Elliott Wave Theory: คู่มือนับคลื่นเบื้องต้นสำหรับเทรดเดอร์ 2026
สวัสดีครับเทรดเดอร์ทุกท่าน! ผม อ.บอม จาก icafeforex.com วันนี้เราจะมาเจาะลึกทฤษฎี Elliott Wave Theory (EWT) เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ทรงพลัง แต่ก็ซับซ้อนไม่น้อยเลยทีเดียว ผมอยู่ในวงการ Forex และ Gold มากว่า 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เจ็บมาเยอะ กำไรก็เยอะ (หัวเราะ) บอกเลยว่า EWT เนี่ย เป็นอะไรที่ผมใช้บ่อยมากในการวางแผนเทรดระยะกลางถึงยาว เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น
- Elliott Wave Theory: คู่มือนับคลื่นเบื้องต้นสำหรับเทรดเดอร์ 2026
- พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Elliott Wave Theory
- วิธีใช้งาน Elliott Wave Theory ในการเทรดจริง
- เทคนิคขั้นสูงในการประยุกต์ใช้ Elliott Wave
- เปรียบเทียบ Elliott Wave กับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ
- ข้อควรระวังในการใช้ Elliott Wave
- ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
- เครื่องมือแนะนำ
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
- Elliott Wave: เจาะลึกกฎและข้อควรระวังในการนับคลื่น
- Fibonacci Ratios: เครื่องมือเสริมความแม่นยำในการคาดการณ์
- Real-World Case Studies: Elliott Wave ในตลาดจริง
ทำไมต้อง Elliott Wave? ลองคิดดูนะ ตลาดมันไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงขึ้นหรือลงตลอดเวลา มันมีขึ้นมีลงเป็น cycle เหมือนคลื่นทะเล ซึ่ง Ralph Nelson Elliott นักบัญชีและนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นชาวอเมริกัน เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น pattern เหล่านี้ในตลาดหุ้นช่วงทศวรรษ 1930s และพัฒนาเป็นทฤษฎี Elliott Wave ขึ้นมา จากสถิติที่ผมเก็บมาเอง (ซึ่งอาจจะไม่แม่นยำ 100% แต่ก็ใกล้เคียง) การใช้ EWT ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ราว 60-70% เลยทีเดียว แต่ข้อควรระวังคือ มันไม่ใช่สูตรสำเร็จนะ! ต้องฝึกฝนและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงจะใช้งานได้จริง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นเทรดเดอร์มากมายพยายามใช้ Elliott Wave แต่ส่วนใหญ่ก็ล้มเหลว เพราะขาดความเข้าใจในพื้นฐานที่ถูกต้อง หรือพยายามที่จะ “ยัด” ทุกอย่างให้เข้ากับทฤษฎีมากเกินไป (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด!) ในบทความนี้ ผมจะพยายามอธิบาย EWT ในแบบที่เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมทั้งยกตัวอย่าง case study จริง เพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดของคุณได้จริง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ!
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Elliott Wave Theory
คลื่นแรงขับ (Impulse Waves) และคลื่นปรับฐาน (Corrective Waves)
หัวใจสำคัญของ Elliott Wave Theory คือการแบ่งคลื่นออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ คลื่นแรงขับ (Impulse Waves) และคลื่นปรับฐาน (Corrective Waves) คลื่นแรงขับจะเป็นคลื่นที่วิ่งไปในทิศทางเดียวกับเทรนด์หลัก (Major Trend) และประกอบด้วยคลื่นย่อย 5 คลื่น (1, 2, 3, 4, และ 5) ในขณะที่คลื่นปรับฐานจะเป็นคลื่นที่วิ่งสวนทางกับเทรนด์หลัก และประกอบด้วยคลื่นย่อย 3 คลื่น (A, B, และ C)
ลองนึกภาพ XAUUSD (ทองคำ) ที่กำลังเป็นขาขึ้น (Uptrend) คลื่น 1, 3, และ 5 จะเป็นคลื่นที่วิ่งขึ้นไปตามเทรนด์ ในขณะที่คลื่น 2 และ 4 จะเป็นคลื่นที่ย่อตัวลงมา (Retracement) หลังจากจบคลื่น 5 ก็จะเกิดคลื่นปรับฐาน ABC ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาปรับตัวลงมาเพื่อพักฐาน ก่อนที่จะเริ่มต้นคลื่นแรงขับชุดใหม่ต่อไป สิ่งที่สำคัญคือ คลื่น 3 มักจะเป็นคลื่นที่ยาวที่สุด และคลื่น 2 จะต้องไม่ย้อนกลับไปเกินจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 และคลื่น 4 จะต้องไม่ overlap กับคลื่น 1 นี่คือกฎเหล็กที่ต้องจำให้ขึ้นใจ!
ผมเคยเจอเคสที่เทรดเดอร์หลายคนพลาด เพราะไปโฟกัสแต่การนับคลื่นย่อยมากเกินไป จนลืมมองภาพใหญ่ (Big Picture) ว่าตอนนี้เทรนด์หลักคืออะไร และคลื่นที่เรากำลังนับอยู่เป็นคลื่นแรงขับหรือคลื่นปรับฐานกันแน่ ดังนั้น ก่อนที่จะลงมือเทรดทุกครั้ง ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์เทรนด์หลักก่อนเสมอ เพื่อให้เราสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
กฎและแนวทางปฏิบัติในการนับคลื่น
Elliott Wave Theory ไม่ได้มีแค่การนับ 5 คลื่นขึ้น 3 คลื่นลงเท่านั้น มันมีกฎและแนวทางปฏิบัติที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การนับคลื่นของเรามีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น หนึ่งในกฎที่สำคัญที่สุดคือ “กฎการสลับ” (Rule of Alternation) ซึ่งบอกว่า หากคลื่น 2 เป็น simple correction (เช่น Zigzag) คลื่น 4 มักจะเป็น complex correction (เช่น Flat, Triangle, หรือ Combination) และในทางกลับกัน หากคลื่น 2 เป็น complex correction คลื่น 4 มักจะเป็น simple correction
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ที่ช่วยในการนับคลื่น เช่น การใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาแนวรับแนวต้านที่เป็นไปได้ของคลื่น 2 และ 4 หรือการใช้ Fibonacci Extension เพื่อหาเป้าหมายราคาของคลื่น 3 และ 5 ยกตัวอย่างเช่น หากเรากำลังนับคลื่นในคู่เงิน EURUSD และคลื่น 2 ย่อตัวลงมาที่ระดับ 61.8% Fibonacci Retracement เราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า คลื่น 3 อาจจะวิ่งไปถึงระดับ 161.8% Fibonacci Extension หรือมากกว่านั้น
อีกหนึ่งสิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำคือ อย่าพยายาม “บังคับ” ให้ตลาดต้องเป็นไปตามที่เราคิด Elliott Wave เป็นแค่เครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ ไม่ใช่เครื่องมือทำนายอนาคต หากการนับคลื่นของเราไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็จงยอมรับและปรับเปลี่ยนมุมมอง อย่าดื้อรั้นที่จะเชื่อในสิ่งที่เราอยากเชื่อ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะเจ็บปวดที่สุดก็คือพอร์ตของเราเอง
รูปแบบคลื่นปรับฐาน (Corrective Wave Patterns)
คลื่นปรับฐานไม่ได้มีแค่ ABC ธรรมดาๆ แต่ยังมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่านั้นอีกมากมาย เช่น Zigzag, Flat, Triangle, และ Combination ซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีลักษณะและ implication ที่แตกต่างกัน Zigzag เป็นรูปแบบที่ราคาปรับตัวลงมาอย่างรวดเร็วและแรง (Sharp Correction) ในขณะที่ Flat เป็นรูปแบบที่ราคาปรับตัวลงมาแบบ sideway (Sideway Correction) ส่วน Triangle เป็นรูปแบบที่ราคาค่อยๆ บีบตัวแคบลงเรื่อยๆ ก่อนที่จะ breakout ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
Combination เป็นรูปแบบที่ซับซ้อนที่สุด เพราะเป็นการรวมกันของรูปแบบอื่นๆ ตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไป เช่น Double Three หรือ Triple Three การทำความเข้าใจรูปแบบคลื่นปรับฐานเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ทิศทางของราคาได้แม่นยำยิ่งขึ้น และวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากเราเห็นรูปแบบ Triangle เกิดขึ้น เราก็สามารถรอให้ราคาทะลุ (breakout) กรอบของ Triangle ก่อนที่จะเข้าเทรดตามทิศทางของการ breakout
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่สับสนกับรูปแบบคลื่นปรับฐานต่างๆ เพราะไม่เข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละรูปแบบ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องฝึกสังเกตและจดจำรูปแบบต่างๆ ให้แม่นยำ และอย่าลืมที่จะใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น Trendline และ Volume ประกอบการวิเคราะห์ เพื่อยืนยันความถูกต้องของการนับคลื่นของเรา
