etf vs mutual fund คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
ETF (Exchange Traded Fund) กับ Mutual Fund เป็นเครื่องมือการลงทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่หลายคนยังสับสนว่าทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และแบบไหนเหมาะกับสไตล์การลงทุนของตัวเองมากกว่ากัน ในบทความนี้ ผม อ.บอม iCafe Forex จะมาอธิบายแบบเจาะลึกถึงนิยาม ที่มา ประวัติ ความสำคัญของ ETF และ Mutual Fund รวมถึงเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้เห็นกันชัดๆ เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือที่ตอบโจทย์มากที่สุด
- etf vs mutual fund คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
- ทำไม etf vs mutual fund ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
- วิธีใช้ ETF vs Mutual Fund ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
- กลยุทธ์ขั้นสูง ETF vs Mutual Fund สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
- เปรียบเทียบ ETF vs Mutual Fund กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund และวิธีหลีกเลี่ยง
- Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย ETF vs Mutual Fund
- เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ ETF vs Mutual Fund
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ etf vs mutual fund
- สรุป etf vs mutual fund — สิ่งที่ต้องจำ
- เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ (ETF vs Mutual Fund)
- สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund
- คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษา ETF vs Mutual Fund
- วิเคราะห์แนวโน้ม ETF vs Mutual Fund ในปี 2025-2026
- FAQ เพิ่มเติม 5 ข้อเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund
🎬 วิดีโอที่เกี่ยวข้อง — ดูเพิ่มเติมที่ YouTube @icafefx
พูดตรงๆ เลยนะ ทั้ง ETF และ Mutual Fund ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการระดมเงินทุนจากนักลงทุนจำนวนมาก แล้วนำเงินนั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุน โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยบริหารจัดการให้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือกลไกการทำงาน วิธีการซื้อขาย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อผลตอบแทนและความสะดวกสบายในการลงทุน
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex ผมสังเกตว่านักลงทุนหลายคนมองข้ามความสำคัญของการทำความเข้าใจเครื่องมือการลงทุนเหล่านี้ มุ่งแต่จะโฟกัสไปที่การวิเคราะห์กราฟหรือหา Indicator เทพๆ อย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพลาดมาก เพราะการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมายการลงทุน เป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว
นิยามและที่มาของ ETF
ETF หรือ Exchange Traded Fund คือกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นทั่วไป ETF มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง เช่น SET50, S&P 500 หรือ NASDAQ 100 โดยจะลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่อยู่ในดัชนีนั้นๆ ตามสัดส่วนที่กำหนด
ที่มาของ ETF เริ่มต้นขึ้นในประเทศแคนาดาเมื่อปี 1990 โดย Toronto Index Participation Units (TIPs) ถือเป็น ETF ตัวแรกของโลก หลังจากนั้น ETF ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมต่ำ และสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี
ข้อดีหลักๆ ของ ETF คือสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ มีสภาพคล่องสูง และมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการที่ต่ำกว่า Mutual Fund โดยทั่วไป นอกจากนี้ ETF ยังมีความโปร่งใสสูง เพราะมีการเปิดเผยรายชื่อหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนทุกวัน ทำให้นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินของตนเองถูกนำไปลงทุนในอะไรบ้าง
นิยามและที่มาของ Mutual Fund
Mutual Fund หรือกองทุนรวม คือกองทุนที่ระดมเงินทุนจากนักลงทุนจำนวนมาก แล้วนำเงินนั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ เช่น กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมผสม โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยบริหารจัดการให้
Mutual Fund มีประวัติยาวนานกว่า ETF โดยกองทุนรวมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือ Foreign & Colonial Government Trust ก่อตั้งขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1868 Mutual Fund ได้รับความนิยมอย่างมากในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างง่ายดาย
ข้อดีของ Mutual Fund คือมีความหลากหลายของประเภทกองทุนให้เลือก นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่ตรงกับความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมายการลงทุนของตนเองได้ นอกจากนี้ Mutual Fund ยังมีทีมผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยบริหารจัดการให้ ซึ่งอาจสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนด้วยตนเองได้
ความสำคัญในตลาด Forex และสถิติที่น่าสนใจ
ถึงแม้ว่า ETF และ Mutual Fund จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อขาย Forex แต่ก็มีความสำคัญในตลาด Forex ในทางอ้อม เนื่องจาก ETF และ Mutual Fund จำนวนมากมีการลงทุนในบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้เป็นสกุลเงินต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงิน Forex ได้
ยกตัวอย่างเช่น หาก ETF ที่ลงทุนในหุ้นของบริษัท Apple มีการถือครองหุ้นเป็นจำนวนมาก และ Apple มีรายได้จากการขาย iPhone ในยุโรปเป็นสกุลเงินยูโร การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรของ Apple และมูลค่าของ ETF นั้นได้
จากสถิติ ณ สิ้นปี 2023 มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ของ ETF ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่มูลค่า AUM ของ Mutual Fund ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทั้ง ETF และ Mutual Fund เป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลต่อตลาดการเงินโลก
“ETF และ Mutual Fund เป็นเครื่องมือการลงทุนที่สำคัญสำหรับนักลงทุนทุกระดับ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของทั้งสองอย่าง และเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับความต้องการและเป้าหมายของตนเอง” – John C. Bogle ผู้ก่อตั้ง The Vanguard Group
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยถามว่า “อาจารย์ครับ แล้วผมควรจะเลือก ETF หรือ Mutual Fund ดีครับ?” ผมตอบไปว่า “มันไม่มีคำตอบที่ตายตัวหรอกน้อง มันขึ้นอยู่กับว่าน้องต้องการอะไรจากการลงทุนมากกว่า” ถ้าต้องการความยืดหยุ่นในการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมต่ำ และความโปร่งใสสูง ETF อาจเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าต้องการความหลากหลายของประเภทกองทุน มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแล และไม่ซีเรียสเรื่องค่าธรรมเนียม Mutual Fund ก็อาจตอบโจทย์มากกว่า
ทำไม etf vs mutual fund ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
ผลต่อกำไร/ขาดทุน
สำหรับเทรดเดอร์ไทย การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ETF (Exchange Traded Fund) กับ Mutual Fund มีผลอย่างมากต่อกำไรและขาดทุนในการลงทุน Forex เลยครับ พูดตรงๆ เลยนะ การเลือกเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่รับได้ อาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการทำกำไร หรือเจอกับการขาดทุนที่ไม่คาดคิดได้ง่ายๆ เลย
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณเป็น Day Trader ที่เน้นทำกำไรระยะสั้น การใช้ ETF ที่มีสภาพคล่องสูง อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณสามารถเข้าออกตลาดได้อย่างรวดเร็ว และใช้ประโยชน์จากความผันผวนของราคาได้เต็มที่ แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่เน้นการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว การลงทุนใน Mutual Fund ที่มีการบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ อาจเหมาะสมกว่า เพราะผู้จัดการกองทุนจะช่วยคุณคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว และปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) แล้วใช้ ETF ทองคำในการเก็งกำไรระยะสั้น คุณอาจได้กำไร 50-100 pips ต่อวัน แต่ถ้าคุณใช้ Mutual Fund ทองคำ อาจต้องรอเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน กว่าจะเห็นผลกำไรที่ชัดเจน ดังนั้น การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คุณเพิ่มโอกาสในการทำกำไร และลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ครับ
การบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex เลยครับ และการเลือกใช้ ETF หรือ Mutual Fund ก็มีผลต่อการบริหารความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ไทยที่อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในการเทรดมากนัก
ETF ส่วนใหญ่จะมีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะ ETF จะลงทุนในตะกร้าของสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้คุณไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ Mutual Fund จะมีความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงมากกว่า เพราะผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้ตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และยังสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ เช่น อนุพันธ์ (Derivatives) ในการป้องกันความเสี่ยงได้อีกด้วย
สมมติว่าคุณมีพอร์ตการลงทุน Forex ขนาด 10,000 USD และคุณต้องการลดความเสี่ยงจากการผันผวนของค่าเงินบาท คุณอาจจะลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 หรือ Mutual Fund ที่ลงทุนในหุ้นไทย เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเทรด Forex ได้ครับ หรือถ้าคุณกังวลว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น คุณอาจจะลงทุนใน ETF น้ำมัน หรือ Mutual Fund ที่ลงทุนในบริษัทพลังงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่อาจจะสูงขึ้นได้
ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
ETF และ Mutual Fund สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในการเทรด Forex ได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีความเข้าใจในตลาด Forex และตลาดทุนอื่นๆ เป็นอย่างดี
