- Hidden Divergence คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
- ทำไม Hidden Divergence ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
- วิธีใช้ hidden divergence ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
- กลยุทธ์ขั้นสูง Hidden Divergence สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
- เปรียบเทียบ Hidden Divergence กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Hidden Divergence และวิธีหลีกเลี่ยง
- Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย hidden divergence
- เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ hidden divergence
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ hidden divergence
- สรุป Hidden Divergence — สิ่งที่ต้องจำ
- เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ
- ตารางสรุป Hidden Divergence
🎬 ติดตาม YouTube @icafefx สอนเทรด Forex ฟรี!
Hidden Divergence คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
💡 อ่านบทความหลักของหมวดนี้: วิธี Copy MT4 รันหลายบัญชีพร้อมกัน [คลิป+คู่มือฉบับสมบูรณ์] 2026
Hidden Divergence คือหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ซับซ้อน แต่ทรงพลังในตลาด Forex ครับ มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความต่อเนื่องของแนวโน้มปัจจุบัน แม้ว่าราคาและ Indicator จะขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่างจาก Regular Divergence ที่เตือนถึงการกลับตัวของแนวโน้ม Hidden Divergence กลับบอกเราว่าแนวโน้มเดิมจะไปต่อ
Hidden Divergence ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเท่า Regular Divergence แต่มันมีความแม่นยำสูงกว่าเมื่อเกิดขึ้นจริง จากสถิติที่ผมเก็บมาตลอด 28 ปีในการเทรด Forex พบว่า Hidden Divergence มีโอกาสที่จะนำไปสู่การเคลื่อนที่ของราคาในทิศทางเดิมมากกว่า 70% ครับ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการยืนยันแนวโน้ม
จริงๆแล้วแนวคิดเรื่อง Divergence มีมานานแล้วครับ ตั้งแต่สมัยที่ Charles Dow เริ่มต้นศึกษาพฤติกรรมราคาในตลาดหุ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่ Hidden Divergence ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อ Indicator อย่าง MACD และ RSI ถูกพัฒนาขึ้นและใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการเทรด Forex
ในตลาด Forex ที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2024) การใช้เครื่องมือที่ช่วยยืนยันแนวโน้มอย่าง Hidden Divergence จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะมันช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และลดโอกาสที่จะถูก “หลอก” โดยการเคลื่อนที่ของราคาที่ไม่เป็นไปตามทิศทางหลัก
Hidden Divergence ขาขึ้น (Bullish Hidden Divergence)
Bullish Hidden Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำ Higher Low (HL) แต่ Indicator (เช่น RSI หรือ MACD) กลับทำ Lower Low (LL) ครับ สถานการณ์นี้บ่งบอกว่าแรงซื้อยังคงแข็งแกร่ง และแนวโน้มขาขึ้นเดิมมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไป สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า แม้ว่าราคาจะปรับตัวลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ Indicator กลับแสดงให้เห็นว่าแรงขายไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเทรดคู่เงิน EURUSD ใน Timeframe H4 นะครับ คุณสังเกตเห็นว่าราคาสร้าง Higher Low (HL) แต่ RSI กลับสร้าง Lower Low (LL) นี่คือสัญญาณของ Bullish Hidden Divergence ครับ คุณสามารถเข้าซื้อ (Buy) ได้เมื่อราคายืนยันการกลับตัวขึ้น โดยตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ Higher Low ล่าสุด และตั้ง Take Profit ในระดับที่เหมาะสมกับ Risk:Reward Ratio ที่คุณต้องการ (เช่น 1:2 หรือ 1:3)
จากประสบการณ์ของผม สิ่งสำคัญคือต้องรอการยืนยันก่อนที่จะเข้าเทรดนะครับ อย่ารีบร้อนเข้าซื้อทันทีที่เห็นสัญญาณ Hidden Divergence เพราะบางครั้งราคาสามารถปรับตัวลงไปมากกว่าที่คิดได้เสมอ ควรรอให้เกิดแท่งเทียนกลับตัว (เช่น Bullish Engulfing หรือ Hammer) หรือรอให้ราคา Breakout แนวต้านก่อนที่จะตัดสินใจเข้าเทรด
“Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่าเชื่อมั่นใน Divergence มากเกินไป ควรใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณ”
— John Murphy, นักวิเคราะห์ทางเทคนิคชื่อดัง
Hidden Divergence ขาลง (Bearish Hidden Divergence)
Bearish Hidden Divergence ตรงกันข้ามกับ Bullish Hidden Divergence ครับ มันเกิดขึ้นเมื่อราคาทำ Lower High (LH) แต่ Indicator กลับทำ Higher High (HH) สถานการณ์นี้บ่งบอกว่าแรงขายยังคงแข็งแกร่ง และแนวโน้มขาลงเดิมมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไป แม้ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ Indicator กลับแสดงให้เห็นว่าแรงซื้อไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด
สมมติว่าคุณกำลังเทรดคู่เงิน GBPJPY ใน Timeframe Daily นะครับ คุณสังเกตเห็นว่าราคาสร้าง Lower High (LH) แต่ MACD กลับสร้าง Higher High (HH) นี่คือสัญญาณของ Bearish Hidden Divergence ครับ คุณสามารถเข้าขาย (Sell) ได้เมื่อราคายืนยันการกลับตัวลง โดยตั้ง Stop Loss ไว้เหนือ Lower High ล่าสุด และตั้ง Take Profit ในระดับที่เหมาะสมกับ Risk:Reward Ratio ที่คุณต้องการ
สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ Hidden Divergence เป็นเพียงสัญญาณหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ Holy Grail ที่จะทำให้คุณชนะทุกครั้งในการเทรด Forex ควรใช้ Hidden Divergence ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เช่น แนวรับแนวต้าน, Trendline, และ Price Action เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร และลดความเสี่ยงในการเทรด
ข้อควรระวังในการใช้ Hidden Divergence
แม้ว่า Hidden Divergence จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่เทรดเดอร์ควรทราบครับ ประการแรกคือ Hidden Divergence ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเท่า Regular Divergence ดังนั้นคุณอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเจอสัญญาณที่ชัดเจน
ประการที่สองคือ Hidden Divergence อาจทำให้เกิดสัญญาณหลอกได้เช่นกัน นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความต่อเนื่องของแนวโน้ม แต่สุดท้ายแล้วราคากลับเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องรอการยืนยันก่อนที่จะเข้าเทรด และควรตั้ง Stop Loss เสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ประการสุดท้ายคือ Hidden Divergence ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับ Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น เช่น H4, Daily, หรือ Weekly การใช้ Hidden Divergence ใน Timeframe ที่เล็กเกินไป (เช่น M5 หรือ M15) อาจทำให้เกิดสัญญาณรบกวน และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ครับ จากประสบการณ์ของผม การใช้ Hidden Divergence ใน Timeframe Daily จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ทำไม Hidden Divergence ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
Hidden divergence ไม่ใช่แค่ศัพท์เทคนิคเท่ๆ ที่เอาไว้คุยข่มกันในวงการ Forex นะครับ แต่มันคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์ไทยอย่างพวกเราสามารถวิเคราะห์แนวโน้มราคาได้อย่างแม่นยำ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว จากประสบการณ์ผม 28 ปี บอกได้เลยว่าคนที่เข้าใจและใช้ hidden divergence เป็น จะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่รู้อย่างมาก
ผลต่อกำไร/ขาดทุน
