
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกเรื่อง Grid Trading Strategy ระบบเทรดแบบตาราง – 2026-01-28 นี้ หาอ่านที่ไหนไม่ได้ ผมเรียนรู้จากประสบการณ์จริงกว่า 28 ปี ในวงการ Forex ผมเป็นผู้ก่อตั้ง SiamCafe.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์ด้านการเงินที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ปี 1997 และ iCafeFX ซึ่งได้รับรางวัล Thaiware Award ในปี 2005 ในฐานะนักเทรด Forex มืออาชีพ ผมอยากจะแบ่งปันกลยุทธ์การเทรดที่ผมใช้มาตลอด นั่นคือ Grid Trading Strategy หรือระบบการเทรดแบบตาราง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผมสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอและลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก
หลักการพื้นฐาน
Grid Trading Strategy เป็นกลยุทธ์การเทรดที่ใช้สร้างตารางระดับราคาซื้อ-ขายในช่วงราคาที่ผันผวนน้อย โดยนักเทรดจะเปิดสถานะซื้อและขายที่ราคาต่างๆ ในช่วงราคาที่กำหนด ซึ่งช่วยลดความผันผวนของสถานะเทรด และสร้างความสม่ำเสมอให้กับการทำกำไร หลักการสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการสร้าง “ตาราง” ของราคาซื้อ-ขาย ให้ครอบคลุมช่วงราคาที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวในอนาคต จากนั้นจึงเข้าสถานะเทรดตามตารางที่ได้วางไว้
วิธีใช้งานจริง (step-by-step)
การนำ Grid Trading Strategy ไปใช้งานจริงมีขั้นตอนดังนี้:
- กำหนดช่วงราคา ที่คาดว่าสินทรัพย์นั้นจะเคลื่อนไหวในอนาคต โดยพิจารณาจากแนวรับ-แนวต้าน, ความผันผวน และปัจจัยพื้นฐานต่างๆ
- กำหนดระยะห่างของราคาซื้อ-ขาย ในตาราง โดยอาจใช้ระยะห่าง 50 pips, 100 pips หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสินทรัพย์และความผันผวน
- เปิดสถานะซื้อและขาย ตามตารางที่กำหนด โดยจะมีสถานะซื้อและขายสลับกันในแต่ละระดับราคา
- ปรับแต่งตาราง เมื่อราคาเคลื่อนไหวออกนอกช่วงที่กำหนด โดยเพิ่มระดับราคาใหม่ให้ครอบคลุมช่วงราคาใหม่
- บริหารจัดการสถานะ อย่างระมัดระวัง โดยอาจใช้ Stop Loss และ Take Profit ตามความเหมาะสม
ตัวอย่างการเทรด
ตัวอย่างเช่น ในช่วงราคาของคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่เคลื่อนไหวระหว่าง 1.1800 – 1.2000 ผมจะสร้างตารางการเทรดแบบนี้:
- ระดับราคาซื้อ: 1.1800, 1.1850, 1.1900, 1.1950, 1.2000
- ระดับราคาขาย: 1.1850, 1.1900, 1.1950, 1.2000, 1.2050
ในกรณีที่ราคาเคลื่อนไหวขึ้นมาถึงระดับ 1.2000 ผมจะเปิดสถานะซื้อที่ระดับ 1.2000 และขายที่ 1.2050 ในขณะที่สถานะอื่นๆ ตามตารางก็จะยังคงเปิดอยู่ ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้กับผม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- กำหนดช่วงราคาที่ไม่เหมาะสม ทำให้ต้องปรับแต่งตารางบ่อย และมีโอกาสขาดทุนสูง
- ระยะห่างของราคาซื้อ-ขายไม่เหมาะสม ทำให้มีสถานะเปิดจำนวนมาก และจัดการยาก
- ไม่มีการบริหารจัดการสถานะที่ดี เช่น ไม่ใช้ Stop Loss หรือ Take Profit ที่เหมาะสม
- ไม่มีการปรับแต่งตารางอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ตารางไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคา
- ขนาดของสถานะเทรดไม่เหมาะสม ทำให้มีความเสี่ยงมากเกินไปหรือได้กำไรน้อยเกินไป
เคล็ดลับจากมืออาชีพ
- เริ่มต้นด้วยความระมัดระวัง อย่าเข้าตลาดด้วยเงินจำนวนมากในตอนแรก ค่อยๆ เพิ่มขนาดของสถานะเมื่อมั่นใจมากขึ้น
- ใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคเพื่อวิเคราะห์ตลาด เช่น แนวรับ-แนวต้าน, ความผันผวน เพื่อกำหนดช่วงราคาที่เหมาะสม
- ปรับแต่งตารางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สถานะเทรดยังคงอยู่ภายในช่วงราคาที่ต้องการ
- ใช้ Stop Loss และ Take Profit อย่างระมัดระวัง เพื่อจัดการความเสี่ยงและสร้างผลกำไรที่สม่ำเสมอ
- ติดตามข่าวสารและปัจจัยพื้นฐาน อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต
FAQ
- Grid Trading Strategy เหมาะกับตลาดแบบไหน?
Grid Trading Strategy เหมาะสำหรับตลาดที่มีการเคลื่อนไหวแบบ sideways หรือผันผวนในช่วงแคบ ๆ เนื่องจากเราต้องสร้างตารางการเทรดครอบคลุมช่วงราคาที่คาดการณ์ไว้ - ควรใช้ระยะห่างของราคาซื้อ-ขายเท่าไหร่?
ระยะห่างของราคาซื้อ-ขายขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาด โดยทั่วไปใช้ระยะห่าง 50-100 pips แต่สามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความเหมาะสม - ควรใช้ขนาดสถานะเท่าไหร่?
ขนาดของสถานะควรจัดสรรให้เหมาะสมกับขนาดบัญชี โดยคำนึงถึงความเสี่ยงต่อบัญชีที่ยอมรับได้ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 1-2% ของมูลค่าบัญชี
สรุป
Grid Trading Strategy เป็นกลยุทธ์การเทรดที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงโดยการกระจายสถานะซื้อ-ขาย ตามตารางราคาที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า หากนักเทรดสามารถนำกลยุทธ์นี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถสร้างผลกำไรที่สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้พิสูจน์มาจากประสบการณ์กว่า 28 ปีในวงการ Forex