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเชื่อว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท คุณอาจจะลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเก็งกำไรจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น หรือถ้าคุณเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต คุณอาจจะลงทุนใน Mutual Fund ที่ลงทุนในหุ้นไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากตลาดหุ้นไทย
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในการเทรด Forex ผมพบว่าเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะใช้ ETF และ Mutual Fund เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนของพวกเขาเสมอ เพราะเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาสามารถกระจายความเสี่ยง, เพิ่มโอกาสในการทำกำไร, และปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยใช้ ETF ทองคำในการ hedging ความเสี่ยงจากการเทรดค่าเงินในช่วง COVID-19 และทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเลยครับ
ผลกระทบระยะยาว
การตัดสินใจว่าจะใช้ ETF หรือ Mutual Fund ในการเทรด Forex มีผลกระทบอย่างมากต่อผลตอบแทนในระยะยาวของคุณเลยครับ เพราะเครื่องมือแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน และเหมาะกับสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน
ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่เน้นการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว การลงทุนใน Mutual Fund ที่มีการบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะผู้จัดการกองทุนจะช่วยคุณคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว และปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าคุณเป็น Day Trader ที่เน้นทำกำไรระยะสั้น การใช้ ETF ที่มีสภาพคล่องสูง อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณสามารถเข้าออกตลาดได้อย่างรวดเร็ว และใช้ประโยชน์จากความผันผวนของราคาได้เต็มที่
จำไว้เสมอว่าการลงทุนใน Forex มีความเสี่ยงสูง และคุณควรจะลงทุนด้วยเงินที่คุณสามารถรับได้เท่านั้น ห้ามเทรดด้วยเงินที่กู้มาเด็ดขาด! และก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund คุณควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้เลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่คุณรับได้จริงๆ
| ใช้ ETF/Mutual Fund | ไม่ใช้ ETF/Mutual Fund | |
|---|---|---|
| การกระจายความเสี่ยง | กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า | เสี่ยงมากกว่า เพราะลงทุนในสินทรัพย์เดียว |
| การบริหารจัดการ | มีการบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ (Mutual Fund) | ต้องบริหารจัดการเองทั้งหมด |
| สภาพคล่อง | สภาพคล่องสูง (ETF) | สภาพคล่องต่ำ (ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ลงทุน) |
| ค่าธรรมเนียม | มีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ | ไม่มีค่าธรรมเนียม (แต่ต้องเสียเวลาและความรู้) |
| ผลตอบแทนระยะยาว | มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว (ถ้าเลือกกองทุนที่ดี) | ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับความสามารถในการเทรด |
🎬 วิดีโอที่เกี่ยวข้อง — ดูเพิ่มเติมที่ YouTube @icafefx
วิธีใช้ ETF vs Mutual Fund ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดเป้าหมายและ Risk Tolerance
ก่อนจะเริ่มใช้ ETF หรือ Mutual Fund ในการเทรด Forex สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกำหนดเป้าหมายการลงทุนของคุณให้ชัดเจน คุณต้องการสร้างผลตอบแทนระยะสั้นหรือระยะยาว? คุณรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน? คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณได้ดียิ่งขึ้นครับ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนระยะยาวและรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก การลงทุนใน Mutual Fund ที่เน้นลงทุนใน Forex Bond หรือ Currency Bond อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า ETF ที่เน้นเก็งกำไรระยะสั้น แต่ถ้าคุณเป็นนักเทรดที่ชอบความผันผวนและต้องการทำกำไรอย่างรวดเร็ว ETF ที่มีการ Leverage สูงอาจตอบโจทย์มากกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วยเช่นกันนะ
ขั้นตอนที่ 2: ศึกษาและเลือก ETF หรือ Mutual Fund ที่เหมาะสม
หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาข้อมูลของ ETF และ Mutual Fund ที่คุณสนใจอย่างละเอียด อ่าน Prospectus, Fact Sheet และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน, ค่าธรรมเนียม, ผลตอบแทนในอดีต และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดูว่ากองทุนนั้นลงทุนในสกุลเงินอะไรบ้าง มีกลยุทธ์การบริหารจัดการอย่างไร และมี Track Record เป็นอย่างไรบ้างครับ
จากประสบการณ์ผม 28 ปี การเลือกกองทุนที่ดีไม่ใช่แค่ดูผลตอบแทนย้อนหลังอย่างเดียว แต่ต้องดูที่ความสม่ำเสมอในการสร้างผลตอบแทน, ค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล, และความโปร่งใสในการบริหารจัดการด้วย ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยพลาดท่า เพราะเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ แต่สุดท้ายก็เจอปัญหาเรื่องความโปร่งใสและค่าธรรมเนียมแฝง ทำให้เสียเงินไปเยอะเลย ดังนั้น อย่าใจร้อน ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
ขั้นตอนที่ 3: กำหนดกลยุทธ์การเทรดและ Money Management
เมื่อได้ ETF หรือ Mutual Fund ที่ต้องการแล้ว ก็ถึงเวลาวางแผนกลยุทธ์การเทรดและ Money Management ที่เหมาะสม กลยุทธ์การเทรดของคุณควรกำหนดจุด Entry, Stop Loss, และ Take Profit อย่างชัดเจน โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ Forex ด้วย ส่วน Money Management ก็คือการกำหนดขนาด Lot Size ที่เหมาะสม เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้ โดยทั่วไปแล้ว Risk ไม่ควรเกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อ Trade ครับ
สมมติว่าคุณมีเงินทุน 10,000 USD และต้องการเทรด ETF ที่อ้างอิงกับค่าเงิน EURUSD โดยใช้ Leverage 1:100 ถ้าคุณกำหนด Risk ไว้ที่ 2% นั่นหมายความว่าคุณสามารถขาดทุนได้สูงสุด 200 USD ต่อ Trade ถ้าคุณวาง Stop Loss ไว้ที่ 20 Pips คุณก็สามารถคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมได้ดังนี้ Lot Size = (Risk / Stop Loss) x (1 / Leverage) = (200 / 20) x (1 / 100) = 0.1 Lot ครับ
ขั้นตอนที่ 4: Execute Order และติดตามผล
เมื่อวางแผนกลยุทธ์และ Money Management เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลา Execute Order ผ่าน Broker ที่ให้บริการ ETF หรือ Mutual Fund ที่คุณเลือก อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียด Order ก่อนยืนยันทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้องตามแผนที่วางไว้ หลังจาก Execute Order แล้ว สิ่งสำคัญคือการติดตามผลการเทรดอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเทียบผลการเทรดจริงกับแผนที่วางไว้ และปรับปรุงกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปครับ
ตอนปี 2020 ช่วง COVID ผมเทรดทองคำ (XAUUSD) โดยใช้ ETF ที่อ้างอิงกับราคาทองคำ ผมพบว่าการติดตามข่าวสารและปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทองคำอย่างใกล้ชิด ช่วยให้ผมสามารถปรับกลยุทธ์การเทรดได้ทันท่วงที และทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ดังนั้น อย่าละเลยการติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Forex และ ETF หรือ Mutual Fund ที่คุณเทรดนะครับ
ขั้นตอนที่ 5: ประเมินผลและปรับปรุงกลยุทธ์
หลังจากเทรดไปสักระยะหนึ่ง สิ่งสำคัญคือการประเมินผลการเทรดอย่างละเอียด วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของกลยุทธ์ที่ใช้ และปรับปรุงกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดที่จะศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ และทดลองใช้เครื่องมือและเทคนิคต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดของคุณครับ
ผมมักจะบอกลูกศิษย์เสมอว่า “การเทรด Forex ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นเรื่องของทักษะและความรู้” คุณต้องมีความรู้ความเข้าใจในตลาด, มีกลยุทธ์การเทรดที่ชัดเจน, มี Money Management ที่ดี, และมีวินัยในการปฏิบัติตามแผน ถ้าคุณทำได้ทั้งหมดนี้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ก็มีมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ
| สถานการณ์ | Entry Price | Stop Loss | Take Profit | Lot Size |
|---|---|---|---|---|
| Long EURUSD | 1.1000 | 1.0950 (50 Pips) | 1.1100 (100 Pips) | 0.05 Lot (Risk 1%) |
| Short GBPUSD | 1.2500 | 1.2550 (50 Pips) | 1.2400 (100 Pips) | 0.08 Lot (Risk 1.5%) |
| Long USDJPY | 145.00 | 144.50 (50 Pips) | 146.00 (100 Pips) | 0.10 Lot (Risk 2%) |
คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนใน Forex และ ETF/Mutual Fund ที่เกี่ยวข้องกับ Forex มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และควรลงทุนด้วยเงินที่สามารถรับความเสี่ยงได้ทั้งหมด การเทรด Forex อาจไม่เหมาะกับผู้ลงทุนทุกท่าน
💡 บทความแนะนำจาก SiamCafe.net: Kubernetes 101 — เครือข่าย iCafe Since 1997
กลยุทธ์ขั้นสูง ETF vs Mutual Fund สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการยกระดับการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ไปอีกขั้น การทำความเข้าใจกลยุทธ์ขั้นสูงเป็นสิ่งจำเป็นครับ ไม่ว่าคุณจะเป็น Day Trader, Swing Trader หรือ Position Trader แต่ละสไตล์การเทรดก็มีเทคนิคเฉพาะที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ วันนี้ผม อ.บอม iCafe Forex จะมาเจาะลึกกลยุทธ์ที่ว่านี้ พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง เพื่อให้คุณนำไปประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์ Day Trading
Day Trading คือการซื้อขาย ETF หรือ Mutual Fund ภายในวันเดียว โดยมีเป้าหมายคือการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด และมีความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็ว ข้อดีคือคุณสามารถปิดความเสี่ยงได้ภายในวัน และไม่ต้องถือสถานะข้ามคืน แต่ข้อเสียคือต้องใช้สมาธิสูง และอาจต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่สูงกว่า
