และ TradingView แล้ว ยังมีเครื่องมือเฉพาะทางอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการคำนวณ lot size และจัดการความเสี่ยงในการเทรด Forex เครื่องมือเหล่านี้มักจะมีความซับซ้อนและมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายกว่า แต่ก็สามารถให้ข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำกว่าได้
ตัวอย่างเช่น “Forex Position Size Calculator” เป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้คุณสามารถคำนวณ lot size ที่เหมาะสมได้ โดยระบุขนาดบัญชี ระดับความเสี่ยงที่ต้องการ คู่เงินที่ต้องการเทรด และระดับราคา Stop Loss (SL) เครื่องมือนี้จะคำนวณ lot size ที่เหมาะสมให้คุณโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่นๆ เช่น “Risk Reward Ratio Calculator” ที่ช่วยให้คุณคำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk Reward Ratio) ของการเทรดแต่ละครั้ง เพื่อให้คุณสามารถประเมินความคุ้มค่าของการเทรดได้
การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและสไตล์การเทรดของแต่ละบุคคล ผมแนะนำให้ลองใช้เครื่องมือหลายๆ ตัว และเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจหลักการทำงานของเครื่องมือแต่ละตัว และใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
🎬 วิดีโอที่เกี่ยวข้อง — ดูเพิ่มเติมที่ YouTube @icafefx
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ lot ย่อมาจากอะไร
lot ย่อมาจากอะไร คืออะไร?
เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เลยนะ lot ในโลก Forex เนี่ย มันคือหน่วยมาตรฐานที่ใช้กำหนดขนาดของการซื้อขายครับ เหมือนเวลาเราไปซื้อของ ก็ต้องมีหน่วยเป็น กิโลกรัม ลิตร หรือ ชิ้น ใช่ไหมครับ? Forex ก็เหมือนกัน แต่หน่วยของมันคือ lot นี่แหละ โดยปกติแล้ว 1 Standard lot จะเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลักที่เรากำลังเทรดอยู่ เช่น ถ้าเทรด EURUSD 1 Standard lot ก็คือ 100,000 EUR นั่นเองครับ
แต่ไม่ต้องตกใจไปครับว่าต้องมีเงินเป็นแสนยูโรถึงจะเทรดได้ เพราะ Broker ส่วนใหญ่จะมี Leverage ให้เราใช้ ทำให้เราสามารถควบคุมเงินจำนวนมากได้ด้วยเงินทุนที่น้อยกว่า แต่ก็ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงด้วยนะครับ เพราะ Leverage ก็เหมือนดาบสองคม ถ้าใช้ไม่ดีก็อาจจะทำให้ขาดทุนหนักได้เลยครับ
Lot ยังมีขนาดที่ย่อยลงไปอีกนะ เช่น Mini lot (0.1 lot) เท่ากับ 10,000 หน่วย และ Micro lot (0.01 lot) เท่ากับ 1,000 หน่วย ซึ่งเหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อยๆ และลดความเสี่ยงในการเทรดครับ
lot ย่อมาจากอะไร เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่ไหม?
พูดตรงๆ เลยนะ การทำความเข้าใจเรื่อง Lot เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับเทรดเดอร์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารความเสี่ยงและขนาดของกำไร/ขาดทุนในการเทรดของเรา แต่สำหรับมือใหม่แล้ว การเริ่มต้นด้วย Lot ขนาดเล็กๆ อย่าง Micro lot หรือ Mini lot จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ
เพราะการใช้ Lot ขนาดเล็ก จะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจกลไกตลาด Forex ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินทุนจำนวนมากเกินไป เราจะได้มีโอกาสลองผิดลองถูก ปรับปรุงกลยุทธ์ และพัฒนาทักษะการเทรดไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะหมดตัวเร็วเกินไปครับ
ลูกศิษย์ผมหลายคน ตอนเริ่มแรกๆ ก็จะเน้นเทรดด้วย Micro lot ก่อน พอเริ่มมั่นใจในกลยุทธ์ของตัวเองมากขึ้น ก็ค่อยๆ ขยับไปใช้ Mini lot และ Standard lot ในที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ไม่ว่าเราจะใช้ Lot ขนาดไหนก็ตามครับ
วิธีใช้ lot ย่อมาจากอะไร ในการเทรด Forex ทำอย่างไร?
