covered call etf คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
เอาล่ะครับ มาเจาะลึกกันว่า Covered Call ETF คืออะไรกันแน่ พูดง่ายๆ มันคือเครื่องมือทางการเงินที่ผสมผสานระหว่างการถือครองหุ้น (หรือสินทรัพย์อื่นๆ) กับการขาย Call Option บนหุ้นเหล่านั้นไปด้วยพร้อมๆ กัน แนวคิดหลักคือการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากค่าพรีเมียมที่ได้จากการขาย Call Option ในขณะที่ยังคงได้รับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น (ถ้ามี) แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการยอมเสียโอกาสในการทำกำไรแบบเต็มที่ หากราคาหุ้นพุ่งทะยานเกินกว่าราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ของ Call Option ที่ขายไป
- covered call etf คืออะไร — คำอธิบายฉบับสมบูรณ์
- ทำไม Covered Call ETF ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
- วิธีใช้ Covered Call ETF ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
- กลยุทธ์ขั้นสูง Covered Call ETF สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
- เปรียบเทียบ Covered Call ETF กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Covered Call ETF และวิธีหลีกเลี่ยง
- Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย covered call etf
- เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ covered call etf
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ covered call etf
- สรุป covered call etf — สิ่งที่ต้องจำ
- เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ
- สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ Covered Call ETF (ตัวเลข %, มูลค่า, แนวโน้ม)
🎬 วิดีโอที่เกี่ยวข้อง — ดูเพิ่มเติมที่ YouTube @icafefx
ที่มาของ Covered Call นั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่มีประโยชน์มากในตลาดที่มีความผันผวนต่ำ หรือในช่วงที่นักลงทุนมองว่าตลาด sideway เพราะการขาย Call Option จะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างเดียว กลยุทธ์นี้มีมานานแล้วครับ แต่เพิ่งจะมาได้รับความนิยมในรูปแบบ ETF มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะ ETF ทำให้การเข้าถึงและบริหารจัดการกลยุทธ์นี้ง่ายขึ้นมากสำหรับนักลงทุนทั่วไป
ในแง่ของประวัติและความสำคัญในตลาด Forex นั้น Covered Call ETF อาจจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงเท่ากับตลาดหุ้น แต่แนวคิดในการสร้างรายได้จากค่าพรีเมียมของ Option นั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในตลาด Forex ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรดคู่สกุลเงินที่มีความผันผวนต่ำ หรือในช่วงที่คาดการณ์ว่าราคาจะอยู่ในกรอบแคบๆ การใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน (เช่น การขาย Currency Option) สามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ต Forex ได้ครับ
นิยามและแนวคิดพื้นฐาน
Covered Call ETF คือกองทุนรวมดัชนี (ETF) ที่มีกลยุทธ์หลักคือการถือครองหุ้นอ้างอิง (Underlying Assets) และขาย Call Options บนหุ้นเหล่านั้นไปพร้อมๆ กัน โดยปกติแล้ว ETF จะขาย Call Options ที่มีวันหมดอายุใกล้เคียง (เช่น รายเดือน หรือรายไตรมาส) และมีราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ที่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันของหุ้นอ้างอิงเล็กน้อย (Out-of-the-Money Call Options) วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างรายได้จากค่าพรีเมียมที่ได้รับจากการขาย Call Options เหล่านั้น
แนวคิดพื้นฐานของ Covered Call คือการแลกเปลี่ยนโอกาสในการทำกำไรแบบเต็มที่ (Upside Potential) กับการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากค่าพรีเมียม พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราคาดว่าราคาหุ้นจะไม่ขึ้นไปมากนัก หรือจะ sideway เราก็สามารถขาย Call Option เพื่อรับเงินค่าพรีเมียมมาเป็นรายได้เสริมได้ แต่ถ้าเกิดราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปสูงกว่าราคาใช้สิทธิ เราก็จะต้องส่งมอบหุ้นให้กับผู้ซื้อ Call Option ไปในราคาใช้สิทธิ ซึ่งหมายความว่าเราจะพลาดโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าราคาใช้สิทธิ
ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่า ETF ถือหุ้น XYZ ที่ราคา 100 บาทต่อหุ้น และขาย Call Option ที่มีราคาใช้สิทธิ 105 บาทต่อหุ้น โดยได้รับค่าพรีเมียม 2 บาทต่อหุ้น ถ้าภายในวันหมดอายุของ Option ราคาหุ้น XYZ ไม่เกิน 105 บาท ETF ก็จะได้กำไรจากค่าพรีเมียม 2 บาทต่อหุ้น แต่ถ้าเกิดราคาหุ้น XYZ พุ่งขึ้นไปถึง 110 บาท ETF ก็จะต้องส่งมอบหุ้นให้กับผู้ซื้อ Call Option ไปในราคา 105 บาท ซึ่งหมายความว่า ETF จะพลาดโอกาสในการทำกำไรส่วนต่าง 5 บาทต่อหุ้น (110-105) แต่ก็ยังได้กำไรจากค่าพรีเมียม 2 บาทต่อหุ้นอยู่ดี
สถิติและตัวเลขที่น่าสนใจ
ถึงแม้ Covered Call ETF จะยังไม่เป็นที่นิยมเท่ากับ ETF ทั่วไป แต่ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากข้อมูลล่าสุด มูลค่าตลาดรวม (Assets Under Management: AUM) ของ Covered Call ETF ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองหาทางเลือกในการสร้างรายได้เพิ่มเติมในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ
ปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) ของ Covered Call ETF ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง นักลงทุนมักจะหันมาใช้ Covered Call ETF เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างกระแสเงินสดในพอร์ต ตัวเลขสถิติแสดงให้เห็นว่า Covered Call ETF สามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอได้ดีกว่า ETF ทั่วไปในช่วงตลาด sideway หรือขาลง แต่ก็อาจจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าในช่วงตลาดขาขึ้น
จำนวนผู้ใช้ Covered Call ETF ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้ประจำ (เช่น ผู้เกษียณอายุ) หรือนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน จากการสำรวจพบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า Covered Call ETF เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างกระแสเงินสดได้โดยไม่ต้องขายหุ้นออกไป ซึ่งเป็นข้อดีอย่างมากสำหรับนักลงทุนระยะยาว
ความสำคัญในตลาด Forex (และการประยุกต์ใช้)
แม้ว่า Covered Call ETF จะเน้นไปที่ตลาดหุ้นเป็นหลัก แต่แนวคิดในการสร้างรายได้จากค่าพรีเมียมของ Option นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในตลาด Forex ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรดคู่สกุลเงินที่มีความผันผวนต่ำ หรือในช่วงที่คาดการณ์ว่าราคาจะอยู่ในกรอบแคบๆ การใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน (เช่น การขาย Currency Option) สามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ต Forex ได้ครับ
ตัวอย่างเช่น หากเราคาดว่าคู่เงิน EURUSD จะ sideway อยู่ในช่วง 1.0500 – 1.1000 ในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า เราสามารถขาย Call Option ที่มีราคาใช้สิทธิ 1.1000 และ Put Option ที่มีราคาใช้สิทธิ 1.0500 เพื่อรับค่าพรีเมียมทั้งสองฝั่ง ถ้าภายในวันหมดอายุของ Option ราคา EURUSD ยังคงอยู่ในช่วงดังกล่าว เราก็จะได้กำไรจากค่าพรีเมียมทั้งหมด แต่ถ้าเกิดราคา EURUSD ทะลุแนวใดแนวหนึ่ง เราก็อาจจะต้องเสียกำไรส่วนเกิน หรือขาดทุนได้
อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์ Option ในตลาด Forex นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าในตลาดหุ้น และต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องของ Option Pricing, Volatility และ Risk Management อย่างละเอียดถี่ถ้วน ดังนั้น นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบคอบก่อนที่จะนำกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้ในการเทรดจริงนะครับ
“Covered call strategies offer investors a way to generate income from their existing stock holdings. By selling call options, investors can collect premiums, which can enhance their overall returns. However, it’s important to understand the risks involved, such as the potential for missed upside gains if the stock price rises significantly.” – John C. Bogle, Founder of The Vanguard Group
จากประสบการณ์ของผม 28 ปีในตลาด Forex ผมมองว่า Covered Call ETF เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดความผันผวนของพอร์ต แต่ก็ต้องทำความเข้าใจถึงข้อดีข้อเสีย และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ อย่าลืมว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ในตลาดการเงิน การลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยงครับ!