สำหรับ Day Trading ETF ผมแนะนำให้ใช้ Timeframe M15 หรือ H1 เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มราคาในระยะสั้น มองหาจังหวะที่ราคาเกิด Breakout หรือ Reversal จากแนวรับแนวต้านสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากคุณสังเกตเห็นว่าราคา ETF อ้างอิงดัชนี S&P 500 เกิด Breakout เหนือแนวต้านสำคัญใน Timeframe M15 คุณอาจพิจารณาเข้าซื้อ (Long) โดยตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับล่าสุด และตั้ง Take Profit ในระดับที่คาดว่าจะเกิด Resistance ถัดไป อย่าลืมบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด โดยจำกัด Risk ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรด
Mutual Fund โดยทั่วไปอาจไม่เหมาะกับการ Day Trading โดยตรง เนื่องจากราคาจะถูกกำหนดเมื่อสิ้นวันทำการ (End-of-Day Pricing) ทำให้ไม่สามารถซื้อขายได้แบบ Real-Time อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการ Day Trade Mutual Fund จริงๆ คุณอาจต้องมองหา Fund ที่มีสภาพคล่องสูง และมีการเปลี่ยนแปลงราคาที่น่าสนใจในแต่ละวัน แต่ผมแนะนำว่าให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ และศึกษาข้อมูลของ Fund นั้นๆ อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
กลยุทธ์ Swing Trading
Swing Trading คือการถือสถานะ ETF หรือ Mutual Fund ข้ามวัน โดยมีเป้าหมายคือการทำกำไรจาก Swing หรือการแกว่งตัวของราคาในระยะกลาง กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดตลอดเวลา แต่ยังต้องการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นถึงกลาง ข้อดีคือคุณสามารถทำกำไรได้มากกว่า Day Trading และไม่ต้องใช้สมาธิมากเท่า แต่ข้อเสียคือต้องรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการถือสถานะข้ามคืน เช่น ข่าวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อราคาในวันถัดไป
สำหรับการ Swing Trading ETF ผมแนะนำให้ใช้ Timeframe H4 หรือ D1 เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มราคาในระยะกลาง มองหาจังหวะที่ราคาเกิด Pullback หรือ Retracement เข้าหาแนวรับแนวต้านสำคัญ หรือ Fibonacci Level ตัวอย่างเช่น หากคุณสังเกตเห็นว่าราคา ETF อ้างอิงทองคำ (XAUUSD) เกิด Pullback เข้าหา Fibonacci Retracement 61.8% ใน Timeframe D1 คุณอาจพิจารณาเข้าซื้อ (Long) โดยตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ Fibonacci Level และตั้ง Take Profit ในระดับที่คาดว่าจะเกิด Resistance ถัดไป อย่าลืมตรวจสอบปัจจัยพื้นฐานที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ เช่น อัตราดอกเบี้ย หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
สำหรับ Swing Trading Mutual Fund คุณอาจต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อ Fund นั้นๆ อย่างละเอียด เช่น ผลประกอบการของบริษัทที่ Fund ลงทุน หรือแนวโน้มของอุตสาหกรรมนั้นๆ นอกจากนี้ คุณควรติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุน การ Swing Trade Mutual Fund อาจต้องใช้ความอดทนมากกว่า ETF เนื่องจากราคาอาจไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่หากคุณสามารถวิเคราะห์แนวโน้มได้อย่างถูกต้อง คุณก็สามารถทำกำไรได้ในระยะกลาง
กลยุทธ์ Position Trading
Position Trading คือการถือสถานะ ETF หรือ Mutual Fund ในระยะยาว โดยมีเป้าหมายคือการทำกำไรจากการเติบโตของสินทรัพย์ในระยะยาว กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และไม่ต้องการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด ข้อดีคือคุณสามารถทำกำไรได้มากจากการเติบโตของสินทรัพย์ และไม่ต้องเสียเวลาในการซื้อขายบ่อยๆ แต่ข้อเสียคือต้องรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์
สำหรับการ Position Trading ETF ผมแนะนำให้ใช้ Timeframe Weekly หรือ Monthly เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มราคาในระยะยาว มองหา ETF ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว ตัวอย่างเช่น หากคุณเชื่อว่าเทคโนโลยี AI จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต คุณอาจพิจารณาลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยถือสถานะในระยะยาว และทยอยซื้อเพิ่มเมื่อราคาปรับตัวลง (Dollar-Cost Averaging) อย่าลืมติดตามข่าวสารและพัฒนาการของเทคโนโลยี AI อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุน
สำหรับ Position Trading Mutual Fund คุณควรเลือก Fund ที่มีประวัติผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และมีนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ คุณอาจพิจารณาลงทุนใน Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีการเติบโตในระยะยาว อย่าลืมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เพื่อขอคำแนะนำในการเลือก Fund ที่เหมาะสมกับความต้องการและความเสี่ยงของคุณ
| กลยุทธ์ | Timeframe ที่แนะนำ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| Day Trading | M15, H1 | ปิดความเสี่ยงได้ภายในวัน | ต้องใช้สมาธิสูง, ค่าธรรมเนียมสูง |
| Swing Trading | H4, D1 | ทำกำไรได้มากกว่า Day Trading | ต้องรับความเสี่ยงข้ามคืน |
| Position Trading | Weekly, Monthly | ทำกำไรได้จากการเติบโตระยะยาว | ต้องรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ |
พูดตรงๆ เลยนะ กลยุทธ์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น การที่จะประสบความสำเร็จในการเทรด ETF หรือ Mutual Fund คุณต้องศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละกลยุทธ์อย่างลึกซึ้ง และปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณเอง ที่สำคัญคือต้องบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด และไม่โลภ หวังรวยเร็ว เพราะ Forex มีความเสี่ยงสูง การลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ
เปรียบเทียบ ETF vs Mutual Fund กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
ในโลกของการลงทุน มันไม่ได้มีแค่ ETF กับ Mutual Fund นะครับ ยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีกมากมายที่นักลงทุนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ ลองมาดูกันว่าถ้าเอา ETF กับ Mutual Fund ไปเทียบกับเครื่องมืออื่นๆ แล้ว จะมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง
จากประสบการณ์ 28 ปีของผมในการเทรด Forex และการลงทุนในตลาดต่างๆ ผมมองว่าการทำความเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละเครื่องมือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของเรามากที่สุด
| เครื่องมือ | คุณสมบัติ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| ETF | กองทุนรวมดัชนี, ซื้อขายได้เหมือนหุ้น | สภาพคล่องสูง, ค่าธรรมเนียมต่ำ, กระจายความเสี่ยง | ราคาผันผวนตามตลาด, อาจมี Tracking Error |
| Mutual Fund | กองทุนรวมบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุน | บริหารจัดการโดยมืออาชีพ, มีหลากหลายนโยบายให้เลือก | ค่าธรรมเนียมสูงกว่า, สภาพคล่องต่ำกว่า, อาจมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง |
| หุ้นรายตัว | ซื้อขายหุ้นของบริษัทโดยตรง | มีโอกาสทำกำไรสูง, ควบคุมการลงทุนได้เอง | ความเสี่ยงสูง, ต้องมีความรู้และติดตามข่าวสาร |
| Forex | ซื้อขายค่าเงิน | โอกาสทำกำไรสูง, เปิดตลอด 24 ชั่วโมง | ความเสี่ยงสูงมาก, ต้องมีวินัยและกลยุทธ์ |
| พันธบัตรรัฐบาล | ลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล | ความเสี่ยงต่ำ, ผลตอบแทนสม่ำเสมอ | ผลตอบแทนต่ำ, สภาพคล่องต่ำ |
ตารางนี้เป็นแค่ภาพรวมคร่าวๆ นะครับ การตัดสินใจว่าจะลงทุนในอะไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งเป้าหมายการลงทุน, ระดับความเสี่ยงที่รับได้, และความรู้ความเข้าใจในเครื่องมือแต่ละประเภท
ข้อดีของ ETF vs Mutual Fund
ETF และ Mutual Fund ต่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้หลากหลายรูปแบบ ลองมาดูข้อดีของแต่ละประเภทกันครับ
1. การกระจายความเสี่ยง: ทั้ง ETF และ Mutual Fund ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทำให้ความเสี่ยงลดลงเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นรายตัว ซึ่งถ้าหุ้นตัวใดตัวหนึ่งราคาตก ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตมากนัก ลูกศิษย์ผมคนนึงเคยลงทุนในหุ้นตัวเดียว แล้วบริษัทนั้นเกิดปัญหา หุ้นตกหนักมาก ทำให้ขาดทุนเยอะ แต่ถ้าลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ที่มีการกระจายความเสี่ยง ก็จะช่วยลดความเสียหายได้
2. บริหารจัดการโดยมืออาชีพ (เฉพาะ Mutual Fund): Mutual Fund จะมีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญคอยบริหารจัดการเงินทุนให้ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเอง ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาหรือไม่ถนัดในการลงทุนด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า
3. สภาพคล่องสูง (เฉพาะ ETF): ETF สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต่างจาก Mutual Fund ที่ต้องรอราคาปิดตลาดถึงจะรู้ราคาซื้อขาย
4. ความโปร่งใส: ทั้ง ETF และ Mutual Fund จะมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ ทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินของเราถูกนำไปลงทุนในอะไรบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรามั่นใจในการลงทุน
5. เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่: ด้วยความที่ ETF และ Mutual Fund มีการกระจายความเสี่ยงและมีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารจัดการ (เฉพาะ Mutual Fund) ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมากนัก
ข้อเสียของ ETF vs Mutual Fund
แน่นอนว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และ ETF กับ Mutual Fund ก็มีข้อเสียที่นักลงทุนควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนเช่นกัน
1. ค่าธรรมเนียม: Mutual Fund มักจะมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า ETF ไม่ว่าจะเป็นค่าบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนในระยะยาวได้ ดังนั้นควรศึกษาค่าธรรมเนียมให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
2. ความผันผวนของราคา: ETF มีราคาผันผวนตามตลาด ทำให้เราอาจจะขาดทุนได้หากซื้อในราคาที่สูงและขายในราคาที่ต่ำ ซึ่ง Forex ก็ผันผวนสูง แต่ Forex นั้นทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
3. ผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่าการลงทุนในหุ้นรายตัว: ด้วยความที่ ETF และ Mutual Fund มีการกระจายความเสี่ยง ทำให้ผลตอบแทนอาจจะไม่สูงเท่ากับการลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีโอกาสเติบโตสูง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน
เหมาะกับใคร? ไม่เหมาะกับใคร?