Hidden divergence มีผลต่อกำไร/ขาดทุนของเทรดเดอร์อย่างมากครับ ลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณสามารถคาดการณ์การ “ไปต่อ” ของแนวโน้มได้แม่นยำขึ้น โอกาสที่คุณจะเข้าเทรดในทิศทางที่ถูกต้องก็สูงขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายถึงกำไรที่มากขึ้น และโอกาสขาดทุนที่น้อยลง ยกตัวอย่างง่ายๆ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเมื่อก่อนเทรดแบบไม่มีหลักการอะไรเลย อาศัยแค่ความรู้สึกอยากจะซื้อหรือขาย ปรากฏว่า 10 เทรด ผิดทางไปซะ 7-8 เทรด ขาดทุนยับเยิน แต่พอผมสอนเรื่อง hidden divergence ให้เขาอย่างละเอียด และให้เขาฝึกฝนการสังเกต hidden divergence บนกราฟราคาอย่างสม่ำเสมอ ผลปรากฏว่าอัตราการชนะ (winning rate) ของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 60-70% เลยทีเดียว กำไรก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าไม่มีอะไร 100% ในโลกของการเทรด Forex แต่ hidden divergence ช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นในการเทรดของเราได้อย่างมากครับ สมมติว่าคุณเทรดด้วย Risk reward ratio ที่ 1:2 (กำไร 2 เท่าของความเสี่ยง) ถ้าคุณมี winning rate 60% คุณก็จะมีกำไรสุทธิอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณมี winning rate แค่ 40% คุณก็จะขาดทุน ถึงแม้ว่าคุณจะใช้ Risk reward ratio ที่ดีก็ตาม เพราะฉะนั้นการมีเครื่องมือที่ช่วยเพิ่ม winning rate อย่าง hidden divergence จึงสำคัญมากๆ ครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมเจอมากับตัว ตอนปี 2022 ช่วงที่ทองคำ (XAUUSD) ผันผวนมากๆ ผมใช้ hidden divergence ในการหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่ราคามีการปรับตัวลง (pullback) ในแนวโน้มขาขึ้น ผลคือผมสามารถทำกำไรได้ถึง 500 pips ภายใน 2 สัปดาห์ โดยที่ความเสี่ยงต่อการเทรด (risk per trade) ไม่เกิน 2% ของพอร์ตเท่านั้น นี่คือพลังของ hidden divergence ครับ
การบริหารความเสี่ยง
นอกจากเรื่องกำไร/ขาดทุนแล้ว Hidden divergence ยังช่วยในเรื่องการบริหารความเสี่ยงได้อีกด้วยครับ เพราะเมื่อเราเห็นสัญญาณ hidden divergence นั่นหมายความว่าแนวโน้มเดิมมีโอกาสที่จะ “ไปต่อ” เราจึงสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เช่น การตั้ง Stop loss ที่เหมาะสม หรือการปรับขนาด Lot size ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
ลองนึกภาพนะครับว่าคุณกำลังเทรดในแนวโน้มขาขึ้น และคุณเห็นสัญญาณ bullish hidden divergence ปรากฏขึ้น นั่นหมายความว่าราคาอาจจะปรับตัวลงมาเล็กน้อยก่อนที่จะ “ไปต่อ” ในทิศทางเดิม คุณสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการตั้ง Stop loss ที่ใต้จุดต่ำสุดของการปรับตัวลง (pullback) เพื่อป้องกันการขาดทุนที่ไม่จำเป็น หรือคุณอาจจะรอให้ราคายืนยันการกลับตัวขึ้นก่อน แล้วค่อยเข้าเทรดเพื่อลดความเสี่ยง
จากประสบการณ์ของผม การใช้ hidden divergence ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดี จะช่วยลดโอกาสในการ “ล้างพอร์ต” ได้อย่างมากครับ ผมเคยเห็นเทรดเดอร์หลายคนที่หมดตัวเพราะไม่รู้จักการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ พวกเขาเทรดด้วยความโลภ ใส่ Lot size ใหญ่เกินไป และไม่ตั้ง Stop loss สุดท้ายก็ต้อง “ล้างพอร์ต” ไปในที่สุด เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามเรื่องการบริหารความเสี่ยงนะครับ มันสำคัญพอๆ กับการหาจังหวะเข้าเทรดเลยทีเดียว
ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
Hidden divergence ยังมอบข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญให้กับเทรดเดอร์ไทยอีกด้วยครับ เพราะมันช่วยให้เราสามารถ “สวน” กระแสได้ในบางครั้ง ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงอย่างรุนแรง หลายคนอาจจะมองหาแต่จังหวะในการขาย (short) แต่ถ้าเราสังเกตเห็น bullish hidden divergence เราอาจจะพิจารณาเข้าซื้อ (long) สวนกระแสได้ โดยมีเป้าหมายในการทำกำไรระยะสั้นจากการปรับตัวขึ้นของราคา
การเทรดสวนกระแสไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ มันต้องอาศัยความเข้าใจในตลาด และความกล้าที่จะสวนทางกับความคิดของคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าเรามีเครื่องมืออย่าง hidden divergence ที่ช่วยยืนยันความถูกต้องของการตัดสินใจของเรา มันก็จะทำให้เรามั่นใจมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้นด้วย
ผมเคยใช้กลยุทธ์นี้ในการเทรดค่าเงิน AUDUSD ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ผมเห็นสัญญาณ bullish hidden divergence ปรากฏขึ้นบนกราฟราคา และผมตัดสินใจเข้าซื้อสวนกระแส ผลคือผมสามารถทำกำไรได้ถึง 100 pips ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ถึงแม้ว่าตลาดโดยรวมจะเป็นขาลงก็ตาม
ผลกระทบระยะยาว
ในระยะยาว การใช้ hidden divergence อย่างสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ทางเทคนิคของเราได้อย่างมากครับ เพราะมันจะทำให้เราคุ้นเคยกับการสังเกตความแตกต่างระหว่างราคาและ Indicator ต่างๆ และเข้าใจถึงพฤติกรรมของตลาดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อเรามีทักษะเหล่านี้แล้ว เราก็จะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ในตลาดได้อย่างรวดเร็ว และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ลองคิดดูสิครับว่าถ้าคุณสามารถอ่านกราฟราคาได้อย่างคล่องแคล่ว และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและ Indicator ต่างๆ คุณก็จะสามารถมองเห็นโอกาสในการทำกำไรได้มากกว่าคนอื่นๆ และคุณก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นได้ด้วย นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “ความได้เปรียบในระยะยาว”
ผมเชื่อว่าการเรียนรู้และฝึกฝนการใช้ hidden divergence เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน โดยเฉพาะเทรดเดอร์ไทยที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาด Forex เพราะมันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร ลดความเสี่ยง และพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ทางเทคนิคของเราได้อย่างยั่งยืน
| ลักษณะ | ใช้ Hidden Divergence | ไม่ใช้ Hidden Divergence |
|---|---|---|
| ความแม่นยำในการคาดการณ์แนวโน้ม | สูงขึ้น (มีโอกาสทำกำไรมากขึ้น) | ต่ำลง (มีโอกาสขาดทุนมากขึ้น) |
| การบริหารความเสี่ยง | ดีขึ้น (สามารถตั้ง Stop loss ได้เหมาะสม) | แย่ลง (อาจตั้ง Stop loss ไม่เหมาะสม) |
| ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ | มี (สามารถเทรดสวนกระแสได้ในบางครั้ง) | ไม่มี (เทรดตามกระแสอย่างเดียว) |
| การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ | ดีขึ้น (เข้าใจตลาดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น) | ไม่ดีขึ้น (วิเคราะห์ตลาดแบบผิวเผิน) |
| ผลกระทบระยะยาว | ความได้เปรียบในการเทรดอย่างยั่งยืน | อาจไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว |
🎬 ติดตาม YouTube @icafefx สอนเทรด Forex ฟรี!
วิธีใช้ hidden divergence ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนสำคัญที่สุด นั่นคือการนำ Hidden Divergence ไปใช้เทรดจริง ผมจะสอนแบบ Step-by-Step ให้เห็นภาพชัดเจน เริ่มตั้งแต่การมองหา Hidden Divergence ไปจนถึงการตั้งค่า Order และบริหารความเสี่ยง บอกเลยว่าถ้าทำตามนี้ได้ โอกาสทำกำไรจาก Forex จะสูงขึ้นแน่นอน
ขั้นตอนที่ 1: ระบุแนวโน้ม (Trend)
ก่อนจะมองหา Hidden Divergence เราต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้ตลาดเป็นแนวโน้มอะไร ขาขึ้น หรือ ขาลง? วิธีการง่ายๆ คือดูกราฟเปล่าๆ เลยครับ มองด้วยตาเปล่า ถ้ากราฟยก High ยก Low ขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) แต่ถ้ากราฟกด High กด Low ลงเรื่อยๆ นั่นคือแนวโน้มขาลง (Downtrend) อย่าเพิ่งรีบร้อนใส่ Indicator อะไรทั้งนั้น ฝึกมองด้วยตาเปล่าให้คล่องก่อน
สมมติว่าเราเห็นกราฟ EURUSD ใน Timeframe H4 ยก High ยก Low ขึ้นเรื่อยๆ ชัดเจน แบบนี้เราก็สรุปได้เลยว่า EURUSD อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) นี่คือ Step แรกที่สำคัญมากๆ เพราะ Hidden Divergence จะใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อเทรดตามแนวโน้มหลักของตลาด
ขั้นตอนที่ 2: มองหา Hidden Divergence
เมื่อเรารู้แล้วว่าแนวโน้มเป็นอะไร ขั้นตอนต่อไปคือการมองหา Hidden Divergence ซึ่งมีสองแบบ คือ Hidden Bullish Divergence สำหรับแนวโน้มขาขึ้น และ Hidden Bearish Divergence สำหรับแนวโน้มขาลง
Hidden Bullish Divergence (แนวโน้มขาขึ้น): มองหากราฟที่ทำ Higher Low (ยก Low ขึ้น) แต่ Indicator (เช่น RSI, MACD) ทำ Lower Low (กด Low ลง) นั่นแหละครับ Hidden Bullish Divergence ตัวเป็นๆ เลย นั่นหมายความว่าแรงซื้อกำลังจะกลับมา และราคาอาจจะวิ่งขึ้นต่อตามแนวโน้ม
Hidden Bearish Divergence (แนวโน้มขาลง): มองหากราฟที่ทำ Lower High (กด High ลง) แต่ Indicator (เช่น RSI, MACD) ทำ Higher High (ยก High ขึ้น) แบบนี้คือ Hidden Bearish Divergence ครับ สัญญาณว่าแรงขายกำลังจะกลับมา และราคาอาจจะลงต่อตามแนวโน้มเดิม
ตัวอย่าง: ตอนปี 2022 ผมเจอ Hidden Bullish Divergence ในคู่เงิน AUDUSD Timeframe Daily กราฟยก Low ขึ้น แต่ RSI กด Low ลง ผมก็เตรียมตัวเข้า Buy ทันที
ขั้นตอนที่ 3: วางแผนการเข้า Order
หลังจากเจอ Hidden Divergence แล้ว อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้า Order นะครับ ต้องวางแผนให้รอบคอบก่อน สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ Entry Price, Stop Loss, และ Take Profit
