Divergence RSI MACD: คัมภีร์จับจุดกลับตัวแม่นยำ ที่เทรดเดอร์ต้องรู้!
สวัสดีครับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกท่าน! ผม อ.บอม จาก icafeforex.com ครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการเทรด นั่นก็คือเรื่องของ Divergence ครับ! ใครที่อยากเทรดให้แม่นยำขึ้น จับจังหวะเข้าออกออเดอร์ได้คมกริบ ต้องอ่านบทความนี้ให้จบเลยนะครับ ผมบอกเลยว่านี่คือ “คัมภีร์” ที่จะช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในการเทรด Forex/Gold ได้อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
- Divergence RSI MACD: คัมภีร์จับจุดกลับตัวแม่นยำ ที่เทรดเดอร์ต้องรู้!
- พื้นฐานความรู้เรื่อง Divergence: RSI และ MACD
- วิธีใช้งาน Divergence จริง: Case Study และตัวอย่างการเทรด
- เทคนิคขั้นสูงในการใช้ Divergence ร่วมกับ RSI และ MACD
- เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ RSI และ MACD ในการหา Divergence
- ข้อควรระวังในการใช้ Divergence
- ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงในการเทรดด้วย Divergence
- เครื่องมือแนะนำเพื่อเสริมความแม่นยำในการใช้ Divergence
- Case Study จากประสบการณ์จริงของ อ.บอม
- FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Divergence
- สรุป: หัวใจสำคัญของการใช้ Divergence อย่างมีประสิทธิภาพ
- Divergence RSI MACD: วิธีจับจุดกลับตัวแม่นๆ จากประสบการณ์ 20 ปี
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ
- Divergence RSI MACD: วิธีจับจุดกลับตัวแม่นๆ
- RSI Divergence: สัญญาณเตือนก่อนใคร
- MACD Divergence: อีกหนึ่งเครื่องมือจับจังหวะ
Divergence คืออะไร? พูดง่ายๆ คือ สัญญาณ “ขัดแย้ง” ระหว่างราคาและอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่เราใช้กันครับ เช่น RSI (Relative Strength Index) หรือ MACD (Moving Average Convergence Divergence) เมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) หรือจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่ Indicator ไม่ได้ทำตามไปด้วย นั่นแหละครับคือสัญญาณ Divergence ที่กำลังบอกเราว่า “เฮ้! ระวังนะ! ราคาอาจจะกลับตัวแล้วนะ!”
ทำไม Divergence ถึงสำคัญ? เพราะมันช่วยให้เราเห็น “แรงเฉื่อย” ของราคาครับ ลองจินตนาการว่าคุณกำลังวิ่งขึ้นเขาด้วยความเร็วเต็มที่ แต่พอใกล้ถึงยอดเขา คุณเริ่มเหนื่อย แรงเริ่มหมด แต่คุณก็ยังพยายามวิ่งต่อไป ถึงแม้จะช้าลง นั่นแหละครับคือ Divergence! ราคา (เหมือนตัวคุณที่ยังวิ่งขึ้นเขา) ยังคงทำ Higher High แต่ Indicator (เหมือนแรงของคุณ) เริ่มอ่อนแรงลง แสดงว่าแรงซื้อเริ่มหมด และราคาอาจจะกลับตัวลงเมื่อไหร่ก็ได้
ผมขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของผมเลยนะครับ เมื่อปี 2018 ช่วงที่ทองคำ (XAUUSD) กำลังเป็นขาขึ้นอย่างร้อนแรง หลายคนก็คิดว่า “ขึ้นไปอีกแน่นอน!” แต่ผมสังเกตเห็น Bearish Divergence บนกราฟรายวันของ RSI ครับ ราคาทองคำทำ Higher High อย่างต่อเนื่อง แต่ RSI กลับทำ Lower High นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรง ผมเลยตัดสินใจปิดสถานะ Long ที่ถืออยู่ และรอจังหวะเข้า Sell เมื่อราคายืนยันการกลับตัว ผลปรากฏว่าราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงนั้น ใครที่ตามผมมาก็ได้กำไรกันไปเต็มๆ ครับ
สถิติที่น่าสนใจนะครับ จากการ Backtest ที่ผมเคยทำกับ EA (Expert Advisor) JABWANG ของผม พบว่าการใช้ Divergence ร่วมกับ Price Action สามารถเพิ่มความแม่นยำในการเทรดได้ถึง 15-20% เลยทีเดียว! นั่นหมายความว่าถ้าคุณเทรดด้วยระบบปกติ แล้วได้กำไร 50% การใช้ Divergence จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรเป็น 65-70% เลยนะครับ! ตรงนี้สำคัญมากนะ!
พื้นฐานความรู้เรื่อง Divergence: RSI และ MACD
RSI Divergence: สัญญาณเตือนการกลับตัวที่แม่นยำ
RSI (Relative Strength Index) เป็น Indicator ที่วัดความแข็งแกร่งของราคา โดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยทั่วไปแล้ว ค่าที่สูงกว่า 70 จะบ่งบอกว่าราคาอยู่ในภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) และค่าที่ต่ำกว่า 30 จะบ่งบอกว่าราคาอยู่ในภาวะ Oversold (ขายมากเกินไป) แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการใช้ RSI เพื่อหา Divergence ครับ
Bullish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำ Lower Low แต่ RSI กลับทำ Higher Low นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแรงขายเริ่มอ่อนแรง และราคาอาจจะกลับตัวขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาทองคำลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 1800 แต่ RSI กลับไม่ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ กลับยกตัวสูงขึ้น นั่นคือสัญญาณ Bullish Divergence ที่บอกเราว่า “เฮ้! ทองคำอาจจะขึ้นแล้วนะ!”
Bearish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำ Higher High แต่ RSI กลับทำ Lower High นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรง และราคาอาจจะกลับตัวลง ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 120 แต่ RSI กลับไม่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ กลับต่ำลง นั่นคือสัญญาณ Bearish Divergence ที่บอกเราว่า “เฮ้! น้ำมันอาจจะลงแล้วนะ!”