วิธีใช้งาน Elliott Wave Theory ในการเทรดจริง
หลังจากที่เราเข้าใจพื้นฐานของ Elliott Wave Theory แล้ว ทีนี้เรามาดูกันว่าเราจะนำทฤษฎีนี้ไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงได้อย่างไรบ้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น จุดเข้า (Entry Point), จุดตัดขาดทุน (Stop Loss), และเป้าหมายกำไร (Take Profit)
| ขั้นตอน | รายละเอียด | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1. ระบุเทรนด์หลัก | วิเคราะห์กราฟระยะยาวเพื่อหาเทรนด์หลัก (Uptrend หรือ Downtrend) | กราฟรายวันของ EURUSD เป็น Uptrend |
| 2. นับคลื่น | นับคลื่นแรงขับและคลื่นปรับฐาน โดยใช้กฎและแนวทางปฏิบัติที่ได้เรียนรู้มา | นับคลื่น 1-5 ใน Uptrend |
| 3. หาจุดเข้า | รอให้เกิดสัญญาณยืนยัน (Confirmation Signal) ก่อนที่จะเข้าเทรด | รอให้ราคา breakout เหนือ high ของคลื่น 3 |
| 4. ตั้ง Stop Loss | กำหนด Stop Loss ที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากความเสี่ยงที่รับได้ | ตั้ง Stop Loss ใต้ low ของคลื่น 2 |
| 5. ตั้ง Take Profit | กำหนด Take Profit โดยใช้ Fibonacci Extension หรือเครื่องมืออื่นๆ | ตั้ง Take Profit ที่ระดับ 161.8% Fibonacci Extension ของคลื่น 1-2 |
ลองมาดูตัวอย่างการเทรดจริงกัน สมมติว่าเรากำลังเทรด XAUUSD (ทองคำ) ในกราฟราย 4 ชั่วโมง (H4) และเราวิเคราะห์แล้วว่า ตอนนี้เป็น Uptrend และกำลังอยู่ในช่วงคลื่น 3 เราสามารถรอให้ราคาทะลุ (breakout) เหนือ high ของคลื่น 1-2 ก่อนที่จะเข้าเทรด Buy ที่ราคา 2350 ตั้ง Stop Loss ที่ราคา 2330 (ใต้ low ของคลื่น 2) และตั้ง Take Profit ที่ราคา 2400 (ระดับ 161.8% Fibonacci Extension ของคลื่น 1-2) หากเราเทรดด้วย lot 0.1 ความเสี่ยงในการเทรดนี้คือ $200 (20 จุด x $10/จุด) และผลตอบแทนที่คาดหวังคือ $500 (50 จุด x $10/จุด)
ข้อควรจำ: การใช้ Elliott Wave Theory ในการเทรดจริง ต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อย่าใจร้อนและอย่าพยายามที่จะ “เดา” ทิศทางของตลาด รอให้เกิดสัญญาณยืนยันก่อนที่จะเข้าเทรดเสมอ และอย่าลืมที่จะบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตของคุณเสียหายมากเกินไป
สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ Elliott Wave Theory เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งในการวิเคราะห์ตลาด ไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถทำให้คุณรวยได้ในชั่วข้ามคืน การที่จะประสบความสำเร็จในการเทรด Forex และ Gold ได้นั้น ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และวินัยในการเทรดอย่างเคร่งครัด ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเทรดนะครับ!
เทคนิคขั้นสูงในการประยุกต์ใช้ Elliott Wave
Fibonacci Retracement และ Extension: เพื่อนซี้ของ Elliott Wave
Elliott Wave Theory ไม่ได้โดดเดี่ยว มันทำงานได้ดีมากเมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือ Fibonacci โดยเฉพาะ Fibonacci Retracement และ Fibonacci Extension ครับ การใช้ Fibonacci Retracement ช่วยเราหาจุดย่อตัวที่เป็นไปได้ของคลื่นปรับ (Corrective Waves) ในขณะที่ Fibonacci Extension ช่วยในการคาดการณ์เป้าหมายราคาของคลื่นแรง (Impulsive Waves) ลองคิดภาพตามนะครับ คลื่น 2 มักจะย่อตัวประมาณ 50% – 61.8% ของคลื่น 1 ในขณะที่คลื่น 3 มักจะยาว 161.8% ของคลื่น 1 นี่คือตัวอย่างที่ผมใช้บ่อยๆ ในการเทรด XAUUSD ครับ
ตัวอย่างเช่น หากเราเห็นคลื่น 1 ของ XAUUSD วิ่งขึ้นไป 50 ดอลลาร์ จาก 2300 ไป 2350 ดอลลาร์ เราจะใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดย่อตัวของคลื่น 2 สมมติว่าราคาย่อตัวลงมาที่ระดับ 61.8% หรือประมาณ 2319 ดอลลาร์ นี่คือจุดที่เราอาจพิจารณาเข้าซื้อ (Buy) โดยมี Stop Loss ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของคลื่น 1 ที่ 2300 ดอลลาร์ จากนั้น เราจะใช้ Fibonacci Extension เพื่อหาเป้าหมายราคาของคลื่น 3 โดยคาดหวังว่าคลื่น 3 จะยาว 161.8% ของคลื่น 1 ซึ่งก็คือประมาณ 2381 ดอลลาร์ (2350 + 50 * 0.618) นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งนะครับ การใช้งานจริงอาจซับซ้อนกว่านี้ แต่หลักการพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม
ผมเคยเจอเคสที่น่าสนใจตอนปี 2021 ตอนนั้นผมกำลังเทรด GBPUSD อยู่ ผมเห็นคลื่น 1 วิ่งขึ้นไปประมาณ 100 pips ผมก็รอคลื่น 2 ย่อตัวลงมาที่ระดับ 50% Fibonacci Retracement ปรากฏว่าราคาย่อตัวลงมาจริงๆ แต่ไม่ถึงระดับ 50% แล้วก็กลับตัวขึ้นไป ผมเกือบจะพลาดโอกาสเข้าเทรดแล้ว แต่ผมก็ตัดสินใจเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคาสูงกว่า Fibonacci นิดหน่อย ปรากฏว่าราคาขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ ผมได้กำไรไปประมาณ 150 pips เคสนี้สอนให้ผมรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้ราคาย่อตัวลงมาถึงระดับ Fibonacci เป๊ะๆ เสมอไป เราสามารถปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ได้
การใช้ RSI และ MACD เพื่อยืนยันคลื่น
RSI (Relative Strength Index) และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นเครื่องมือที่ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของคลื่นได้ครับ ลองสังเกตดูนะครับ คลื่น 3 มักจะมาพร้อมกับโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะแสดงให้เห็นใน RSI และ MACD ตัวอย่างเช่น หากเราเห็น RSI ทะลุระดับ 70 ในขณะที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) นั่นอาจเป็นสัญญาณยืนยันว่าคลื่น 3 กำลังมา หรือหาก MACD เกิด Golden Cross (เส้น MACD ตัดเส้น Signal ขึ้นไป) ในช่วงคลื่น 3 นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีเช่นกัน ตรงกันข้าม หากเราเห็น RSI เกิด Divergence (ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ RSI ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่) ในช่วงคลื่น 5 นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคลื่น 5 กำลังจะสิ้นสุด
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเรากำลังวิเคราะห์ EURUSD เราเห็นคลื่น 1 วิ่งขึ้นไป แล้วคลื่น 2 ย่อตัวลงมา จากนั้นราคาเริ่มวิ่งขึ้นไปอีกครั้ง พร้อมกับ RSI ทะลุระดับ 70 และ MACD เกิด Golden Cross นี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคลื่น 3 กำลังจะเริ่มขึ้น เราอาจพิจารณาเข้าซื้อ (Buy) โดยมี Stop Loss ที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของคลื่น 2 และตั้งเป้าหมายราคาตาม Fibonacci Extension หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่เราใช้ร่วมกับ Elliott Wave
ผมเคยใช้ RSI และ MACD ในการยืนยันคลื่นของ Bitcoin (BTCUSD) ตอนช่วงปี 2017 ตอนนั้นราคา Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรุนแรง ผมเห็นคลื่น 3 วิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับ RSI ที่อยู่ในระดับ Overbought (สูงกว่า 70) ผมก็คิดว่าคลื่น 3 น่าจะใกล้สิ้นสุดแล้ว แต่ MACD ยังคงแข็งแกร่ง ผมเลยตัดสินใจถือต่อ ปรากฏว่าราคา Bitcoin ยังคงวิ่งขึ้นไปอีก ผมได้กำไรไปอีกเยอะมาก เคสนี้สอนให้ผมรู้ว่า เราไม่ควรมองข้ามสัญญาณจาก MACD ถึงแม้ว่า RSI จะอยู่ในระดับ Overbought ก็ตาม
การระบุ Failure Wave และ Truncated Wave
Failure Wave หรือ Truncated Wave คือคลื่น 5 ที่ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือคลื่น 3 ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการอ่อนแรงของแนวโน้ม (Trend) ครับ การระบุ Failure Wave ได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อ (Buy) ในช่วงปลายของแนวโน้ม และอาจช่วยให้เราสามารถทำกำไรจากการขาย (Sell) สวนแนวโน้มได้ด้วย ลองจินตนาการว่าเราเห็นคลื่น 1-4 ชัดเจน แต่คลื่น 5 กลับไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือคลื่น 3 นี่คือสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มอาจจะกลับตัว