Entry Price: โดยทั่วไป เราจะรอให้ราคาเบรค (Break) แนวต้าน (Resistance) เล็กๆ บริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เกิด Hidden Divergence ก่อน แล้วค่อยเข้า Order Buy (สำหรับ Hidden Bullish Divergence) หรือรอให้ราคาเบรคแนวรับ (Support) เล็กๆ แล้วค่อยเข้า Order Sell (สำหรับ Hidden Bearish Divergence) เพื่อเป็นการยืนยันว่าสัญญาณ Divergence นั้นแข็งแกร่งพอ
Stop Loss: จุด Stop Loss ที่ปลอดภัยคือต่ำกว่า Low ก่อนหน้าที่เกิด Hidden Bullish Divergence (สำหรับ Buy) หรือสูงกว่า High ก่อนหน้าที่เกิด Hidden Bearish Divergence (สำหรับ Sell) เผื่อระยะห่างจาก Low/High นิดหน่อย ป้องกันราคาเหวี่ยงมาชน Stop Loss ก่อน
Take Profit: เป้าหมาย Take Profit ควรอยู่ที่ระดับแนวต้าน (Resistance) ถัดไป (สำหรับ Buy) หรือแนวรับ (Support) ถัดไป (สำหรับ Sell) โดยพยายามให้ Risk:Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 ขึ้นไป เพื่อให้คุ้มค่ากับการเสี่ยง
ตัวอย่าง: ผมเจอ Hidden Bullish Divergence ใน EURUSD Timeframe H1 ราคาอยู่ที่ 1.0850 ผมรอให้ราคาทะลุแนวต้านที่ 1.0860 แล้วเข้า Buy ที่ราคา 1.0862 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0830 (ต่ำกว่า Low ก่อนหน้า) และตั้ง Take Profit ที่ 1.0920 (แนวต้านถัดไป) Lot size ที่ใช้คือ 0.01 (Risk ไม่เกิน 2% ของพอร์ต)
ขั้นตอนที่ 4: บริหารความเสี่ยง (Risk Management)
การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Forex ไม่ว่าคุณจะใช้เทคนิคอะไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอคือ “ห้ามเทรดด้วยเงินที่คุณเสียไม่ได้” และ “อย่าเสี่ยงมากเกินไปในแต่ละ Order”
ผมแนะนำให้จำกัดความเสี่ยงไว้ไม่เกิน 2% ของพอร์ตต่อ Order นั่นหมายความว่า ถ้าพอร์ตของคุณมี 10,000 USD คุณไม่ควรเสี่ยงเกิน 200 USD ต่อ Order วิธีการคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมคือคำนวณจากระยะห่างระหว่าง Entry Price กับ Stop Loss แล้วปรับ Lot Size ให้สอดคล้องกับจำนวนเงินที่คุณยอมเสียได้
นอกจากนี้ ควรตั้ง Stop Loss เสมอ และอย่าเลื่อน Stop Loss เข้ามาใกล้ราคา (ยกเว้นในกรณีที่ราคาเป็นไปในทิศทางที่คุณต้องการอย่างชัดเจน) การเลื่อน Stop Loss เข้ามาใกล้ราคามากเกินไป อาจทำให้คุณโดน Stop Hunt ได้ง่ายๆ
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยไม่ตั้ง Stop Loss เพราะมั่นใจในสัญญาณ Hidden Divergence สุดท้ายโดนลากไปติดลบหนักมาก นี่คือบทเรียนสำคัญว่า ไม่ว่าคุณจะมั่นใจในเทคนิคแค่ไหน ก็ต้องบริหารความเสี่ยงเสมอ
ขั้นตอนที่ 5: ติดตามและปรับปรุง
หลังจากเข้า Order แล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ นะครับ ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูว่าราคาเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีข่าวสำคัญกระทบตลาด หรือเกิดสัญญาณทางเทคนิคอื่นๆ ที่ขัดแย้งกับ Hidden Divergence ที่คุณเจอ ก็ต้องพิจารณาปรับแผนการเทรด
นอกจากนี้ ควรจดบันทึกการเทรดทุกครั้ง บันทึกว่าคุณเข้า Order ที่ราคาเท่าไหร่ ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ที่เท่าไหร่ ทำไมคุณถึงตัดสินใจเข้า Order นั้นๆ และผลลัพธ์เป็นอย่างไร การจดบันทึกจะช่วยให้คุณเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง และนำไปปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
การเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาและความอดทนในการเรียนรู้และฝึกฝน อย่าท้อแท้ถ้าช่วงแรกๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จ ให้ถือว่าเป็นบทเรียน และพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
| สถานการณ์ | คู่เงิน (Pair) | Timeframe | Entry Price | Stop Loss | Take Profit | Risk:Reward |
|---|---|---|---|---|---|---|
| Hidden Bullish Divergence | EURUSD | H4 | 1.0950 | 1.0920 | 1.1040 | 1:3 |
| Hidden Bearish Divergence | GBPUSD | D1 | 1.2700 | 1.2750 | 1.2550 | 1:3 |
| Hidden Bullish Divergence | XAUUSD (ทองคำ) | H1 | 2350 | 2340 | 2380 | 1:3 |
คำเตือนความเสี่ยง: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน และเทรดด้วยเงินที่คุณสามารถเสียได้เท่านั้น
💡 บทความแนะนำจาก SiamCafe.net: Python Automation — เครือข่าย iCafe Since 1997
กลยุทธ์ขั้นสูง Hidden Divergence สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของบทความนี้ นั่นคือการนำ Hidden Divergence ไปประยุกต์ใช้ในกลยุทธ์การเทรดต่างๆ สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ (หรือคนที่อยากเป็นมืออาชีพ) ผมจะเจาะลึกถึงวิธีการใช้งาน Hidden Divergence ใน Day Trading, Swing Trading และ Position Trading แต่ละกลยุทธ์ก็จะมี Timeframe ที่เหมาะสม, จุดเข้า-ออกที่แตกต่างกัน รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสไตล์การเทรดด้วย
กลยุทธ์ Day Trading
สำหรับ Day Trading นั้น หัวใจสำคัญคือการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาภายในวันเดียว ดังนั้น Timeframe ที่เหมาะสมสำหรับการหา Hidden Divergence ในกลยุทธ์นี้คือ M15 (15 นาที) หรือ H1 (1 ชั่วโมง) ครับ โดยเราจะมองหา Hidden Bullish Divergence เพื่อเข้า Buy ในช่วงขาขึ้นระยะสั้น หรือ Hidden Bearish Divergence เพื่อเข้า Sell ในช่วงขาลงระยะสั้น
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณสังเกตเห็นว่าราคา XAUUSD (ทองคำ) ใน Timeframe M15 กำลังทำ Higher High แต่ Indicator เช่น RSI กลับทำ Lower High นี่คือสัญญาณ Hidden Bearish Divergence ที่บ่งบอกว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังอ่อนแรงลง และอาจเกิดการกลับตัวลงมาในไม่ช้า จังหวะนี้แหละครับที่คุณสามารถพิจารณาเข้า Sell ได้ โดยตั้ง Stop Loss เหนือ High ก่อนหน้าเล็กน้อย และตั้ง Take Profit ที่ระดับแนวรับถัดไป หรือใช้ Risk Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน
อีกกรณีหนึ่งคือ สมมติว่าคุณกำลังเทรด EURUSD ใน Timeframe H1 แล้วพบว่าราคากำลังทำ Lower Low แต่ MACD กลับทำ Higher Low นี่คือสัญญาณ Hidden Bullish Divergence ที่บ่งบอกว่าแนวโน้มขาลงกำลังอ่อนแรงลง และอาจเกิดการกลับตัวขึ้นไปได้ คุณสามารถพิจารณาเข้า Buy ได้ โดยตั้ง Stop Loss ใต้ Low ก่อนหน้าเล็กน้อย และตั้ง Take Profit ที่ระดับแนวต้านถัดไป หรือใช้ Risk Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 เช่นกัน สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า Day Trading ต้องอาศัยความรวดเร็วในการตัดสินใจ และการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดนะครับ เพราะตลาด Forex ผันผวนตลอดเวลา
กลยุทธ์ Swing Trading
Swing Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการถือ Position ข้ามวันข้ามคืน โดยมองหากำไรจาก Swing High และ Swing Low ของราคา Timeframe ที่เหมาะสมสำหรับ Swing Trading คือ H4 (4 ชั่วโมง) หรือ D1 (1 วัน) ครับ การใช้ Hidden Divergence ใน Swing Trading จะช่วยให้เราสามารถระบุแนวโน้มหลักของราคา และเข้าเทรดตามแนวโน้มได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังวิเคราะห์กราฟ GBPJPY ใน Timeframe H4 แล้วพบว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างชัดเจน และราคาก็ได้พักตัวลงมาเล็กน้อย แต่เมื่อสังเกต Indicator อย่าง Stochastic Oscillator คุณกลับพบว่าราคากำลังทำ Higher Low แต่ Stochastic กลับทำ Lower Low นี่คือสัญญาณ Hidden Bullish Divergence ที่ยืนยันว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงแข็งแกร่ง และราคามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปต่อได้ คุณสามารถพิจารณาเข้า Buy ได้เมื่อราคาสามารถ Breakout แนวต้านก่อนหน้าได้ โดยตั้ง Stop Loss ใต้ Swing Low ก่อนหน้า และตั้ง Take Profit ที่ระดับ Fibonacci Extension หรือแนวต้านสำคัญถัดไป
หรือสมมติว่าคุณกำลังเทรด AUDCAD ใน Timeframe D1 แล้วพบว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาลง (Downtrend) และราคาก็ได้พักตัวขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อสังเกต Indicator อย่าง Moving Average Convergence Divergence (MACD) คุณกลับพบว่าราคากำลังทำ Lower High แต่ MACD กลับทำ Higher High นี่คือสัญญาณ Hidden Bearish Divergence ที่ยืนยันว่าแนวโน้มขาลงยังคงแข็งแกร่ง และราคามีโอกาสที่จะปรับตัวลงไปต่อได้ คุณสามารถพิจารณาเข้า Sell ได้เมื่อราคาสามารถ Breakout แนวรับก่อนหน้าได้ โดยตั้ง Stop Loss เหนือ Swing High ก่อนหน้า และตั้ง Take Profit ที่ระดับ Fibonacci Extension หรือแนวรับสำคัญถัดไป สิ่งสำคัญในการ Swing Trading คือต้องมีความอดทน และไม่ใจร้อนปิด Position เร็วจนเกินไปนะครับ เพราะราคาอาจมีการแกว่งตัวผันผวนก่อนที่จะไปถึง Take Profit ที่เราตั้งไว้
กลยุทธ์ Position Trading