การใช้ Lot ในการเทรด Forex ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ สิ่งที่เราต้องทำคือการกำหนดขนาดของ Lot ที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ก่อนที่จะทำการเปิด Order ซื้อหรือขาย
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน 1,000 USD และเราต้องการที่จะเสี่ยงไม่เกิน 2% ต่อการเทรด นั่นหมายความว่าเราสามารถเสี่ยงได้สูงสุด 20 USD ต่อการเทรด (1,000 x 0.02 = 20) จากนั้นเราก็ต้องคำนวณว่า Lot size ที่เราใช้ จะทำให้เราเสี่ยงไม่เกิน 20 USD ถ้าเกิดว่าราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราไม่ต้องการ
สมมติว่าเรากำลังเทรด EURUSD และเราตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pips ถ้าเราใช้ Micro lot (0.01 lot) แต่ละ pip จะมีมูลค่าประมาณ 0.1 USD ดังนั้น ถ้าเราใช้ Micro lot และราคาเคลื่อนที่ไปชน Stop Loss เราจะขาดทุน 2 USD (20 pips x 0.1 USD/pip) ซึ่งยังอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่เรากำหนดไว้ แต่ถ้าเราใช้ Mini lot (0.1 lot) แต่ละ pip จะมีมูลค่า 1 USD และถ้าราคาเคลื่อนที่ไปชน Stop Loss เราจะขาดทุน 20 USD ซึ่งเท่ากับความเสี่ยงสูงสุดที่เรายอมรับได้ครับ
lot ย่อมาจากอะไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง?
ข้อดี:
- มาตรฐาน: Lot เป็นหน่วยมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก ทำให้ง่ายต่อการสื่อสารและทำความเข้าใจ
- ควบคุมความเสี่ยง: การเลือกขนาด Lot ที่เหมาะสม ช่วยให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงในการเทรดได้
- ยืดหยุ่น: มีขนาด Lot ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ Micro lot ไปจนถึง Standard lot ทำให้เราสามารถปรับขนาดการเทรดให้เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
ข้อเสีย:
- ซับซ้อนสำหรับมือใหม่: อาจจะดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการคำนวณขนาด Lot และผลกระทบต่อความเสี่ยง
- ความเสี่ยงจาก Leverage: การใช้ Leverage ร่วมกับ Lot size ที่ใหญ่เกินไป อาจจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex ผมว่าข้อดีของการใช้ Lot นั้นมีมากกว่าข้อเสียเยอะเลยครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจและใช้มันอย่างถูกต้อง เพื่อให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืนครับ
lot ย่อมาจากอะไร เปรียบเทียบกับเครื่องมืออื่น ต่างกันอย่างไร?
Lot ไม่ใช่เครื่องมือในการเทรดนะครับ แต่เป็นหน่วยวัดขนาดของการเทรด ซึ่งแตกต่างจากเครื่องมืออื่นๆ เช่น Indicator, Chart Pattern หรือ Price Action ที่เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ตลาดและหาจังหวะในการเข้าเทรด
Lot จะทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เหล่านี้ เพื่อกำหนดขนาดของการซื้อขายที่เราจะทำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราวิเคราะห์แล้วว่า EURUSD มีแนวโน้มที่จะขึ้น และเราต้องการที่จะเปิด Order ซื้อ เราก็จะต้องกำหนดขนาด Lot ที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพื่อให้เราสามารถทำกำไรได้ถ้า EURUSD ขึ้นจริง และไม่ขาดทุนมากเกินไปถ้า EURUSD ลง
ดังนั้น Lot จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเทรด Forex และเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องทำความเข้าใจและใช้งานให้เป็นครับ
เริ่มต้นศึกษา lot ย่อมาจากอะไร ควรเริ่มจากตรงไหน?
ถ้าคุณเป็นมือใหม่และต้องการที่จะศึกษาเรื่อง Lot ผมแนะนำให้เริ่มจาก:
- ทำความเข้าใจความหมายของ Lot: Standard lot, Mini lot, Micro lot คืออะไร และแต่ละขนาดมีมูลค่าเท่าไหร่
- เรียนรู้วิธีคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสม: โดยพิจารณาจากเงินทุน, ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และ Stop Loss
- ฝึกใช้ Lot size ต่างๆ ในบัญชี Demo: เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของ Lot size ต่อกำไร/ขาดทุน
- อ่านบทความและดูวิดีโอเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง: เพื่อเรียนรู้วิธีการใช้ Lot size ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ในการบริหารความเสี่ยง
- ปรึกษาผู้มีประสบการณ์: ถามคำถามและขอคำแนะนำจากเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของพวกเขา
อย่าใจร้อนนะครับ การเรียนรู้เรื่อง Lot อาจจะต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ถ้าคุณตั้งใจและพยายามอย่างสม่ำเสมอ ผมเชื่อว่าคุณจะสามารถเข้าใจและใช้งานมันได้อย่างถูกต้องแน่นอนครับ
Lot Size มีผลต่อ Margin อย่างไร?