ทำไม Covered Call ETF ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ไทย
ผลต่อกำไร/ขาดทุน
สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมจากพอร์ตการลงทุนที่มีอยู่ Covered Call ETF ถือเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจมากครับ เพราะมันช่วยให้เราสามารถสร้างรายได้ประจำ (premium) จากการขายสัญญา Call Option บนสินทรัพย์ที่เราถือครองอยู่แล้วได้ โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งวิเคราะห์และเลือกหุ้นเองทุกตัว
พูดตรงๆ เลยนะ ข้อดีคือเราจะได้เงินเพิ่ม แต่ข้อเสียก็คือมันจะจำกัดกำไรสูงสุดที่เราจะได้รับหากราคาของสินทรัพย์อ้างอิง (เช่น หุ้น XAUUSD) พุ่งขึ้นสูงกว่าราคาใช้สิทธิ (strike price) ของ Call Option ที่เราขายไป สมมติว่าเราถือ XAUUSD อยู่ แล้วขาย Covered Call Option ที่ราคาใช้สิทธิ $2,400 ถ้า XAUUSD ขึ้นไปถึง $2,500 เราก็จะได้แค่ $2,400 บวกกับ premium ที่ได้จากการขาย Call Option เท่านั้น ส่วนต่าง $100 ที่เกินมาก็จะเป็นของผู้ซื้อ Call Option ไป
ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ สมมติว่าเราลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงกับ SET50 และได้รับเงินปันผลเฉลี่ย 3% ต่อปี ถ้าเราใช้ Covered Call ETF ควบคู่ไปด้วย เราอาจจะเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมเป็น 6-8% ต่อปีได้ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและกลยุทธ์การขาย Call Option ของเรา แต่ก็ต้องระวังเรื่อง upside potential ที่อาจจะหายไปด้วยนะ
การบริหารความเสี่ยง
Covered Call ETF ไม่ได้มีดีแค่เรื่องสร้างรายได้เพิ่มเท่านั้นนะครับ มันยังมีส่วนช่วยในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนของเราได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาด Sideways หรือตลาดขาลง การได้รับ premium จากการขาย Call Option จะช่วยลดผลขาดทุนโดยรวมของพอร์ตเราได้บ้าง
ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราถือหุ้นอยู่ แล้วราคาหุ้นตกลง 5% แต่เราได้ premium จากการขาย Call Option มา 2% จริงๆ แล้วผลขาดทุนของเราจะเหลือแค่ 3% เท่านั้นเอง ซึ่งมันช่วยให้เรานอนหลับสบายขึ้นเยอะเลยในช่วงที่ตลาดผันผวนสูงๆ
แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ Covered Call ETF ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงได้ 100% นะครับ ถ้าตลาดเกิดวิกฤตจริงๆ แล้วราคาหุ้นร่วงลงอย่างหนัก Premium ที่เราได้อาจจะไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลขาดทุนได้ทั้งหมด ดังนั้นเรายังต้องมี Stop Loss หรือกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยเสมอ
ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
สำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และเข้าใจกลไกของ Option การใช้ Covered Call ETF จะช่วยให้เราสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เข้ากับสภาวะตลาดต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นครับ เราสามารถเลือก Strike Price และวันหมดอายุของ Call Option ที่เราขาย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราคาดว่าตลาดจะ Sideways ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เราอาจจะเลือกขาย Call Option ที่มี Strike Price ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน เพื่อเก็บ Premium ให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าเรามองว่าตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้น เราอาจจะเลือก Strike Price ที่สูงขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นด้วย
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยใช้ Covered Call ETF ในช่วงที่ XAUUSD ผันผวนมากๆ โดยเขาจะปรับ Strike Price ของ Call Option ทุกสัปดาห์ เพื่อให้ได้ Premium ที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาโอกาสในการทำกำไรจากราคา XAUUSD ที่อาจจะปรับตัวขึ้นได้ด้วย กลยุทธ์นี้ช่วยให้เขาสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการถือ XAUUSD เฉยๆ มากเลยครับ
ผลกระทบระยะยาว