Position Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการถือ Position ระยะยาว อาจเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปี โดยมองหากำไรจากการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มหลักของตลาด Timeframe ที่เหมาะสมสำหรับ Position Trading คือ D1 (1 วัน) หรือ W1 (1 สัปดาห์) ครับ การใช้ Hidden Divergence ใน Position Trading จะช่วยให้เราสามารถระบุจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของแนวโน้มหลักได้อย่างแม่นยำ และเข้าเทรดในทิศทางที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังวิเคราะห์กราฟ USDCHF ใน Timeframe W1 แล้วพบว่าราคากำลังอยู่ในช่วงสะสมพลัง (Consolidation) เป็นเวลานาน และเมื่อสังเกต Indicator อย่าง Relative Strength Index (RSI) คุณกลับพบว่าราคากำลังทำ Higher Low แต่ RSI กลับทำ Lower Low นี่คือสัญญาณ Hidden Bullish Divergence ที่บ่งบอกว่าแรงซื้อกำลังสะสมตัว และอาจเกิดการ Breakout ขึ้นไปในไม่ช้า คุณสามารถพิจารณาเข้า Buy ได้เมื่อราคาสามารถ Breakout แนวต้านสำคัญได้ โดยตั้ง Stop Loss ใต้ฐานของช่วง Consolidation และตั้ง Take Profit ที่ระดับเป้าหมายตามแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้น
อีกกรณีหนึ่งคือ สมมติว่าคุณกำลังเทรด NZDUSD ใน Timeframe D1 แล้วพบว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นมาเป็นเวลานาน และเริ่มมีสัญญาณของการอ่อนตัวลง แต่เมื่อสังเกต Indicator อย่าง Awesome Oscillator (AO) คุณกลับพบว่าราคากำลังทำ Lower High แต่ AO กลับทำ Higher High นี่คือสัญญาณ Hidden Bearish Divergence ที่บ่งบอกว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังจะสิ้นสุดลง และอาจเกิดการกลับตัวลงมา คุณสามารถพิจารณาทยอยลด Position Buy หรือเริ่มพิจารณาเข้า Sell ได้เมื่อราคาสามารถ Breakout แนวรับสำคัญได้ โดยตั้ง Stop Loss เหนือ Swing High ก่อนหน้า และตั้ง Take Profit ที่ระดับเป้าหมายตามแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญในการ Position Trading คือต้องมีความเข้าใจในภาพรวมของตลาด และสามารถทนต่อความผันผวนระยะสั้นได้นะครับ เพราะราคาอาจมีการปรับตัวสวนทางก่อนที่จะเป็นไปตามแนวโน้มหลักที่เราวิเคราะห์ไว้
| กลยุทธ์ | Timeframe ที่เหมาะสม | เป้าหมาย | การบริหารความเสี่ยง |
|---|---|---|---|
| Day Trading | M15, H1 | กำไรระยะสั้นภายในวัน | Risk Reward Ratio 1:2, Stop Loss เข้มงวด |
| Swing Trading | H4, D1 | กำไรจาก Swing High/Low | Risk Reward Ratio 1:2+, Stop Loss ตาม Swing Level |
| Position Trading | D1, W1 | กำไรจากการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มหลัก | Stop Loss กว้าง, ทนต่อความผันผวน |
ตารางนี้สรุปภาพรวมของกลยุทธ์ต่างๆ ที่เราได้พูดถึงกันไปนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณเอง และอย่าลืมทดสอบกลยุทธ์เหล่านี้ในบัญชี Demo ก่อนที่จะนำไปใช้ในบัญชีจริงนะครับ เพราะ Forex มีความเสี่ยงสูง และการลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
เปรียบเทียบ Hidden Divergence กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
ในโลกของการเทรด Forex ไม่มีเครื่องมือวิเคราะห์ใดที่สมบูรณ์แบบ 100% ครับ Hidden Divergence ก็เช่นกัน แม้ว่ามันจะเป็นสัญญาณที่ทรงพลังในการบ่งชี้แนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่เทรดเดอร์ต้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะมาเปรียบเทียบ Hidden Divergence กับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคยอดนิยมอื่นๆ เพื่อให้คุณได้เห็นภาพรวมและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตนเองมากที่สุด
ที่สำคัญคือ อย่ามองว่าเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งดีที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว การผสมผสานเครื่องมือหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงในการเทรดได้มากกว่านะ
| เครื่องมือ/ทางเลือก | คุณสมบัติ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| Hidden Divergence | เปรียบเทียบราคาและ Indicator เพื่อหาการขัดแย้งที่บ่งชี้การต่อเนื่องของแนวโน้ม | ระบุแนวโน้มที่แข็งแกร่ง, ความแม่นยำสูงเมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น, ใช้ได้กับทุก Timeframe | เกิดขึ้นไม่บ่อย, ต้องใช้ประสบการณ์ในการตีความ, อาจเกิดสัญญาณหลอก |
| Moving Average (MA) | คำนวณราคาเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด | ใช้งานง่าย, ระบุแนวโน้มได้ชัดเจน, ช่วยกรองสัญญาณรบกวน | ล่าช้า, ไม่เหมาะกับตลาด Sideways, อาจให้สัญญาณผิดพลาดในตลาดผันผวน |
| Relative Strength Index (RSI) | วัดความแข็งแกร่งของราคา | ระบุ Overbought/Oversold ได้ดี, หา Divergence ได้ง่าย, เหมาะกับการเทรดระยะสั้น | อาจให้สัญญาณผิดพลาดในตลาดที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง, ต้องใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นเพื่อยืนยัน |
| Fibonacci Retracement | ใช้ระดับ Fibonacci เพื่อหาระดับแนวรับแนวต้าน | หาระดับเข้าเทรดและตั้ง TP/SL ได้ชัดเจน, ใช้ได้กับทุก Timeframe, เป็นที่นิยม | ต้องระบุจุด Swing High/Low ให้ถูกต้อง, อาจเกิด False Breakout, ไม่แม่นยำ 100% |
ข้อดีของ Hidden Divergence
พูดตรงๆ เลยนะ Hidden Divergence มันมีดีกว่าที่คิดเยอะครับ จากประสบการณ์ผม 28 ปีที่คลุกคลีกับ Forex มา ผมว่าข้อดีที่เห็นได้ชัดๆ มีอยู่ 5 ข้อหลักๆ:
- บ่งชี้การต่อเนื่องของแนวโน้มได้อย่างแม่นยำ: ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยครับ Hidden Divergence ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าแนวโน้มเดิมยังไม่จบ และเราสามารถเข้าเทรดตามแนวโน้มได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเทรดขาขึ้น แล้วเจอ Hidden Bullish Divergence มันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า “ไปต่อได้เลยพี่น้อง!”
- ใช้ได้กับทุก Timeframe: ไม่ว่าคุณจะเป็น Scalper ที่ชอบเทรดสั้นๆ ใน Timeframe 1 นาที หรือ Swing Trader ที่ถือยาวเป็นวันๆ Hidden Divergence ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หมดครับ แต่แน่นอนว่า Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น ก็มักจะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือมากกว่า
- เพิ่มความมั่นใจในการเข้าเทรด: หลายครั้งที่เราลังเลว่าจะเข้าเทรดดีไหม Hidden Divergence จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราได้ครับ เมื่อเราเห็นสัญญาณ Hidden Divergence ที่สอดคล้องกับปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวรับแนวต้าน หรือ Price Action เราก็กล้าที่จะตัดสินใจเข้าเทรดมากขึ้น
- ใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยได้: นอกจากจะใช้หาจังหวะเข้าเทรดแล้ว Hidden Divergence ยังสามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยได้ด้วยครับ หากเราเห็น Hidden Bearish Divergence ในช่วงขาขึ้น อาจหมายความว่าแนวโน้มกำลังจะอ่อนแรงลง และเราควรระมัดระวังในการเข้าเทรดมากขึ้น
- เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน: เมื่อเทียบกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคบางตัว Hidden Divergence ถือว่าเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนครับ แค่เราเข้าใจหลักการทำงานของมัน และฝึกฝนการสังเกตบ่อยๆ เราก็จะสามารถจับสัญญาณ Hidden Divergence ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ข้อเสียของ Hidden Divergence
แน่นอนว่า Hidden Divergence ก็ไม่ได้ดีไปหมดทุกอย่างครับ มันก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณาเหมือนกัน ซึ่งผมจะพูดตรงๆ เลยนะ จะได้เห็นภาพกันชัดๆ:
- เกิดขึ้นไม่บ่อย: ข้อเสียที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Hidden Divergence ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ครับ ดังนั้นเราอาจต้องรอคอยนานกว่าจะได้เจอสัญญาณที่ชัดเจน ทำให้บางครั้งเราอาจพลาดโอกาสในการเทรด
- อาจเกิดสัญญาณหลอก: แม้ว่า Hidden Divergence จะมีความแม่นยำสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกต้องเสมอไปครับ บางครั้งเราอาจเจอสัญญาณหลอก (False Signal) ที่ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ ดังนั้นเราจึงต้องใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณเสมอ
- ต้องใช้ประสบการณ์ในการตีความ: การตีความ Hidden Divergence ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปครับ บางครั้งเราอาจสับสนระหว่าง Hidden Divergence กับ Regular Divergence หรืออาจตีความสัญญาณผิดพลาดได้ ดังนั้นเราจึงต้องฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ในการเทรดอย่างสม่ำเสมอ
เหมาะกับใคร? ไม่เหมาะกับใคร?