ในการใช้งาน RSI Divergence สิ่งที่สำคัญคือการรอสัญญาณยืนยัน (Confirmation) ครับ อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้าออเดอร์ทันทีที่เห็น Divergence เพราะราคาอาจจะยังไม่กลับตัวก็ได้ ควรรอให้ราคา Break แนวต้าน (Resistance) หรือแนวรับ (Support) ที่สำคัญก่อน แล้วค่อยเข้าออเดอร์ตามทิศทางที่ราคา Break ไป ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็น Bullish Divergence แล้ว ราคาทะลุแนวต้านที่ 1820 ขึ้นไปได้ นั่นคือสัญญาณยืนยันว่าทองคำน่าจะขึ้นต่อ เราก็สามารถเข้า Buy ได้ครับ
MACD Divergence: อีกหนึ่งเครื่องมือทรงพลังในการจับจุดกลับตัว
MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็น Indicator ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) สองเส้น โดยมีส่วนประกอบหลักๆ คือ เส้น MACD, เส้น Signal และ Histogram MACD สามารถใช้เพื่อหา Trend และ Momentum ของราคาได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือการใช้ MACD เพื่อหา Divergence ครับ
การเกิด Bullish Divergence ใน MACD จะคล้ายกับ RSI ครับ คือราคาทำ Lower Low แต่ MACD กลับทำ Higher Low แต่สิ่งที่ต่างกันคือ MACD จะมีความ “Smooth” กว่า RSI ทำให้สัญญาณอาจจะมาช้ากว่า แต่ก็มีความน่าเชื่อถือมากกว่าเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา EURUSD ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ MACD กลับไม่ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ กลับยกตัวสูงขึ้น นั่นคือสัญญาณ Bullish Divergence ที่บอกเราว่า EURUSD อาจจะกลับตัวขึ้น
ในทางกลับกัน Bearish Divergence ใน MACD ก็เกิดขึ้นเมื่อราคาทำ Higher High แต่ MACD กลับทำ Lower High สัญญาณนี้บ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรงลง และราคาอาจจะกลับตัวลง ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา GBPUSD ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ MACD กลับไม่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ กลับต่ำลง นั่นคือสัญญาณ Bearish Divergence ที่บอกเราว่า GBPUSD อาจจะกลับตัวลง
ข้อดีของ MACD Divergence คือสามารถใช้ได้กับ Timeframe ที่หลากหลาย ตั้งแต่ M15 ไปจนถึง Daily แต่สิ่งที่ต้องระวังคือสัญญาณหลอก (False Signal) ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด Sideway วิธีแก้ปัญหาคือการใช้ MACD ร่วมกับ Indicator อื่นๆ เช่น RSI หรือ Fibonacci เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็น Bearish Divergence ใน MACD แล้ว ราคาก็มาชน Fibonacci Retracement 61.8% พอดี นั่นคือสัญญาณที่แข็งแกร่งว่าราคาอาจจะกลับตัวลงจริงๆ
ข้อควรระวังในการใช้ Divergence: สัญญาณหลอกและความผันผวนของตลาด
Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน สิ่งที่ต้องระวังคือสัญญาณหลอก (False Signal) ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความผันผวนสูง (High Volatility) หรือในช่วงที่มีข่าวสำคัญ (News Event) ออกมา
สัญญาณหลอกเกิดขึ้นเมื่อ Divergence ปรากฏขึ้น แต่ราคาไม่ได้กลับตัวตามที่คาดการณ์ไว้ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา Bitcoin (BTCUSD) ทำ Lower Low แต่ RSI กลับทำ Higher Low นั่นคือสัญญาณ Bullish Divergence แต่ถ้าราคา Bitcoin ยังคงลงต่อไป นั่นคือสัญญาณหลอกที่ทำให้เราขาดทุนได้
วิธีหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอกคือการใช้ Divergence ร่วมกับ Indicator อื่นๆ และ Price Action ครับ อย่าใช้ Divergence เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา Break แนวรับที่สำคัญลงมา แม้ว่าจะมี Bullish Divergence ก็ไม่ควร Buy เพราะสัญญาณ Breakout มีความน่าเชื่อถือมากกว่า
นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการเทรดด้วย Divergence ควรกำหนด Stop Loss (SL) ให้ชัดเจน และไม่เทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่เกินไป ตัวอย่างเช่น ถ้าเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ราคา 2850 ตั้ง SL 20 จุด (Pips) นั่นหมายความว่าถ้ากราฟผิดทาง เราจะเสียเงิน 20 ดอลลาร์ ($20) แต่ถ้ากราฟถูกทาง เราก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่านั้น
วิธีใช้งาน Divergence จริง: Case Study และตัวอย่างการเทรด
เอาล่ะครับ! หลังจากที่เราได้เรียนรู้พื้นฐานความรู้เรื่อง Divergence กันไปแล้ว ตอนนี้เราจะมาดูวิธีใช้งานจริงกันบ้าง ผมจะยก Case Study และตัวอย่างการเทรดจริงมาให้ดูกันเลยครับ จะได้เห็นภาพกันชัดๆ ว่า Divergence สามารถนำไปใช้ในการเทรดได้อย่างไร
สิ่งสำคัญในการใช้ Divergence คือการ “ฝึกฝน” และ “สังเกต” ครับ ยิ่งคุณฝึกฝนมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมองเห็น Divergence ได้เร็วขึ้น และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ลองเปิดกราฟย้อนหลัง แล้วมองหา Divergence ดูครับ ลองดูว่า Divergence แบบไหนที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และ Divergence แบบไหนที่แม่นยำกว่ากัน
นอกจากนี้ การมี “แผนการเทรด” (Trading Plan) ที่ชัดเจน ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน กำหนด Rule ในการเข้าออกออเดอร์ให้ชัดเจน เช่น ถ้าเห็น Bullish Divergence แล้ว ราคาทะลุแนวต้านที่สำคัญขึ้นไปได้ จะเข้า Buy โดยตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับที่ใกล้ที่สุด และตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่แนวต้านถัดไป
| เงื่อนไข | Action | Stop Loss (SL) | Take Profit (TP) |
|---|---|---|---|
| Bullish Divergence + ราคา Break แนวต้าน | Buy | ใต้แนวรับที่ใกล้ที่สุด | แนวต้านถัดไป |
| Bearish Divergence + ราคา Break แนวรับ | Sell | เหนือแนวต้านที่ใกล้ที่สุด | แนวรับถัดไป |
Case Study: GBPJPY H4 (กรอบเวลา 4 ชั่วโมง)
ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2023 GBPJPY อยู่ในแนวโน้มขาลง (Downtrend) แต่ผมสังเกตเห็น Bullish Divergence บนกราฟ H4 ของ RSI ครับ ราคายังคงทำ Lower Low แต่ RSI กลับทำ Higher Low นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแรงขายเริ่มอ่อนแรงลง และราคาอาจจะกลับตัวขึ้น
ผมรอให้ราคาทะลุแนวต้านที่สำคัญขึ้นไปได้ แล้วเข้า Buy ที่ราคา 160.00 โดยตั้ง SL ไว้ที่ 159.50 (50 จุด) และตั้ง TP ไว้ที่ 161.00 (100 จุด) ผลปรากฏว่าราคาวิ่งขึ้นไปชน TP ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ผมได้กำไร 100 จุดจากการเทรดครั้งนี้
ตัวอย่างการเทรดจริง: XAUUSD M30 (กรอบเวลา 30 นาที)
สมมติว่าวันนี้คุณกำลังดูกราฟ XAUUSD ในกรอบเวลา M30 แล้วคุณสังเกตเห็น Bearish Divergence บน MACD ราคาทองคำทำ Higher High แต่ MACD กลับทำ Lower High คุณตัดสินใจรอให้ราคา Break แนวรับที่ 1950 ลงมา แล้วเข้า Sell ที่ราคา 1949.50 โดยตั้ง SL ไว้ที่ 1950.50 (100 จุด) และตั้ง TP ไว้ที่ 1947.50 (200 จุด)
ถ้าคุณเทรดด้วย Lot Size 0.01 นั่นหมายความว่าถ้ากราฟผิดทาง คุณจะเสียเงิน 1 ดอลลาร์ ($1) แต่ถ้ากราฟถูกทาง คุณก็จะได้กำไร 2 ดอลลาร์ ($2) การบริหารความเสี่ยงแบบนี้จะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดได้ในระยะยาว
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกท่านนะครับ ลองนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในการเทรดของคุณ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างแน่นอน! อย่าลืมติดตาม icafeforex.com เพื่อเรียนรู้เทคนิคการเทรด Forex/Gold ดีๆ แบบนี้อีกนะครับ แล้วเจอกันใหม่ครับ!