การเลือกว่าจะลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของแต่ละบุคคล
ETF เหมาะกับ:
- นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
- นักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง
- นักลงทุนที่ต้องการค่าธรรมเนียมต่ำ
- นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในดัชนีตลาด
Mutual Fund เหมาะกับ:
- นักลงทุนที่ไม่มีเวลาหรือไม่ถนัดในการลงทุนด้วยตัวเอง
- นักลงทุนที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญบริหารจัดการเงินทุนให้
- นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย
ETF และ Mutual Fund ไม่เหมาะกับ:
- นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น
- นักลงทุนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้เลย
- นักลงทุนที่ต้องการควบคุมการลงทุนด้วยตัวเองอย่างเต็มที่
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่าไม่มีเครื่องมือการลงทุนใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่เรารับได้ ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ Forex ก็เช่นกันครับ มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund และวิธีหลีกเลี่ยง
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนที่สำคัญมากๆ อีกส่วนหนึ่ง นั่นคือข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์และนักลงทุนมือใหม่มักจะพลาดกันเกี่ยวกับ ETF และ Mutual Fund ซึ่งจากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex และการลงทุน ผมเห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้ซ้ำๆ เลยอยากจะมาแชร์และบอกวิธีหลีกเลี่ยงให้ทุกคนได้ทราบกันนะครับ บอกเลยว่ารู้ไว้ใช่ว่า ป้องกันไว้ดีกว่าแก้แน่นอน
1. มองข้ามค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแฝง
ข้อผิดพลาดอันดับต้นๆ เลยคือการมองข้ามค่าธรรมเนียมต่างๆ ครับ หลายคนมักจะโฟกัสแต่ผลตอบแทนที่คาดหวัง แต่ลืมคิดไปว่าค่าธรรมเนียมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่า Management Fee, ค่า Transaction Fee หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ มันกัดกินผลตอบแทนของเราไปเรื่อยๆ นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว ยิ่งลงทุนนาน ค่าธรรมเนียมยิ่งมีผลกระทบมากขึ้น
วิธีหลีกเลี่ยงง่ายๆ เลยคือ “อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วน” ครับ ก่อนจะลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ตัวไหน ต้องดูค่าธรรมเนียมให้ละเอียด เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุน หรือแต่ละ ETF ว่าตัวไหนคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ ต้องดูด้วยว่ามีค่าใช้จ่ายแฝงอะไรอีกบ้าง เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น
2. ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การลงทุนของตัวเอง
อีกข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือการลงทุนตามคนอื่น หรือลงทุนตามกระแส โดยที่ไม่ได้เข้าใจวัตถุประสงค์การลงทุนของตัวเองอย่างแท้จริง บางคนอยากรวยเร็ว เลยไปลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงๆ โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน หรือบางคนอยากลงทุนระยะยาว แต่กลับไปลงทุนใน ETF ที่เน้นเก็งกำไรระยะสั้น แบบนี้ก็ไม่ถูกต้องครับ
วิธีแก้ไขคือ “ถามตัวเองให้ชัดเจน” ครับ ว่าเป้าหมายการลงทุนของเราคืออะไร เราต้องการอะไรจากการลงทุนครั้งนี้ เราสามารถรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน ระยะเวลาในการลงทุนของเราคือเท่าไหร่ เมื่อเราตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว เราก็จะสามารถเลือก ETF หรือ Mutual Fund ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเราได้ง่ายขึ้น
3. ไม่กระจายความเสี่ยง
การไม่กระจายความเสี่ยงก็เป็นอีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่อันตรายครับ หลายคนคิดว่าการลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund คือการกระจายความเสี่ยงแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เสมอไปนะครับ เพราะ ETF หรือ Mutual Fund บางตัวอาจจะเน้นลงทุนใน Sector หรือ Industry ใด Industry หนึ่งเท่านั้น ถ้า Sector นั้นเกิดปัญหาขึ้นมา ผลตอบแทนของเราก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ “กระจายความเสี่ยงให้หลากหลาย” ครับ ไม่ควรลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ที่เน้นลงทุนใน Sector เดียว ควรกระจายความเสี่ยงไปในหลายๆ Sector หรือ Industry หรืออาจจะกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย เช่น หุ้น, พันธบัตร, อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่ Forex ก็ได้ครับ
4. ซื้อขายตามอารมณ์
ข้อนี้สำคัญมากๆ ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เทรด Forex มาก่อน เพราะเรามักจะติดนิสัยการซื้อขายตามอารมณ์ คือเห็นราคาขึ้นก็อยากจะซื้อ เห็นราคาลงก็อยากจะขาย ซึ่งในระยะยาว มันไม่ใช่วิธีการลงทุนที่ดีเลยครับ เพราะตลาดมันมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราซื้อขายตามอารมณ์ เราอาจจะพลาดโอกาสดีๆ หรืออาจจะขาดทุนหนักได้
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ “ควบคุมอารมณ์ให้ได้” ครับ อย่าให้ความกลัวและความโลภเข้ามาครอบงำจิตใจของเรา วางแผนการลงทุนให้ชัดเจน แล้วทำตามแผนอย่างเคร่งครัด ถ้าตลาดผันผวน ก็อย่าเพิ่งตกใจ ให้กลับมาดูแผนการลงทุนของเราก่อน ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไป
5. ไม่ติดตามข่าวสารและสถานการณ์
ข้อสุดท้ายคือการไม่ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ครับ หลายคนลงทุนแล้วก็ทิ้งเลย ไม่เคยกลับมาดูเลยว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนไปขนาดไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องครับ เพราะตลาดมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ เราอาจจะไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และอาจจะพลาดโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุนของเราให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ “ติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ” ครับ อ่านข่าวเศรษฐกิจ อ่านบทวิเคราะห์ ติดตามข่าวสารของบริษัทที่เราลงทุน ติดตามข่าวสารของ Sector หรือ Industry ที่เราลงทุน เมื่อเราทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
คำเตือน: ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ประสบการณ์จริงจาก อ.บอม 28 ปี
ผมขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของผมเลยนะครับ ตอนช่วง COVID-19 ระบาดหนักๆ ตอนนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนมาก หลายคนเทขายหุ้นทิ้งกันหมด แต่ผมมองว่ามันเป็นโอกาส ผมเลยตัดสินใจเข้าไปลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี เพราะผมเชื่อว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ หลังจาก COVID-19 สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมได้กำไรจากการลงทุนใน ETF ตัวนั้นเป็นกอบเป็นกำ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง เขาเป็นมือใหม่มากๆ ในการลงทุน ตอนแรกเขาอยากจะรวยเร็ว เลยไปลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ ปรากฏว่าขาดทุนไปเยอะมาก ผมเลยแนะนำให้เขาเปลี่ยนมาลงทุนใน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผล และให้เขาสร้างวินัยในการลงทุนระยะยาว ผลปรากฏว่าหลังจากนั้น 2-3 ปี พอร์ตของเขาก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมยังได้รับเงินปันผลสม่ำเสมออีกด้วย
จากประสบการณ์ของผม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “ความรู้และความเข้าใจ” ครับ เราต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะลงทุน เราต้องรู้ว่ามันทำงานยังไง มันมีความเสี่ยงอะไรบ้าง และเราต้องมีวินัยในการลงทุน ทำตามแผนที่วางไว้ อย่าให้ความกลัวและความโลภเข้ามาครอบงำจิตใจของเรา ถ้าเราทำได้แบบนี้ ผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างแน่นอน
Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย ETF vs Mutual Fund
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอย นั่นคือตัวอย่างการเทรดจริงด้วย ETF (Exchange Traded Fund) และ Mutual Fund (กองทุนรวม) จากประสบการณ์ของผมและลูกศิษย์ที่ iCafe Forex นะครับ ผมจะยกตัวอย่างทั้งเคสที่ทำกำไรและขาดทุน เพื่อให้เห็นภาพรวมและข้อควรระวังในการลงทุนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้
Case Study 1: กำไรจาก ETF ทองคำ (XAUUSD) ในช่วง COVID-19
ช่วงปี 2020 ที่เกิดการระบาดของ COVID-19 อย่างหนัก ผมมองว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจ ผมจึงตัดสินใจลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับราคาทองคำ (XAUUSD) ผ่าน Broker ที่มี Leverage ต่ำๆ ครับ ตอนนั้นผมวิเคราะห์กราฟรายวัน (Daily Chart) พบว่าราคาทองคำมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน ผมจึงตัดสินใจเข้าซื้อ (Long Position) ที่ราคาประมาณ $1,680 ต่อออนซ์ โดยตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ที่ $1,650 และตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่ $1,750
การเทรดครั้งนี้ใช้ Risk Management ที่เข้มงวด คือ Risk ไม่เกิน 2% ของพอร์ต ผมใช้ Lot Size ที่เหมาะสมกับขนาดพอร์ตของผมครับ หลังจากถือ Position ไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ราคาทองคำก็ปรับตัวขึ้นไปถึง $1,750 ตามที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ผมได้กำไรประมาณ 5% ของพอร์ต ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง
บทเรียนที่ได้จากเคสนี้คือ การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดอย่างแม่นยำ การใช้ Risk Management ที่เหมาะสม และการเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเทรด ETF ครับ ที่สำคัญคือต้องมีวินัยในการเทรดและไม่โลภมากจนเกินไป
Case Study 2: ขาดทุนจากการลงทุนใน Mutual Fund หุ้นเทคโนโลยี
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งตัดสินใจลงทุนใน Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีช่วงต้นปี 2022 ตอนนั้นหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวมีราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนเชื่อว่าหุ้นเทคโนโลยีจะยังคงเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ ลูกศิษย์ผมคนนี้จึงตัดสินใจลงทุนใน Mutual Fund ดังกล่าวด้วยเงินจำนวนหนึ่ง โดยหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน ตลาดหุ้นเทคโนโลยีก็เริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ และความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ราคาหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวปรับตัวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้มูลค่าของ Mutual Fund ที่ลูกศิษย์ผมลงทุนไว้ลดลงตามไปด้วย
สุดท้าย ลูกศิษย์ผมตัดสินใจขาย Mutual Fund ดังกล่าวออกไป หลังจากที่ขาดทุนไปประมาณ 15% ของเงินลงทุน แม้ว่าจะเป็นการขาดทุนที่ไม่มากนัก แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญว่า การลงทุนใน Mutual Fund ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน และไม่ควรลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ การลงทุนในระยะยาวก็ไม่ได้หมายความว่าจะการันตีผลตอบแทนเสมอไป เราควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
พูดตรงๆ เลยนะครับ การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน และต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยนะครับ
เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ ETF vs Mutual Fund
สำหรับการเทรด ETF และ Mutual Fund นั้น การมีเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เหมาะสมจะช่วยให้เราวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ จากประสบการณ์ของผม มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มหลายอย่างที่ผมแนะนำ แต่จะขอเน้นที่ 3 ตัวหลักๆ นะครับ
MT4/MT5
MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการ Forex แต่ก็สามารถใช้เทรด ETF ได้เช่นกันครับ จุดเด่นของ MT4/MT5 คือมี Indicators และ Expert Advisors (EAs) ให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ทำให้เราสามารถวิเคราะห์กราฟและสร้างระบบเทรดอัตโนมัติได้
ผมเองก็ใช้ MT4 ในการวิเคราะห์กราฟและทดสอบกลยุทธ์การเทรด ETF อยู่บ่อยๆ ครับ ข้อดีคือใช้งานง่าย มีข้อมูลราคาในอดีตให้ดูเยอะ และมี Community ที่แข็งแกร่ง ทำให้เราสามารถหาข้อมูลและความช่วยเหลือได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ MT4/MT5 อาจจะไม่ได้มีข้อมูลพื้นฐานของ ETF ให้ดูมากนัก เราอาจจะต้องหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม
นอกจากนี้ MT5 ยังมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาดหุ้นได้โดยตรง ทำให้สามารถเทรด ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่โดยรวมแล้ว MT4 ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น เนื่องจากใช้งานง่ายและมี Indicators ให้เลือกใช้เยอะครับ
TradingView
TradingView เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค มีเครื่องมือและ Indicators ให้เลือกใช้มากมาย แถมยังมี Social Network ที่ให้นักเทรดสามารถแบ่งปันไอเดียและพูดคุยกันได้ ผมชอบใช้ TradingView ในการหาแนวโน้มของตลาดและหาจุดเข้าซื้อขาย ETF ครับ
สิ่งที่ผมชอบใน TradingView คือ Interface ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และมีข้อมูลให้ดูเยอะ นอกจากกราฟราคาแล้ว ยังมีข่าวสาร บทวิเคราะห์ และข้อมูลพื้นฐานของ ETF ให้ดูด้วย ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ TradingView ยังมีระบบ Alert ที่ช่วยแจ้งเตือนเมื่อราคาถึงระดับที่เรากำหนดไว้ ทำให้เราไม่พลาดโอกาสในการเทรด
ข้อเสียของ TradingView คืออาจจะต้องเสียเงินเพื่อใช้งาน Features บางอย่าง แต่สำหรับนักเทรดที่ต้องการเครื่องมือวิเคราะห์กราฟที่มีประสิทธิภาพ TradingView ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าครับ ผมแนะนำให้ลองใช้ Free Trial ดูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะสมัครสมาชิกหรือไม่
เครื่องมือเฉพาะทาง
นอกจาก MT4/MT5 และ TradingView แล้ว ยังมีเครื่องมือและแพลตฟอร์มเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อการวิเคราะห์ ETF และ Mutual Fund โดยเฉพาะ เช่น Morningstar, Bloomberg, และ Yahoo Finance เครื่องมือเหล่านี้มักจะมีข้อมูลพื้นฐานของกองทุนให้ดูเยอะ เช่น Portfolio, ค่าธรรมเนียม, และผลตอบแทนในอดีต
ผมเองก็ใช้ Yahoo Finance ในการดูข้อมูลพื้นฐานของ ETF อยู่บ่อยๆ ครับ ข้อดีคือใช้งานฟรี มีข้อมูลให้ดูเยอะ และมีการ Update ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ แต่ข้อเสียคืออาจจะไม่ได้มีเครื่องมือวิเคราะห์กราฟที่ซับซ้อนเหมือน TradingView ดังนั้น เราอาจจะต้องใช้เครื่องมือหลายอย่างควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำที่สุด
การเลือกเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและสไตล์การเทรดของแต่ละคนครับ ไม่มีเครื่องมือใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ผมแนะนำให้ลองใช้เครื่องมือหลายๆ อย่าง แล้วเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับเราที่สุดนะครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ etf vs mutual fund
etf vs mutual fund คืออะไร เหมาะกับมือใหม่ไหม
ETF (Exchange Traded Fund) กับ Mutual Fund (กองทุนรวม) เนี่ย เป็นเครื่องมือลงทุนที่ได้รับความนิยมทั้งคู่เลยครับ แต่มีความแตกต่างกันพอสมควร ETF ก็คือ “กองทุนรวมดัชนี” ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้นตัวนึง ข้อดีคือสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย ค่าธรรมเนียมมักจะต่ำกว่า ส่วน Mutual Fund เนี่ย บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ซึ่งจะคอยปรับพอร์ตลงทุนให้เราตามนโยบายของกองทุนนั้นๆ
สำหรับมือใหม่ ผมว่า ETF อาจจะง่ายกว่าในการเริ่มต้นนะ เพราะเข้าใจง่ายกว่า ซื้อขายสะดวก แต่ถ้าใครอยากให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้ ก็ Mutual Fund ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอครับ
ที่สำคัญคือ ต้องดูว่าเรา “รับความเสี่ยงได้แค่ไหน” และ “เป้าหมายการลงทุนของเราคืออะไร” ถ้าเราอยากลงทุนระยะยาว เน้นความมั่นคง Mutual Fund อาจจะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเราอยากเก็งกำไรระยะสั้น ETF ก็อาจจะเหมาะสมกว่าครับ
etf vs mutual fund มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
ความเสี่ยงของ ETF กับ Mutual Fund ก็คล้ายๆ กันครับ คือมีความเสี่ยงจาก “ความผันผวนของตลาด” ถ้าตลาดหุ้นตก กองทุนที่เราลงทุนก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก “การบริหารจัดการกองทุน” ถ้าผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการไม่ดี กองทุนก็อาจจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีเท่าที่ควร
สำหรับ ETF จะมีความเสี่ยงเรื่อง “สภาพคล่อง” ด้วยครับ ถึงแม้ว่า ETF จะซื้อขายง่าย แต่ถ้าช่วงไหนที่ตลาดไม่ดี อาจจะมีคนขายเยอะ ทำให้ราคา ETF ตกลงอย่างรวดเร็วได้ ส่วน Mutual Fund จะมีความเสี่ยงเรื่อง “ค่าธรรมเนียม” ที่อาจจะสูงกว่า ETF ครับ
จำไว้เสมอว่า “การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง” ไม่มีอะไรที่การันตีผลตอบแทนได้ 100% สิ่งที่เราทำได้คือ “ศึกษาข้อมูลให้ดี” “กระจายความเสี่ยง” และ “ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ” ครับ
วิธีเริ่มต้น etf vs mutual fund สำหรับคนไทย
สำหรับคนไทยที่อยากเริ่มต้นลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ก็ไม่ยากเลยครับ ขั้นตอนแรกคือ “เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์” ที่ให้บริการซื้อขาย ETF หรือ Mutual Fund ซึ่งปัจจุบันมีโบรกเกอร์หลายแห่งที่ให้บริการนี้อยู่ครับ ลองศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของแต่ละโบรกเกอร์ดูครับ
หลังจากเปิดบัญชีแล้ว ก็ “เลือกกองทุน” ที่เราสนใจ ซึ่งเราสามารถดูข้อมูลของกองทุนได้จากเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ หรือเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) หลังจากเลือกกองทุนได้แล้ว ก็ “ทำการซื้อขาย” ผ่านระบบของโบรกเกอร์ได้เลยครับ
สิ่งสำคัญคือ “อย่าลงทุนทั้งหมดในคราวเดียว” ให้ทยอยลงทุนเป็นงวดๆ (Dollar-Cost Averaging) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และ “ติดตามผลการลงทุน” ของเราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ครับ
etf vs mutual fund กับ forex trading ต่างกันยังไง
ETF และ Mutual Fund เป็นการลงทุนใน “สินทรัพย์รวม” เช่น หุ้น หรือตราสารหนี้ โดยมีผู้จัดการกองทุนหรือกลไกตลาดคอยดูแลให้ผลตอบแทนเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ Forex Trading หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นการ “เก็งกำไรจากค่าเงิน” โดยตรง ซึ่งมีความผันผวนสูงกว่ามาก
Forex Trading ต้องการความรู้ความเข้าใจใน “ปัจจัยทางเศรษฐกิจ” ที่มีผลต่อค่าเงิน และ “ทักษะในการวิเคราะห์ทางเทคนิค” เพื่อจับจังหวะในการซื้อขายให้แม่นยำกว่า ในขณะที่ ETF และ Mutual Fund อาจจะเหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว หรือต้องการให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้
พูดตรงๆ เลยนะ Forex Trading “เสี่ยงกว่าเยอะ” แต่ก็มีโอกาสได้กำไรเร็วกว่าด้วย แต่ถ้าไม่มีความรู้ อย่าเข้าไปเล่นเด็ดขาด! เริ่มจาก ETF หรือ Mutual Fund ก่อนก็ได้ ถ้าอยากลอง Forex จริงๆ ค่อยๆ ศึกษาไปครับ
เริ่มเทรด etf vs mutual fund ใช้ทุนเท่าไหร่
ข้อดีอย่างหนึ่งของ ETF และ Mutual Fund คือ “ใช้เงินทุนไม่เยอะก็เริ่มต้นได้” บางกองทุนเริ่มต้นแค่ 1,000 บาทก็ซื้อได้แล้วครับ แต่ถ้าเรามีเงินทุนเยอะหน่อย ก็อาจจะลงทุนในหลายๆ กองทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงได้
ที่สำคัญคือ “อย่าลงทุนเกินตัว” อย่าเอาเงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมาลงทุน เพราะถ้าเกิดขาดทุนขึ้นมา จะทำให้เราเดือดร้อนได้ กำหนดงบประมาณในการลงทุนให้ชัดเจน และลงทุนเฉพาะเงินที่เรา “พร้อมจะเสีย” ได้เท่านั้นครับ
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้ “เริ่มต้นด้วยเงินน้อยๆ ก่อน” เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของตลาด และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เมื่อเรามีความรู้และความมั่นใจมากขึ้นแล้ว ค่อยเพิ่มเงินทุนในการลงทุนครับ
แนะนำ broker สำหรับ etf vs mutual fund
การเลือก Broker สำหรับลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ถือเป็นเรื่องสำคัญนะครับ Broker แต่ละแห่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป สิ่งที่ควรพิจารณาคือ “ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย” “ความหลากหลายของกองทุน” ที่มีให้เลือก “ความน่าเชื่อถือของ Broker” และ “ความสะดวกในการใช้งาน” ครับ
ในประเทศไทย มี Broker หลายแห่งที่ให้บริการซื้อขาย ETF และ Mutual Fund ครับ ลองศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละ Broker ดูครับ บาง Broker อาจจะมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ หรือมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์กองทุนให้เราด้วย
สิ่งที่ผมอยากแนะนำเพิ่มเติมคือ “อย่าเลือก Broker ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงเกินจริง” เพราะอาจจะเป็น Scam ได้ ให้เลือก Broker ที่มี “ใบอนุญาต” จาก กลต. และมี “ชื่อเสียง” ที่ดีในวงการครับ
ต้องเสียภาษีไหม ถ้าลงทุนใน etf vs mutual fund
เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจนะครับ การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียภาษีแน่นอน โดยหลักๆ จะมี 2 ส่วนคือ “ภาษีจากเงินปันผล” (ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล) และ “ภาษีจากกำไรส่วนเกินทุน” หรือ Capital Gain Tax (ถ้าเราขายกองทุนได้กำไร)
สำหรับ “ภาษีจากเงินปันผล” จะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% แต่เราสามารถนำไปเครดิตภาษีตอนยื่นภาษีประจำปีได้ ส่วน “ภาษีจากกำไรส่วนเกินทุน” จะได้รับการยกเว้นภาษี หากถือหน่วยลงทุนไว้เกิน 3 เดือน และขายคืนให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แต่ถ้าขายในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเสียภาษีครับ
กฎหมายภาษีมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อให้การลงทุนของเราเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายครับ
สรุป etf vs mutual fund — สิ่งที่ต้องจำ
- ETF และ Mutual Fund เป็นเครื่องมือลงทุนที่ได้รับความนิยม มีข้อดีข้อเสียต่างกัน เลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมาย
- ETF ซื้อขายง่าย ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า เหมาะกับคนที่เข้าใจตลาด ส่วน Mutual Fund มีผู้จัดการกองทุนดูแลให้
- Forex Trading เสี่ยงกว่า ETF และ Mutual Fund มาก ต้องมีความรู้และประสบการณ์
- เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินน้อยๆ ก่อน และทยอยลงทุนเป็นงวดๆ เพื่อลดความเสี่ยง
- ศึกษาข้อมูลของกองทุนและ Broker ให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
- อย่าลงทุนเกินตัว และอย่าโลภ ลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
- ติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาดการเงิน สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ “ความรู้คืออาวุธที่ดีที่สุด” ก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตาม ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ทำความเข้าใจในความเสี่ยง และอย่าเชื่อคนง่าย อย่าให้ใครมาชี้นำการลงทุนของเรา
Forex, ETF, Mutual Fund หรืออะไรก็ตาม มันคือเครื่องมือ “ช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงิน” แต่ไม่ใช่ “ทางลัด” ที่จะทำให้เรารวยเร็ว ถ้าเราอยากสำเร็จ ต้อง “มีวินัย” “อดทน” และ “เรียนรู้ตลอดเวลา” ครับ
คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
สุดท้ายนี้ ผมขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ ขอให้ทุกคนมีอิสรภาพทางการเงิน และมีความสุขกับการใช้ชีวิต ขอบคุณที่ติดตามอ่านบทความของผม หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ
เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ (ETF vs Mutual Fund)
เอาล่ะครับทุกคน วันนี้ผม อ.บอม iCafe Forex จะมาแชร์เคล็ดลับการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund แบบเจาะลึก จากประสบการณ์เทรดกว่า 28 ปีของผม ที่ผ่านมาผมเห็นนักลงทุนหน้าใหม่หลายคนพลาดท่า เพราะขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้นมาดูกันว่ามีอะไรที่เราต้องรู้บ้างก่อนตัดสินใจลงทุน
1. เข้าใจความเสี่ยงของแต่ละประเภท
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจเลยคือ ETF และ Mutual Fund มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ETF ส่วนใหญ่เน้นลงทุนตามดัชนี (Index) ทำให้ความเสี่ยงค่อนข้างกระจายตัว แต่ก็อาจจะผันผวนตามภาวะตลาดโดยรวม ในขณะที่ Mutual Fund บางกองทุนอาจเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่าง ช่วง COVID-19 ตอนปี 2020 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งสูงมาก ใครที่ลงทุนใน ETF ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีก็ได้กำไรไปเยอะ แต่พอปี 2022 ที่ดอกเบี้ยเริ่มขึ้น หุ้นเทคโนโลยีก็ร่วงระนาว คนที่ไม่ได้ปรับพอร์ตก็ขาดทุนไปเยอะเหมือนกัน ดังนั้นต้องเข้าใจความเสี่ยงและปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์เสมอ
2. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมอย่างละเอียด