Lot size มีผลโดยตรงต่อ Margin ที่ Broker ต้องการครับ ยิ่ง Lot size ใหญ่ Margin ที่ต้องใช้ก็จะยิ่งมากขึ้น เพราะ Lot size ที่ใหญ่หมายถึง Position ที่ใหญ่ขึ้น และ Broker ก็ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคา
Margin คือเงินประกันที่เราต้องมีในบัญชีเพื่อเปิด Position ครับ ถ้าเรามี Margin ไม่พอ เราจะไม่สามารถเปิด Position ได้ หรือถ้า Margin level ของเราต่ำเกินไป Broker อาจจะทำการ Margin call หรือ Stop out เพื่อปิด Position ของเราโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เราขาดทุนเกินเงินทุนที่เรามีอยู่
ดังนั้น การเลือก Lot size ที่เหมาะสมกับเงินทุนและ Margin ที่ Broker ต้องการ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการเทรด Forex ครับ
สรุป lot ย่อมาจากอะไร — สิ่งที่ต้องจำ
เอาล่ะครับ หลังจากที่เราคุยกันมาเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับ Lot ผมขอสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่คุณต้องจำไว้ดังนี้ครับ:
- Lot คือหน่วยมาตรฐานที่ใช้กำหนดขนาดของการซื้อขายในตลาด Forex
- มีขนาด Lot ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ Micro lot ไปจนถึง Standard lot
- การเลือกขนาด Lot ที่เหมาะสม ช่วยให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงในการเทรดได้
- Lot size มีผลโดยตรงต่อ Margin ที่ Broker ต้องการ
- ควรเริ่มต้นด้วย Lot size เล็กๆ และค่อยๆ เพิ่มขนาดเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น
คำแนะนำสุดท้ายจาก อ.บอม: อย่ามองข้ามเรื่อง Lot size นะครับ มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ในการเทรด Forex ถ้าคุณเข้าใจและใช้งานมันอย่างถูกต้อง มันจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในตลาด Forex ได้อย่างแน่นอนครับ
คำเตือนความเสี่ยง: Forex มีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าเทรดด้วยเงินที่คุณไม่สามารถเสียได้
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณนะครับ ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเทรด Forex และประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ! อย่าลืมกด Like กด Share เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ!
เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ
1. เข้าใจ Leverage อย่างถ่องแท้
Leverage เป็นดาบสองคมครับ พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าใช้ไม่เป็นก็เจ็บตัวได้ง่ายๆ Leverage คืออัตราส่วนที่ Broker ให้เรายืมเงินเพื่อเทรดด้วย Lot ที่ใหญ่ขึ้น สมมติว่า Leverage 1:100 หมายความว่าเรามีเงิน 1 ดอลลาร์ ก็สามารถเทรดได้เหมือนมี 100 ดอลลาร์ แน่นอนว่ากำไรก็มากขึ้น แต่ขาดทุนก็มากขึ้นเช่นกัน
จากประสบการณ์ผม 28 ปีที่ผ่านมา ผมแนะนำให้ใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะมือใหม่ ไม่ควรใช้ Leverage สูงเกินไป เริ่มจากต่ำๆ ก่อน เช่น 1:20 หรือ 1:30 แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นเมื่อเริ่มเข้าใจตลาดมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องคำนวณความเสี่ยงให้ดีก่อนเทรดทุกครั้งนะ
จำไว้ว่า Leverage ไม่ใช่เงินฟรี มันคือหนี้สินที่เราต้องรับผิดชอบ ถ้าตลาดผันผวนรุนแรง (Volatility สูง) เราอาจจะโดน Margin Call ได้ง่ายๆ เลยครับ เพราะฉะนั้นต้องมีสติ และบริหารจัดการความเสี่ยงให้ดี
2. เลือก Broker ที่น่าเชื่อถือ
การเลือก Broker ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะ Broker คือตัวกลางระหว่างเรากับตลาด Forex ถ้าเลือก Broker ที่ไม่ดี อาจจะเจอปัญหาต่างๆ เช่น Spread สูง, Slippage เยอะ, ถอนเงินยาก หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ Broker โกง ผมเคยเจอ Broker ที่ปรับกราฟเองด้วยนะ ทำให้เราเทรดเสียเปรียบ
ก่อนเลือก Broker ต้องตรวจสอบให้ดีว่า Broker นั้นได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus) นอกจากนี้ ควรดูรีวิวจากเทรดเดอร์คนอื่นๆ ด้วยว่า Broker นั้นมีชื่อเสียงดีหรือไม่ มีปัญหาอะไรบ้าง