เทคนิคขั้นสูงในการใช้ Divergence ร่วมกับ RSI และ MACD
การใช้ Fibonacci ร่วมกับ Divergence
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่อง Fibonacci Retracement หรือ Fibonacci Extension กันมาบ้างแล้วนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากๆ ในการหาแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกับ Divergence จะยิ่งเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์จุดกลับตัวได้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ลองคิดภาพตามนะครับ สมมติว่าเราเห็น Bearish Divergence เกิดขึ้นบนกราฟ XAUUSD (ทองคำ) ที่บริเวณ Fibonacci Retracement ระดับ 61.8% ซึ่งเป็นระดับที่นักเทรดหลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่า ราคามีโอกาสสูงที่จะกลับตัวลงจากบริเวณนั้น เพราะมีทั้งสัญญาณ Divergence ที่บ่งบอกถึงแรงซื้อที่อ่อนแรง และแนวต้าน Fibonacci ที่คอยกดราคาไว้อยู่
ตัวอย่างเช่น หากเราเห็น Bearish Divergence บน RSI และ MACD เกิดขึ้นที่บริเวณ Fibonacci Retracement 61.8% ที่ราคา 2,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เราอาจจะพิจารณาเข้า Sell ที่บริเวณนั้น โดยตั้ง Stop Loss เหนือระดับ Fibonacci เล็กน้อย เช่น ที่ราคา 2,355 ดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง และตั้ง Take Profit ที่ระดับ Fibonacci ถัดไป เช่น ที่ราคา 2,300 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้เรามี Reward to Risk Ratio ที่น่าสนใจ
ผมเคยเจอเคสแบบนี้ตอนปี 2022 นะครับ ตอนนั้นผมเทรดทองคำนี่แหละ แล้วเห็น Bearish Divergence ชัดเจนที่ Fibonacci 50% ผมเข้า Sell ไป แล้วราคาก็ลงมาตามที่คาดไว้เลย ได้กำไรไปพอสมควรเลยครับ
การใช้ Trendline เพื่อยืนยันสัญญาณ Divergence
อีกเทคนิคหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำคือ การใช้ Trendline เพื่อยืนยันสัญญาณ Divergence ที่เราเห็นครับ เพราะบางครั้ง Divergence ก็อาจจะเป็นสัญญาณหลอกได้เหมือนกัน การใช้ Trendline จะช่วยกรองสัญญาณที่ไม่น่าเชื่อถือออกไปได้
วิธีการก็คือ เมื่อเราเห็น Bullish Divergence หรือ Bearish Divergence เกิดขึ้น ให้เราลองลาก Trendline เชื่อมจุดต่ำสุด (สำหรับ Bullish Divergence) หรือจุดสูงสุด (สำหรับ Bearish Divergence) ของราคา หาก Trendline นั้นถูก Breakout ไปในทิศทางที่ Divergence บอก นั่นจะเป็นสัญญาณยืนยันที่แข็งแกร่งว่า ราคามีแนวโน้มที่จะกลับตัวจริงๆ
ยกตัวอย่างเช่น หากเราเห็น Bullish Divergence บนกราฟ EURUSD และเราลาก Trendline เชื่อมจุดต่ำสุดของราคาในช่วงที่เกิด Divergence หากราคา Breakout Trendline นั้นขึ้นไป ก็แสดงว่าแรงซื้อเริ่มกลับมาแข็งแกร่ง และราคามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้
สมมติว่าเราเห็น Bullish Divergence บนกราฟ EURUSD ที่ราคา 1.0500 และเราลาก Trendline เชื่อมจุดต่ำสุดของราคาในช่วงที่เกิด Divergence หากราคา Breakout Trendline นั้นขึ้นไปที่ราคา 1.0520 เราอาจจะพิจารณาเข้า Buy ที่บริเวณนั้น โดยตั้ง Stop Loss ใต้จุดต่ำสุดเดิม เช่น ที่ราคา 1.0480 และตั้ง Take Profit ที่แนวต้านถัดไป เช่น ที่ราคา 1.0600
การใช้ Multiple Timeframe Analysis ร่วมกับ Divergence
การวิเคราะห์ Multiple Timeframe คือการวิเคราะห์กราฟในหลาย Timeframe ที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ภาพรวมของแนวโน้มราคาที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดโดยใช้ Divergence ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีการก็คือ เริ่มจากการวิเคราะห์ Timeframe ใหญ่ก่อน เช่น Daily หรือ Weekly เพื่อดูแนวโน้มหลักของราคา จากนั้นค่อยลงไปดู Timeframe ที่เล็กลง เช่น H4 หรือ H1 เพื่อหา Divergence ที่อาจเกิดขึ้น หากเราเห็น Divergence เกิดขึ้นใน Timeframe เล็ก แต่แนวโน้มหลักใน Timeframe ใหญ่ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับ Divergence นั่นอาจจะเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งว่า ราคามีโอกาสที่จะกลับตัวในระยะสั้น
ยกตัวอย่างเช่น หากเราวิเคราะห์กราฟ EURUSD ใน Timeframe Daily แล้วพบว่า แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาลง แต่ใน Timeframe H4 เราเห็น Bullish Divergence เกิดขึ้น นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่า ราคามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นในระยะสั้น ก่อนที่จะลงไปต่อตามแนวโน้มหลัก
ผมขอยกตัวอย่างเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนนะครับ สมมติว่ากราฟ EURUSD ใน Timeframe Daily เป็นขาลงชัดเจน แต่ใน Timeframe H4 เกิด Bullish Divergence ขึ้นที่ราคา 1.0800 เราอาจจะพิจารณาเข้า Buy ที่บริเวณนั้น โดยตั้ง Stop Loss ใต้จุดต่ำสุดเดิมใน Timeframe H4 เช่น ที่ราคา 1.0780 และตั้ง Take Profit ที่แนวต้านใน Timeframe H4 หรือ Fibonacci Retracement ใน Timeframe Daily เช่น ที่ราคา 1.0850 หรือ 1.0900
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ RSI และ MACD ในการหา Divergence
RSI (Relative Strength Index) และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็น Indicator ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการเทรด Forex และ Gold โดยทั้งสอง Indicator นี้สามารถใช้ในการหา Divergence ได้ แต่ก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป
ตารางเปรียบเทียบ RSI และ MACD
| คุณสมบัติ | RSI | MACD |
|---|---|---|
| ประเภท | Oscillator | Oscillator |
| ช่วงค่า | 0 – 100 | ไม่มีขอบเขต |
| ความไวต่อราคา | ไว | ช้า |
| ความเหมาะสมในการหา Divergence | เหมาะสำหรับหา Divergence ในระยะสั้น | เหมาะสำหรับหา Divergence ในระยะยาว |
| สัญญาณหลอก | มีโอกาสเกิดสัญญาณหลอกสูงกว่า | มีโอกาสเกิดสัญญาณหลอกน้อยกว่า |
| ความซับซ้อน | ใช้งานง่าย | ใช้งานซับซ้อนกว่าเล็กน้อย |
จากตาราง จะเห็นได้ว่า RSI มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่า MACD ทำให้เหมาะสำหรับการหา Divergence ในระยะสั้น แต่ก็มีโอกาสเกิดสัญญาณหลอกสูงกว่า ในขณะที่ MACD มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาน้อยกว่า ทำให้เหมาะสำหรับการหา Divergence ในระยะยาว และมีโอกาสเกิดสัญญาณหลอกน้อยกว่า
Benchmark: ความแม่นยำในการใช้ RSI และ MACD หา Divergence (ข้อมูลจำลอง)
| Indicator | จำนวนสัญญาณ Divergence ที่เกิดขึ้น | จำนวนสัญญาณที่ถูกต้อง | อัตราความแม่นยำ |