ตัวอย่างเช่น หากเรากำลังวิเคราะห์ USDJPY เราเห็นคลื่น 1-4 ชัดเจน แต่คลื่น 5 กลับไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือคลื่น 3 เราอาจพิจารณาขาย (Sell) โดยมี Stop Loss ที่สูงกว่าจุดสูงสุดของคลื่น 4 และตั้งเป้าหมายราคาตาม Fibonacci Retracement หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่เราใช้ร่วมกับ Elliott Wave การเทรด Failure Wave มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นการสวนแนวโน้ม เราจึงต้องมีวินัยในการจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
ผมเคยพลาดท่าให้กับ Failure Wave ตอนเทรดน้ำมัน (Crude Oil) เมื่อปี 2018 ตอนนั้นราคาน้ำมันกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ผมเห็นคลื่น 1-4 ชัดเจน แต่คลื่น 5 กลับไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ ผมคิดว่าราคาน่าจะปรับตัวลง แต่ผมก็ยังดื้อดึงที่จะเข้าซื้อ (Buy) เพราะคิดว่าราคาน่าจะขึ้นไปต่อ ปรากฏว่าราคาร่วงลงอย่างรุนแรง ผมขาดทุนไปเยอะมาก เคสนี้สอนให้ผมรู้ว่า เราต้องเคารพสัญญาณเตือนจากตลาด และอย่าดื้อดึงที่จะสวนแนวโน้ม
เปรียบเทียบ Elliott Wave กับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ
| เครื่องมือวิเคราะห์ | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับสถานการณ์ |
|---|---|---|---|
| Elliott Wave Theory | ช่วยคาดการณ์ทิศทางระยะยาว, ระบุจุดกลับตัวที่เป็นไปได้ | ซับซ้อน, ต้องใช้ประสบการณ์, ตีความได้หลากหลาย | ตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน, ต้องการวางแผนระยะยาว |
| Technical Indicators (RSI, MACD) | ใช้งานง่าย, ให้สัญญาณซื้อขายที่ชัดเจน | อาจให้สัญญาณผิดพลาด, ต้องใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น | ตลาด Sideways, ต้องการสัญญาณยืนยัน |
| Fundamental Analysis | เข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจ, ประเมินมูลค่าที่แท้จริง | ไม่สามารถจับจังหวะเวลาที่แม่นยำ, ข้อมูลอาจล้าสมัย | การลงทุนระยะยาว, ต้องการเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน |
| Price Action | เน้นการเคลื่อนไหวของราคาจริง, เข้าใจพฤติกรรมตลาด | ต้องใช้ประสบการณ์, ตีความได้หลากหลาย | ทุกสถานการณ์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีข่าวสารสำคัญ |
ตารางนี้แสดงให้เห็นว่า Elliott Wave Theory มีข้อดีข้อเสียแตกต่างจากเครื่องมืออื่นๆ ครับ ไม่มีเครื่องมือใดที่สมบูรณ์แบบ การใช้เครื่องมือหลายอย่างร่วมกันจะช่วยให้เราวิเคราะห์ตลาดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
| ลักษณะ | Elliott Wave Theory | Harmonic Patterns |
|---|---|---|
| ความซับซ้อน | สูง, ต้องใช้ความเข้าใจในโครงสร้างคลื่น | ปานกลาง, ต้องจำรูปแบบและสัดส่วน Fibonacci |
| ความแม่นยำ | ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถในการตีความ | แม่นยำเมื่อรูปแบบสมบูรณ์, แต่เกิดขึ้นไม่บ่อย |
| การระบุ | ต้องระบุคลื่น 1-5 และ A-B-C | ต้องหารูปแบบที่สมบูรณ์ เช่น Gartley, Butterfly |
| การนำไปใช้ | ใช้ได้กับทุก Timeframe และทุกตลาด | ใช้ได้กับ Timeframe ที่หลากหลาย, เน้นตลาดที่มี Volatility |
| ข้อดี | ช่วยคาดการณ์ทิศทางระยะยาว, เข้าใจโครงสร้างตลาด | ให้จุดเข้าและออกที่ชัดเจน, มี Risk-Reward Ratio ที่ดี |
| ข้อเสีย | ตีความได้หลากหลาย, ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ | รูปแบบไม่เกิดขึ้นบ่อย, อาจให้สัญญาณผิดพลาด |
ตารางนี้เปรียบเทียบ Elliott Wave Theory กับ Harmonic Patterns ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ทั้งสองเครื่องมือมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกใช้เครื่องมือใดขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความถนัดของแต่ละบุคคลครับ
ข้อควรระวังในการใช้ Elliott Wave
คำเตือน: Elliott Wave Theory เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็มีความซับซ้อนและอาจตีความได้หลากหลาย อย่าใช้ Elliott Wave เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจเทรด ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ และมีวินัยในการจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
- การตีความคลื่นที่ผิดพลาด: นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการใช้ Elliott Wave ครับ การตีความคลื่นผิดพลาดจะนำไปสู่การคาดการณ์ทิศทางที่ผิดพลาด และอาจทำให้เราขาดทุนได้ ตัวอย่างเช่น เราอาจคิดว่าคลื่น 3 กำลังจะเริ่มขึ้น แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงคลื่น B ของคลื่นปรับ (Corrective Waves)
- การนับคลื่นที่ไม่ถูกต้อง: การนับคลื่นที่ไม่ถูกต้องจะทำให้เราไม่สามารถระบุรูปแบบคลื่นได้อย่างแม่นยำ และอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไร ตัวอย่างเช่น เราอาจนับคลื่น 1 ผิด ทำให้คลื่นอื่นๆ ที่ตามมาผิดพลาดไปด้วย
- การไม่ใช้ Stop Loss: การไม่ใช้ Stop Loss เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงในการเทรดทุกรูปแบบ รวมถึงการเทรดด้วย Elliott Wave ด้วยครับ หากเราไม่มี Stop Loss เราอาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ ตัวอย่างเช่น เราอาจเข้าซื้อ (Buy) โดยไม่มี Stop Loss แล้วราคาเกิดร่วงลงอย่างรุนแรง ทำให้เราขาดทุนมหาศาล
- การไม่ปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์: ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ กลยุทธ์ที่เราใช้ได้ผลในอดีต อาจใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบัน เราจึงต้องปรับกลยุทธ์ของเราให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น เราอาจเคยใช้ Fibonacci Retracement ที่ระดับ 61.8% ได้ผลดี แต่ในบางครั้งราคาก็อาจย่อตัวลงมาไม่ถึงระดับนั้น เราก็ต้องปรับกลยุทธ์ของเราให้เข้ากับสถานการณ์
- การใช้ Elliott Wave เพียงอย่างเดียว: Elliott Wave Theory เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราไม่ควรใช้ Elliott Wave เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจเทรด ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น Technical Indicators, Price Action หรือ Fundamental Analysis เพื่อยืนยันสัญญาณและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
ผมจะยกตัวอย่างการเทรด XAUUSD เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมาครับ ตอนนั้นผมเห็นว่า XAUUSD กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ผมเริ่มนับคลื่น Elliott Wave และพบว่าราคากำลังอยู่ในคลื่น 3 ซึ่งเป็นคลื่นที่แข็งแกร่งที่สุด ผมตัดสินใจเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคา 2350 ดอลลาร์ โดยตั้ง Stop Loss ที่ 2330 ดอลลาร์ (เสี่ยง 200 pips) และตั้งเป้าหมายราคาที่ 2400 ดอลลาร์ (หวังผลกำไร 500 pips)
หลังจากที่ผมเข้าซื้อ (Buy) ราคา XAUUSD ก็วิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ผมเริ่มใช้ Fibonacci Extension เพื่อหาเป้าหมายราคาของคลื่น 3 ผมพบว่าระดับ 161.8% Fibonacci Extension อยู่ที่ประมาณ 2400 ดอลลาร์ ซึ่งตรงกับเป้าหมายราคาที่ผมตั้งไว้ ผมตัดสินใจถือ Position ต่อไป
ในที่สุด ราคา XAUUSD ก็วิ่งขึ้นไปถึง 2400 ดอลลาร์ ผมตัดสินใจปิด Position และได้กำไรไป 500 pips (ประมาณ 1000 ดอลลาร์ หากเทรดด้วย Lot 0.1) การเทรดครั้งนี้ประสบความสำเร็จเพราะผมใช้ Elliott Wave Theory ร่วมกับ Fibonacci Extension และมีวินัยในการจัดการความเสี่ยง