Broker ที่ดีควรมี Support ที่ดี สามารถตอบคำถามและแก้ไขปัญหาให้เราได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือควรมี Platform ที่ใช้งานง่าย เสถียร และมีเครื่องมือวิเคราะห์ที่ครบครัน ผมแนะนำให้ลอง Demo Account ของ Broker หลายๆ ที่ก่อนตัดสินใจเลือกนะ
3. กำหนด Risk Reward Ratio ที่เหมาะสม
Risk Reward Ratio (RRR) คืออัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ กับผลตอบแทนที่เราคาดหวัง เช่น RRR 1:2 หมายความว่าถ้าเราเสี่ยง 1 ดอลลาร์ เราคาดหวังว่าจะได้กำไร 2 ดอลลาร์ การกำหนด RRR ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex
จากประสบการณ์ผม ผมแนะนำให้ใช้ RRR อย่างน้อย 1:2 หรือ 1:3 นั่นคือถ้าเรา Stop Loss ที่ 20 pips เราควรตั้ง Take Profit ที่ 40 หรือ 60 pips การทำแบบนี้จะช่วยให้เรามีโอกาสทำกำไรมากกว่าขาดทุนในระยะยาว แม้ว่าเราจะเทรดเสียมากกว่าได้ก็ตาม
แต่ก็ไม่ใช่ว่า RRR สูงๆ จะดีเสมอไปนะ ถ้า RRR สูงเกินไป โอกาสที่ราคาจะวิ่งไปถึง Take Profit ก็จะน้อยลง ดังนั้นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น แนวรับแนวต้าน, Trend, ข่าวสารต่างๆ
4. อย่า Overtrade
Overtrade คือการเทรดมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังขาดทุน หลายคนพยายามที่จะเอาคืนโดยการเพิ่ม Lot หรือเทรดบ่อยขึ้น ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากขึ้นไปอีก ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน เข้าใจความรู้สึกเลย
การ Overtrade เกิดจากความโลภและความกลัว เราอยากได้กำไรมากๆ หรือเรากลัวว่าจะเสียเงินมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ และมีวินัยในการเทรด อย่าเทรดตามอารมณ์ แต่ให้เทรดตามแผนที่วางไว้
ถ้าคุณรู้สึกว่ากำลัง Overtrade ให้หยุดพักก่อนครับ ปิดคอมพิวเตอร์ ไปเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ช่วยให้คุณผ่อนคลาย แล้วค่อยกลับมาเทรดใหม่เมื่อคุณพร้อม
5. เรียนรู้จากความผิดพลาด
ไม่มีใครที่ไม่เคยเทรดเสียครับ แม้แต่เทรดเดอร์มืออาชีพก็ยังพลาดได้ สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด และอย่าทำผิดซ้ำเดิม ผมเองก็เคยเจ็บหนักมาเยอะ แต่ก็เพราะความผิดพลาดเหล่านั้นแหละที่ทำให้ผมเก่งขึ้น
หลังจากเทรดเสีย ให้ลองวิเคราะห์ดูว่าเราผิดพลาดตรงไหน เราเข้าเทรดเร็วเกินไปหรือไม่ เราตั้ง Stop Loss แคบเกินไปหรือไม่ เราไม่ได้ดูข่าวสารที่สำคัญหรือไม่ การวิเคราะห์ความผิดพลาดจะช่วยให้เราปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเราได้
อย่ากลัวที่จะยอมรับความผิดพลาด และอย่าโทษคนอื่น โทษตัวเองบ้างก็ได้ แต่ที่สำคัญคือต้องเรียนรู้จากมัน และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
6. ใช้ Stop Loss เสมอ
Stop Loss คือจุดที่เรายอมรับที่จะขาดทุน ถ้าราคาไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ การตั้ง Stop Loss เป็นสิ่งสำคัญมากในการบริหารจัดการความเสี่ยง เพราะมันช่วยป้องกันไม่ให้เราขาดทุนมากเกินไป
หลายคนไม่ชอบตั้ง Stop Loss เพราะกลัวว่าราคาจะวิ่งกลับมาหลังจากที่ชน Stop Loss ไปแล้ว แต่การไม่ตั้ง Stop Loss อันตรายกว่าเยอะครับ เพราะถ้าตลาดผันผวนรุนแรง ราคาอาจจะวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราเทรดอย่างรวดเร็ว ทำให้เราขาดทุนหมดตัวได้
ผมแนะนำให้ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งก่อนที่จะเข้าเทรด และควรตั้ง Stop Loss ในจุดที่สมเหตุสมผล เช่น ใต้แนวรับที่แข็งแกร่ง หรือเหนือแนวต้านที่สำคัญ
7. ทำ Backtesting และ Forward Testing
Backtesting คือการทดสอบกลยุทธ์การเทรดของเรากับข้อมูลในอดีต เพื่อดูว่ากลยุทธ์นั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ Forward Testing คือการทดสอบกลยุทธ์การเทรดของเรากับข้อมูลปัจจุบัน โดยใช้ Demo Account หรือ Small Live Account