|---|---|---|---|
| RSI (Timeframe H1) | 100 | 65 | 65% |
| MACD (Timeframe H1) | 80 | 55 | 68.75% |
| RSI (Timeframe H4) | 50 | 35 | 70% |
| MACD (Timeframe H4) | 40 | 30 | 75% |
จากข้อมูลจำลอง จะเห็นได้ว่า MACD มีอัตราความแม่นยำในการหา Divergence สูงกว่า RSI โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อัตราความแม่นยำที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและพารามิเตอร์ที่ใช้ในการตั้งค่า Indicator
สมัยก่อนผมก็เคยพลาด เพราะรีบร้อนเข้าเทรดตามสัญญาณ Divergence จาก RSI อย่างเดียว โดยไม่ได้ดู Timeframe ใหญ่ หรือปัจจัยอื่นๆ ประกอบ สุดท้ายก็โดนลากไป SL (Stop Loss) หลายรอบเลยครับ
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละ Indicator และนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและสภาวะตลาดของเรานะครับ
ข้อควรระวังในการใช้ Divergence
Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการคาดการณ์จุดกลับตัวของราคา แต่ก็มีข้อควรระวังที่นักเทรดควรทราบ เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ผิดพลาด
คำเตือน: Divergence ไม่ใช่เครื่องมือที่แม่นยำ 100% และอาจเกิดสัญญาณหลอกได้เสมอ ดังนั้น นักเทรดควรใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมือและเทคนิคอื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณก่อนตัดสินใจเข้าเทรด
- Divergence ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย: อย่าพยายามมองหา Divergence ในทุกๆ การเคลื่อนไหวของราคา เพราะอาจทำให้เราเห็นสัญญาณหลอกได้ง่าย
- Divergence อาจเกิดขึ้นในหลาย Timeframe: ควรวิเคราะห์ Divergence ในหลาย Timeframe เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจน
- Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe ใหญ่ มีความน่าเชื่อถือมากกว่า: Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe Daily หรือ Weekly จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe H1 หรือ M15
- Divergence ควรได้รับการยืนยันจากเครื่องมืออื่นๆ: ควรใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น Trendline, Fibonacci, หรือ Price Action เพื่อยืนยันสัญญาณ Divergence ก่อนตัดสินใจเข้าเทรด
- Divergence ไม่ได้บอกถึงเป้าหมายราคา: Divergence บอกเพียงแค่ว่า ราคามีโอกาสที่จะกลับตัว แต่ไม่ได้บอกว่าราคาจะไปถึงไหน ดังนั้น ควรใช้เครื่องมืออื่นๆ เพื่อหาเป้าหมายราคา
- บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด: ไม่ว่าเราจะมั่นใจในสัญญาณ Divergence มากแค่ไหน ก็ควรตั้ง Stop Loss เสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยง
ตรงนี้สำคัญมากนะครับ! ผมเคยเจอตอนปี 2017 ตอนนั้นผมมั่นใจในสัญญาณ Divergence มากเกินไป ไม่ได้ตั้ง Stop Loss สุดท้ายก็โดนลากไปเยอะเลยครับ เข็ดจนตายเลย
ดังนั้น อย่าลืมบริหารความเสี่ยงทุกครั้งนะครับ
ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงในการเทรดด้วย Divergence
ผมจะยกตัวอย่างสถานการณ์การเทรดจริงที่ผมเคยเจอมา เพื่อให้เห็นภาพการนำ Divergence ไปใช้ในการตัดสินใจเทรดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สถานการณ์ที่ 1: เทรด EURUSD โดยใช้ Bullish Divergence
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2023 ผมกำลังวิเคราะห์กราฟ EURUSD ใน Timeframe H4 แล้วสังเกตเห็นว่า ราคากำลังทำ Lower Low แต่ RSI กลับทำ Higher Low ซึ่งเป็นสัญญาณ Bullish Divergence ที่ชัดเจน นอกจากนี้ ผมยังสังเกตเห็นว่า ราคาได้ Breakout Trendline ที่ลากเชื่อมจุดสูงสุดก่อนหน้าขึ้นไปได้อีกด้วย
จากสัญญาณเหล่านี้ ผมตัดสินใจเข้า Buy EURUSD ที่ราคา 1.0850 โดยตั้ง Stop Loss ที่ราคา 1.0820 (ใต้จุดต่ำสุดเดิม) และตั้ง Take Profit ที่ราคา 1.0950 (บริเวณแนวต้านถัดไป) หลังจากนั้น ราคาได้ปรับตัวขึ้นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และผมก็ได้ปิดสถานะที่ Take Profit ได้กำไรไป 100 Pips (ประมาณ $300 หากเทรด lot 0.03)
สถานการณ์ที่ 2: เทรด XAUUSD โดยใช้ Bearish Divergence
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2023 ผมกำลังวิเคราะห์กราฟ XAUUSD ใน Timeframe Daily แล้วสังเกตเห็นว่า ราคากำลังทำ Higher High แต่ MACD กลับทำ Lower High ซึ่งเป็นสัญญาณ Bearish Divergence ที่ชัดเจน นอกจากนี้ ผมยังสังเกตเห็นว่า ราคาได้ขึ้นไปทดสอบ Fibonacci Retracement ระดับ 61.8% ที่ราคา 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกด้วย
จากสัญญาณเหล่านี้ ผมตัดสินใจเข้า Sell XAUUSD ที่ราคา 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยตั้ง Stop Loss ที่ราคา 1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เหนือ Fibonacci Retracement) และตั้ง Take Profit ที่ราคา 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (บริเวณแนวรับถัดไป) หลังจากนั้น ราคาได้ปรับตัวลงมาตามที่คาดการณ์ไว้ และผมก็ได้ปิดสถานะที่ Take Profit ได้กำไรไป 500 Pips (ประมาณ $500 หากเทรด lot 0.01)
สถานการณ์ที่ 3: โดน Stop Loss เพราะสัญญาณ Divergence ไม่แข็งแรงพอ
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2023 ผมกำลังวิเคราะห์กราฟ GBPUSD ใน Timeframe H1 แล้วสังเกตเห็นว่า ราคากำลังทำ Lower Low แต่ RSI กลับทำ Lower Low ที่น้อยกว่า ซึ่งเป็นสัญญาณ Bullish Divergence ที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ นอกจากนี้ ผมยังไม่ได้สังเกตว่า แนวโน้มหลักใน Timeframe H4 ยังคงเป็นขาลง
ด้วยความที่อยากจะเข้าเทรด ผมตัดสินใจเข้า Buy GBPUSD ที่ราคา 1.2800 โดยตั้ง Stop Loss ที่ราคา 1.2780 (ใต้จุดต่ำสุดเดิม) และตั้ง Take Profit ที่ราคา 1.2850 หลังจากนั้น ราคาได้ปรับตัวขึ้นไปเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับตัวลงมาชน Stop Loss ขาดทุนไป 20 Pips (ประมาณ -$60 หากเทรด lot 0.30)
จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า การใช้ Divergence ในการเทรด Forex และ Gold นั้น สามารถสร้างกำไรได้จริง แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ดังนั้น นักเทรดควรศึกษาและทำความเข้าใจหลักการของ Divergence อย่างละเอียด และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตนเองนะครับ
ใครเคยเจอสถานการณ์แบบไหนกันบ้างครับ? ลองแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ!