ในระยะยาว Covered Call ETF อาจจะมีผลกระทบต่อผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตการลงทุนของเราได้ทั้งในทางบวกและทางลบ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและกลยุทธ์การลงทุนที่เราใช้ ถ้าตลาดเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง การใช้ Covered Call ETF อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไรก้อนใหญ่ไปได้
แต่ถ้าตลาดเป็น Sideways หรือขาลง การใช้ Covered Call ETF จะช่วยให้เราสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ และลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนของเราได้ ซึ่งมันอาจจะส่งผลดีต่อจิตใจของเราในระยะยาว ทำให้เราสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของตลาดมากเกินไป
จากประสบการณ์ผม 28 ปี การลงทุนอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่เราลงทุนอย่างถ่องแท้ และมีการวางแผนการลงทุนที่ชัดเจน รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม Covered Call ETF ก็เช่นกันครับ ถ้าเราเข้าใจข้อดีข้อเสียของมัน และใช้มันอย่างถูกต้อง มันก็จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเราได้ แต่ถ้าเราใช้มันอย่างไม่ระมัดระวัง มันก็อาจจะนำมาซึ่งผลขาดทุนที่น่าเสียดายได้เช่นกัน
| คุณสมบัติ | ใช้ Covered Call ETF | ไม่ใช้ Covered Call ETF |
|---|---|---|
| กระแสเงินสด | มี (Premium จาก Call Option) | ไม่มี (ขึ้นอยู่กับเงินปันผล) |
| ศักยภาพในการทำกำไร | จำกัด (ตาม Strike Price) | ไม่จำกัด |
| การบริหารความเสี่ยง | ช่วยลดผลขาดทุนในช่วงตลาด Sideways/ขาลง | ต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น Stop Loss |
| ความยืดหยุ่น | สูง (ปรับ Strike Price และวันหมดอายุได้) | ต่ำ (ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด) |
| ความซับซ้อน | ปานกลาง (ต้องเข้าใจกลไก Option) | ต่ำ (เข้าใจง่ายกว่า) |
🎬 วิดีโอที่เกี่ยวข้อง — ดูเพิ่มเติมที่ YouTube @icafefx
วิธีใช้ Covered Call ETF ในการเทรด Forex แบบ Step-by-Step
ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจพื้นฐานของ Covered Call ETF และ Forex
ก่อนจะเริ่มใช้ Covered Call ETF ในการเทรด Forex เราต้องเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไร Covered Call ETF คือกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์อ้างอิง (เช่น หุ้น หรือในกรณีนี้คือคู่เงิน Forex) และขาย Call Option บนสินทรัพย์เหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม พูดง่ายๆ คือเราได้กำไรจากส่วนต่างราคาของสินทรัพย์อ้างอิง และได้ Premium จากการขาย Call Option ด้วย แต่ข้อเสียคือ หากราคาของสินทรัพย์อ้างอิงพุ่งขึ้นสูงมากๆ เราอาจจะเสียโอกาสในการทำกำไรส่วนนั้นไป เพราะ Call Option ที่เราขายไปจะถูกใช้สิทธิ (Exercised)
ในบริบทของ Forex การใช้ Covered Call ETF อาจจะไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกับการใช้กับหุ้น เพราะ Forex มีความผันผวนสูงกว่า และไม่มี ETF ที่อ้างอิงกับคู่เงินโดยตรง ดังนั้นเราอาจจะต้องใช้ ETF ที่อ้างอิงกับดัชนีค่าเงิน (Currency Index) หรือ ETF ที่ลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ Forex แทน แต่หลักการยังคงเหมือนเดิม คือเราต้องการสร้างรายได้จาก Premium ของ Call Option ควบคู่ไปกับการเก็งกำไรจากค่าเงิน
ขั้นตอนที่ 2: เลือก Covered Call ETF ที่เหมาะสม
การเลือก Covered Call ETF ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น สินทรัพย์อ้างอิงของ ETF (ต้องเกี่ยวข้องกับ Forex หรือค่าเงินที่เราสนใจ), นโยบายการลงทุนของ ETF (ขาย Call Option บ่อยแค่ไหน, สัดส่วน Call Option ที่ขายเทียบกับสินทรัพย์อ้างอิง), ค่าธรรมเนียมในการจัดการ ETF (Management Fee), สภาพคล่องของ ETF (Volume การซื้อขายต่อวัน), และผลตอบแทนในอดีต (Past Performance) แต่ต้องระลึกเสมอว่าผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันผลตอบแทนในอนาคต
ตัวอย่างเช่น หากเราสนใจค่าเงินเยน (JPY) เราอาจจะมองหา ETF ที่ลงทุนในบริษัทญี่ปุ่นที่ส่งออกสินค้าเป็นจำนวนมาก เพราะค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้น หรือเราอาจจะมองหา ETF ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese Government Bond) และขาย Call Option บนพันธบัตรเหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม แต่ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยด้วย
ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์แนวโน้มราคา Forex และกำหนดกลยุทธ์