ทีนี้มาดูกันว่า Hidden Divergence เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร:
เหมาะกับ:
- เทรดเดอร์ที่ต้องการเทรดตามแนวโน้ม: Hidden Divergence เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดตามแนวโน้ม เพราะมันช่วยยืนยันว่าแนวโน้มเดิมยังไม่จบ และเราสามารถเข้าเทรดตามแนวโน้มได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
- เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์: เนื่องจาก Hidden Divergence ต้องใช้ประสบการณ์ในการตีความ ดังนั้นจึงเหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ในการเทรดมาบ้างแล้ว และเข้าใจหลักการทำงานของเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ
- เทรดเดอร์ที่ใจเย็นและอดทน: อย่างที่บอกไปแล้วว่า Hidden Divergence ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ดังนั้นจึงเหมาะกับเทรดเดอร์ที่ใจเย็นและอดทน สามารถรอคอยสัญญาณที่ชัดเจนได้
ไม่เหมาะกับ:
- มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเทรด: หากคุณเพิ่งเริ่มเทรด Forex ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนใช้ Hidden Divergence ครับ ควรเริ่มจากเครื่องมือพื้นฐานอื่นๆ ก่อน เช่น Moving Average หรือ RSI
- เทรดเดอร์ที่ชอบเทรดสวนเทรนด์: Hidden Divergence ไม่เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดสวนเทรนด์ เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ใช้ยืนยันการต่อเนื่องของแนวโน้ม
- เทรดเดอร์ที่ใจร้อนและไม่อดทน: หากคุณเป็นคนใจร้อนและไม่อดทน Hidden Divergence อาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะกับคุณ เพราะคุณอาจพลาดโอกาสในการเทรด หรือตัดสินใจผิดพลาดได้
สรุปคือ Hidden Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังครับ ต้องเข้าใจข้อดีข้อเสียของมัน และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเอง ที่สำคัญคือ อย่าลืมใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณเสมอ และอย่าเทรดด้วยเงินที่กู้มานะครับ Forex มีความเสี่ยงสูง!
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Hidden Divergence และวิธีหลีกเลี่ยง
Hidden divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็เหมือนเครื่องมืออื่นๆ ที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังครับ หลายครั้งที่เทรดเดอร์พลาดเพราะเข้าใจผิด หรือใช้มันผิดวิธี ทำให้ได้สัญญาณที่ไม่แม่นยำ และนำไปสู่การขาดทุนได้ พูดตรงๆ เลยนะ ผมเห็นมาเยอะมาก ทั้งลูกศิษย์ ทั้งคนรู้จักที่พลาดเพราะเรื่องพวกนี้ ดังนั้นมาดูกันว่าข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคืออะไรบ้าง และเราจะหลีกเลี่ยงมันได้อย่างไร
1. มองข้ามบริบทของตลาด
ข้อผิดพลาดอันดับต้นๆ เลยคือการใช้ hidden divergence โดยไม่สนใจบริบทของตลาดโดยรวมครับ อย่าลืมว่าไม่มีเครื่องมือใดที่แม่นยำ 100% ทุกสถานการณ์ ตลาด Forex มีปัจจัยมากมายที่ส่งผลกระทบต่อราคา การใช้ hidden divergence เพียงอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาแนวโน้มหลัก (trend), แนวรับแนวต้าน (support/resistance), หรือข่าวสารสำคัญ (news events) อาจทำให้ได้สัญญาณที่ผิดพลาดได้
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเห็น hidden bullish divergence ในช่วงที่ตลาดเป็นแนวโน้มขาลงอย่างชัดเจน (strong downtrend) โอกาสที่ราคาจะกลับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอาจมีน้อยครับ เพราะแรงขาย (selling pressure) ยังคงมีอยู่มาก สัญญาณ hidden divergence ในกรณีนี้อาจเป็นเพียงการพักตัวระยะสั้นๆ ก่อนที่ราคาจะลงต่อ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องประเมินภาพรวมของตลาดก่อนเสมอครับ
2. ใช้ Timeframe ที่ไม่เหมาะสม
Timeframe ที่เลือกใช้ก็มีผลต่อความแม่นยำของ hidden divergence เช่นกันครับ โดยทั่วไปแล้ว Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น (เช่น Daily, Weekly) จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือมากกว่า Timeframe ที่เล็ก (เช่น M5, M15) เพราะสัญญาณรบกวน (noise) ใน Timeframe เล็กมีมากกว่า ทำให้เกิดสัญญาณหลอก (false signals) ได้ง่าย
สมมติว่าคุณเห็น hidden bearish divergence ใน Timeframe M15 แต่ใน Timeframe H4 กลับไม่มีสัญญาณใดๆ เลย แบบนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษครับ สัญญาณใน Timeframe เล็กอาจไม่แข็งแรงพอที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มในภาพรวมได้ ทางที่ดีคือควรรอสัญญาณที่สอดคล้องกันในหลาย Timeframe เพื่อยืนยันความถูกต้องครับ
3. ไม่รอการยืนยันสัญญาณ
การรอการยืนยันสัญญาณ (confirmation) เป็นสิ่งสำคัญมากในการใช้ hidden divergence ครับ อย่าเพิ่งรีบเข้าเทรดทันทีที่เห็นสัญญาณ เพราะราคาอาจยังไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณคาดหวัง การยืนยันสัญญาณอาจทำได้โดยการรอให้เกิดแท่งเทียน (candlestick) ที่บ่งบอกถึงการกลับตัว (reversal pattern) หรือการทะลุแนวรับแนวต้านที่สำคัญ
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเห็น hidden bullish divergence คุณอาจรอให้ราคาทะลุแนวต้าน (resistance) ขึ้นไปก่อนที่จะเข้าซื้อ (buy) หรือรอให้เกิดแท่งเทียน bullish engulfing ที่บริเวณแนวรับ (support) ก่อนก็ได้ การรอการยืนยันจะช่วยลดโอกาสในการเจอสัญญาณหลอก และเพิ่มโอกาสในการเทรดที่ประสบความสำเร็จครับ
4. ใช้ Indicator ผิดประเภท
การเลือกใช้ Indicator ที่เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กันครับ Indicator ที่นิยมใช้ในการหา hidden divergence คือ RSI, MACD, และ Stochastic Oscillator แต่ละ Indicator ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป บาง Indicator อาจเหมาะกับสภาวะตลาดแบบหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะของ Indicator แต่ละตัวก่อนนำมาใช้งาน
ผมแนะนำว่าให้ลองใช้ Indicator หลายๆ ตัวร่วมกัน เพื่อดูว่าสัญญาณ hidden divergence ที่ได้สอดคล้องกันหรือไม่ หากสัญญาณจากหลาย Indicator ตรงกัน ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจเทรดได้มากขึ้นครับ แต่ก็อย่าลืมว่าไม่มี Indicator ใดที่แม่นยำ 100% ดังนั้นควรใช้ Indicator เป็นเพียงเครื่องมือประกอบการวิเคราะห์เท่านั้น
5. Overtrade และ Overleverage
ข้อผิดพลาดสุดท้ายแต่สำคัญมากคือการ Overtrade (เทรดมากเกินไป) และ Overleverage (ใช้ Leverage มากเกินไป) ครับ Hidden divergence อาจทำให้คุณรู้สึกมั่นใจมากเกินไป และอยากจะเข้าเทรดบ่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การ Overtrade จะทำให้คุณเสียสมาธิ และตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย
นอกจากนี้ การใช้ Leverage มากเกินไปก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งครับ เพราะจะทำให้คุณต้องรับความเสี่ยงที่สูงเกินตัว แม้ว่า hidden divergence จะให้สัญญาณที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะชนะทุกครั้ง ดังนั้นควรใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง และบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) อย่างเคร่งครัดเสมอครับ Risk ไม่เกิน 2% ต่อ trade ครับ จำไว้เสมอ!