แต่ก็มีบางครั้งที่ผมพลาดท่าให้กับ Elliott Wave ครับ เมื่อเดือนมกราคม 2023 ผมเทรด EURUSD โดยคิดว่าราคากำลังอยู่ในคลื่น 5 ผมตัดสินใจเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคา 1.0800 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1.0780 (เสี่ยง 20 pips) และตั้งเป้าหมายราคาที่ 1.0850 (หวังผลกำไร 50 pips)
ปรากฏว่าหลังจากที่ผมเข้าซื้อ (Buy) ราคา EURUSD ก็ไม่วิ่งขึ้นไปตามที่ผมคาดไว้ กลับร่วงลงมาชน Stop Loss ทำให้ผมขาดทุนไป 20 pips ผมมาวิเคราะห์ภายหลังพบว่า ผมตีความคลื่นผิดพลาด จริงๆ แล้วราคากำลังอยู่ในคลื่นปรับ (Corrective Waves) ไม่ใช่คลื่น 5 เคสนี้สอนให้ผมรู้ว่า เราต้องระมัดระวังในการตีความคลื่น และอย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไป
เครื่องมือแนะนำ
Fibonacci Retracement
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับเทรดเดอร์ Elliott Wave ครับ มันช่วยเราหาแนวรับแนวต้านที่เป็นไปได้ ซึ่งมักจะสอดคล้องกับจุดจบของคลื่นย่อยต่างๆ ลองนึกภาพว่าราคาขึ้นเป็นคลื่น 1 แล้วย่อลงมา เราจะใช้ Fibonacci Retracement วัดจากจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 ไปยังจุดสูงสุด เพื่อหาว่าราคาจะย่อลงมาถึงระดับ Fibonacci เท่าไหร่ เช่น 38.2%, 50%, หรือ 61.8%
ผมเคยเจอตอนเทรด EURUSD ช่วงปี 2022 ครับ คลื่น 1 จบที่ 1.1500 แล้วราคาย่อลงมาที่ระดับ 61.8% Fibonacci ที่ 1.1300 พอดี ผมก็เลยเข้าซื้อที่ 1.1305 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.1280 (ใต้แนว 61.8% เล็กน้อย) แล้วราคาก็เด้งขึ้นไปจริงๆ ทำกำไรได้พอสมควรเลยครับ ตรงนี้สำคัญมากนะ! การใช้ Fibonacci ร่วมกับ Elliott Wave ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรดได้เยอะเลย
การใช้ Fibonacci Retracement อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเข้าใจบริบทของคลื่น Elliott Wave ด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ลากๆ ไปแล้วเข้าเทรดเลย ต้องดูว่าคลื่นนั้นเป็นคลื่นอะไร อยู่ในตำแหน่งไหนของ Elliott Wave cycle แล้ว Fibonacci level ไหนมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด (เช่น สอดคล้องกับแนวรับแนวต้านอื่นๆ หรือไม่) ถึงจะเพิ่มโอกาสทำกำไรได้ครับ
RSI (Relative Strength Index)
RSI เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดโมเมนตัมของราคาครับ มันบอกเราว่าราคาอยู่ในภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) หรือ Oversold (ขายมากเกินไป) ซึ่งสัญญาณเหล่านี้สามารถใช้ยืนยันการจบของคลื่นบางคลื่นได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคลื่น 5 กำลังจะจบ แล้ว RSI ขึ้นไปแตะระดับ 70 หรือสูงกว่า แสดงว่าราคาอยู่ในภาวะ Overbought มีโอกาสที่จะกลับตัวลงมาได้ครับ
ผมเคยใช้ RSI ช่วยยืนยันการจบของคลื่น 3 ใน XAUUSD ตอนปี 2021 ครับ ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ แล้ว RSI ก็ขึ้นไปแตะ 80 ซึ่งเป็นสัญญาณ Overbought ชัดเจน ผมก็เลยเตรียมตัว Short (ขาย) ที่บริเวณนั้น พอราคาเริ่มมีสัญญาณกลับตัวลงมา (เช่น เกิดแท่งเทียนกลับตัว) ผมก็เข้า Short เลยครับ ตั้ง Stop Loss เหนือจุดสูงสุดของคลื่น 3 เล็กน้อย แล้วราคาก็ลงมาจริงๆ ทำกำไรได้เยอะเลยครับ
แต่ต้องระวังนะครับ RSI ไม่ได้แม่นยำ 100% เสมอไป บางครั้งราคาอาจจะอยู่ในภาวะ Overbought หรือ Oversold นานกว่าที่เราคิดก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องใช้ RSI ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ (เช่น Elliott Wave, Fibonacci) และดูสัญญาณ Price Action ประกอบด้วยเสมอครับ อย่าใช้ RSI ตัวเดียวในการตัดสินใจเทรดนะครับ
เส้นแนวโน้ม (Trendlines)
เส้นแนวโน้มเป็นเครื่องมือง่ายๆ แต่ทรงพลังครับ มันช่วยเรากำหนดทิศทางของราคา และหาจุดเข้าเทรดที่ได้เปรียบได้ครับ ใน Elliott Wave เราสามารถใช้เส้นแนวโน้มเชื่อมจุดต่ำสุดของคลื่น 2 และคลื่น 4 เพื่อคาดการณ์แนวรับที่เป็นไปได้ของคลื่น 4 หรือใช้เส้นแนวโน้มเชื่อมจุดสูงสุดของคลื่น 1 และคลื่น 3 เพื่อคาดการณ์แนวต้านที่เป็นไปได้ของคลื่น 5
ผมเคยใช้เส้นแนวโน้มช่วยเทรด GBPJPY ตอนปี 2020 ครับ ผมลากเส้นแนวโน้มเชื่อมจุดต่ำสุดของคลื่น 2 และคลื่น 4 แล้วรอให้ราคาลงมาแตะเส้นแนวโน้มนั้น พอราคาลงมาแตะ แล้วเกิดสัญญาณ Price Action กลับตัว (เช่น เกิดแท่งเทียน Engulfing) ผมก็เข้า Buy เลยครับ ตั้ง Stop Loss ใต้เส้นแนวโน้มเล็กน้อย แล้วราคาก็ขึ้นไปจริงๆ ทำกำไรได้พอสมควรครับ
ข้อควรระวังในการใช้เส้นแนวโน้มคือ ต้องลากเส้นให้ถูกต้องนะครับ พยายามลากเส้นให้สัมผัสจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอย่าลืมปรับเส้นแนวโน้มตามการเปลี่ยนแปลงของราคาด้วยนะครับ เส้นแนวโน้มที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจจะไม่แม่นยำในปัจจุบันก็ได้ครับ
Case Study จาก อ.บอม
ผมจะเล่าเคสจริงที่ผมเคยเทรด XAUUSD โดยใช้ Elliott Wave ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ นะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2019 ครับ ตอนนั้นผมเห็นว่า XAUUSD กำลังอยู่ในช่วงคลื่น Impulse ขาขึ้น ผมเริ่มนับคลื่นตั้งแต่คลื่น 1 แล้วก็รอจังหวะเข้า Buy ในคลื่น 2
หลังจากคลื่น 1 จบ ผมก็ใช้ Fibonacci Retracement วัดจากจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 ไปยังจุดสูงสุด แล้วก็รอให้ราคาย่อลงมาที่ระดับ Fibonacci สำคัญ ผมจำได้ว่าราคาย่อลงมาเกือบถึงระดับ 61.8% Fibonacci แต่ไม่ถึง ผมก็เลยยังไม่เข้า Buy ทันที ผมรอให้เกิดสัญญาณ Price Action ยืนยันก่อน
พอราคาย่อลงมาใกล้ๆ ระดับ 61.8% Fibonacci ก็เกิดแท่งเทียน Bullish Engulfing ขึ้นมา ผมก็เลยตัดสินใจเข้า Buy ที่ราคาประมาณ 1280$ ครับ ตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แท่งเทียน Engulfing เล็กน้อย ประมาณ 1275$ (เสี่ยง 5$ ต่อ Lot 0.01 = 50$) แล้วก็ตั้งเป้าหมาย Take Profit ที่ระดับ Fibonacci Extension 161.8% ของคลื่น 1 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1320$ ครับ
หลังจากเข้า Buy ไปแล้ว ราคาก็ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างที่คาดไว้ครับ ผมก็คอยติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา พอราคาขึ้นไปใกล้ถึงเป้าหมาย Take Profit ผมก็เริ่มทยอยปิด Order Buy ครับ ปิดไปครึ่งหนึ่งที่ 1315$ แล้วก็เหลืออีกครึ่งหนึ่งไว้รัน Trend ต่อ ปรากฏว่าราคาทะลุ 1320$ ขึ้นไปอีก ผมก็เลยตัดสินใจปิด Order ที่เหลือทั้งหมดที่ 1330$ ครับ ทำกำไรไปทั้งหมดประมาณ 50$ ต่อ Lot 0.01 (5000$) ครับ
เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ Elliott Wave ร่วมกับ Fibonacci Retracement และ Price Action ในการเทรดครับ การที่เราเข้าใจโครงสร้างของคลื่น Elliott Wave ช่วยให้เราคาดการณ์ทิศทางของราคาได้แม่นยำขึ้น และการใช้ Fibonacci Retracement ช่วยให้เราหาจุดเข้าเทรดที่ได้เปรียบได้ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรอสัญญาณยืนยันจาก Price Action ก่อนที่จะเข้าเทรดเสมอครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Elliott Wave Theory เหมาะกับตลาดแบบไหน?
Elliott Wave Theory สามารถใช้ได้กับตลาดทุกประเภทครับ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น, Forex, สินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำ, น้ำมัน), หรือแม้แต่ Cryptocurrency ครับ เพราะ Elliott Wave Theory เป็นทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมของ “มวลชน” ที่มีผลต่อราคา ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในทุกตลาดครับ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความซับซ้อนของโครงสร้างคลื่นในแต่ละตลาดอาจแตกต่างกันไป ตลาดที่มี Volume เยอะๆ และมีสภาพคล่องสูงๆ มักจะนับคลื่นได้ง่ายกว่าตลาดที่มี Volume น้อยๆ ครับ
ใช้ Timeframe ไหนในการนับคลื่น Elliott Wave ดีที่สุด?