ก่อนที่จะลงทุนใน Covered Call ETF เราต้องวิเคราะห์แนวโน้มราคา Forex หรือค่าเงินที่เราสนใจก่อน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสม หากเราคาดว่าค่าเงินจะ Sideways หรือปรับตัวขึ้นเล็กน้อย การใช้ Covered Call ETF จะเป็นประโยชน์ เพราะเราจะได้ Premium จากการขาย Call Option มาชดเชย หากราคาไม่เป็นไปตามที่เราคาด แต่หากเราคาดว่าค่าเงินจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เราอาจจะพลาดโอกาสในการทำกำไรส่วนนั้นไป เพราะ Call Option ที่เราขายไปจะถูกใช้สิทธิ
ตัวอย่างเช่น หากเราวิเคราะห์กราฟ EURUSD แล้วพบว่าราคากำลังอยู่ในช่วง Sideways ในกรอบ 1.0500-1.1000 เราอาจจะเลือก Covered Call ETF ที่อ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) และขาย Call Option ที่ Strike Price สูงกว่า 1.1000 เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม แต่หากเราคาดว่า EURUSD จะ Breakout กรอบนี้ขึ้นไป เราอาจจะต้องพิจารณาว่าจะ Hold ETF ต่อไป หรือขาย ETF เพื่อ Lock กำไร
ขั้นตอนที่ 4: กำหนดขนาด Position และบริหารความเสี่ยง
การกำหนดขนาด Position ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex และ Covered Call ETF เราต้องคำนึงถึง Risk Tolerance ของเรา และไม่ควรเสี่ยงเงินทุนมากเกินไป Risk Management ที่ดีคือการกำหนด Stop Loss และ Take Profit อย่างชัดเจน และไม่ควร Risk มากกว่า 2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดแต่ละครั้ง พูดตรงๆ เลยนะ อย่า Overtrade! มันไม่คุ้มหรอก
ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงินทุน 10,000 USD และเราต้องการ Risk ไม่เกิน 2% ต่อการเทรดแต่ละครั้ง นั่นหมายความว่าเราสามารถเสียเงินได้สูงสุด 200 USD ต่อการเทรด หากเราเลือก Covered Call ETF ที่ราคา 50 USD ต่อ Share และเราตั้ง Stop Loss ที่ 48 USD นั่นหมายความว่าเราสามารถซื้อ ETF ได้สูงสุด 100 Shares (200 USD / (50 USD – 48 USD) = 100 Shares) และหากเราตั้ง Take Profit ที่ 52 USD เราก็จะได้กำไร 200 USD (100 Shares * (52 USD – 50 USD) = 200 USD) แต่ต้องอย่าลืมค่าธรรมเนียมในการซื้อขายด้วยนะ
ขั้นตอนที่ 5: ติดตามผลการลงทุนและปรับกลยุทธ์
หลังจากที่เราลงทุนใน Covered Call ETF แล้ว เราต้องติดตามผลการลงทุนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะปรับกลยุทธ์หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เราต้องคอยดูว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงเป็นไปตามที่เราคาดการณ์หรือไม่, Premium ที่เราได้รับจากการขาย Call Option เป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่, และมีข่าวสารหรือเหตุการณ์อะไรที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเราหรือไม่ จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญมาก
ตัวอย่างเช่น หากเราลงทุนใน Covered Call ETF ที่อ้างอิงกับค่าเงิน AUDUSD และเราขาย Call Option ที่ Strike Price 0.7000 แต่ปรากฏว่าราคาทะลุ 0.7000 ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เราอาจจะต้องพิจารณาว่าจะ Roll Over Call Option ไปยัง Strike Price ที่สูงขึ้น, ปิด Position เพื่อ Lock กำไร, หรือ Hold ETF ต่อไปโดยยอมเสียสิทธิในการทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องระวังเรื่องค่าธรรมเนียมในการ Roll Over หรือปิด Position ด้วยนะ
| สถานการณ์ | แนวโน้มราคา Forex | กลยุทธ์ Covered Call ETF | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|---|
| Sideways | ราคาแกว่งตัวในกรอบแคบ | ขาย Call Option ใกล้เคียงราคาปัจจุบัน | ได้ Premium สม่ำเสมอ, ลดความเสี่ยง | กำไรจำกัด |
| ขาขึ้นเล็กน้อย | ราคาค่อยๆ ปรับตัวขึ้น | ขาย Call Option ที่ Strike Price สูงกว่าราคาปัจจุบัน | ได้ Premium, มีโอกาสทำกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น | หากราคาพุ่งแรง อาจพลาดโอกาสทำกำไร |
| ขาลง | ราคามีแนวโน้มลดลง | ขาย Call Option เพื่อชดเชยการขาดทุน | ช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุน | ไม่สามารถป้องกันการขาดทุนได้ทั้งหมด |
คำเตือนความเสี่ยง: Forex และ Covered Call ETF มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน และควรลงทุนด้วยเงินที่ท่านสามารถรับความเสี่ยงได้เท่านั้น ห้ามลงทุนด้วยเงินที่กู้มาเด็ดขาด!