ค่าธรรมเนียมเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลตอบแทนระยะยาวของเรา ETF ส่วนใหญ่จะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า Mutual Fund เพราะบริหารจัดการแบบ Passive คือเน้นลงทุนตามดัชนี ไม่ต้องใช้ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูงมาคอยวิเคราะห์และตัดสินใจซื้อขาย แต่ก็ต้องดูให้ดีว่ามีค่าธรรมเนียมแอบแฝงอะไรอีกบ้าง เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Brokerage Fee) หรือค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนย่อย (Expense Ratio)
ผมเคยเจอเคสลูกศิษย์คนหนึ่ง เลือก Mutual Fund เพราะเห็นว่าผลตอบแทนย้อนหลังดีกว่า ETF แต่พอคำนวณค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่าผลตอบแทนสุทธิแทบไม่ต่างกันเลย แถมยังเสียภาษีมากกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่ามองแค่ผลตอบแทนอย่างเดียว ต้องดูค่าธรรมเนียมด้วย
3. พิจารณาสภาพคล่อง
สภาพคล่องคือความง่ายในการซื้อขาย ETF มีสภาพคล่องสูงกว่า Mutual Fund เพราะสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ เหมือนหุ้นทั่วไป ในขณะที่ Mutual Fund จะซื้อขายได้เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น และราคาซื้อขายอาจจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับ NAV (Net Asset Value) ณ สิ้นวันทำการ
ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้ซื้อขายบ่อย สภาพคล่องอาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่ถ้าคุณเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น หรือต้องการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็ว ETF จะตอบโจทย์มากกว่า
4. วิเคราะห์นโยบายการลงทุน
ก่อนตัดสินใจลงทุน ต้องอ่านหนังสือชี้ชวน (Prospectus) ของ ETF และ Mutual Fund อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ว่าเน้นลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน ภูมิภาคไหน หรืออุตสาหกรรมไหน มีสัดส่วนการลงทุนอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยหรือไม่
บางครั้งชื่อกองทุนอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดได้ เช่น กองทุนที่ชื่อว่า “หุ้นเติบโต” อาจจะไม่ได้เน้นลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูงเสมอไป อาจจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่า (Value Stock) มากกว่า ดังนั้นต้องอ่านรายละเอียดให้ดี
5. ประเมินผลตอบแทนย้อนหลังอย่างระมัดระวัง
ผลตอบแทนย้อนหลังเป็นข้อมูลที่สำคัญ แต่ต้องใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ อย่าเชื่อตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องการันตีผลตอบแทนในอนาคต ต้องดูด้วยว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากปัจจัยอะไร เช่น มาจากภาวะตลาดที่เป็นขาขึ้น หรือมาจากการบริหารจัดการกองทุนที่ดีจริง
ผมแนะนำให้ดูผลตอบแทนย้อนหลังในช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี และเปรียบเทียบกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) เพื่อดูว่ากองทุนนั้นๆ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดโดยรวมหรือไม่
6. กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
การกระจายความเสี่ยงเป็นหลักการพื้นฐานของการลงทุนที่ดี อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว ควรแบ่งเงินลงทุนไปใน ETF และ Mutual Fund ที่มีความหลากหลาย ทั้งในแง่ของประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค และอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ยังควรกระจายความเสี่ยงในแง่ของเวลาด้วย โดยการลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) คือทยอยลงทุนเป็นงวดๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องกังวลเรื่องจังหวะตลาด เพราะเป็นการเฉลี่ยต้นทุนไปในตัว
7. ติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
โลกการเงินเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวบริษัท และข่าวอุตสาหกรรม เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ผมแนะนำให้ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สำนักข่าว Bloomberg, Reuters, หรือเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ และอย่าเชื่อข่าวลือหรือข่าวที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
8. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund อย่างไร หรือต้องการคำแนะนำในการวางแผนการลงทุน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) หรือผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) เพื่อขอคำแนะนำ
แต่ก่อนที่จะปรึกษาใคร ต้องตรวจสอบให้ดีว่าบุคคลนั้นมีความน่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ และมีความรู้ความสามารถจริงหรือไม่ อย่าหลงเชื่อคนที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่มีผลงานหรือใบอนุญาตรับรอง
9. กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนให้ชัดเจน
ก่อนเริ่มต้นลงทุน ต้องกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนให้ชัดเจน ว่าต้องการอะไรจากการลงทุน ต้องการใช้เงินเมื่อไหร่ และรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อเลือก ETF และ Mutual Fund ที่เหมาะสมกับเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนของเรา
ถ้าคุณต้องการเก็บเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ อาจจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ที่มีนโยบายการลงทุนที่เน้นความมั่นคงในระยะยาว
10. ทบทวนและปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ
การลงทุนไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ต้องทบทวนและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาด เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของเรายังคงสอดคล้องกับเป้าหมายและสถานการณ์
การปรับพอร์ตอาจจะทำได้โดยการซื้อเพิ่ม ขายออก หรือสับเปลี่ยนกองทุน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเป้าหมายของเรา
พูดตรงๆ เลยนะ การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน หวังว่าเคล็ดลับที่ผมแชร์ในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ
| ปัจจัย | ETF | Mutual Fund |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียม | โดยทั่วไปต่ำกว่า | โดยทั่วไปสูงกว่า |
| สภาพคล่อง | สูง (ซื้อขายได้ตลอดเวลา) | ต่ำ (ซื้อขายได้เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด) |
| ความโปร่งใส | สูง (เปิดเผยข้อมูลรายวัน) | ต่ำกว่า (เปิดเผยข้อมูลรายเดือน/ไตรมาส) |
| การบริหารจัดการ | Passive (เน้นลงทุนตามดัชนี) | Active (ใช้ผู้จัดการกองทุนบริหาร) |
| ความหลากหลาย | หลากหลาย (มี ETF ให้เลือกมากมาย) | หลากหลาย (มี Mutual Fund ให้เลือกมากมาย) |
| ภาษี | อาจมีประสิทธิภาพด้านภาษีมากกว่า | อาจมีภาระภาษีมากกว่า |
| ความซับซ้อน | โดยทั่วไปเข้าใจง่ายกว่า | อาจซับซ้อนกว่า |
| ขั้นต่ำในการลงทุน | ต่ำ (ซื้อได้ทีละหน่วย) | อาจสูงกว่า (ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุน) |
**คำเตือน:** Forex และการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และควรลงทุนด้วยเงินที่ท่านสามารถรับความเสี่ยงได้เท่านั้น
สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund
เอาล่ะครับ มาเจาะลึกกันที่สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ ETF (Exchange Traded Fund) และ Mutual Fund กันบ้างดีกว่าครับ บอกเลยว่าตลาดการลงทุนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การที่เราอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นเยอะเลยครับ
จากข้อมูลล่าสุดในปี 2024 มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management: AUM) ของ ETF ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแตะระดับ 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียวครับ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ ETF ในฐานะเครื่องมือการลงทุนที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพครับ
ในขณะที่ Mutual Fund ก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ครับ แต่การเติบโตอาจจะไม่หวือหวาเท่า ETF โดยมี AUM รวมอยู่ที่ประมาณ 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Mutual Fund ยังคงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับนักลงทุนหลายคนที่ต้องการผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาดูแลการลงทุนให้ครับ
ทีนี้มาดูที่อัตราการเติบโตกันบ้างนะครับ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ETF มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 15-20% ในขณะที่ Mutual Fund มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-10% เท่านั้นเองครับ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า ETF กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ
แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องติดตามข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนของเราให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอนะครับ อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เราต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจเสมอครับ
ตารางเปรียบเทียบสถิติสำคัญ: ETF vs Mutual Fund (ข้อมูลปี 2024)
| ตัวชี้วัด | ETF | Mutual Fund |
|---|---|---|
| Assets Under Management (AUM) ทั่วโลก | ประมาณ 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ | ประมาณ 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ |
| อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (5 ปีล่าสุด) | 15-20% | 5-10% |
| ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย (Expense Ratio) | 0.05% – 0.50% | 0.50% – 2.00% |
| สภาพคล่อง | สูง (ซื้อขายได้ตลอดวัน) | ต่ำ (ซื้อขายได้เฉพาะสิ้นวัน) |
| ความโปร่งใส | สูง (เปิดเผยข้อมูลรายวัน) | ปานกลาง (เปิดเผยข้อมูลรายเดือน/ไตรมาส) |
จากตารางนี้ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ETF มีข้อได้เปรียบในเรื่องของค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า สภาพคล่องที่สูงกว่า และความโปร่งใสที่มากกว่า ในขณะที่ Mutual Fund ยังคงมี AUM ที่สูงกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อผู้จัดการกองทุนมืออาชีพครับ
สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำก็คือ ไม่มีเครื่องมือการลงทุนใดที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน การเลือก ETF หรือ Mutual Fund ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และความชอบส่วนบุคคลของแต่ละคนครับ ดังนั้น ศึกษาข้อมูลให้ดี ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบนะครับ
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่น่าสนใจในตลาด ETF นะครับ อย่างเช่น การเติบโตของ ETF ที่เน้นลงทุนในธีมต่างๆ เช่น เทคโนโลยีสะอาด พลังงานทางเลือก และการดูแลสุขภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนในการลงทุนที่ยั่งยืนและมีผลกระทบต่อสังคมครับ
ในส่วนของ Mutual Fund เอง ก็มีการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น อสังหาริมทรัพย์ และ Private Equity มากขึ้นครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนติดตามข่าวสารและข้อมูลตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เราสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนของเราให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้นะครับ การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ต้องใช้ความรู้และความเข้าใจ อย่ากลัวที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอนะครับ
จำไว้เสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจาก iCafe Forex ครับ
คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษา ETF vs Mutual Fund
เอาล่ะครับ สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ETF หรือ Mutual Fund ผมเข้าใจดีว่ามันอาจจะดูเหมือนป่ารกชัฏที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงและกลไกที่ซับซ้อน แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะผม อ.บอม iCafe Forex จะมาช่วยชี้แนะแนวทางให้คุณเข้าใจและเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ จากประสบการณ์ 28 ปีในตลาดการเงิน ผมได้เห็นนักลงทุนหน้าใหม่มากมายที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยการเริ่มต้นที่ถูกต้องและมีวินัย ดังนั้น มาดูกันว่าผมมีคำแนะนำอะไรบ้างสำหรับคุณ
1. ทำความเข้าใจพื้นฐาน: อะไรคือ ETF และ Mutual Fund จริงๆ