คำเตือน: Forex มีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าลงทุนด้วยเงินที่คุณไม่สามารถเสียได้
คำเตือน: การใช้ Leverage สูงอาจทำให้คุณได้รับผลกำไรจำนวนมาก แต่ก็อาจทำให้คุณขาดทุนอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน โปรดใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง
ประสบการณ์จริงจาก อ.บอม 28 ปี
จากประสบการณ์ 28 ปีของผมในการเทรด Forex ผมเคยเจอสถานการณ์ที่ hidden divergence ช่วยชีวิตผมมาหลายครั้งเลยครับ แต่ก็เคยพลาดเพราะมันเหมือนกันนะ เล่าให้ฟังเลย… ช่วงปี 2018 ผมกำลังเทรดคู่เงิน EURUSD ตอนนั้นผมเห็น hidden bullish divergence ใน Timeframe H4 ประกอบกับมีข่าวเศรษฐกิจที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อค่าเงิน EUR ผมก็เลยตัดสินใจเข้าซื้อ (buy) แต่ปรากฏว่าราคากลับไม่ขึ้นตามที่คาดการณ์ แถมยังลงไปเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ผมตั้งไว้
ตอนนั้นผมเริ่มใจไม่ดีแล้วครับ คิดว่าสัญญาณ hidden divergence อาจจะผิดพลาด แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นในกลยุทธ์ของตัวเอง และตัดสินใจถือ Order ต่อไป (hold position) ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็เริ่มกลับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และขึ้นไปถึงเป้าหมาย (Take Profit) ที่ผมตั้งไว้ได้สำเร็จ สรุปคือผมได้กำไรจาก Trade นั้นไปพอสมควรเลยครับ เหตุการณ์นั้นสอนให้ผมรู้ว่าการเชื่อมั่นในกลยุทธ์ของตัวเอง และอดทนรอคอยเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex
แต่ก็มีบางครั้งที่ผมพลาดเพราะ hidden divergence เหมือนกันครับ ช่วงปี 2020 ช่วง COVID ระบาด ผมเทรดทองคำ (XAUUSD) ตอนนั้นตลาดผันผวนมาก ผมเห็น hidden bearish divergence ใน Timeframe M30 ผมก็เลยรีบเข้าขาย (sell) โดยไม่ได้รอการยืนยันสัญญาณที่ชัดเจน ปรากฏว่าราคากลับขึ้นไปชน Stop Loss อย่างรวดเร็ว ทำให้ผมขาดทุนไปพอสมควรเลยครับ เหตุการณ์นั้นสอนให้ผมรู้ว่าการรอการยืนยันสัญญาณ และไม่รีบร้อนในการเข้าเทรดเป็นสิ่งสำคัญมาก
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคย Overleverage ตอนเห็น Hidden divergence สวยๆ ใน TF เล็ก สุดท้ายพอร์ตแตกภายในวันเดียวครับ ดังนั้นจำไว้เลยว่า Hidden divergence เป็นแค่เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ อย่าประมาท อย่าโลภ และบริหารความเสี่ยงให้ดีเสมอครับ
Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย hidden divergence
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนที่ทุกคนรอคอย นั่นคือตัวอย่างการเทรดจริงโดยใช้ hidden divergence จากประสบการณ์ผมและลูกศิษย์หลายๆ คน ผมจะยกตัวอย่างทั้งเคสที่ได้กำไรและเคสที่ขาดทุน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจว่าไม่มีอะไร 100% ในตลาด Forex นะครับ
Case Study 1: กำไรจาก Hidden Bullish Divergence ในคู่เงิน EURUSD
ช่วงต้นปี 2023 ผมเห็นสัญญาณ hidden bullish divergence ในคู่เงิน EURUSD บนกราฟ H4 (4 ชั่วโมง) ราคาทำ lower low แต่ RSI (Relative Strength Index) กลับทำ higher low นี่เป็นสัญญาณว่าขาลงกำลังอ่อนแรงและอาจมีการกลับตัวขึ้น ผมรอให้มีการยืนยันสัญญาณด้วยแท่งเทียน bullish engulfing ก่อนที่จะเข้าออเดอร์ buy ที่ราคา 1.0600 ตั้ง Stop Loss (SL) ที่ 1.0550 (50 pips) และ Take Profit (TP) ที่ 1.0750 (150 pips) ซึ่งเป็นอัตราส่วน TP:SL ที่ 1:3
หลังจากเข้าออเดอร์ไป ราคาค่อยๆ ปรับตัวขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ และในที่สุดก็ชน TP ที่ 1.0750 ภายใน 2 วัน ผมได้กำไร 150 pips หรือคิดเป็น 3% ของเงินทุนทั้งหมด (สมมติว่าผมใช้ risk 2% ต่อ trade) เคสนี้สอนให้รู้ว่าการรอสัญญาณยืนยันและการมี TP:SL ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเคสนี้คือ Hidden divergence ทำงานได้ดีเมื่อเทรดตามเทรนด์หลัก ในช่วงนั้น EURUSD เป็นเทรนด์ขาขึ้นอยู่แล้ว การหาจังหวะเข้า buy เมื่อเกิด hidden bullish divergence จึงมีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการสวนเทรนด์ นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยงที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผมรอดพ้นจากความผันผวนของตลาดได้
Case Study 2: ขาดทุนจาก Hidden Bearish Divergence ในคู่เงิน XAUUSD (ทองคำ)
ช่วงกลางปี 2022 ผมเห็นสัญญาณ hidden bearish divergence ในคู่เงิน XAUUSD บนกราฟ H1 (1 ชั่วโมง) ราคาทองคำทำ higher high แต่ RSI กลับทำ lower high ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะเข้า sell แต่ปรากฏว่าผมคิดผิด! ผมเข้าออเดอร์ sell ที่ราคา 1850 ตั้ง SL ที่ 1855 (50 pips) และ TP ที่ 1840 (100 pips) ซึ่งเป็นอัตราส่วน TP:SL ที่ 1:2
หลังจากเข้าออเดอร์ไป ราคาทองคำกลับปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และชน SL ที่ 1855 ภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมขาดทุน 50 pips หรือคิดเป็น 1% ของเงินทุนทั้งหมด (สมมติว่าผมใช้ risk 2% ต่อ trade) เคสนี้ทำให้ผมตระหนักว่าไม่มีอะไรแน่นอนในตลาด และการใช้ hidden divergence เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
บทเรียนที่ได้จากเคสนี้คือ Hidden divergence ไม่ได้ผลเสมอไป และการใช้ indicator เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจเทรดเป็นเรื่องที่อันตราย ผมควรจะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แนวรับแนวต้าน ข่าวเศรษฐกิจ และ sentiment ของตลาด นอกจากนี้ การตั้ง SL ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงในการเทรด แม้ว่าเคสนี้จะขาดทุน แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้ผมพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
พูดตรงๆ เลยนะ การเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และวินัยในการเทรด การเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราเติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว
เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ hidden divergence
สำหรับคนที่สนใจเทรดโดยใช้ hidden divergence มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มมากมายให้เลือกใช้ แต่ละแพลตฟอร์มก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ผมจะแนะนำ 3 แพลตฟอร์มหลักๆ ที่ผมใช้เป็นประจำและคิดว่าเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการวิเคราะห์ hidden divergence นะครับ
MT4/MT5
MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย มี indicators และ expert advisors (EAs) ให้เลือกใช้มากมาย และรองรับการเทรดหลากหลายประเภท ตั้งแต่ Forex, หุ้น, ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์
ข้อดีของ MT4/MT5 คือมี indicators RSI (Relative Strength Index) ที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ hidden divergence ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังมี custom indicators ที่พัฒนาโดยเทรดเดอร์ทั่วโลก ซึ่งสามารถช่วยในการระบุ hidden divergence ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ MT4/MT5 สามารถใช้งานได้ฟรี และมีโบรกเกอร์ Forex จำนวนมากที่รองรับแพลตฟอร์มนี้
จากประสบการณ์ของผม MT4 เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความเรียบง่ายและมี indicators พื้นฐานให้ใช้งาน ส่วน MT5 เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการฟีเจอร์ที่ทันสมัยกว่า เช่น timeframe ที่หลากหลายกว่า และเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ซับซ้อนกว่า
TradingView
TradingView เป็นแพลตฟอร์ม charting ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเทรด ด้วยกราฟที่สวยงาม เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่หลากหลาย และ community ที่แข็งแกร่ง TradingView เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเทรดเดอร์คนอื่นๆ
ข้อดีของ TradingView คือมีเครื่องมือ drawing tools ที่หลากหลาย ซึ่งสามารถใช้ในการวาดเส้น trendlines และระบุ hidden divergence ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมี indicators RSI ที่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ และมี alerts ที่จะแจ้งเตือนเมื่อเกิด hidden divergence บนกราฟ
สิ่งที่ผมชอบใน TradingView คือความสามารถในการ backtest strategies โดยใช้ replay mode ซึ่งช่วยให้ผมสามารถทดสอบว่า hidden divergence strategy ของผมทำงานได้ดีแค่ไหนในอดีต นอกจากนี้ TradingView ยังมี social networking features ที่ช่วยให้ผมสามารถติดตามเทรดเดอร์คนอื่นๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาได้
เครื่องมือเฉพาะทาง
นอกจาก MT4/MT5 และ TradingView แล้ว ยังมีเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการระบุ hidden divergence โดยเฉพาะ เครื่องมือเหล่านี้มักจะมี algorithms ที่ซับซ้อนกว่า และสามารถระบุ hidden divergence ได้อย่างอัตโนมัติ
ตัวอย่างของเครื่องมือเฉพาะทางสำหรับ hidden divergence ได้แก่ Divergence Indicators บนเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งมักจะมี versions ที่ฟรีและเสียเงิน เวอร์ชั่นที่เสียเงินมักจะมีฟีเจอร์ที่ advanced กว่า เช่น alerts และ backtesting capabilities
จากที่ผมลองใช้เครื่องมือเหล่านี้มาบ้าง ผมพบว่ามันมีประโยชน์ในการช่วยประหยัดเวลาและระบุ hidden divergence ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและตรวจสอบสัญญาณที่ได้ด้วยตัวเองเสมอ เพราะไม่มีเครื่องมือใดที่สมบูรณ์แบบ 100%
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะย้ำว่าการเลือกใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดของแต่ละคน ไม่มีเครื่องมือใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือการทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ และเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุดครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ hidden divergence
Hidden Divergence คืออะไร?
เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เลยนะ Hidden Divergence คือสัญญาณที่บอกว่าแนวโน้ม (Trend) ปัจจุบันมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไป ไม่ได้บอกว่าจะเปลี่ยนทิศทาง เหมือน Divergence แบบปกติที่บอกการกลับตัว Hidden Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) ในแนวโน้มขาขึ้น หรือทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) ในแนวโน้มขาลง แต่ Indicator (เช่น RSI, MACD) กลับไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือทำจุดต่ำสุดที่ต่ำลง (Lower Low) ในแนวโน้มขาขึ้น หรือทำจุดสูงสุดที่สูงขึ้น (Higher High) ในแนวโน้มขาลง
พูดง่ายๆ ก็คือ ราคาเหมือนจะอ่อนแรง แต่จริงๆ แล้วแรงซื้อหรือแรงขายยังแข็งแกร่งอยู่ ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะไปต่อในทิศทางเดิม ใครที่มองหาจังหวะเข้าตามเทรนด์ Hidden Divergence เป็นเครื่องมือที่ช่วยได้มากเลยครับ
Hidden Divergence เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่ไหม?
ผมว่า Hidden Divergence อาจจะไม่ได้เหมาะกับมือใหม่ “จ๋า” ขนาดนั้นนะ เพราะว่ามันต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องแนวโน้ม (Trend) และการอ่าน Indicator พอสมควร มือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด Forex อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับการตีความสัญญาณพวกนี้ แต่ถ้ามือใหม่ที่เริ่มศึกษา Technical Analysis มาบ้างแล้ว และพอจะเข้าใจเรื่อง Trendline, Support Resistance รวมถึง Indicator พื้นฐานอย่าง RSI หรือ MACD ผมว่าก็สามารถลองศึกษา Hidden Divergence ได้นะ
สิ่งที่สำคัญคือต้องฝึกฝนการสังเกตและตีความสัญญาณให้แม่นยำก่อนที่จะนำไปใช้เทรดจริง อย่าเพิ่งรีบร้อนลงสนามจริงด้วยเงินเยอะๆ นะครับ เริ่มจาก Demo Account ก่อนจะดีที่สุด
วิธีใช้ Hidden Divergence ในการเทรด Forex ทำอย่างไร?
หลักการง่ายๆ คือ มองหา Hidden Divergence ใน Timeframe ที่เราเทรดอยู่ครับ อย่างเช่น ถ้าเราเทรด Day Trade ก็มองหาใน Timeframe H1 หรือ H4 เมื่อเจอ Hidden Divergence ที่เข้าเงื่อนไขแล้ว ก็ให้พิจารณาเข้า Order ในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลัก ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) และเกิด Hidden Bullish Divergence (ราคาทำ Higher Low แต่ Indicator ทำ Lower Low) ก็ให้หาจังหวะ Buy
แต่! อย่าเข้า Order ทันทีที่เจอ Hidden Divergence นะครับ ควรรอให้เกิดสัญญาณ Confirm ก่อน เช่น เกิดแท่งเทียน Bullish Engulfing หรือราคา Breakout แนวต้านสำคัญ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าสัญญาณ Hidden Divergence นั้นมีความน่าเชื่อถือจริงๆ และที่สำคัญ อย่าลืมตั้ง Stop Loss เสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น Risk Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 นะครับ
Hidden Divergence มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง?
ข้อดีของ Hidden Divergence คือ ช่วยให้เราสามารถระบุจังหวะเข้าเทรดตามแนวโน้มหลักได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องในตลาดที่เป็น Trend นอกจากนี้ ยังช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเข้าเทรดสวนเทรนด์ ซึ่งมักจะมีความเสี่ยงสูงกว่า
ส่วนข้อเสียก็คือ Hidden Divergence ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เราอาจจะต้องใช้เวลาในการรอสัญญาณที่เข้าเงื่อนไข และบางครั้งสัญญาณ Hidden Divergence ก็อาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป ราคาอาจจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี และใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย
Hidden Divergence เปรียบเทียบกับเครื่องมืออื่น ต่างกันอย่างไร?
Hidden Divergence ต่างจากเครื่องมืออื่นๆ ตรงที่มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการ “ไปต่อ” ของแนวโน้ม ไม่ใช่การ “กลับตัว” อย่างเช่น Harmonic Pattern หรือ Chart Pattern บางชนิด นอกจากนี้ Hidden Divergence ยังเป็นการผสมผสานการวิเคราะห์ราคา (Price Action) กับ Indicator เข้าด้วยกัน ทำให้มีความแม่นยำมากกว่าการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม Hidden Divergence ก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ เราควรใช้มันร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น Trendline, Support Resistance, Fibonacci เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจเทรด
นอกจาก RSI และ MACD แล้ว ใช้อะไรดู Hidden Divergence ได้อีก?
นอกจาก RSI (Relative Strength Index) และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) ที่เป็นตัวยอดนิยมแล้ว ยังมี Indicator อื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้หา Hidden Divergence ได้อีกนะครับ อย่างเช่น Stochastic Oscillator, CCI (Commodity Channel Index), หรือแม้แต่ Momentum Indicator ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เหมือนกัน
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจหลักการทำงานของ Indicator แต่ละตัว และเลือกใช้ Indicator ที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของเรา บางคนอาจจะชอบ RSI เพราะมันบอก Overbought/Oversold ได้ชัดเจน บางคนอาจจะชอบ MACD เพราะมันมี Signal Line ให้ใช้ แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้ Indicator ตัวไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝึกฝนและทำความเข้าใจสัญญาณ Hidden Divergence ที่เกิดขึ้นให้ถ่องแท้ครับ
เริ่มต้นศึกษา Hidden Divergence ควรเริ่มจากตรงไหน?
ถ้าจะเริ่มต้นศึกษา Hidden Divergence แบบจริงจัง ผมแนะนำให้เริ่มจากทำความเข้าใจ Concept ของ Divergence ก่อนครับ ว่า Divergence คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความหมายอย่างไร เมื่อเข้าใจ Divergence แล้ว ค่อยมาศึกษา Hidden Divergence ต่อ ว่ามันแตกต่างจาก Divergence แบบปกติอย่างไร
หลังจากนั้น ก็เริ่มฝึกฝนการสังเกต Hidden Divergence ใน Chart จริง โดยใช้ Indicator ที่เราถนัด อาจจะเริ่มจาก Backtest ดูก่อน เพื่อดูว่า Hidden Divergence ในอดีตให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และเมื่อมั่นใจแล้ว ค่อยลองนำไปใช้เทรดใน Demo Account เพื่อฝึกฝนการตัดสินใจและบริหารความเสี่ยง สุดท้าย อย่าลืมศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ เช่น หนังสือ, เว็บไซต์, หรือคอร์สเรียน เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของเราอยู่เสมอครับ
Hidden Divergence ใช้ได้ดีกับ Timeframe ไหนมากที่สุด?
