Divergence คืออะไร วิธีหา Bullish และ Bearish Divergence
ในโลกของการลงทุน Forex ความเข้าใจในแนวโน้มของราคาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์แนวโน้มราคาได้ คือ Divergence หรือการตรวจสอบความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาและดัชนีที่เกี่ยวข้อง ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจ Divergence อย่างลึกซึ้ง รวมถึงวิธีการระบุ Bullish และ Bearish Divergence ที่สำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน

Divergence คืออะไร
Divergence คือความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาและดัชนีที่เกี่ยวข้อง เช่น ดัชนี RSI (Relative Strength Index) หรือดัชนี MACD (Moving Average Convergence Divergence) โดยทั่วไปเมื่อราคาสินทรัพย์ขึ้นแต่ดัชนีเหล่านี้กลับแสดงสัญญาณลดลง ก็จะถือว่าเกิด Bearish Divergence ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาจะปรับตัวลงในอนาคต ในทางกลับกัน เมื่อราคาลดลงแต่ดัชนีแสดงสัญญาณที่เพิ่มขึ้น ก็จะถือว่าเกิด Bullish Divergence ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นในอนาคต
วิธีการหา Bullish และ Bearish Divergence
Bullish Divergence
การระบุ Bullish Divergence มีขั้นตอนดังนี้:
- พิจารณาแนวโน้มของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมองว่าราคามีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
- พิจารณาแนวโน้มของดัชนีที่เกี่ยวข้อง เช่น RSI หรือ MACD ในช่วงเวลาเดียวกัน และสังเกตว่าดัชนีเหล่านี้กลับแสดงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
- เมื่อราคาสร้างจุดต่ำใหม่ (Lower Low) แต่ดัชนีสร้างจุดต่ำที่สูงกว่า (Higher Low) ก็ถือว่าเกิด Bullish Divergence
- ทั้งนี้ควรพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ เช่น RSI ลดลงต่ำกว่า 30 แล้วกลับเพิ่มขึ้น หรือ MACD ตัดเส้น Signal Line จากด้านล่างขึ้นมา
Bearish Divergence
การระบุ Bearish Divergence มีขั้นตอนดังนี้:
- พิจารณาแนวโน้มของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมองว่าราคามีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- พิจารณาแนวโน้มของดัชนีที่เกี่ยวข้อง เช่น RSI หรือ MACD ในช่วงเวลาเดียวกัน และสังเกตว่าดัชนีเหล่านี้กลับแสดงแนวโน้มที่ลดลง
- เมื่อราคาสร้างจุดสูงใหม่ (Higher High) แต่ดัชนีสร้างจุดสูงที่ต่ำกว่า (Lower High) ก็ถือว่าเกิด Bearish Divergence
- ทั้งนี้ควรพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ เช่น RSI เพิ่มขึ้นสูงกว่า 70 แล้วกลับลดลง หรือ MACD ตัดเส้น Signal Line จากด้านบนลงมา
ตัวอย่างการใช้งาน Divergence
มาดูตัวอย่างการใช้ Divergence ในการวิเคราะห์คู่สกุลเงิน EUR/USD กัน โดยเราจะใช้ RSI เป็นดัชนีอ้างอิง
จากแผนภูมิ EUR/USD ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เราจะเห็นว่าราคาสินทรัพย์สร้างจุดสูงใหม่ที่ระดับ 1.2250 แต่ดัชนี RSI กลับไม่สามารถสร้างจุดสูงใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งเป็น Bearish Divergence สัญญาณบ่งชี้ว่าราคาอาจจะปรับตัวลงในอนาคต
ในทางกลับกัน หากเราสังเกตเห็นว่าราคาสินทรัพย์สร้างจุดต่ำใหม่ แต่ดัชนี RSI กลับสร้างจุดต่ำที่สูงกว่าจุดต่ำก่อนหน้านี้ ก็จะถือว่าเป็น Bullish Divergence สัญญาณบ่งชี้ว่าราคาอาจจะปรับตัวขึ้นในอนาคต
ข้อควรระวังเมื่อใช้ Divergence
แม้ว่า Divergence จะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ แต่นักลงทุนก็ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจ นโยบายทางการเงิน และข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อราคา เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมีความรอบคอบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาและดัชนีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก Divergence อาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องเลือกใช้ Divergence ที่มีนัยสำคัญและสอดคล้องกับปัจจัยอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจ
FAQ
1. Divergence เกิดขึ้นได้กี่แบบ?
Divergence สามารถเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ Bullish Divergence และ Bearish Divergence โดยจะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์และดัชนีที่นำมาเปรียบเทียบ เช่น RSI หรือ MACD
2. ควรใช้ดัชนีใดในการหา Divergence?
ดัชนีที่นิยมใช้ในการหา Divergence ได้แก่ RSI (Relative Strength Index) และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) เนื่องจากเป็นดัชนีที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มของราคา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถใช้ดัชนีอื่นๆ ที่มีความเหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนของตนเองได้เช่นกัน
3. การใช้ Divergence มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?
ข้อจำกัดของการใช้ Divergence คือ การตีความสัญญาณที่อาจจะคลุมเครือหรือขัดแย้งกัน โดยเฉพาะในตลาดที่มีความผันผวนสูง นอกจากนี้ Divergence อาจเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบการวิเคราะห์เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้น
สรุป
Divergence เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการคาดการณ์แนวโน้มของราคาสินทรัพย์ ผ่านการตรวจสอบความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาและดัชนีที่เกี่ยวข้อง เช่น RSI และ MACD การเข้าใจหลักการและวิธีการระบุ Bullish และ Bearish Divergence จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบคอบและเหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
Keywords: Divergence, Bullish Divergence, Bearish Divergence, RSI, MACD, การลงทุน Forex
เปิดบัญชีกับเรา