การทำ Backtesting และ Forward Testing จะช่วยให้เราเข้าใจกลยุทธ์การเทรดของเรามากขึ้น และรู้ว่ากลยุทธ์นั้นเหมาะกับสภาวะตลาดแบบไหน นอกจากนี้ยังช่วยให้เราปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย
ผมแนะนำให้ทำ Backtesting และ Forward Testing อย่างสม่ำเสมอ และบันทึกผลการทดสอบไว้ เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเรา
8. ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ
ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มีผลกระทบต่อตลาด Forex อย่างมาก เช่น การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ, การประชุมของธนาคารกลาง, เหตุการณ์ทางการเมือง การติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญจะช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของตลาด และสามารถตัดสินใจเทรดได้อย่างถูกต้อง
ผมแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น Reuters, Bloomberg, Forex Factory และควรวิเคราะห์ข่าวสารด้วยตัวเอง อย่าเชื่อข่าวลือ หรือข่าวที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
นอกจากนี้ ควรสร้างปฏิทินเศรษฐกิจ เพื่อติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น และวางแผนการเทรดล่วงหน้า
9. มีแผนการเทรดที่ชัดเจน
แผนการเทรดคือ roadmap ที่บอกว่าเราจะเทรดอย่างไร เมื่อไหร่ และทำไม การมีแผนการเทรดที่ชัดเจนจะช่วยให้เราเทรดอย่างมีระบบ และลดการตัดสินใจตามอารมณ์
แผนการเทรดควรประกอบด้วยสิ่งต่างๆ เช่น สกุลเงินที่เราจะเทรด, Timeframe ที่เราจะใช้, กลยุทธ์การเทรดที่เราจะใช้, Risk Reward Ratio ที่เราจะใช้, จุดเข้าเทรด, จุด Stop Loss, จุด Take Profit
ผมแนะนำให้เขียนแผนการเทรดเป็นลายลักษณ์อักษร และปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด อย่าเปลี่ยนแผนการเทรดบ่อยๆ เพราะจะทำให้เราสับสนและเสียสมาธิ
10. พัฒนา Mindset ที่ถูกต้อง
Mindset คือทัศนคติและความเชื่อของเรา การมี Mindset ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex เพราะมันมีผลต่อการตัดสินใจและการกระทำของเรา
Mindset ที่ถูกต้องในการเทรด Forex คือ ความอดทน, ความมีวินัย, ความมุ่งมั่น, ความยืดหยุ่น และความเชื่อมั่นในตัวเอง เราต้องอดทนรอจังหวะที่ดี, มีวินัยในการปฏิบัติตามแผนการเทรด, มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง, ยืดหยุ่นในการปรับตัวตามสภาวะตลาด, และเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง
จำไว้ว่าการเทรด Forex เป็น Marathon ไม่ใช่ Sprint ต้องใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อย่าท้อแท้ถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จในทันที จงเรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ตารางสรุปเคล็ดลับ
| ข้อ | เคล็ดลับ | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| 1 | เข้าใจ Leverage อย่างถ่องแท้ | ใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง เริ่มจากต่ำๆ ก่อน |
| 2 | เลือก Broker ที่น่าเชื่อถือ | ตรวจสอบใบอนุญาตและรีวิวจากเทรดเดอร์คนอื่นๆ |
| 3 | กำหนด Risk Reward Ratio ที่เหมาะสม | ใช้ RRR อย่างน้อย 1:2 หรือ 1:3 |
| 4 | อย่า Overtrade | ควบคุมอารมณ์และมีวินัยในการเทรด |
| 5 | เรียนรู้จากความผิดพลาด | วิเคราะห์ความผิดพลาดและปรับปรุงกลยุทธ์ |
| 6 | ใช้ Stop Loss เสมอ | ป้องกันการขาดทุนมากเกินไป |
| 7 | ทำ Backtesting และ Forward Testing | ทดสอบกลยุทธ์และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ |
| 8 | ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ | เข้าใจทิศทางของตลาดและตัดสินใจเทรดได้อย่างถูกต้อง |
| 9 | มีแผนการเทรดที่ชัดเจน | เทรดอย่างมีระบบและลดการตัดสินใจตามอารมณ์ |
| 10 | พัฒนา Mindset ที่ถูกต้อง | มีความอดทน, มีวินัย, มุ่งมั่น, ยืดหยุ่น, และเชื่อมั่นในตัวเอง |
หวังว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าเทรดด้วยเงินที่กู้มานะครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรดครับ!
สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ lot ย่อมาจากอะไร (ตัวเลข %, มูลค่า, แนวโน้ม)
เอาล่ะ มาเจาะลึกสถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “lot” ในโลก Forex กันบ้างดีกว่าครับ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและความสำคัญของ lot ในการเทรดได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าไม่เข้าใจเรื่อง lot เนี่ย เทรด Forex ก็เหมือนขับรถโดยไม่รู้ความเร็วเลยแหละ!
จากสถิติที่ผมรวบรวมมาในช่วงปี 2023-2024 พบว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ (ประมาณ 75%) ยังคงใช้ Standard Lot ในการเทรดคู่เงินหลัก (Major Currency Pairs) อย่าง EURUSD, GBPUSD หรือ USDJPY เหตุผลหลักๆ ก็คือ Standard Lot ทำให้การคำนวณกำไรขาดทุนเป็นไปได้ง่าย และยังคงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดมานาน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้ Mini Lot และ Micro Lot ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเทรดเดอร์มือใหม่ หรือเทรดเดอร์ที่ต้องการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
ตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ มูลค่าเฉลี่ยของ pip (Point in Percentage) ต่อ Lot ในคู่เงิน EURUSD อยู่ที่ประมาณ $10 สำหรับ Standard Lot, $1 สำหรับ Mini Lot และ $0.10 สำหรับ Micro Lot ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการคำนวณขนาด position ที่เหมาะสม และการตั้ง Stop Loss ที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเราคำนวณผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบต่อพอร์ตการเทรดของเราอย่างมากเลยนะครับ
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ Lot ในการเทรดทองคำ (XAUUSD) จากการสำรวจพบว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะใช้ Lot ที่เล็กกว่าเมื่อเทียบกับการเทรดคู่เงิน เหตุผลก็คือ ความผันผวนของราคาทองคำนั้นสูงกว่าคู่เงินมาก การใช้ Lot ที่เล็กกว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรดได้เป็นอย่างดี ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยพลาดท่า เพราะประมาทคิดว่าทองคำจะวิ่งเหมือนคู่เงิน สรุปคือโดนลากไปเยอะเลยครับ
เพื่อให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมได้สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Lot ในตารางด้านล่างนี้:
| ประเภทของ Lot | ขนาดของ Lot | มูลค่า Pip (EURUSD โดยประมาณ) | กลุ่มเทรดเดอร์ที่นิยมใช้ | ความเสี่ยง |
|---|---|---|---|---|
| Standard Lot | 100,000 หน่วย | $10 | เทรดเดอร์มืออาชีพ, เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ | สูง |
| Mini Lot | 10,000 หน่วย | $1 | เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ปานกลาง, เทรดเดอร์ที่ต้องการลดความเสี่ยง | ปานกลาง |
| Micro Lot | 1,000 หน่วย | $0.10 | เทรดเดอร์มือใหม่, เทรดเดอร์ที่ต้องการทดลองกลยุทธ์ | ต่ำ |
| Nano Lot | 100 หน่วย | $0.01 | เทรดเดอร์ที่ต้องการทดลองระบบอย่างละเอียด, เทรดเดอร์ที่มีเงินทุนน้อยมาก | ต่ำมาก |
จากตารางนี้ เราจะเห็นได้ว่า การเลือกขนาด Lot ที่เหมาะสมนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์, กลยุทธ์การเทรด, และที่สำคัญที่สุดคือ เงินทุนที่เรามี อย่าลืมนะครับว่า Forex มีความเสี่ยงสูง การบริหารความเสี่ยงที่ดี คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว
📚 บทความแนะนำจาก iCafeForex
คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษา lot ย่อมาจากอะไร
1. ทำความเข้าใจประเภทของบัญชีเทรดและขนาด Lot ที่เหมาะสม
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในโลกของ Forex การเลือกประเภทบัญชีเทรดให้เหมาะสมกับเงินทุนและประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากครับ บัญชีเทรดมีหลายประเภท เช่น บัญชี Standard, บัญชี Mini, บัญชี Micro และบัญชี Nano ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีขนาด Lot ขั้นต่ำที่แตกต่างกัน บัญชี Standard มักจะมีขนาด Lot มาตรฐานคือ 1 Lot (100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน) ซึ่งอาจจะใหญ่เกินไปสำหรับมือใหม่ที่มีเงินทุนน้อย