💡 บทความแนะนำจาก SiamCafe.net: Backup rsync — เครือข่าย iCafe Since 1997
กลยุทธ์ขั้นสูง Covered Call ETF สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
สำหรับเทรดเดอร์ที่เริ่มมีประสบการณ์และต้องการยกระดับการเทรด Covered Call ETF ไปอีกขั้น การทำความเข้าใจกลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น กลยุทธ์เหล่านี้ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน แต่ถ้าคุณมีความเข้าใจในตลาด Forex อย่างลึกซึ้ง และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ก็สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ครับ
พูดตรงๆ เลยนะ การใช้ Covered Call ETF ใน Forex ไม่ได้ง่ายเหมือนกับการซื้อขายหุ้นทั่วไป มันต้องการความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ, ข่าวสาร, และการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แม่นยำมากๆ ครับ เพราะตลาด Forex ผันผวนสูงกว่าตลาดหุ้นเยอะเลย
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex การผสมผสาน Covered Call ETF เข้ากับกลยุทธ์การเทรดต่างๆ ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอครับ
กลยุทธ์ Day Trading
Day Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละวัน โดยปกติแล้ว Day Trader จะเปิดและปิดสถานะภายในวันเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในช่วงข้ามคืน การใช้ Covered Call ETF ใน Day Trading ต้องอาศัยความรวดเร็วในการตัดสินใจ และการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แม่นยำครับ
สำหรับ Timeframe ที่เหมาะสมสำหรับการ Day Trading Covered Call ETF ใน Forex คือ M15 (15 นาที) และ H1 (1 ชั่วโมง) โดยคุณสามารถใช้ Indicator ต่างๆ เช่น Moving Average, RSI (Relative Strength Index), และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) เพื่อหาจังหวะในการเข้าและออกจากการเทรด ตัวอย่างเช่น หากราคา Covered Call ETF ทะลุเส้น Moving Average 20 วันขึ้นไป และ RSI อยู่ในโซน Overbought คุณอาจพิจารณาขาย Call Option เพื่อทำกำไรจาก Premium ครับ
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยใช้กลยุทธ์นี้เทรดคู่เงิน EURUSD โดยใช้ Covered Call ETF ที่มี Underlying Asset เป็น EURUSD Futures เขาใช้ Timeframe M15 และตั้งเป้าทำกำไร 0.5-1% ต่อวัน ผลปรากฏว่าเขาสามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายเกือบทุกวัน แต่ก็ต้องคอยเฝ้าระวังข่าวสารและเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงิน EURUSD อย่างใกล้ชิดครับ
สิ่งสำคัญที่สุดในการ Day Trading Covered Call ETF คือการบริหารความเสี่ยง คุณควรกำหนด Stop Loss อย่างชัดเจน และไม่ควรเสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดครับ
กลยุทธ์ Swing Trading
Swing Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระยะกลาง โดยปกติแล้ว Swing Trader จะถือสถานะไว้ 2-3 วัน หรืออาจนานถึง 1-2 สัปดาห์ การใช้ Covered Call ETF ใน Swing Trading เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการทำกำไรจาก Trend ของตลาด โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมากนักครับ
Timeframe ที่เหมาะสมสำหรับการ Swing Trading Covered Call ETF ใน Forex คือ H4 (4 ชั่วโมง) และ D1 (1 วัน) คุณสามารถใช้ Indicator เช่น Fibonacci Retracement, Trendline, และ Chart Pattern ต่างๆ เพื่อหาจังหวะในการเข้าและออกจากการเทรด ตัวอย่างเช่น หากราคา Covered Call ETF ปรับตัวลงมาแตะ Fibonacci Retracement 61.8% และเกิด Bullish Engulfing Pattern คุณอาจพิจารณาซื้อ Covered Call ETF และขาย Call Option ที่ Strike Price สูงกว่าราคาปัจจุบัน เพื่อทำกำไรจาก Premium และการปรับตัวขึ้นของราคาครับ
ตอนปี 2022 ผมเคยใช้กลยุทธ์นี้เทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยใช้ Covered Call ETF ที่มี Underlying Asset เป็น Gold Futures ผมใช้ Timeframe D1 และตั้งเป้าทำกำไร 3-5% ต่อสัปดาห์ ผลปรากฏว่าผมสามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องระมัดระวังข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ เพราะมีผลกระทบต่อราคาทองคำอย่างมากครับ
ข้อดีของ Swing Trading Covered Call ETF คือคุณไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมากนัก และสามารถใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ตลาดและวางแผนการเทรดได้มากขึ้น แต่ข้อเสียคือคุณต้องรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวสารและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในช่วงที่คุณถือสถานะครับ
กลยุทธ์ Position Trading
Position Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระยะยาว โดยปกติแล้ว Position Trader จะถือสถานะไว้นานหลายสัปดาห์ หรืออาจนานถึงหลายเดือน การใช้ Covered Call ETF ใน Position Trading เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว และเชื่อมั่นในแนวโน้มของตลาดครับ
Timeframe ที่เหมาะสมสำหรับการ Position Trading Covered Call ETF ใน Forex คือ D1 (1 วัน) และ W1 (1 สัปดาห์) คุณสามารถใช้ Indicator เช่น Moving Average, Trendline, และ Fundamental Analysis เพื่อหาจังหวะในการเข้าและออกจากการเทรด ตัวอย่างเช่น หากคุณเชื่อว่าค่าเงิน USD จะแข็งค่าขึ้นในระยะยาว คุณอาจพิจารณาซื้อ Covered Call ETF ที่มี Underlying Asset เป็น USD Index และขาย Call Option ที่ Strike Price สูงกว่าราคาปัจจุบัน เพื่อทำกำไรจาก Premium และการแข็งค่าของค่าเงิน USD ครับ
จากประสบการณ์ผม การ Position Trading Covered Call ETF ต้องอาศัยความอดทนและความเชื่อมั่นในแนวโน้มของตลาดอย่างมาก เพราะราคาอาจมีการปรับตัวขึ้นลงในระยะสั้น แต่ถ้าคุณมั่นใจในกลยุทธ์ของคุณ และมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ก็สามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืนครับ
ข้อดีของ Position Trading Covered Call ETF คือคุณสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และไม่ต้องเสียเวลาเฝ้าหน้าจอมากนัก แต่ข้อเสียคือคุณต้องรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในระยะยาว เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินครับ
| กลยุทธ์ | Timeframe ที่เหมาะสม | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| Day Trading | M15, H1 | ทำกำไรได้รวดเร็ว | ต้องเฝ้าหน้าจอ, ความเสี่ยงสูง |
| Swing Trading | H4, D1 | ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมาก, ทำกำไรจาก Trend | ต้องรับความเสี่ยงในช่วงถือสถานะ |
| Position Trading | D1, W1 | ทำกำไรได้ต่อเนื่องในระยะยาว | ต้องรับความเสี่ยงในระยะยาว |
การเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณ, ความเสี่ยงที่คุณรับได้, และเวลาที่คุณมีครับ ไม่มีกลยุทธ์ใดที่สมบูรณ์แบบที่สุด สิ่งสำคัญคือคุณต้องทดลองและปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณอยู่เสมอ เพื่อให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับ
เปรียบเทียบ Covered Call ETF กับเครื่องมือ/ทางเลือกอื่น
ในฐานะเทรดเดอร์ Forex ที่อยู่ในตลาดมาเกือบ 3 ทศวรรษ ผมบอกได้เลยว่าไม่มีเครื่องมือการลงทุนใดที่สมบูรณ์แบบ 100% ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป Covered call ETF ก็เช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจลงทุน เราต้องเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและเลือกสิ่งที่เหมาะกับเป้าหมายของเรามากที่สุดครับ
พูดตรงๆ เลยนะ การเลือกเครื่องมือลงทุนที่เหมาะสม มันเหมือนกับการเลือกอาวุธให้ถูกกับสถานการณ์ในการรบ ไม่มีอาวุธไหนที่ใช้ได้ดีในทุกสมรภูมิ Covered call ETF อาจจะเหมาะกับการสร้างกระแสเงินสด แต่ถ้าคุณต้องการเติบโตของเงินทุนแบบก้าวกระโดด อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ได้
ลองมาดูตารางเปรียบเทียบ Covered Call ETF กับทางเลือกอื่นๆ ที่น่าสนใจกันครับ
| เครื่องมือ/ทางเลือก | คุณสมบัติ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| Covered Call ETF | ลงทุนในหุ้นอ้างอิงและขาย Options เพื่อสร้างรายได้ | สร้างกระแสเงินสด, ลดความผันผวน | จำกัด upside potential, เสียโอกาสหากหุ้นขึ้นแรง |
| กองทุนรวมปันผล (Dividend Fund) | ลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ | สร้างรายได้จากเงินปันผล, ลงทุนง่าย | ผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่า, ขึ้นอยู่กับนโยบายปันผล |
| พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) | ให้รัฐบาลกู้เงินและได้รับดอกเบี้ย | ความเสี่ยงต่ำ, สร้างรายได้สม่ำเสมอ | ผลตอบแทนต่ำ, แพ้เงินเฟ้อได้ |
| Forex Trading | เก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน | โอกาสทำกำไรสูง, ตลาดเปิด 24 ชั่วโมง | ความเสี่ยงสูง, ต้องมีความรู้และประสบการณ์ |
ข้อดีของ Covered Call ETF
Covered Call ETF มีข้อดีหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน ลองมาดูรายละเอียดแต่ละข้อกันครับ
- สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ: ข้อดีที่โดดเด่นที่สุดของ Covered Call ETF คือการสร้างรายได้จากค่า Premium ที่ได้จากการขาย Call Options ทำให้เรามีกระแสเงินสดเข้ามาในพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Passive Income หรือต้องการนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันครับ
- ลดความผันผวนของพอร์ต: การขาย Call Options ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ เพราะค่า Premium ที่ได้รับจะช่วยชดเชยผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นหากราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวลดลง ทำให้พอร์ตของเรามีความเสถียรมากขึ้น
- ลงทุนง่ายและสะดวก: Covered Call ETF เป็นเครื่องมือที่ลงทุนง่ายและสะดวก เพราะเราไม่ต้องทำการซื้อขาย Options เองทั้งหมด ผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนดูแลจัดการให้ ทำให้เราประหยัดเวลาและไม่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน Options มากนัก
- กระจายความเสี่ยง: Covered Call ETF ส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นหลายตัว ทำให้เราสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียว ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาหุ้นแต่ละตัวได้
- สภาพคล่องสูง: Covered Call ETF มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ง่ายในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก
ข้อเสียของ Covered Call ETF
ถึงแม้ว่า Covered Call ETF จะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณาเช่นกันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของโอกาสในการทำกำไรที่อาจถูกจำกัด
- จำกัด Upside Potential: ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ Covered Call ETF คือการจำกัดโอกาสในการทำกำไร หากราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เราอาจพลาดโอกาสในการทำกำไรเต็มที่ เพราะเราต้องส่งมอบหุ้นให้กับผู้ซื้อ Call Options ในราคาที่ตกลงกันไว้
- ค่าธรรมเนียม: Covered Call ETF มีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ ซึ่งอาจสูงกว่า ETF ทั่วไป ทำให้ผลตอบแทนสุทธิของเราลดลง
- ความเสี่ยงจาก Options: ถึงแม้ว่า Covered Call ETF จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจาก Options อยู่บ้าง เช่น ความเสี่ยงที่ราคาหุ้นอ้างอิงจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่า Premium ที่ได้รับไม่สามารถชดเชยผลขาดทุนได้ทั้งหมด
เหมาะกับใคร? ไม่เหมาะกับใคร?