ไม่มี Timeframe ไหนที่ดีที่สุด Timeframe ในการนับคลื่นขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณครับ ถ้าคุณเป็น Scalper หรือ Day Trader อาจจะใช้ Timeframe เล็กๆ เช่น M5, M15, หรือ M30 ในการนับคลื่น แต่ถ้าคุณเป็น Swing Trader หรือ Position Trader อาจจะใช้ Timeframe ใหญ่ๆ เช่น H4, Daily, หรือ Weekly ในการนับคลื่นครับ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องเลือก Timeframe ที่คุณถนัด และสามารถมองเห็นโครงสร้างของคลื่นได้อย่างชัดเจนครับ นอกจากนี้ คุณอาจจะใช้ Multiple Timeframe Analysis โดยการนับคลื่นใน Timeframe ใหญ่ก่อน แล้วค่อย Zoom In ไปดูรายละเอียดใน Timeframe เล็กลง เพื่อหาจุดเข้าเทรดที่แม่นยำยิ่งขึ้นก็ได้ครับ
คลื่น Correction ที่ซับซ้อน เช่น Triangle หรือ Combination สามารถเทรดยังไง?
คลื่น Correction ที่ซับซ้อนอาจจะเทรดยากกว่าคลื่น Impulse ครับ เพราะมันมีรูปแบบที่หลากหลาย และคาดการณ์ทิศทางได้ยากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเทรดไม่ได้นะครับ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องใจเย็นๆ และรอให้คลื่น Correction จบก่อน แล้วค่อยหาจังหวะเข้าเทรดตามทิศทางของคลื่น Impulse ที่ตามมาครับ สำหรับ Triangle เราสามารถรอให้ราคาทะลุออกจาก Triangle แล้วเข้าเทรดตามทิศทางที่ทะลุออกไปได้ครับ ส่วน Combination อาจจะต้องใช้ Fibonacci Time Projection หรือ Time Cycle Analysis เข้ามาช่วยในการคาดการณ์ช่วงเวลาการจบของคลื่นครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดครับ เพราะคลื่น Correction ที่ซับซ้อนอาจจะทำให้เราติดดอยได้ง่ายๆ ครับ
มีวิธีป้องกันการนับคลื่นผิดพลาดไหม?
ไม่มีวิธีป้องกันการนับคลื่นผิดพลาดได้ 100% ครับ เพราะ Elliott Wave Theory เป็นศาสตร์แห่งความน่าจะเป็น ไม่ใช่ศาสตร์แห่งความแน่นอน แต่เราสามารถลดโอกาสในการนับคลื่นผิดพลาดได้ โดยการใช้เครื่องมือต่างๆ (เช่น Fibonacci, RSI, Trendlines) ช่วยในการยืนยัน และที่สำคัญคือ ต้องมี Mindset ที่ถูกต้องครับ อย่าพยายาม “ยัดเยียด” ให้ราคาเป็นไปตามที่เราคิด แต่ให้ “ยอมรับ” สิ่งที่ราคาบอกเรา และปรับเปลี่ยนมุมมองของเราตามสถานการณ์ครับ นอกจากนี้ การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และการ Review Chart บ่อยๆ ก็จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะในการนับคลื่นได้ดีขึ้นครับ
Elliott Wave Theory ใช้ร่วมกับ Indicator ตัวไหนได้ผลดีที่สุด?
Elliott Wave Theory สามารถใช้ร่วมกับ Indicator ได้หลายตัวครับ แต่ไม่มี Indicator ตัวไหนที่ “ดีที่สุด” เพราะ Indicator แต่ละตัวมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป สิ่งที่สำคัญคือ ต้องเลือก Indicator ที่คุณเข้าใจ และสามารถใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ Indicator ที่นิยมใช้ร่วมกับ Elliott Wave Theory ได้แก่ Fibonacci Retracement, RSI, MACD, Stochastic Oscillator, และ Moving Averages ครับ แต่สิ่งที่ต้องจำไว้คือ Indicator เป็นแค่เครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้เราทำกำไรได้เสมอไปครับ ต้องใช้ Indicator ร่วมกับความรู้ความเข้าใจใน Elliott Wave Theory และ Price Action ด้วยเสมอครับ
Elliott Wave Theory เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานแบบไหน?
Elliott Wave Theory เหมาะกับคนที่มีพื้นฐาน Technical Analysis ที่ดีครับ เพราะมันเป็นทฤษฎีที่ค่อนข้างซับซ้อน และต้องใช้ความเข้าใจในเรื่อง Price Action, Chart Patterns, และ Indicator ต่างๆ พอสมควรครับ ถ้าคุณยังไม่มีพื้นฐาน Technical Analysis ที่ดี ผมแนะนำให้คุณศึกษาเรื่องพื้นฐานก่อน แล้วค่อยมาเรียนรู้ Elliott Wave Theory ครับ นอกจากนี้ Elliott Wave Theory ยังเหมาะกับคนที่ใจเย็น มีความอดทน และพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลาครับ เพราะมันเป็นทฤษฎีที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน และต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอครับ
สรุป
Elliott Wave Theory เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการวิเคราะห์ตลาดครับ มันช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างของตลาด และคาดการณ์ทิศทางของราคาได้แม่นยำขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจำไว้คือ Elliott Wave Theory ไม่ใช่ Holy Grail ที่จะทำให้เราทำกำไรได้ง่ายๆ ครับ มันเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งที่เราต้องใช้ร่วมกับความรู้ความเข้าใจอื่นๆ (เช่น Technical Analysis, Fundamental Analysis, Risk Management) และประสบการณ์ในการเทรดครับ
การเรียนรู้ Elliott Wave Theory ต้องใช้เวลาและความอดทนครับ อย่าท้อแท้ถ้าคุณนับคลื่นผิดพลาดบ่อยๆ ในช่วงแรกๆ ให้ถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้นครับ นอกจากนี้ การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และการ Review Chart บ่อยๆ ก็จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะในการนับคลื่นได้ดีขึ้นครับ ลองเอา Fibonacci Retracement, RSI, และเส้นแนวโน้มไปใช้ควบคู่กัน จะช่วยให้เห็นภาพรวมได้ดีขึ้นครับ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรดคือการบริหารความเสี่ยงครับ ไม่ว่าคุณจะใช้ Elliott Wave Theory หรือเครื่องมืออื่นๆ ในการวิเคราะห์ตลาด คุณต้องกำหนด Stop Loss เสมอ และอย่าเสี่ยงเงินมากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้งครับ ผมแนะนำให้เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้งครับ นอกจากนี้ คุณควรมีแผนการเทรดที่ชัดเจน และปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างเคร่งครัดครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากข้อคิดไว้ว่า การเทรดเป็น Marathon ไม่ใช่ Sprint ครับ อย่าใจร้อน และอย่าพยายามรวยเร็ว ให้เน้นที่การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แล้วผลลัพธ์ที่ดีจะตามมาเองครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรดนะครับ!