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกว่าจะลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund สิ่งแรกที่คุณต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้คือ “อะไรคือ ETF และ Mutual Fund กันแน่?” พูดง่ายๆ เลยก็คือ ทั้งสองอย่างนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทได้พร้อมๆ กัน แทนที่จะต้องซื้อหุ้นทีละตัว หรือพันธบัตรทีละฉบับ ETF และ Mutual Fund จะรวมสินทรัพย์เหล่านี้ไว้ใน “ตะกร้า” เดียว แล้วให้คุณซื้อ “หน่วยลงทุน” ในตะกร้าใบนั้น
Mutual Fund หรือ กองทุนรวม คือ กองทุนที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ซึ่งจะคอยตัดสินใจว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง และจะปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนเมื่อไหร่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่กำหนดไว้ เช่น ดัชนี SET50 หรือดัชนีพันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวมจะมีการซื้อขายกันเมื่อสิ้นวันทำการเท่านั้น ราคา NAV (Net Asset Value) จะถูกคำนวณเพียงครั้งเดียวต่อวัน
ส่วน ETF หรือ Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เหมือนหุ้นทั่วไป คุณสามารถซื้อขาย ETF ได้ตลอดเวลาทำการของตลาด ราคา ETF จะเปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์และอุปทานในตลาด ETF ส่วนใหญ่มักจะเน้นลงทุนตามดัชนีอ้างอิง เช่น SET50 ETF หรือ S&P 500 ETF ทำให้มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ากองทุนรวมแบบ Active ที่ต้องมีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารอย่างใกล้ชิด
2. กำหนดเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่รับได้
การลงทุนโดยไม่มีเป้าหมายก็เหมือนกับการเดินทางโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง คุณอาจจะไปถึงที่ไหนสักแห่ง แต่ก็อาจจะไม่ใช่ที่ที่คุณอยากไปจริงๆ ก่อนที่จะเริ่มลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund คุณควรถามตัวเองก่อนว่า “คุณต้องการอะไรจากการลงทุน?” คุณต้องการเก็บเงินเพื่อเกษียณอายุ? ซื้อบ้าน? หรือแค่ต้องการให้เงินงอกเงยขึ้นมาเล็กน้อย?
เมื่อคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว คุณก็จะสามารถกำหนดระยะเวลาการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่รับได้ได้ หากคุณมีเป้าหมายระยะยาว เช่น เกษียณอายุ คุณอาจจะสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในหุ้น ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีความผันผวนที่สูงกว่าด้วย แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายระยะสั้น เช่น เก็บเงินดาวน์บ้าน คุณอาจจะต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือ ETF ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
อย่าลืมนะครับว่า “ผลตอบแทนสูง มักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่า” ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ในโลกของการลงทุน คุณต้องประเมินความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเองอย่างรอบคอบ และเลือกเครื่องมือการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงนั้นๆ
3. ศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบ ETF และ Mutual Fund อย่างละเอียด
เมื่อคุณเข้าใจพื้นฐานและกำหนดเป้าหมายการลงทุนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบ ETF และ Mutual Fund อย่างละเอียด อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจลงทุนในสิ่งที่คุณยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ใช้เวลาในการอ่านหนังสือ บทความ และรีวิวต่างๆ เกี่ยวกับ ETF และ Mutual Fund ที่คุณสนใจ
พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ (Management Fee), ค่าใช้จ่ายรวม (Expense Ratio), ผลตอบแทนย้อนหลัง (Historical Performance), นโยบายการลงทุน (Investment Policy), และผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) สำหรับ Mutual Fund ค่าธรรมเนียมที่ต่ำไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป คุณต้องพิจารณาผลตอบแทนที่กองทุนทำได้ด้วย กองทุนที่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่า อาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุน
สำหรับ ETF ให้ดูที่ดัชนีอ้างอิงที่ ETF นั้นๆ ลงทุนตาม ว่าเป็นดัชนีที่คุณสนใจหรือไม่ มีค่าธรรมเนียมในการติดตามดัชนี (Tracking Error) มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ คุณยังสามารถดูปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย (Average Trading Volume) ของ ETF ได้ หาก ETF มีปริมาณการซื้อขายที่ต่ำ อาจจะทำให้คุณซื้อขายได้ยาก หรือได้ราคาที่ไม่ดีเท่าที่ควร
4. เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มพอร์ต
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยๆ ก่อน อย่าเพิ่งทุ่มเงินทั้งหมดที่คุณมีลงไปในการลงทุนครั้งแรก ทดลองลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ที่คุณสนใจด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมัน และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยกับการลงทุนแล้ว คุณสามารถค่อยๆ เพิ่มขนาดพอร์ตการลงทุนของคุณได้ โดยอาจจะลงทุนเพิ่มเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส สิ่งสำคัญคือการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (Dollar-Cost Averaging) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด และทำให้คุณได้ราคาเฉลี่ยที่ดีในระยะยาว
อย่าลืมที่จะติดตามผลการลงทุนของคุณอย่างสม่ำเสมอ และปรับพอร์ตการลงทุนของคุณให้สอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ของคุณ หากคุณไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอย่างไร คุณสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หรือที่ปรึกษาทางการเงินได้
5. เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
โลกของการลงทุนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เทคนิคและกลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจจะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปในอนาคต ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง อ่านหนังสือ ฟัง Podcast เข้าร่วมสัมมนา และติดตามข่าวสารในวงการการเงินอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ คุณยังสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองได้อีกด้วย ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน เมื่อคุณทำผิดพลาด จงวิเคราะห์ว่าอะไรคือสาเหตุของความผิดพลาดนั้น และคุณจะสามารถปรับปรุงตัวเองได้อย่างไรในอนาคต
จำไว้ว่า “ความรู้คือพลัง” ยิ่งคุณมีความรู้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นเท่านั้น และโอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในการลงทุนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
วิเคราะห์แนวโน้ม ETF vs Mutual Fund ในปี 2025-2026
เอาล่ะครับ มาเจาะลึกถึงแนวโน้มของ ETF และ Mutual Fund ในปี 2025-2026 กันบ้างดีกว่า จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีอยู่ในตลาดนี้มาเกือบ 3 ทศวรรษ ผมมองว่าทั้งสองผลิตภัณฑ์ทางการเงินนี้จะยังคงเป็นที่นิยมต่อไป แต่จะมีปัจจัยบางอย่างที่ส่งผลต่อความน่าสนใจของแต่ละประเภทแตกต่างกันไป ผมจะมาแจกแจงให้เห็นภาพรวมและรายละเอียดที่น่าสนใจครับ
พูดตรงๆ เลยนะ การลงทุนมันไม่มีอะไรแน่นอน 100% หรอกครับ แต่เราสามารถวิเคราะห์จากข้อมูลในอดีตและแนวโน้มปัจจุบัน เพื่อคาดการณ์อนาคตได้ ซึ่งผมจะเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักๆ ที่น่าจับตามองครับ นั่นคือเรื่องของเทคโนโลยี, การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ, และพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป
เทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูล
เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุนครับ การเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทำให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลตอบแทน ค่าธรรมเนียม และกลยุทธ์การลงทุนของ ETF และ Mutual Fund ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ที่ใช้งานง่ายและมีต้นทุนต่ำ ยังช่วยให้การลงทุนใน ETF เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับนักลงทุนรายย่อยอีกด้วย
ผมมองว่าในอนาคตเราจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยให้การลงทุนใน ETF และ Mutual Fund เป็นเรื่องที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หรือแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาไว้ในที่เดียว ทำให้นักลงทุนสามารถติดตามพอร์ตการลงทุนและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว
ลูกศิษย์ผมหลายคนตอนนี้หันมาใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ chart pattern กันเยอะเลยครับ แต่ผมก็ย้ำเสมอว่าอย่าเชื่อ AI ทั้งหมด ต้องใช้ประสบการณ์ของเราประกอบด้วย ไม่งั้นเจ็บตัวแน่นอน
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย
สภาวะเศรษฐกิจโลกและอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบอย่างมากต่อผลตอบแทนของการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ครับ ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตและอัตราดอกเบี้ยต่ำ หุ้นมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทำให้ ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นได้รับความนิยม แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น นักลงทุนมักจะหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาล ทำให้ Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ได้รับความสนใจ
จากประสบการณ์ของผม การคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยากมากครับ มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และบางครั้งก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นได้ (อย่างเช่น COVID-19) ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
จำตอนปี 2008 ได้ไหมครับ? Lehman Brothers ล้มละลาย ทำเอาตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหว คนที่ไม่ได้กระจายความเสี่ยงนี่แทบหมดตัวเลยนะ
พฤติกรรมของนักลงทุนและความต้องการที่หลากหลาย
พฤติกรรมของนักลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ยั่งยืนและมีจริยธรรมมากขึ้น ทำให้ ETF และ Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (ESG) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของผลตอบแทน ความเสี่ยง และระยะเวลาการลงทุน ทำให้ ETF และ Mutual Fund ที่มีกลยุทธ์การลงทุนที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ETF ที่เน้นลงทุนในเทคโนโลยี หรือ Mutual Fund ที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผล เป็นที่ต้องการของตลาด
ผมสังเกตว่าลูกศิษย์รุ่นใหม่ๆ สนใจเรื่อง ESG กันเยอะมากครับ เขาจะถามผมตลอดว่าบริษัทที่เราลงทุนด้วยมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมยังไง มีการดูแลพนักงานดีไหม ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีนะ ที่คนรุ่นใหม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้
ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็น ETF และ Mutual Fund ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่แตกต่างกันไป และมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
| ปัจจัย | ETF | Mutual Fund |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียม | โดยทั่วไปต่ำกว่า | โดยทั่วไปสูงกว่า |
| สภาพคล่อง | สูงกว่า (ซื้อขายได้ตลอดวัน) | ต่ำกว่า (ซื้อขายได้เมื่อสิ้นวัน) |
| ความโปร่งใส | สูงกว่า (เปิดเผยข้อมูลรายวัน) | ต่ำกว่า (เปิดเผยข้อมูลรายไตรมาส) |
| ความหลากหลาย | มีให้เลือกหลากหลาย แต่เน้นตามดัชนี | มีให้เลือกหลากหลาย และมีผู้จัดการกองทุนบริหาร |
| ความเหมาะสม | เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนตามดัชนีและมีต้นทุนต่ำ | เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการให้ผู้จัดการกองทุนบริหารและมีความหลากหลาย |
“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” – คำเตือนที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะฝากไว้ครับ ไม่ว่าคุณจะเลือกลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจความเสี่ยงและผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์นั้นๆ และลงทุนในสิ่งที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่คุณรับได้ครับ
สรุปแล้ว ทั้ง ETF และ Mutual Fund ต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไปครับ ไม่มีอะไรที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งที่สำคัญคือการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด พิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุดครับ อย่าลืมว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนที่เราเข้าใจและควบคุมได้ครับ
📚 บทความแนะนำจาก iCafeForex
FAQ เพิ่มเติม 5 ข้อเกี่ยวกับ ETF vs Mutual Fund
1. กองทุน ETF เหมาะกับนักลงทุนสไตล์ไหน และ Mutual Fund เหมาะกับใครมากกว่ากัน?