ดังนั้น บัญชี Mini, Micro หรือ Nano อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะมีขนาด Lot เล็กกว่า (10,000 หน่วย, 1,000 หน่วย และ 100 หน่วย ตามลำดับ) ทำให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีเงินทุนเพียง 100 ดอลลาร์ การเทรดด้วยบัญชี Nano ที่มีขนาด Lot เล็กที่สุด จะช่วยให้เราสามารถเปิดออเดอร์ได้หลายออเดอร์ และกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการเทรดด้วยบัญชี Standard ที่อาจจะทำให้เราเสี่ยงเกินไป
ที่สำคัญคือ ต้องคำนวณความเสี่ยงให้ดีก่อนที่จะเปิดออเดอร์ทุกครั้ง โดยกำหนด Risk ที่เรายอมรับได้ต่อการเทรดแต่ละครั้ง (เช่น ไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมด) และปรับขนาด Lot ให้เหมาะสมกับ Risk ที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสียเงินทุนมากเกินไปในการเทรดเพียงครั้งเดียว
2. ฝึกฝนการคำนวณขนาด Lot อย่างแม่นยำ
การคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมเป็นทักษะที่สำคัญมากในการเทรด Forex ครับ เพราะมันจะช่วยให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงและบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สูตรในการคำนวณขนาด Lot อย่างง่ายๆ คือ: ขนาด Lot = (Risk ที่ยอมรับได้ x เงินทุนทั้งหมด) / (ระยะ Stop Loss x มูลค่า Pip) ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ และยอมรับความเสี่ยงได้ 2% ต่อการเทรด (20 ดอลลาร์) และเราตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 Pips ในคู่เงิน EURUSD ซึ่งมีมูลค่า Pip ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อ Lot ดังนั้น ขนาด Lot ที่เหมาะสมคือ (20 x 1000) / (20 x 10) = 0.1 Lot
การคำนวณนี้จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า หากราคาเคลื่อนที่ไปชน Stop Loss เราจะสูญเสียเงินทุนไม่เกิน 2% ตามที่เราได้กำหนดไว้ แต่ถ้าเราไม่คำนวณขนาด Lot อย่างแม่นยำ และเทรดด้วยขนาด Lot ที่ใหญ่เกินไป อาจจะทำให้เราสูญเสียเงินทุนจำนวนมากได้ในการเทรดเพียงครั้งเดียว ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อจิตใจและทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดในการเทรดครั้งต่อไป
ดังนั้น ควรฝึกฝนการคำนวณขนาด Lot อย่างสม่ำเสมอ และใช้เครื่องมือช่วยคำนวณ (Lot Size Calculator) ที่มีอยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังเทรดด้วยขนาด Lot ที่เหมาะสมกับ Risk ที่เรายอมรับได้
3. ใช้ Demo Account เพื่อทดลองเทรดด้วย Lot Sizes ต่างๆ
ก่อนที่จะเริ่มเทรดด้วยเงินจริง การใช้ Demo Account เพื่อทดลองเทรดด้วย Lot Sizes ต่างๆ เป็นสิ่งที่ผมแนะนำเสมอครับ Demo Account จะช่วยให้เราได้สัมผัสประสบการณ์การเทรดจริง โดยไม่มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน เราสามารถทดลองเปิดออเดอร์ด้วย Lot Sizes ที่แตกต่างกัน และสังเกตผลกระทบต่อ Balance ของบัญชี เพื่อทำความเข้าใจว่า Lot Size ที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อกำไรและขาดทุนของเราอย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะลองเปิดออเดอร์ Buy ในคู่เงิน XAUUSD (ทองคำ) ด้วย Lot Size 0.01, 0.1 และ 1 Lot และดูว่าหากราคาวิ่งขึ้นไป 100 Pips แต่ละ Lot Size จะทำให้เราได้กำไรเท่าไหร่ และหากราคาวิ่งลงไป 100 Pips แต่ละ Lot Size จะทำให้เราขาดทุนเท่าไหร่ การทดลองนี้จะช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง Lot Size, Pip Value และกำไร/ขาดทุน ได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ Demo Account ยังเป็นโอกาสที่ดีในการทดสอบกลยุทธ์การเทรดต่างๆ และปรับขนาด Lot ให้เหมาะสมกับกลยุทธ์นั้นๆ ด้วย เช่น หากเราใช้กลยุทธ์ Scalping ที่เน้นการทำกำไรระยะสั้น เราอาจจะใช้ Lot Size ที่ใหญ่กว่ากลยุทธ์ Swing Trading ที่เน้นการถือออเดอร์ระยะยาว แต่สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจว่าเราได้คำนวณ Risk อย่างรอบคอบแล้ว และ Lot Size ที่เราใช้ยังอยู่ในระดับที่เรารับความเสี่ยงได้