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
ตลอด 20 ปีที่ผมคลุกคลีอยู่ในตลาด Forex และ Gold ผมได้เห็นเทรดเดอร์มากมายที่พยายามทำความเข้าใจและใช้ Elliott Wave Theory ในการเทรด บางคนประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ในขณะที่บางคนก็ต้องเผชิญกับความผิดหวัง ผมจึงอยากจะแชร์ Tips ที่ได้จากการเรียนรู้และประสบการณ์จริง เพื่อเป็นแนวทางให้กับเทรดเดอร์ที่สนใจ Elliott Wave Theory ครับ
1. อย่าพยายาม “บังคับ” คลื่น
นี่เป็นข้อผิดพลาดที่ผมเห็นบ่อยที่สุด! เทรดเดอร์หลายคนพยายาม “ยัด” กราฟให้เข้ากับ Elliott Wave โดยไม่สนใจว่าโครงสร้างราคาจริง ๆ เป็นอย่างไร พวกเขาจะพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนว่าคลื่นนั้นเป็นคลื่นนี้ แม้ว่าราคาจะไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องปล่อยให้ราคา “บอก” เราว่าคลื่นเป็นอย่างไร ไม่ใช่พยายาม “บอก” ราคาว่ามันควรจะเป็นคลื่นอะไร
ผมเคยเจอเคสตอนปี 2015 ที่พยายามนับ Elliott Wave ในคู่เงิน EURUSD ตอนนั้นผม “เชื่อ” ว่ามันกำลังอยู่ในคลื่น 5 แต่ราคาก็ไม่ยอมขึ้นไปทำ New High สักที สุดท้ายผมก็ดันทุรังเทรด Buy ต่อไปเรื่อย ๆ จนขาดทุนไปเยอะมาก บทเรียนที่ได้คือ อย่าดันทุรัง! ถ้าคลื่นที่เรานับมัน “แปลก ๆ” หรือไม่ Make Sense ก็ให้พักก่อน แล้วค่อยกลับมาดูใหม่ด้วยมุมมองที่เป็นกลางมากขึ้นครับ
2. มองภาพใหญ่เสมอ
Elliott Wave Theory เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็ต้องใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ภาพรวมของตลาดด้วย อย่าจมอยู่กับการนับคลื่นใน Timeframe เล็ก ๆ จนลืมมองภาพใหญ่ใน Timeframe ที่ใหญ่กว่า เช่น Daily หรือ Weekly การวิเคราะห์ Multi-Timeframe จะช่วยให้เราเข้าใจ Context ของตลาดได้ดีขึ้น และทำให้การนับคลื่นมีความแม่นยำมากขึ้น
ลองคิดดูนะ ถ้าเรากำลังนับคลื่นใน Timeframe 1 ชั่วโมง แต่ใน Timeframe Daily ราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่ง การคาดหวังว่าราคาจะขึ้นไปทำ New High ในคลื่น 5 ก็อาจจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ดังนั้น การมองภาพใหญ่จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้นครับ
3. Fibonacci คือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ
Fibonacci Retracement และ Fibonacci Extension เป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการยืนยันการนับคลื่น Elliott Wave โดยปกติแล้ว คลื่น 2 มักจะ Retrace ประมาณ 50-61.8% ของคลื่น 1 และคลื่น 4 มักจะ Retrace ประมาณ 38.2% ของคลื่น 3 ส่วนคลื่น 5 มักจะมีเป้าหมายอยู่ที่ 161.8% ของคลื่น 1-3 หรืออาจจะยาวกว่านั้น การใช้ Fibonacci จะช่วยให้เราคาดการณ์เป้าหมายราคาที่เป็นไปได้ และวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผมแนะนำให้ใช้ Fibonacci ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ Price Action และ Indicator อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเทรด เช่น ถ้าเราคาดว่าคลื่น 2 จะ Retrace ไปที่ระดับ 61.8% ของคลื่น 1 เราก็อาจจะรอให้เกิด Price Action Reversal Pattern บริเวณนั้นก่อน แล้วค่อยเข้าเทรด Buy เพื่อเป็นการยืนยันว่าราคาจะกลับตัวขึ้นจริง ๆ ครับ
4. อย่ากลัวที่จะ “ผิด”
ไม่มีใครสามารถนับคลื่น Elliott Wave ได้ถูกต้อง 100% แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดก็ยังต้องเจอกับการนับคลื่นที่ผิดพลาด สิ่งสำคัญคืออย่ากลัวที่จะ “ผิด” และเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น เมื่อเรานับคลื่นผิดพลาด ให้ลองวิเคราะห์ดูว่าทำไมเราถึงผิดพลาด และเราจะปรับปรุงการนับคลื่นของเราได้อย่างไร การเรียนรู้จากความผิดพลาดจะช่วยให้เราพัฒนาทักษะการนับคลื่นได้อย่างรวดเร็ว
ผมเคยนับคลื่นผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน! แต่ทุกครั้งที่ผมผิดพลาด ผมจะพยายามวิเคราะห์ว่าทำไมผมถึงผิดพลาด และผมจะปรับปรุงวิธีการนับคลื่นของผมอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมี Mindset ที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะเรียนรู้เสมอ
5. RSI ช่วยยืนยัน Divergence
RSI (Relative Strength Index) เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการยืนยัน Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มปัจจุบันอาจจะกำลังอ่อนแรงลง Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำ New High (หรือ New Low) แต่ RSI ไม่ได้ทำ New High (หรือ New Low) ตามไปด้วย Divergence มักจะเกิดขึ้นในคลื่น 5 หรือคลื่น C ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาอาจจะกำลังจะกลับตัว
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังนับคลื่น Elliott Wave และเราสังเกตเห็นว่าราคาทำ New High ในคลื่น 5 แต่ RSI ไม่ได้ทำ New High ตามไปด้วย นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังอ่อนแรงลง และราคาอาจจะกำลังจะกลับตัวลง เราอาจจะพิจารณา Take Profit หรือเตรียมตัว Short เมื่อเห็นสัญญาณยืนยันเพิ่มเติมครับ
6. ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
การเรียนรู้ Elliott Wave Theory ต้องใช้เวลาและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ อย่าคาดหวังว่าจะเข้าใจทุกอย่างได้ในชั่วข้ามคืน ให้เริ่มจากการศึกษาทฤษฎีพื้นฐาน และฝึกฝนการนับคลื่นบนกราฟจริงอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งเราฝึกฝนมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเข้าใจ Elliott Wave Theory มากขึ้นเท่านั้น
ผมแนะนำให้เริ่มจากการนับคลื่นใน Timeframe ที่ใหญ่ก่อน เช่น Daily หรือ Weekly เมื่อเราคุ้นเคยกับการนับคลื่นใน Timeframe ใหญ่แล้ว ค่อยลองนับคลื่นใน Timeframe ที่เล็กลง เช่น 4 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมง การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราพัฒนาทักษะการนับคลื่นได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เราสามารถใช้ Elliott Wave Theory ในการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
7. อย่าเชื่อทุกอย่างที่อ่าน
มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ Elliott Wave Theory บนอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่อ่านนั้นถูกต้อง บางครั้งข้อมูลอาจจะล้าสมัย หรืออาจจะไม่ถูกต้องตามหลักการของ Elliott Wave Theory สิ่งสำคัญคือต้องมีวิจารณญาณในการอ่านข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนที่จะนำไปใช้
ผมแนะนำให้อ่านหนังสือและบทความจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเปรียบเทียบข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่มหรือฟอรัมที่พูดคุยเกี่ยวกับ Elliott Wave Theory ก็เป็นวิธีที่ดีในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้กับเทรดเดอร์คนอื่น ๆ ครับ
8. ปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณ
Elliott Wave Theory เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่น และสามารถปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของแต่ละคนได้ ไม่ว่าคุณจะเป็น Day Trader, Swing Trader หรือ Position Trader คุณก็สามารถใช้ Elliott Wave Theory เพื่อช่วยในการตัดสินใจเทรดได้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง และปรับใช้ Elliott Wave Theory ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเอง
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็น Day Trader คุณอาจจะใช้ Elliott Wave Theory ใน Timeframe เล็ก ๆ เพื่อหาโอกาสในการทำกำไรระยะสั้น แต่ถ้าคุณเป็น Position Trader คุณอาจจะใช้ Elliott Wave Theory ใน Timeframe ใหญ่ ๆ เพื่อหาแนวโน้มระยะยาว และถือ Position เป็นเวลานาน การปรับใช้ Elliott Wave Theory ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของตัวเองจะช่วยให้คุณเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอครับ
FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
H3: Elliott Wave Theory เหมาะกับตลาดแบบไหน?
Elliott Wave Theory เหมาะกับตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน และมี Volatility พอสมควร เพราะ Elliott Wave Theory จะช่วยให้เราสามารถระบุจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของแนวโน้ม รวมถึงคาดการณ์เป้าหมายราคาที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม Elliott Wave Theory อาจจะไม่เหมาะกับตลาด Sideway หรือตลาดที่มี Volatility ต่ำ เพราะการนับคลื่นในตลาดแบบนี้อาจจะทำได้ยาก และมีความแม่นยำต่ำ
ผมเคยลองใช้ Elliott Wave Theory ในการเทรดช่วงตลาด Sideway ปรากฏว่าผลลัพธ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะการนับคลื่นมันค่อนข้างกำกวม และราคาไม่ค่อยเป็นไปตามที่คาดการณ์ ผมเลยสรุปว่า Elliott Wave Theory จะ Work ได้ดีที่สุดในตลาดที่เป็นเทรนด์ชัดเจนครับ
H3: ต้องใช้ Timeframe ไหนในการนับคลื่น?
ไม่มี Timeframe ที่ “ดีที่สุด” ในการนับคลื่น Elliott Wave Timeframe ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและเป้าหมายของแต่ละคน โดยทั่วไปแล้ว Day Trader อาจจะใช้ Timeframe 15 นาที, 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ส่วน Swing Trader อาจจะใช้ Timeframe 4 ชั่วโมง หรือ Daily และ Position Trader อาจจะใช้ Timeframe Daily หรือ Weekly สิ่งสำคัญคือต้องเลือก Timeframe ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเอง และวิเคราะห์ Multi-Timeframe เพื่อให้ได้ภาพรวมของตลาดที่ชัดเจน
ส่วนตัวผมชอบใช้ Timeframe Daily และ 4 ชั่วโมงในการวิเคราะห์ Elliott Wave เพราะมันช่วยให้ผมเห็นภาพรวมของตลาดได้ดี และสามารถระบุแนวโน้มระยะกลางและระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังดู Timeframe ที่เล็กลง เช่น 1 ชั่วโมง หรือ 15 นาที เพื่อหาจังหวะในการเข้าเทรดที่แม่นยำครับ
H3: มี Indicator ตัวไหนที่ใช้ควบคู่กับ Elliott Wave Theory ได้ดีบ้าง?
มี Indicator หลายตัวที่สามารถใช้ควบคู่ไปกับ Elliott Wave Theory เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเทรด เช่น Fibonacci Retracement, Fibonacci Extension, RSI, MACD และ Moving Average Fibonacci Retracement และ Fibonacci Extension ใช้ในการคาดการณ์เป้าหมายราคาที่เป็นไปได้ RSI ใช้ในการยืนยัน Divergence MACD ใช้ในการยืนยันแนวโน้ม และ Moving Average ใช้ในการระบุแนวรับแนวต้าน
ผมชอบใช้ Fibonacci และ RSI ควบคู่ไปกับ Elliott Wave Theory เพราะมันช่วยให้ผมยืนยันการนับคลื่น และคาดการณ์เป้าหมายราคาที่เป็นไปได้ ผมมักจะรอให้ราคา Retrace ไปที่ระดับ Fibonacci ที่สำคัญ เช่น 50% หรือ 61.8% ก่อนที่จะเข้าเทรด และผมจะใช้ RSI เพื่อยืนยันว่าราคาไม่ได้อยู่ใน Overbought หรือ Oversold Zone ครับ
H3: Elliott Wave Theory มีข้อเสียอะไรบ้าง?
ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ Elliott Wave Theory คือมันค่อนข้าง Subjective และตีความได้หลากหลาย การนับคลื่นอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน นอกจากนี้ Elliott Wave Theory ยังไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอนในการเกิดคลื่นแต่ละคลื่นได้ และอาจจะเกิด False Signal ได้บ่อยครั้ง ดังนั้น การใช้ Elliott Wave Theory ควรใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ๆ และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ผมเคยเจอประสบการณ์ที่นับคลื่น Elliott Wave ผิดพลาด และทำให้ขาดทุนไปเยอะมาก เพราะผม “เชื่อ” ในการนับคลื่นของผมมากเกินไป และไม่ได้บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม บทเรียนที่ได้คือ อย่า “เชื่อ” ในการวิเคราะห์ใด ๆ มากเกินไป และให้บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดเสมอครับ
| ข้อดีของ Elliott Wave Theory | ข้อเสียของ Elliott Wave Theory |
|---|---|
| ช่วยระบุจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของแนวโน้ม | ค่อนข้าง Subjective และตีความได้หลากหลาย |
| ช่วยคาดการณ์เป้าหมายราคาที่เป็นไปได้ | ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอนในการเกิดคลื่น |
| ช่วยยืนยัน Divergence และสัญญาณการกลับตัว | อาจจะเกิด False Signal ได้บ่อยครั้ง |
| สามารถปรับใช้ได้กับหลาย Timeframe และสไตล์การเทรด | ต้องใช้เวลาและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอในการเรียนรู้ |
Elliott Wave: เจาะลึกกฎและข้อควรระวังในการนับคลื่น
การนับคลื่น Elliott Wave ไม่ใช่แค่การมองหา patterns ที่สวยงาม แต่ต้องเข้าใจกฎและข้อควรระวังต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ กฎพื้นฐานที่สำคัญคือคลื่น 2 ห้าม retracement เกินจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 และคลื่น 4 ห้ามเข้าไปในพื้นที่ราคาของคลื่น 1 กฎเหล่านี้เป็นเหมือน “red flags” ที่เตือนว่าการนับคลื่นของคุณอาจผิดพลาด
นอกจากกฎแล้ว ยังมีข้อควรระวังที่เทรดเดอร์มักพลาด เช่น การสับสนระหว่าง impulse waves และ corrective waves impulse waves จะมีลักษณะที่ชัดเจนกว่า corrective waves ที่ซับซ้อนกว่า การระบุ corrective waves ผิดพลาดอาจนำไปสู่การคาดการณ์ทิศทางที่ผิดพลาดได้
Case Study: ลองพิจารณากราฟ EURUSD ในช่วงต้นปี 2024 สมมติว่าเราเห็น impulse wave ขึ้นไป 5 คลื่น หลังจากนั้นราคาเริ่มปรับตัวลง หากเรานับว่าการปรับตัวลงนี้เป็นคลื่น 2 แต่ราคา retracement เกินจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 นั่นหมายความว่าการนับคลื่นของเราผิดพลาด เราอาจต้องพิจารณา alternative count อื่นๆ หรือรอให้เกิด patterns ที่ชัดเจนกว่านี้ก่อนตัดสินใจ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเทรด XAUUSD ในช่วงกลางปี 2025 สมมติว่าเราเห็น impulse wave ลงมา 5 คลื่น และกำลังรอการปรับตัวขึ้นของคลื่น 4 หากเรานับว่าการปรับตัวขึ้นนี้เป็นคลื่น 4 แต่ราคาทะลุเข้าไปในพื้นที่ราคาของคลื่น 1 นั่นหมายความว่าการนับคลื่นของเราผิดพลาด เราอาจต้องพิจารณาว่า impulse wave ที่เราเห็นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ corrective pattern ที่ใหญ่กว่า หรืออาจต้องรอให้เกิด impulse wave ที่ชัดเจนกว่านี้ก่อนตัดสินใจ
การเข้าใจกฎและข้อควรระวังเหล่านี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ Elliott Wave ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการเทรดตาม patterns ที่ผิดพลาด อย่าลืมว่าการฝึกฝนและการสังเกตกราฟอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทักษะการนับคลื่นของคุณ
Fibonacci Ratios: เครื่องมือเสริมความแม่นยำในการคาดการณ์
Fibonacci ratios เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการยืนยันและคาดการณ์เป้าหมายราคาใน Elliott Wave Theory Fibonacci retracement levels มักใช้เพื่อคาดการณ์จุดสิ้นสุดของ corrective waves เช่น คลื่น 2 และคลื่น 4 ในขณะที่ Fibonacci extension levels มักใช้เพื่อคาดการณ์เป้าหมายราคาของ impulse waves เช่น คลื่น 3 และคลื่น 5
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักใช้ Fibonacci levels เหล่านี้ร่วมกับ Elliott Wave เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น หากเราคาดการณ์ว่าคลื่น 2 จะสิ้นสุดที่ระดับ Fibonacci retracement 61.8% เราจะรอให้เกิดสัญญาณกลับตัวที่ระดับนี้ก่อนที่จะเข้าเทรด long หรือหากเราคาดการณ์ว่าคลื่น 5 จะมีเป้าหมายที่ระดับ Fibonacci extension 161.8% เราจะใช้ระดับนี้เป็นเป้าหมายในการทำกำไร
Case Study: ลองพิจารณากราฟ GBPUSD ในช่วงปลายปี 2024 สมมติว่าเราเห็น impulse wave ขึ้นไป 5 คลื่น และกำลังรอการปรับตัวลงของคลื่น 2 หากเราใช้ Fibonacci retracement และพบว่าระดับ 50% อยู่ที่ราคา 1.2500 และระดับ 61.8% อยู่ที่ราคา 1.2450 เราจะรอให้ราคาลงมาใกล้เคียงกับระดับเหล่านี้ และมองหาสัญญาณกลับตัว เช่น bullish engulfing pattern หรือ divergence ใน RSI ก่อนที่จะเข้าเทรด long โดยมี stop loss ที่ต่ำกว่าระดับ 61.8% เล็กน้อย
อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเทรด USDJPY ในช่วงต้นปี 2025 สมมติว่าเราเห็น impulse wave ลงมา 5 คลื่น และกำลังคาดการณ์เป้าหมายของคลื่น 5 โดยใช้ Fibonacci extension หากเราพบว่าระดับ 161.8% อยู่ที่ราคา 145.00 เราจะใช้ระดับนี้เป็นเป้าหมายในการทำกำไร หากเราเข้าเทรด short ที่ราคา 148.00 โดยมี stop loss ที่ราคา 148.50 เราจะตั้ง take profit ที่ราคา 145.00 เพื่อให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ Elliott Wave และ Fibonacci
การใช้ Fibonacci ratios ร่วมกับ Elliott Wave จะช่วยให้คุณกำหนดจุดเข้าเทรด จุด stop loss และจุด take profit ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเทรดตาม Elliott Wave patterns อย่าลืมว่า Fibonacci levels ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ที่แม่นยำ 100% แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ของคุณ
Real-World Case Studies: Elliott Wave ในตลาดจริง
การเรียนรู้ Elliott Wave ไม่ได้จบแค่การอ่านทฤษฎีและการดูตัวอย่างในตำรา แต่ต้องฝึกฝนการวิเคราะห์กราฟจริงในตลาดจริง เพื่อให้เข้าใจถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้
Case Study 1: Bitcoin (BTCUSD) ในปี 2021: ในช่วงต้นปี 2021 Bitcoin มีการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งสามารถนับเป็น impulse wave ที่มีคลื่น 1, 2, 3, 4, และ 5 ได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้นราคาเริ่มปรับตัวลง ซึ่งสามารถนับเป็น corrective wave ที่มีคลื่น A, B, และ C ได้เช่นกัน การวิเคราะห์ Elliott Wave ช่วยให้เทรดเดอร์คาดการณ์การปรับตัวลงของ Bitcoin ได้ล่วงหน้า และเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าซื้อเมื่อราคาลงมาถึงระดับ Fibonacci retracement ที่สำคัญ
Case Study 2: Apple (AAPL) ในปี 2022: ในช่วงกลางปี 2022 หุ้น Apple มีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถนับเป็น corrective wave ที่ซับซ้อนได้ การวิเคราะห์ Elliott Wave ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจว่าการปรับตัวลงนี้เป็นเพียง corrective phase และคาดการณ์การกลับตัวขึ้นของราคาในอนาคตได้ เมื่อราคาเริ่มสร้าง impulse wave ขึ้นไป เทรดเดอร์สามารถเข้าซื้อหุ้น Apple โดยมีเป้าหมายที่ระดับ Fibonacci extension ที่สำคัญ
Case Study 3: ราคาน้ำมัน (Crude Oil) ในปี 2023: ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงในช่วงปี 2023 เนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น สงคราม ความต้องการพลังงาน และนโยบายของ OPEC การวิเคราะห์ Elliott Wave ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจถึง cycles ของราคาน้ำมัน และคาดการณ์ทิศทางในระยะสั้นและระยะยาวได้ ตัวอย่างเช่น หากเราเห็น impulse wave ขึ้นไป 5 คลื่น เราอาจคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่หากเราเห็น corrective wave ที่ซับซ้อน เราอาจคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว
Case Study 4: ทองคำ (XAUUSD) ในปี 2024: ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน การวิเคราะห์ Elliott Wave ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจถึง cycles ของราคาทองคำ และคาดการณ์ทิศทางในระยะสั้นและระยะยาวได้ ตัวอย่างเช่น หากเราเห็น impulse wave ขึ้นไป 5 คลื่น เราอาจคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่หากเราเห็น corrective wave ที่ซับซ้อน เราอาจคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว สมมติว่าเราเทรด XAUUSD lot 0.05 ที่ราคา 2300 โดยมี stop loss ที่ 2290 (10 จุด) หากราคาลงมาชน stop loss เราจะขาดทุน $50
การศึกษา case studies เหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของการนำ Elliott Wave ไปประยุกต์ใช้ในตลาดจริง และพัฒนาทักษะการวิเคราะห์กราฟของคุณ อย่าลืมว่าไม่มีวิธีการวิเคราะห์ใดที่แม่นยำ 100% แต่การใช้ Elliott Wave ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ จะช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ของคุณ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Elliott Wave
Elliott Wave ใช้ได้กับทุกตลาดและทุก Timeframe จริงหรือไม่?