จริงๆ แล้ว Hidden Divergence สามารถใช้ได้กับทุก Timeframe นะครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น (เช่น Daily, Weekly) มักจะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือมากกว่า Timeframe ที่เล็ก (เช่น M15, M30) เพราะว่าสัญญาณรบกวนใน Timeframe เล็กๆ มันเยอะกว่า
ถ้าเราเป็น Swing Trader หรือ Position Trader ที่ถือ Order นานๆ การใช้ Hidden Divergence ใน Timeframe ใหญ่ๆ ก็จะช่วยให้เราสามารถจับ Trend ใหญ่ๆ ได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้าเราเป็น Day Trader หรือ Scalper ที่เน้นทำกำไรระยะสั้น การใช้ Hidden Divergence ใน Timeframe เล็กๆ ก็อาจจะช่วยให้เราหาจังหวะเข้าเทรดได้บ่อยขึ้น แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องสัญญาณหลอก (False Signal) ให้มากขึ้นด้วย
สรุป Hidden Divergence — สิ่งที่ต้องจำ
มาถึงช่วงสรุปกันแล้วนะครับ หลังจากที่เราคุยกันมายืดยาวเกี่ยวกับ Hidden Divergence ผมอยากจะสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่เพื่อนๆ ต้องจำให้ขึ้นใจ ดังนี้ครับ
- Hidden Divergence เป็นสัญญาณที่บอกว่าแนวโน้ม (Trend) ปัจจุบันมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไป
- Hidden Bullish Divergence เกิดขึ้นในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) และเป็นสัญญาณ Buy
- Hidden Bearish Divergence เกิดขึ้นในแนวโน้มขาลง (Downtrend) และเป็นสัญญาณ Sell
- ควรรอสัญญาณ Confirm ก่อนเข้า Order เสมอ เช่น แท่งเทียน Price Action หรือ Breakout
- บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง และกำหนด Risk Reward Ratio ที่เหมาะสม
- ใช้ Hidden Divergence ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
- ฝึกฝนการสังเกตและตีความสัญญาณ Hidden Divergence อย่างสม่ำเสมอ
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex ผมบอกได้เลยว่า Hidden Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการเทรดตามแนวโน้ม (Trend Following) แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้เครื่องมือ คือการมี Mindset ที่ถูกต้อง การบริหารความเสี่ยงที่ดี และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
Forex มีความเสี่ยงสูงนะครับ อย่าเทรดด้วยเงินที่กู้มา หรือเงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลงทุนในความรู้ก่อน แล้วค่อยลงทุนในตลาดนะครับ
ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนประสบความสำเร็จในการเทรด Forex นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม สามารถสอบถามเข้ามาได้เลย ผมยินดีให้คำแนะนำเสมอ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ! ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีในการเทรดของทุกคนครับ
เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ
1. อย่ามองข้าม Timeframe ใหญ่
จากประสบการณ์ 28 ปีของผม สิ่งที่เทรดเดอร์หลายคนพลาดคือการโฟกัสแต่ Timeframe เล็กๆ ครับ Hidden Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe ใหญ่ (เช่น Daily หรือ Weekly) จะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่ามาก เพราะมันสะท้อนภาพรวมของเทรนด์ได้ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเจอ Hidden Bullish Divergence ในกราฟ Daily ของ EURUSD นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าเทรนด์ขาขึ้นกำลังจะกลับมาแข็งแกร่งหลังจากพักตัว
การยืนยันสัญญาณจาก Timeframe ใหญ่ช่วยลดสัญญาณหลอกได้เยอะมาก ลองคิดดูว่าถ้าคุณเทรดตาม Hidden Divergence ใน Timeframe 5 นาที คุณอาจจะเจอกับ False Signal บ่อยกว่า แต่ถ้าคุณรอให้เกิดสัญญาณใน Timeframe Daily โอกาสที่คุณจะเทรดตามเทรนด์หลักก็จะสูงขึ้นมากครับ
จำไว้เสมอว่า Timeframe ใหญ่คือภาพรวม ส่วน Timeframe เล็กคือรายละเอียด เราต้องมองภาพรวมก่อนที่จะลงรายละเอียดเสมอครับ
2. คอนเฟิร์มด้วย Price Action
Hidden Divergence เป็นแค่สัญญาณหนึ่งเท่านั้น อย่าเพิ่งรีบเข้าเทรดทันทีที่เห็นสัญญาณ ควรรอให้เกิด Price Action ที่ยืนยันสัญญาณก่อน เช่น Bullish Engulfing หรือ Hammer สำหรับ Hidden Bullish Divergence หรือ Bearish Engulfing หรือ Shooting Star สำหรับ Hidden Bearish Divergence
ตอนปี 2018 ผมเคยเจอ Hidden Bearish Divergence ในกราฟ H4 ของ GBPJPY แต่ผมยังไม่รีบ Short เพราะผมรอให้เกิด Bearish Engulfing ก่อน และสุดท้ายราคาก็ร่วงลงมาจริงๆ ครับ การรอคอนเฟิร์มด้วย Price Action ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะมาก
อย่าลืมว่า Price Action คือภาษาของตลาด เราต้องอ่านภาษาของตลาดให้ออกก่อนที่จะตัดสินใจเทรด
3. ใช้ Indicator อื่นประกอบ
Hidden Divergence ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับ Indicator อื่นๆ เช่น Moving Average, Fibonacci Retracement หรือ Bollinger Bands Indicator เหล่านี้สามารถช่วยยืนยันสัญญาณและกรองสัญญาณหลอกได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเจอ Hidden Bullish Divergence และราคากำลังอยู่ใกล้ Fibonacci Retracement Level ที่สำคัญ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งมากว่าราคาจะเด้งขึ้น หรือถ้าคุณเจอ Hidden Bearish Divergence และราคากำลังอยู่ใกล้ Upper Bollinger Band นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่จะ Short
การใช้ Indicator หลายตัวร่วมกันช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น และเพิ่มความมั่นใจในการเทรด
4. ระวังข่าวและ Event สำคัญ
ข่าวและ Event สำคัญสามารถทำให้ Hidden Divergence กลายเป็นโมฆะได้ โดยเฉพาะข่าวที่มีผลกระทบสูง (High Impact News) เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ย หรือตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ
ก่อนที่จะเทรดตาม Hidden Divergence ควรถามตัวเองก่อนว่ามีข่าวสำคัญที่จะประกาศในช่วงนั้นหรือไม่ ถ้ามีข่าว ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หรืออาจจะรอให้ข่าวประกาศก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเทรด
จำไว้เสมอว่าตลาด Forex ผันผวนมากในช่วงที่มีข่าว เราต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี
5. กำหนด Stop Loss อย่างเหมาะสม
ไม่ว่าคุณจะมั่นใจในสัญญาณ Hidden Divergence แค่ไหน ก็ต้องกำหนด Stop Loss เสมอ Stop Loss คือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเทรด Forex
ตำแหน่งของ Stop Loss ควรอยู่เหนือ High ก่อนหน้าสำหรับ Short Trade และต่ำกว่า Low ก่อนหน้าสำหรับ Long Trade นอกจากนี้ ควรกำหนด Risk Reward Ratio ที่เหมาะสม (เช่น 1:2 หรือ 1:3) เพื่อให้คุ้มค่ากับการเสี่ยง
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยไม่ตั้ง Stop Loss เพราะมั่นใจในสัญญาณมาก สุดท้ายพอร์ตแตกเลยครับ อย่าประมาท!
6. Backtest อย่างละเอียด
ก่อนที่จะใช้ Hidden Divergence ในการเทรดจริง ควร Backtest อย่างละเอียดก่อน เพื่อดูว่ามันทำงานได้ดีแค่ไหนในอดีต Backtesting ช่วยให้คุณเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของ Hidden Divergence และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของคุณได้
คุณสามารถใช้โปรแกรม Backtesting หรือ Manual Backtesting ก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบันทึกผลการ Backtest อย่างละเอียด เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุง
การ Backtest คือการจำลองการเทรดในอดีต ช่วยให้คุณฝึกฝนและพัฒนาฝีมือได้โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริง
7. จดบันทึกการเทรด
การจดบันทึกการเทรดเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน บันทึกการเทรดช่วยให้คุณติดตามผลการเทรด วิเคราะห์ข้อผิดพลาด และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของคุณได้
ในบันทึกการเทรด ควรจดรายละเอียดต่างๆ เช่น คู่เงินที่เทรด Timeframe ที่ใช้ เหตุผลในการเข้าเทรด จุดเข้า จุดออก Stop Loss Take Profit และผลการเทรด
การทบทวนบันทึกการเทรดเป็นประจำช่วยให้คุณเรียนรู้จากประสบการณ์และพัฒนาฝีมือได้อย่างต่อเนื่อง
8. อย่า Overtrade
Hidden Divergence อาจจะให้สัญญาณเทรดบ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเทรดทุกครั้ง เลือกเฉพาะสัญญาณที่มีคุณภาพสูงและสอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรดของคุณเท่านั้น
การ Overtrade อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและการสูญเสียเงินทุน การมีวินัยในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญมาก
จำไว้เสมอว่าคุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ
9. บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
Forex มีความเสี่ยงสูง อย่าเทรดด้วยเงินที่คุณไม่สามารถเสียได้ กำหนด Risk ต่อ Trade ไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมด และใช้ Leverage อย่างเหมาะสม
การบริหารความเสี่ยงที่ดีช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาด Forex ได้ในระยะยาว และมีโอกาสทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
อย่าลืมว่าการรักษาเงินทุนสำคัญกว่าการทำกำไร
10. เรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ
ตลาด Forex เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ ศึกษาเทคนิคใหม่ๆ ติดตามข่าวสาร และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของคุณอย่างต่อเนื่อง
เข้าร่วมกลุ่มเทรดเดอร์ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้อื่น และอย่ากลัวที่จะถามคำถาม
การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด จงเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้วเสมอ
📚 บทความแนะนำจาก iCafeForex
ตารางสรุป Hidden Divergence
| ประเภท Divergence | ลักษณะ | สัญญาณ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| Hidden Bullish Divergence | ราคาทำ Lower Low แต่ Indicator ทำ Higher Low | สัญญาณว่าเทรนด์ขาขึ้นจะดำเนินต่อไป | EURUSD กราฟ H4 ราคาทำ Lower Low แต่ RSI ทำ Higher Low |
| Hidden Bearish Divergence | ราคาทำ Higher High แต่ Indicator ทำ Lower High | สัญญาณว่าเทรนด์ขาลงจะดำเนินต่อไป | GBPJPY กราฟ Daily ราคาทำ Higher High แต่ MACD ทำ Lower High |
✍️ เกี่ยวกับผู้เขียน
อ.บอม (iCafe Forex) — เทรดเดอร์มืออาชีพประสบการณ์ 28 ปี ผู้ก่อตั้ง iCafeForex.com และ SiamCafe.net (ตั้งแต่ปี 1997) ผู้สร้าง EA Semi-Auto ตัวแรกของไทย สอนเทรด Forex ผ่าน YouTube @icafefx
⚠️ การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
📚 บทความที่เกี่ยวข้อง
อัปเดตล่าสุด: กุมภาพันธ์ 2026 — ตรวจสอบแล้วว่าถูกต้อง

![จิตวิทยาการเทรด สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม [2026]](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/02/trading-psychology-essentials-cover-600x338.jpg)
![วิธีตั้งค่า MT4 สำหรับมือใหม่ ฉบับสมบูรณ์ [2026]](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/02/mt4-setup-beginners-complete-cover-600x327.png)




TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文