เครื่องมือแนะนำเพื่อเสริมความแม่นยำในการใช้ Divergence
การใช้ Divergence ร่วมกับ RSI และ MACD เป็นเทคนิคที่ทรงพลังในการจับจุดกลับตัวของราคา แต่เพื่อให้การวิเคราะห์แม่นยำยิ่งขึ้น การใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบการพิจารณาถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ ลองมาดูกันว่ามีเครื่องมืออะไรบ้างที่ผมแนะนำให้ใช้คู่กันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรด
Fibonacci Retracement
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยใช้แนวคิดจากลำดับ Fibonacci เพื่อหาแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น เมื่อราคามีการปรับตัวลงหรือขึ้น การใช้ Fibonacci Retracement ร่วมกับ Divergence จะช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของสัญญาณได้ดียิ่งขึ้นครับ
ตัวอย่างเช่น หากเกิด Bullish Divergence ในขณะที่ราคาลงมาถึงระดับ Fibonacci Retracement 61.8% อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าราคามีโอกาสกลับตัวสูงมาก เนื่องจากเป็นจุดที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและอาจมีแรงซื้อเข้ามาจำนวนมาก ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าราคาลงมาถึงจุด Fibonacci สำคัญ แล้วเกิด Divergence พอดี โอกาสที่เราจะเจอจุดกลับตัวก็จะสูงขึ้นเยอะเลย
สมัยก่อนตอนที่ผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ผมมักจะมองข้าม Fibonacci ไป แต่พอได้ลองศึกษาและนำมาใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ผมก็พบว่ามันช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรดได้มากจริงๆ ครับ อย่ามองข้ามเครื่องมือนี้ไปนะครับ
Trendlines
Trendlines หรือเส้นแนวโน้ม เป็นเครื่องมือพื้นฐานแต่ทรงพลังในการวิเคราะห์ทิศทางของราคา การลากเส้นแนวโน้มเชื่อมจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของราคา จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของแนวโน้มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การใช้ Trendlines ร่วมกับ Divergence จะช่วยยืนยันสัญญาณและกรองสัญญาณหลอกได้ดีครับ
ลองจินตนาการว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาลง และเกิด Bullish Divergence แต่ราคายังไม่สามารถทะลุเส้นแนวโน้มขาลงได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแรงซื้อยังไม่แข็งแกร่งพอ และการกลับตัวอาจยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าหากราคาสามารถทะลุเส้นแนวโน้มขาลงไปได้หลังจากเกิด Divergence นั่นก็จะเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งมากขึ้นครับ
ผมเคยพลาดท่าให้กับสัญญาณหลอกหลายครั้ง เพราะไม่ได้ใช้ Trendlines เข้ามาช่วยกรองสัญญาณ ดังนั้นอย่าลืมใช้ Trendlines เพื่อยืนยันสัญญาณ Divergence ทุกครั้งนะครับ
Volume Analysis
Volume หรือปริมาณการซื้อขาย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของสัญญาณ Divergence ได้ โดยทั่วไปแล้ว หากเกิด Bullish Divergence ควรมี Volume เพิ่มขึ้นเมื่อราคามีการปรับตัวขึ้น และหากเกิด Bearish Divergence ควรมี Volume เพิ่มขึ้นเมื่อราคามีการปรับตัวลง ถ้า Volume ไม่สอดคล้องกับสัญญาณ Divergence อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแรงซื้อหรือแรงขายยังไม่แข็งแกร่งพอ และการกลับตัวอาจไม่เกิดขึ้นจริงครับ
ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ สมมติว่าเกิด Bullish Divergence ใน XAUUSD แต่ Volume กลับลดลงเมื่อราคามีการปรับตัวขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแรงซื้อยังไม่แข็งแกร่งพอ และการกลับตัวอาจไม่เกิดขึ้นจริง ในทางกลับกัน หาก Volume เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อราคามีการปรับตัวขึ้น นั่นก็จะเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งมากขึ้นครับ
การวิเคราะห์ Volume อาจดูเหมือนซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรดได้มาก ผมแนะนำให้ลองศึกษาและนำไปปรับใช้ในการเทรดดูนะครับ
Case Study จากประสบการณ์จริงของ อ.บอม
ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์จริงที่ผมเคยเจอเกี่ยวกับการใช้ Divergence ร่วมกับ RSI และ MACD ในการเทรด XAUUSD (ทองคำ) เมื่อช่วงต้นปี 2023 ที่ผ่านมา เคสนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมครับ
ในช่วงเวลานั้น XAUUSD กำลังอยู่ในแนวโน้มขาลงอย่างชัดเจน แต่ผมสังเกตเห็นว่าเกิด Bullish Divergence บนกราฟรายวัน (Daily Chart) โดยราคายังคงทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่ RSI และ MACD กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแรงขายเริ่มอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาขึ้น
เมื่อเห็นสัญญาณ Bullish Divergence ผมไม่ได้รีบร้อนเข้าซื้อทันที แต่ผมรอให้ราคายืนยันการกลับตัวก่อน โดยผมรอให้ราคาทะลุเส้นแนวโน้มขาลง (Trendline) และยืนเหนือระดับ Fibonacci Retracement 38.2% ได้สำเร็จ เมื่อราคาสามารถทำได้ตามเงื่อนไข ผมจึงตัดสินใจเข้าซื้อ (Long Position) ที่ราคา 1805 โดยตั้ง Stop Loss (SL) ที่ 1785 (ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิมเล็กน้อย) และตั้ง Take Profit (TP) ที่ 1850 (บริเวณ Fibonacci Retracement 61.8%)
หลังจากที่ผมเปิด Order ไป ราคาได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็สามารถไปถึง Take Profit ที่ผมตั้งไว้ได้สำเร็จ ทำให้ผมได้รับกำไรจากการเทรดครั้งนี้ประมาณ $450 (คำนวณจาก Lot 0.1: (1850-1805) x 100 x 0.1 = $450) เคสนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ และการรอสัญญาณยืนยัน สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงในการเทรดได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรดคือการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่เหมาะสม ในเคสนี้ ผมตั้ง Stop Loss ที่ 20 จุด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1% ของเงินทุนทั้งหมดของผม การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันไม่ให้เราขาดทุนมากเกินไป หากราคาไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ ตรงนี้สำคัญมากนะครับ!
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Divergence
Divergence ใช้ได้ผลดีที่สุดใน Timeframe ไหน?
จริงๆ แล้ว Divergence สามารถใช้ได้ในทุก Timeframe ตั้งแต่ M1 (1 นาที) ไปจนถึง Monthly (รายเดือน) แต่โดยทั่วไปแล้ว Divergence ใน Timeframe ที่ใหญ่กว่า (เช่น Daily, Weekly) จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า Divergence ใน Timeframe ที่เล็กกว่า (เช่น M5, M15) เพราะ Timeframe ใหญ่จะช่วยกรองสัญญาณรบกวนได้ดีกว่า ลองคิดดูนะครับ Divergence ใน Timeframe ใหญ่จะใช้เวลานานกว่าในการก่อตัว ทำให้มีโอกาสที่สัญญาณจะแม่นยำกว่า
มีวิธีป้องกันสัญญาณ Divergence หลอกอย่างไรบ้าง?
สัญญาณ Divergence หลอกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเทรด แต่เราสามารถลดโอกาสในการเจอสัญญาณหลอกได้โดยการใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบการพิจารณา เช่น Trendlines, Fibonacci Retracement, Volume Analysis นอกจากนี้ การรอสัญญาณยืนยัน (Confirmation) ก่อนเข้าเทรดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น รอยืนยันแท่งเทียนกลับตัว หรือรอราคาทะลุแนวต้านสำคัญก่อนเข้าซื้อ
RSI และ MACD ควรตั้งค่าอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้ Divergence?
โดยทั่วไปแล้ว RSI จะใช้ค่า Default คือ 14 Periods และ MACD จะใช้ค่า Default คือ 12, 26, 9 แต่บางครั้งผมก็ปรับค่า RSI เป็น 9 Periods เพื่อให้ RSI มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากขึ้น และสามารถจับสัญญาณ Divergence ได้เร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับค่า Indicator ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของแต่ละคน ควรลองปรับค่าต่างๆ และทดสอบดูว่าค่าไหนเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
Divergence สามารถใช้กับตลาดอื่นๆ นอกเหนือจาก Forex ได้หรือไม่?
Divergence เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ได้กับทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น, Cryptocurrency หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจาก Divergence เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับ Momentum ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกตลาด แต่สิ่งที่ต้องระวังคือแต่ละตลาดอาจมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะของตลาดนั้นๆ ก่อนนำ Divergence ไปใช้
ควรใช้ Divergence ร่วมกับ Technical Indicator อื่นๆ อะไรบ้าง?
นอกจาก RSI และ MACD แล้ว Divergence ยังสามารถใช้ร่วมกับ Technical Indicator อื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น Stochastic Oscillator, Moving Average Convergence Divergence (MACD), หรือแม้แต่ Volume Indicator อย่าง On Balance Volume (OBV) การใช้ Indicator หลายๆ ตัวร่วมกันจะช่วยยืนยันสัญญาณและเพิ่มความแม่นยำในการเทรดได้มากยิ่งขึ้นครับ ลองศึกษา Indicator ต่างๆ และนำมาผสมผสานกันดูนะครับ
Divergence อย่างเดียวเพียงพอต่อการตัดสินใจเทรดหรือไม่?
Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือเดียวในการตัดสินใจเทรด ควรใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ และปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มของตลาด, แนวรับแนวต้าน, ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคา การวิเคราะห์ปัจจัยหลายๆ ด้านจะช่วยให้เราตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ
สรุป: หัวใจสำคัญของการใช้ Divergence อย่างมีประสิทธิภาพ
Divergence เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการจับจุดกลับตัวของราคา แต่การใช้งานให้มีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้จักข้อจำกัดของเครื่องมือ และใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณและกรองสัญญาณหลอก
อย่าลืมว่าไม่มีเครื่องมือใดที่สามารถให้สัญญาณที่แม่นยำ 100% ได้ การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเทรดทุกครั้ง กำหนด Stop Loss ที่เหมาะสม และอย่าเสี่ยงเงินทุนมากเกินไปในการเทรดครั้งเดียว ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่มั่นใจในสัญญาณมากเกินไป จนละเลยการบริหารความเสี่ยง สุดท้ายก็ต้องเจ็บตัวไปตามๆ กัน
นอกจากนี้ การฝึกฝนและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ การ Backtest (ทดสอบย้อนหลัง) สัญญาณ Divergence ในกราฟราคาเก่าๆ จะช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของสัญญาณ และสามารถปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ลองใช้โปรแกรมจำลองการเทรด (Demo Account) เพื่อฝึกฝนการใช้ Divergence ก่อนที่จะนำไปใช้ในการเทรดจริง
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่า การเทรดไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และการวางแผนอย่างรอบคอบ อย่ารีบร้อนที่จะทำกำไร แต่จงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในการเทรดได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ขอให้ทุกท่านโชคดีในการเทรดนะครับ!
Divergence RSI MACD: วิธีจับจุดกลับตัวแม่นๆ จากประสบการณ์ 20 ปี
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักเทรดทุกคน! วันนี้ผม อ.บอม จาก icafeforex.com จะมาเจาะลึกเรื่อง Divergence ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราจับจังหวะการกลับตัวของราคาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น RSI หรือ MACD ต่างก็เป็น Indicators ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ Divergence ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก่อนอื่น ผมขอย้ำก่อนว่าไม่มีเครื่องมือใดในโลกที่แม่นยำ 100% การใช้ Divergence ก็เช่นกัน ต้องอาศัยประสบการณ์ การสังเกต และการผสมผสานกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ
Divergence คืออะไร? พูดง่ายๆ คือ ภาวะที่ราคาและ Indicator เคลื่อนที่สวนทางกัน ยกตัวอย่างเช่น ราคาสร้าง High ใหม่ แต่ Indicator กลับไม่สร้าง High ใหม่ตาม แบบนี้แหละที่เราเรียกว่า Bearish Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาอาจจะกลับตัวลง หรือในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาสร้าง Low ใหม่ แต่ Indicator ไม่สร้าง Low ใหม่ตาม นั่นคือ Bullish Divergence ซึ่งบอกเราว่าราคาอาจจะกลับตัวขึ้น
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องใช้ RSI หรือ MACD ควบคู่ไปกับ Divergence? เพราะ Indicators เหล่านี้ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของสัญญาณ Divergence ได้ดียิ่งขึ้น RSI จะช่วยบอกสภาวะ Overbought หรือ Oversold ในขณะที่ MACD จะช่วยให้เราเห็นแนวโน้มของ Momentum การใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันจะช่วยกรองสัญญาณหลอกและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากยิ่งขึ้น
แต่เดี๋ยวก่อน! การใช้ Divergence ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดนะครับ เพราะมันมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่เราต้องทำความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็น Hidden Divergence, Regular Divergence, Class A, B, C Divergence แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ ในบทความนี้ผมจะค่อยๆ อธิบายทุกอย่างให้เข้าใจง่ายที่สุด พร้อมทั้งแชร์ Tips จากประสบการณ์จริงที่ผมสั่งสมมากว่า 20 ปี เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเทคนิคการเทรดของตัวเองได้ครับ
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผมอยู่ในวงการ Forex และ Gold ผมได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับการใช้ Divergence ผมได้ลองผิดลองถูก ปรับปรุงเทคนิคต่างๆ จนตกผลึกเป็น Tips ที่ผมอยากจะนำมาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ นักเทรดทุกคนครับ
1. อย่าเชื่อ Divergence 100% ต้องรอ Confirmation
ข้อนี้สำคัญมาก! ผมเจอนักเทรดมือใหม่หลายคนที่พอเห็น Divergence ปุ๊บ ก็รีบเข้า Order ทันที โดยไม่รอสัญญาณยืนยันใดๆ ทั้งสิ้น ผลที่ตามมาคือขาดทุนยับเยิน! Divergence เป็นแค่สัญญาณ “เตือน” เท่านั้น ไม่ใช่สัญญาณ “เข้า” ที่แม่นยำขนาดนั้น เราต้องรอ Confirmation ก่อนเสมอ เช่น รอให้เกิดแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candlestick Pattern) หรือรอให้ราคา Break แนวรับแนวต้านที่สำคัญ
ยกตัวอย่าง Case Study เลยนะครับ ผมเคยเทรด XAUUSD ตอนปี 2018 ตอนนั้นผมเห็น Bearish Divergence บนกราฟ H4 แต่ผมไม่รีบร้อนเข้า Sell ผมรอให้ราคาสร้างแท่งเทียน Engulfing ที่แนวต้านก่อน แล้วค่อยเข้า Sell ที่ราคา 1350 ตั้ง Stop Loss ที่ 1355 (50 จุด) และ Take Profit ที่ 1330 ปรากฏว่าราคาลงมาถึง Take Profit จริงๆ ทำให้ผมได้กำไรไป $200 (เทรด lot 0.1)
จำไว้เสมอว่า “Confirmation is King” อย่าใจร้อน อย่าโลภ รอสัญญาณยืนยันก่อนเสมอ แล้วค่อยเข้า Order อย่างมั่นใจ
2. Divergence ใน Timeframe ใหญ่ มีความน่าเชื่อถือมากกว่า
Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe ใหญ่ เช่น Daily หรือ Weekly จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe เล็ก เช่น M5 หรือ M15 เพราะ Timeframe ใหญ่จะมีการเก็บข้อมูลที่มากกว่า ทำให้สัญญาณมีความแม่นยำและเสถียรกว่า ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเห็น Bearish Divergence บนกราฟ Daily นั่นหมายความว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแอลงในระยะยาว ซึ่งมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงมากกว่าการเห็น Bearish Divergence บนกราฟ M5 ที่อาจจะเป็นแค่การแกว่งตัวระยะสั้นๆ