Elliott Wave Theory เป็นทฤษฎีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับตลาดและ Timeframe ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น, Forex, สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Cryptocurrency ตั้งแต่ Timeframe รายนาทีไปจนถึงรายเดือน อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพและความแม่นยำของ Elliott Wave อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของตลาดและ Timeframe ที่ใช้
ในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง เช่น Forex major pairs (EURUSD, GBPUSD, USDJPY) Elliott Wave มักจะแสดง patterns ที่ชัดเจนและง่ายต่อการวิเคราะห์มากกว่า ในขณะที่ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำหรือมีความผันผวนสูง เช่น หุ้นขนาดเล็กหรือ Cryptocurrency บางสกุล Elliott Wave อาจแสดง patterns ที่ซับซ้อนและยากต่อการตีความ
นอกจากนี้ Timeframe ที่ใช้ก็มีผลต่อความแม่นยำของ Elliott Wave ด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว Timeframe ที่ใหญ่กว่า เช่น รายวันหรือรายสัปดาห์ มักจะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือมากกว่า Timeframe ที่เล็กกว่า เช่น รายนาทีหรือรายชั่วโมง เนื่องจาก Timeframe ที่ใหญ่กว่าจะช่วยลด noise และ false signals ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น
ดังนั้น การเลือกตลาดและ Timeframe ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ Elliott Wave อย่างมีประสิทธิภาพ เทรดเดอร์ควรพิจารณาถึงลักษณะของตลาด สภาพคล่อง ความผันผวน และประสบการณ์ของตนเอง ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ Elliott Wave ในการวิเคราะห์และตัดสินใจเทรด
ต้องใช้ Indicators อื่นๆ ประกอบด้วยหรือไม่?
การใช้ Elliott Wave เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการตัดสินใจเทรด เนื่องจาก Elliott Wave เป็นทฤษฎีที่ subjective และอาจมีการตีความที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การใช้ Indicators หรือเครื่องมือทางเทคนิคอื่นๆ ประกอบด้วย จะช่วยยืนยันสัญญาณและเพิ่มความมั่นใจในการวิเคราะห์ของคุณ
Indicators ที่นิยมใช้ร่วมกับ Elliott Wave ได้แก่:
- Fibonacci retracement and extension: ใช้เพื่อหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ และคาดการณ์เป้าหมายราคาของคลื่นต่างๆ
- Moving averages: ใช้เพื่อระบุแนวโน้ม และหาจุดตัดของเส้นค่าเฉลี่ยเพื่อยืนยันสัญญาณการกลับตัว
- RSI and MACD: ใช้เพื่อวัด momentum และหา divergence เพื่อยืนยันสัญญาณการกลับตัว
- Volume: ใช้เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม และหา volume spikes เพื่อยืนยันสัญญาณการ breakout
นอกจาก Indicators แล้ว Price Action patterns เช่น candlestick patterns หรือ chart patterns ก็สามารถใช้ร่วมกับ Elliott Wave เพื่อยืนยันสัญญาณและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ของคุณได้ ตัวอย่างเช่น หากเราเห็น bullish engulfing pattern ที่ระดับ Fibonacci retracement 61.8% หลังจากที่ราคาได้สร้าง impulse wave ขึ้นไป 5 คลื่น เราอาจตีความว่านี่เป็นสัญญาณการเริ่มต้นของคลื่น 3 และเข้าเทรด long โดยมี stop loss ที่ต่ำกว่า bullish engulfing pattern
การเลือก Indicators และ Price Action patterns ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความชอบส่วนบุคคลของแต่ละเทรดเดอร์ เทรดเดอร์ควรทดลองใช้ Indicators และ Price Action patterns ต่างๆ และเลือกใช้เฉพาะ Indicators และ Price Action patterns ที่ให้สัญญาณที่สอดคล้องกับ Elliott Wave และช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ของตนเอง
มีวิธีฝึกฝนการนับคลื่นให้แม่นยำขึ้นได้อย่างไร?
การฝึกฝนการนับคลื่น Elliott Wave ให้แม่นยำขึ้นต้องอาศัยความอดทน การสังเกต และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จในเรื่องนี้ แต่มีวิธีการฝึกฝนที่สามารถช่วยให้คุณพัฒนาทักษะการนับคลื่นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1. ศึกษาทฤษฎีและกฎเกณฑ์อย่างละเอียด: เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจทฤษฎี Elliott Wave อย่างละเอียด รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น กฎของคลื่น 2 และคลื่น 4 และ guidelines ต่างๆ เช่น alternation และ equality การเข้าใจทฤษฎีและกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการนับคลื่นอย่างถูกต้อง
2. ฝึกฝนการนับคลื่นบนกราฟจริง: หลังจากที่เข้าใจทฤษฎีและกฎเกณฑ์แล้ว ให้เริ่มฝึกฝนการนับคลื่นบนกราฟจริง โดยเริ่มต้นจากกราฟที่มี patterns ที่ชัดเจนและง่ายต่อการวิเคราะห์ เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยกับการนับคลื่นแล้ว ให้ลองนับคลื่นบนกราฟที่มี patterns ที่ซับซ้อนและยากต่อการตีความมากขึ้น
3. ใช้เครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์: ใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Fibonacci retracement and extension, trendlines, และ channels เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และยืนยันการนับคลื่นของคุณ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณระบุระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ และคาดการณ์เป้าหมายราคาของคลื่นต่างๆ
4. เรียนรู้จากผู้อื่น: เข้าร่วมกลุ่มสนทนาหรือฟอรัมออนไลน์ที่เกี่ยวกับ Elliott Wave และเรียนรู้จากประสบการณ์ของเทรดเดอร์คนอื่นๆ อ่านบทวิเคราะห์และ case studies ที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ Elliott Wave และเปรียบเทียบการนับคลื่นของคุณกับการนับคลื่นของพวกเขา
5. บันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรด: บันทึกการนับคลื่นและการตัดสินใจเทรดของคุณ และวิเคราะห์ผลการเทรดของคุณอย่างสม่ำเสมอ ระบุจุดแข็งและจุดอ่อนในการนับคลื่นของคุณ และปรับปรุงวิธีการของคุณตามผลการวิเคราะห์
Elliott Wave มีข้อเสียหรือข้อจำกัดอะไรบ้าง?
แม้ว่า Elliott Wave Theory จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ตลาด แต่ก็มีข้อเสียและข้อจำกัดบางประการที่เทรดเดอร์ควรทราบ:
1. Subjectivity: Elliott Wave เป็นทฤษฎีที่ subjective และอาจมีการตีความที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การนับคลื่นอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ และมุมมองของแต่ละเทรดเดอร์ ทำให้การวิเคราะห์ Elliott Wave ไม่แม่นยำเสมอไป
2. Complexity: Elliott Wave เป็นทฤษฎีที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ การนำ Elliott Wave ไปประยุกต์ใช้ในตลาดจริงอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
3. Time-consuming: การวิเคราะห์ Elliott Wave ต้องใช้เวลาและความอดทนในการนับคลื่นและยืนยัน patterns การติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดและปรับปรุงการนับคลื่นอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ Elliott Wave อย่างมีประสิทธิภาพ
4. Not always accurate: Elliott Wave ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ที่แม่นยำ 100% และไม่สามารถรับประกันผลกำไรได้เสมอไป ตลาดอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของ Elliott Wave ทำให้การเทรดตาม Elliott Wave อาจมีความเสี่ยง
5. Lack of clear entry and exit signals: Elliott Wave ไม่ได้ให้สัญญาณการเข้าเทรดและออกเทรดที่ชัดเจน เทรดเดอร์ต้องใช้ Indicators หรือเครื่องมือทางเทคนิคอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อยืนยันสัญญาณและกำหนดจุดเข้าเทรดและออกเทรดที่เหมาะสม
ดังนั้น เทรดเดอร์ควรใช้ Elliott Wave อย่างระมัดระวังและตระหนักถึงข้อจำกัดของทฤษฎีนี้ การใช้ Elliott Wave ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการเทรดให้ประสบความสำเร็จ







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文