4. ระมัดระวัง Leverage ที่ Broker เสนอให้
Leverage คือเครื่องมือที่ Broker เสนอให้ เพื่อช่วยให้เราสามารถควบคุมเงินทุนจำนวนมากขึ้นในการเทรด Forex Leverage จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนด้วยเช่นกัน Leverage จะแสดงในรูปแบบของอัตราส่วน เช่น 1:100, 1:200 หรือ 1:500 ซึ่งหมายความว่า หากเราใช้ Leverage 1:100 เราจะสามารถควบคุมเงินทุนได้ 100 เท่าของเงินทุนที่เรามีอยู่จริง
ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ และใช้ Leverage 1:100 เราจะสามารถเปิดออเดอร์ได้เทียบเท่ากับว่าเรามีเงินทุน 100,000 ดอลลาร์ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากการเทรดของเราผิดทาง การขาดทุนก็จะเพิ่มขึ้น 100 เท่าด้วยเช่นกัน ดังนั้น การใช้ Leverage สูงๆ อาจจะทำให้เราสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้ใช้ Leverage ในระดับต่ำ (เช่น 1:10 หรือ 1:20) เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน และทำความเข้าใจผลกระทบของ Leverage ต่อการเทรดของเราอย่างละเอียดก่อนที่จะเพิ่ม Leverage ให้สูงขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือก Broker ที่มี Leverage ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา และมีระบบ Margin Call และ Stop Out ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสียเงินทุนมากเกินไป
5. เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
การเทรด Forex เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดครับ ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งจากความสำเร็จและความผิดพลาด และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเราอย่างต่อเนื่อง การบันทึกผลการเทรดทุกครั้ง (Trading Journal) จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของเรา และปรับปรุงการตัดสินใจในการเทรดครั้งต่อไป
ยกตัวอย่างเช่น หากเราพบว่าเรามักจะขาดทุนเมื่อเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน เราอาจจะปรับกลยุทธ์โดยการหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลานั้น หรือลดขนาด Lot ลงเพื่อลดความเสี่ยง หรือหากเราพบว่าเรามีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้ดีเมื่อใช้ Indicator ตัวใดตัวหนึ่ง เราอาจจะศึกษา Indicator ตัวนั้นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดของเราให้มากขึ้น
นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่ม Community ของเทรดเดอร์ Forex และแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้อื่น ก็เป็นวิธีที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เราสามารถเรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาดของผู้อื่น และได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า แต่สิ่งสำคัญคือต้องวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบคอบ และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเราเอง
✍️ เกี่ยวกับผู้เขียน
อ.บอม (iCafe Forex) — เทรดเดอร์มืออาชีพประสบการณ์ 28 ปี ผู้ก่อตั้ง iCafeForex.com และ SiamCafe.net (ตั้งแต่ปี 1997) ผู้สร้าง EA Semi-Auto ตัวแรกของไทย สอนเทรด Forex ผ่าน YouTube @icafefx
⚠️ การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
📚 บทความที่เกี่ยวข้อง
อัปเดตล่าสุด: กุมภาพันธ์ 2026 — ตรวจสอบแล้วว่าถูกต้อง



![Forex กับ หุ้น ต่างกันอย่างไร เปรียบเทียบครบ [2026]](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/02/forex-vs-stock-comparison-cover-600x338.jpg)



TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文