พูดตรงๆ เลยนะ การเลือก ETF หรือ Mutual Fund มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าใครเหมาะกับอะไรเป๊ะๆ แต่มันขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนมากกว่าครับ ETF มักจะดึงดูดนักลงทุนที่เน้นการลงทุนระยะยาว ต้องการกระจายความเสี่ยงในวงกว้าง และชอบความยืดหยุ่นในการซื้อขายระหว่างวัน เพราะราคา ETF จะเปลี่ยนแปลงตามกลไกตลาดตลอดเวลา
ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ก็อาจจะเลือกซื้อ ETF ที่ลงทุนในดัชนี Nasdaq หรือ MSCI World Information Technology Index แทนที่จะต้องไปเลือกซื้อหุ้นรายตัวให้ปวดหัว นอกจากนี้ ETF ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์เฉพาะทาง เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ น้ำมัน) หรือตราสารหนี้ต่างประเทศ ซึ่งอาจจะเข้าถึงได้ยากหากลงทุนเองโดยตรง
ในทางกลับกัน Mutual Fund มักจะตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการความสะดวกสบาย ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุน และต้องการให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพบริหารจัดการเงินทุนให้ โดย Mutual Fund จะมีทีมงานวิเคราะห์และคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุนให้ตามนโยบายของกองทุน ซึ่งอาจจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยมาปรึกษาว่าควรเลือกลงทุนอะไรดีระหว่าง ETF กับ Mutual Fund ผมก็ถามกลับไปว่า “น้องมีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนมากน้อยแค่ไหน? รับความเสี่ยงได้แค่ไหน? และต้องการลงทุนในระยะยาวหรือระยะสั้น?” สุดท้ายน้องเขาก็เลือกลงทุนใน Mutual Fund เพราะไม่มีเวลาติดตามตลาดมากนัก และต้องการให้ผู้จัดการกองทุนช่วยดูแลเงินทุนให้ครับ
2. ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ETF กับ Mutual Fund แตกต่างกันอย่างไร และมีผลต่อผลตอบแทนในระยะยาวแค่ไหน?
เรื่องค่าธรรมเนียมเนี่ยสำคัญมากนะครับ เพราะมันมีผลต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับในระยะยาวแบบเห็นได้ชัดเลย ETF โดยทั่วไปจะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า Mutual Fund ค่อนข้างมากครับ เพราะ ETF ส่วนใหญ่มักจะเป็นกองทุน Passive ที่เน้นลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ทำให้ไม่ต้องมีทีมงานวิเคราะห์และคัดเลือกหุ้นมากนัก ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่านี้เองแหละครับที่เป็นข้อได้เปรียบหลักของ ETF
ในขณะที่ Mutual Fund ส่วนใหญ่มักจะเป็นกองทุน Active ที่มีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารจัดการเงินทุนอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างทีมงานวิเคราะห์ ค่าทำการตลาด และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ค่าธรรมเนียมของ Mutual Fund สูงกว่า ETF อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองคิดดูง่ายๆ นะครับ ถ้าเราลงทุน 100,000 บาท ใน ETF ที่มีค่าธรรมเนียม 0.1% ต่อปี เราจะเสียค่าธรรมเนียมแค่ 100 บาท แต่ถ้าเราลงทุนใน Mutual Fund ที่มีค่าธรรมเนียม 1.5% ต่อปี เราจะเสียค่าธรรมเนียมถึง 1,500 บาท ซึ่งต่างกันเยอะมาก
จากสถิติในอดีต กองทุน ETF ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ มักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุน Mutual Fund ที่มีค่าธรรมเนียมสูงในระยะยาวครับ เพราะค่าธรรมเนียมที่สูงจะกัดกินผลตอบแทนของเราไปเรื่อยๆ ทำให้เราพลาดโอกาสในการสร้างผลกำไรที่มากขึ้น
แต่ก็ไม่ใช่ว่า Mutual Fund ที่มีค่าธรรมเนียมสูงจะให้ผลตอบแทนไม่ดีเสมอไปนะครับ บางครั้งผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีอ้างอิงได้ แต่เราก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ
3. สภาพคล่องของ ETF กับ Mutual Fund แตกต่างกันอย่างไร และมีผลต่อการซื้อขายอย่างไร?
สภาพคล่องเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาในการเลือกลงทุนนะครับ ETF มีสภาพคล่องที่สูงกว่า Mutual Fund มาก เพราะ ETF สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ เหมือนกับการซื้อขายหุ้นทั่วไปเลยครับ เราสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ทันที และราคาจะเปลี่ยนแปลงตามกลไกตลาดตลอดเวลา
ในขณะที่ Mutual Fund จะมีการซื้อขายได้เฉพาะในช่วงสิ้นวันทำการเท่านั้นครับ เราต้องส่งคำสั่งซื้อขายก่อนเวลาที่กำหนด และราคาที่เราจะได้คือราคา NAV (Net Asset Value) ณ สิ้นวันทำการ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับราคาที่เราต้องการซื้อขายก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการซื้อ ETF ที่ลงทุนในทองคำในช่วงที่ราคาทองคำกำลังปรับตัวสูงขึ้น เราสามารถซื้อ ETF ได้ทันที และได้ราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาด ณ ขณะนั้น แต่ถ้าเราต้องการซื้อ Mutual Fund ที่ลงทุนในทองคำ เราต้องรอจนถึงสิ้นวันทำการถึงจะรู้ว่าเราจะได้ราคาเท่าไหร่ ซึ่งราคาทองคำอาจจะปรับตัวขึ้นไปมากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้แล้วก็ได้
ดังนั้น ETF จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความรวดเร็วและคล่องตัวในการซื้อขาย ในขณะที่ Mutual Fund อาจจะเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่รีบร้อน และต้องการลงทุนในระยะยาวมากกว่าครับ
4. ความเสี่ยงในการลงทุนใน ETF กับ Mutual Fund แตกต่างกันอย่างไร และเราควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจลงทุน?
Forex ก็มีความเสี่ยงสูง แต่ ETF และ Mutual Fund ก็มีความเสี่ยงเช่นกันนะ! ทั้ง ETF และ Mutual Fund ต่างก็มีความเสี่ยงในการลงทุนนะครับ แต่ความเสี่ยงอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นลงทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นก็อาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่า ETF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ ในขณะที่ Mutual Fund ที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กก็อาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่า Mutual Fund ที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่
ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund เราต้องพิจารณาความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ และเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงนั้นๆ นะครับ นอกจากนี้ เรายังต้องศึกษาข้อมูลของกองทุนอย่างละเอียด อ่านหนังสือชี้ชวน (Prospectus) ทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และผลการดำเนินงานในอดีต เพื่อให้เรามั่นใจว่ากองทุนนั้นเหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของเราจริงๆ
อย่าลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุนนะครับ อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปในกองทุนเดียว ควรแบ่งเงินลงทุนไปในหลายๆ กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุนของเรา
ลูกศิษย์ผมหลายคนมักจะถามว่า “ควรลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund ดี?” ผมก็จะแนะนำให้เขาประเมินความเสี่ยงที่รับได้ก่อน แล้วค่อยเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงนั้นๆ ครับ
5. มีข้อควรระวังอะไรบ้างในการลงทุนใน ETF และ Mutual Fund ที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้?
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนใน ETF หรือ Mutual Fund มีข้อควรระวังหลายอย่างที่ต้องรู้ไว้นะครับ อย่างแรกเลยคือ อย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ควรศึกษาข้อมูลของกองทุนอย่างละเอียด ทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน
อย่างที่สองคือ อย่าเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง ควรพิจารณาผลการดำเนินงานในอดีตอย่างรอบคอบ แต่ก็อย่าลืมว่าผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องประกันผลการดำเนินงานในอนาคต
อย่างที่สามคือ อย่าลงทุนด้วยเงินที่เราจำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น ควรลงทุนด้วยเงินที่เราสามารถปล่อยทิ้งไว้ได้ในระยะยาว เพื่อให้เงินทุนมีโอกาสเติบโตอย่างเต็มที่
สุดท้ายคือ อย่าลงทุนตามคนอื่น ควรตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง โดยพิจารณาจากเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้
Forex, ETF, Mutual Fund ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ห้ามกู้เงินมาลงทุนเด็ดขาดนะครับ!
✍️ เกี่ยวกับผู้เขียน
อ.บอม (iCafe Forex) — เทรดเดอร์มืออาชีพประสบการณ์ 28 ปี ผู้ก่อตั้ง iCafeForex.com และ SiamCafe.net (ตั้งแต่ปี 1997) ผู้สร้าง EA Semi-Auto ตัวแรกของไทย สอนเทรด Forex ผ่าน YouTube @icafefx
⚠️ การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文