ผมแนะนำว่าให้เราเริ่มวิเคราะห์จาก Timeframe ใหญ่ก่อน แล้วค่อย Zoom เข้าไปดู Timeframe เล็กลงเพื่อหาจังหวะเข้า Order ที่แม่นยำยิ่งขึ้น เช่น ถ้าเราเห็น Bullish Divergence บนกราฟ Weekly เราอาจจะรอให้เกิด Reversal Candlestick Pattern บนกราฟ H4 แล้วค่อยเข้า Buy ก็ได้
3. มองหา Divergence ที่บริเวณแนวรับแนวต้านสำคัญ
Divergence ที่เกิดขึ้นบริเวณแนวรับแนวต้านสำคัญ จะมีความน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ เพราะแนวรับแนวต้านเหล่านี้เป็นจุดที่ราคาเคยมีการกลับตัวมาก่อน เมื่อ Divergence มาเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าโอกาสที่ราคาจะกลับตัวนั้นมีสูงมาก
ผมเคยเจอเคสนี้ตอนเทรด EURUSD เมื่อปี 2020 ราคาวิ่งลงมาชนแนวรับที่แข็งแกร่ง และเกิด Bullish Divergence บน RSI ผมไม่ลังเลที่จะเข้า Buy เพราะผมรู้ว่าบริเวณนี้เป็นจุดที่ราคาเคยกลับตัวขึ้นมาก่อน และ Divergence ก็เป็นสัญญาณที่ช่วยยืนยันความมั่นใจของผม ผลปรากฏว่าราคาเด้งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมได้กำไรไปอย่างงาม
4. Hidden Divergence สำคัญไม่แพ้ Regular Divergence
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ Regular Divergence (Divergence แบบปกติ) มากกว่า แต่จริงๆ แล้ว Hidden Divergence ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน Hidden Divergence เป็นสัญญาณที่บอกว่าแนวโน้มเดิมจะยังคงดำเนินต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาทำ Higher Low แต่ Indicator ทำ Lower Low นั่นคือ Bullish Hidden Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาขึ้นจะยังคงดำเนินต่อไป
ผมแนะนำว่าให้เราศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Hidden Divergence ให้ดี เพราะมันสามารถช่วยให้เราเทรดตามเทรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสในการเข้า Order สวนเทรนด์
5. ใช้ Fibonacci ร่วมกับ Divergence
Fibonacci เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญได้ เมื่อเราใช้ Fibonacci ร่วมกับ Divergence จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจับจังหวะการกลับตัวได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาชน Fibonacci Retracement Level 61.8% และเกิด Bearish Divergence บน MACD นั่นเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งว่าราคาอาจจะกลับตัวลง
ผมมักจะใช้ Fibonacci ร่วมกับ Divergence เสมอ เพราะมันช่วยให้ผมมองเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
6. Class A Divergence แข็งแกร่งที่สุด
Divergence มีหลายประเภท แต่ Class A Divergence ถือว่าแข็งแกร่งที่สุด Class A Divergence คือ Divergence ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยที่ราคาและ Indicator เคลื่อนที่สวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น ราคาสร้าง Higher High แต่ Indicator สร้าง Lower High อย่างชัดเจน
ถ้าเราเจอ Class A Divergence ให้เตรียมตัวให้พร้อม เพราะโอกาสที่ราคาจะกลับตัวนั้นมีสูงมาก แต่ก็อย่าลืมรอ Confirmation ก่อนเข้า Order นะครับ
7. ระวัง False Divergence
False Divergence คือ Divergence หลอก เป็นสัญญาณที่บอกว่าราคาจะกลับตัว แต่จริงๆ แล้วราคากลับวิ่งไปในทิศทางเดิม False Divergence เกิดขึ้นได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความผันผวนสูง
วิธีป้องกัน False Divergence คือ ต้องรอ Confirmation อย่างเข้มงวด และใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วยในการวิเคราะห์ เช่น Trend Line หรือ Price Action
8. ฝึกฝนและ Backtest อย่างสม่ำเสมอ
ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จในการเทรด การใช้ Divergence ก็เช่นกัน เราต้องฝึกฝนและ Backtest อย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของ Divergence ในแต่ละสภาวะตลาด และพัฒนากลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมกับตัวเอง
ผมแนะนำว่าให้เราเริ่ม Backtest โดยใช้ Historical Data ย้อนหลังไปหลายๆ ปี แล้วลองจำลองการเทรดตามสัญญาณ Divergence ดู จดบันทึกผลลัพธ์ และวิเคราะห์ข้อผิดพลาด เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ของเราให้ดียิ่งขึ้น
FAQ
Divergence กับ Confluence ต่างกันอย่างไร?
Divergence คือการที่ราคาและ Indicator เคลื่อนที่สวนทางกัน บ่งบอกถึงการอ่อนแรงของแนวโน้มเดิมและโอกาสในการกลับตัว ในขณะที่ Confluence คือการที่สัญญาณหรือปัจจัยหลายอย่างมาสนับสนุนแนวคิดในการเทรดของเราในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาชนแนวรับที่แข็งแกร่ง เกิด Bullish Divergence และมีข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศนั้น แบบนี้เราเรียกว่า Confluence ซึ่งเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งว่าราคาอาจจะปรับตัวขึ้น การใช้ Confluence ร่วมกับ Divergence จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากยิ่งขึ้น
สามารถใช้ Divergence กับ Indicators อื่นๆ ได้ไหม นอกเหนือจาก RSI และ MACD?
แน่นอนครับ! Divergence ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ RSI และ MACD เท่านั้น เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ Indicators อื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น Stochastic Oscillator, CCI (Commodity Channel Index) หรือแม้กระทั่ง Volume Indicator แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Indicator แต่ละตัว และเลือก Indicator ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราชอบเทรดระยะสั้น อาจจะใช้ Stochastic Oscillator ร่วมกับ Divergence เพราะ Stochastic Oscillator มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่า RSI หรือ MACD
Divergence เหมาะกับตลาดแบบไหน?
Divergence สามารถใช้ได้ดีในตลาดที่เป็น Sideways หรือมี Range Bound เพราะในตลาดแบบนี้ ราคาจะมีการแกว่งตัวขึ้นลงอยู่ในกรอบที่แน่นอน ทำให้เกิดสัญญาณ Divergence ได้บ่อย แต่ในตลาดที่เป็น Trend แรงๆ Divergence อาจจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และอาจจะเกิด False Divergence ได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้น เราต้องระมัดระวังในการใช้ Divergence ในตลาดที่เป็น Trend และต้องรอ Confirmation อย่างเข้มงวดก่อนเข้า Order
มี EA (Expert Advisor) ที่ใช้ Divergence เป็นหลักในการเทรดไหม?
มีแน่นอนครับ! ในปัจจุบันมี EA หลายตัวที่ใช้ Divergence เป็นหลักในการเทรด แต่ผมขอเตือนก่อนว่าไม่มี EA ตัวไหนที่แม่นยำ 100% การเลือกใช้ EA ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้อง Backtest อย่างละเอียดก่อนนำไปใช้จริง ผมเองก็เคยสร้าง EA Semi-Auto ที่ใช้ Divergence เป็นส่วนประกอบสำคัญในการตัดสินใจเทรด ชื่อว่า JABWANG/CafeFX ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต แต่ถึงแม้จะเป็น EA ที่ผมสร้างเอง ผมก็ยังแนะนำให้ผู้ใช้งานศึกษาและทำความเข้าใจหลักการทำงานของ EA ก่อน เพื่อให้สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดและสไตล์การเทรดของตัวเองได้
| ข้อดีของ Divergence | ข้อเสียของ Divergence |
|---|---|
| ช่วยจับจังหวะการกลับตัวของราคาได้อย่างแม่นยำ | อาจเกิด False Divergence ได้ง่าย |
| สามารถใช้ได้กับ Indicators หลายประเภท | ต้องรอ Confirmation ก่อนเข้า Order เสมอ |
| ใช้ได้ดีในตลาดที่เป็น Sideways หรือ Range Bound | อาจไม่แม่นยำในตลาดที่เป็น Trend แรงๆ |
Divergence RSI MACD: วิธีจับจุดกลับตัวแม่นๆ
Divergence คือสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าราคาอาจจะเปลี่ยนทิศทางครับ มันเกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) หรือจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่ Indicators อย่าง RSI หรือ MACD กลับไม่ทำตาม เช่น ราคาขึ้นทำ Higher High แต่ RSI กลับทำ Lower High แบบนี้แหละที่เราเรียกว่า Divergence
การเข้าใจ Divergence ช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการเทรดได้ดีขึ้นเยอะเลยครับ ลองคิดดูนะ ถ้าเราเห็นสัญญาณเตือนก่อนคนอื่น เราก็สามารถวางแผนเทรดได้เปรียบกว่าเยอะ ผมเคยเจอตอนปี 2018 ตอนที่ราคาทองคำ (XAUUSD) กำลังขึ้นแรงๆ แต่ RSI มันเริ่ม Divergence ผมก็เลยตัดสินใจ Short ไป ปรากฏว่าราคามันลงจริง! กำไรเน้นๆ เลยครับ
Divergence ไม่ได้แม่นยำ 100% นะครับ ต้องใช้ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เสมอ เช่น แนวรับแนวต้าน หรือ Price Action ครับ อย่าไปเชื่อมันหมดใจ ต้องมี Stop Loss เสมอ! สำคัญมากๆ เลยนะ
RSI Divergence: สัญญาณเตือนก่อนใคร
RSI (Relative Strength Index) เป็น Indicator ที่วัดความแข็งแกร่งของราคาครับ มันจะแกว่งอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 ถ้า RSI สูงกว่า 70 แสดงว่าราคา Overbought (ซื้อมากเกินไป) และอาจจะมีการปรับตัวลง ถ้า RSI ต่ำกว่า 30 แสดงว่าราคา Oversold (ขายมากเกินไป) และอาจจะมีการปรับตัวขึ้น
RSI Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำ Higher High แต่ RSI กลับทำ Lower High หรือราคาทำ Lower Low แต่ RSI กลับทำ Higher Low ครับ กรณีแรกเรียกว่า Bearish Divergence (สัญญาณขาย) ส่วนกรณีที่สองเรียกว่า Bullish Divergence (สัญญาณซื้อ) ลองดูตัวอย่างนะ ถ้าราคาทองคำทำ Higher High ที่ 1850 แต่ RSI กลับทำ Lower High ที่ 65 แบบนี้คือ Bearish Divergence ครับ
ผมเคยพลาดเพราะเชื่อ RSI Divergence มากเกินไปครับ ตอนนั้นผมเทรด EURUSD แล้วเห็น Bearish Divergence ชัดเจน ผมก็เลย Short ไปเต็มที่ ปรากฏว่าราคามันขึ้นต่อ! ผมโดน Stop Loss ไปเลยครับ หลังจากนั้นผมก็เลยเรียนรู้ว่าต้องรอ Confirmation ก่อนเสมอ เช่น รอให้เกิดแท่งเทียนกลับตัว หรือรอให้ราคาหลุดแนวรับก่อนค่อยเข้าเทรด
การใช้ RSI Divergence ต้องระมัดระวังนะครับ อย่าเข้าเทรดทันทีที่เห็นสัญญาณ ต้องรอ Confirmation ก่อนเสมอ และต้องมี Stop Loss เสมอครับ ไม่งั้นอาจจะเจ็บหนักได้
MACD Divergence: อีกหนึ่งเครื่องมือจับจังหวะ
MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็น Indicator ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Moving Average สองเส้นครับ มันประกอบด้วยเส้น MACD, Signal Line และ Histogram ครับ เส้น MACD คำนวณจากผลต่างของ EMA (Exponential Moving Average) 12 วัน และ EMA 26 วัน ส่วน Signal Line คือ EMA 9 วันของเส้น MACD ครับ Histogram แสดงผลต่างระหว่างเส้น MACD และ Signal Line
MACD Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำ Higher High แต่ MACD กลับทำ Lower High หรือราคาทำ Lower Low แต่ MACD กลับทำ Higher Low ครับ คล้ายๆ กับ RSI Divergence เลยครับ แต่ MACD จะมีความ Smooth กว่า RSI ทำให้สัญญาณอาจจะมาช้ากว่า แต่ก็มีความน่าเชื่อถือมากกว่าครับ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคา Bitcoin ทำ Lower Low ที่ 20,000 USD แต่ MACD กลับทำ Higher Low แบบนี้คือ Bullish Divergence ครับ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าราคาอาจจะมีการปรับตัวขึ้นครับ ผมเคยใช้ MACD Divergence จับจังหวะเข้าซื้อ Bitcoin ตอนปี 2022 ครับ ตอนนั้นราคาลงมาเยอะมาก แล้วผมเห็น Bullish Divergence ผมก็เลยตัดสินใจซื้อ ปรากฏว่าราคามันขึ้นจริง! ได้กำไรไปเยอะเลยครับ
การใช้ MACD Divergence ควรใช้ร่วมกับ Timeframe ใหญ่ๆ ครับ เช่น Daily หรือ Weekly ครับ เพราะสัญญาณใน Timeframe เล็กๆ อาจจะมีความผันผวนสูง และต้องรอ Confirmation ก่อนเข้าเทรดเสมอครับ อย่าใจร้อน!
FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Divergence
Divergence มีกี่ประเภท อะไรบ้างครับ?
Divergence หลักๆ มี 2 ประเภทครับ คือ Regular Divergence และ Hidden Divergence ครับ Regular Divergence คือสัญญาณเตือนการกลับตัวของราคาที่เราพูดถึงกันไปก่อนหน้านี้ครับ ส่วน Hidden Divergence เป็นสัญญาณเตือนการต่อเนื่องของแนวโน้มครับ เช่น ราคาทำ Higher Low แต่ RSI ทำ Lower Low แบบนี้คือ Hidden Bullish Divergence (สัญญาณซื้อ) หรือราคาทำ Lower High แต่ RSI ทำ Higher High แบบนี้คือ Hidden Bearish Divergence (สัญญาณขาย) ครับ
Divergence ใน Timeframe ไหนน่าเชื่อถือที่สุดครับ?
โดยทั่วไปแล้ว Divergence ใน Timeframe ใหญ่ๆ จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าครับ เช่น Daily, Weekly หรือ Monthly ครับ เพราะ Timeframe ใหญ่ๆ จะมี Noise น้อยกว่า และสัญญาณจะมีความแม่นยำมากกว่าครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Divergence ใน Timeframe เล็กๆ จะใช้ไม่ได้นะครับ เราสามารถใช้ Divergence ใน Timeframe เล็กๆ เพื่อหาจังหวะเข้าเทรดที่แม่นยำขึ้นได้ครับ แต่ต้องระมัดระวังมากขึ้น และต้องมี Stop Loss เสมอครับ
ควรตั้ง Stop Loss ตรงไหน เมื่อเทรดด้วย Divergence ครับ?
การตั้ง Stop Loss เมื่อเทรดด้วย Divergence ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ เช่น แนวรับแนวต้าน, Price Action และ Risk Tolerance ของแต่ละคนครับ โดยทั่วไปแล้ว เราจะตั้ง Stop Loss ไว้ใต้จุดต่ำสุด (สำหรับ Bullish Divergence) หรือเหนือจุดสูงสุด (สำหรับ Bearish Divergence) ล่าสุดครับ หรืออาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่แนวรับแนวต้านที่สำคัญก็ได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคา XAUUSD เกิด Bullish Divergence ที่ 1800 เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1790 (ใต้จุดต่ำสุดล่าสุด) หรือ 1780 (แนวรับที่สำคัญ) ครับ
Divergence ใช้ร่วมกับ Indicator อื่นๆ ได้ไหมครับ?
แน่นอนครับ! การใช้ Divergence ร่วมกับ Indicator อื่นๆ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรดได้ครับ Indicator ที่นิยมใช้ร่วมกับ Divergence ได้แก่ Fibonacci Retracement, Moving Average และ Volume ครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาเกิด Bullish Divergence ที่ระดับ Fibonacci 61.8% และมี Volume เพิ่มขึ้น แบบนี้จะเป็นสัญญาณซื้อที่แข็งแกร่งมากครับ หรือถ้าราคาเกิด Bearish Divergence ใกล้กับ Moving Average 200 วัน แบบนี้ก็จะเป็นสัญญาณขายที่น่าสนใจครับ
📖 บทความแนะนำจาก iCafeForex
- Ichimoku Cloud วิธีใช้อิชิโมกุ เทรด Forex – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- Market Structure คืออะไร อ่านโครงสร้างตลาด – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- Engulfing Pattern วิธีเทรด Bullish Bearish Engulfing – ICafeFX สอนเทรดฟรี







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文