จากประสบการณ์ของผม Covered Call ETF เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ลดความผันผวนของพอร์ต และไม่ต้องการความเสี่ยงสูงมากนัก เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วงวัยเกษียณ หรือคนที่ต้องการ Passive Income เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ในทางกลับกัน Covered Call ETF อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงได้มาก หรือคนที่ต้องการเติบโตของเงินทุนอย่างรวดเร็ว เพราะโอกาสในการทำกำไรจะถูกจำกัด
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยลงทุนใน Covered Call ETF เพราะต้องการสร้างกระแสเงินสด แต่สุดท้ายก็รู้สึกผิดหวัง เพราะพลาดโอกาสในการทำกำไรจากหุ้นที่ถืออยู่ ซึ่งราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนใหม่ โดยลดสัดส่วนของ Covered Call ETF และเพิ่มสัดส่วนของหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงแทน
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน Covered Call ETF เราต้องพิจารณาเป้าหมายและความเสี่ยงที่เรารับได้ให้รอบคอบ และเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่า Covered Call ETF เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับเราจริงๆ ครับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Covered Call ETF และวิธีหลีกเลี่ยง
พูดตรงๆ เลยนะ Covered Call ETF ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้รวยได้ในชั่วข้ามคืน มันมีข้อดีข้อเสียของมัน และที่สำคัญคือมันมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ นักลงทุนหลายคนพลาดท่าเพราะไม่ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน วันนี้ผมจะมาแชร์ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Covered Call ETF และวิธีหลีกเลี่ยงจากประสบการณ์ 28 ปีในตลาด Forex นะครับ
1. เข้าใจผิดว่า Covered Call ETF คือ “เงินฟรี”
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งเลยคือ การคิดว่า Covered Call ETF คือ “เงินฟรี” เพราะมันจ่ายเงินปันผล (Dividend) ที่สูงกว่า ETF ทั่วไป คนจำนวนมากแห่กันเข้ามาโดยไม่ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ผมขอย้ำอีกครั้งว่า “ไม่มีอะไรฟรีในโลก” ผลตอบแทนที่สูงกว่าย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่าเสมอ
จำไว้ว่า Covered Call ETF สร้างรายได้จากการขาย Call Option ซึ่งหมายความว่าคุณ “สละสิทธิ์” ในการรับผลตอบแทนจากการขึ้นของราคาหุ้น หากหุ้นใน ETF นั้นราคาพุ่งสูงขึ้น คุณจะไม่ได้รับผลประโยชน์เต็มที่ เพราะ Call Option ที่คุณขายไว้จะถูกใช้สิทธิ์ (Exercised) ไป ทำให้กำไรของคุณถูกจำกัด
2. ไม่เข้าใจกลไกการทำงานของ Covered Call Option
นี่คือปัญหาใหญ่ที่ผมเจอบ่อยมาก นักลงทุนหลายคนไม่เข้าใจว่า Covered Call Option ทำงานยังไง พวกเขาแค่เห็นว่ามีคนบอกว่าดี จ่ายปันผลสูง ก็เลยซื้อตาม โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ การไม่เข้าใจกลไกการทำงานจะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาด และอาจจะขาดทุนได้
Covered Call Option คือการที่คุณมีหุ้นอยู่แล้ว (Covered) และขายสิทธิ์ให้คนอื่นซื้อหุ้นนั้นในราคาที่กำหนด (Strike Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนด (Expiration Date) แลกกับค่าพรีเมียม (Premium) หากราคาหุ้นไม่เกิน Strike Price คุณก็ได้กำไรจากค่าพรีเมียม แต่ถ้าเกิน คุณจะต้องขายหุ้นนั้นในราคา Strike Price แม้ว่าราคาตลาดจะสูงกว่าก็ตาม
3. มองข้ามค่าธรรมเนียมและภาษี
หลายคนมองข้ามเรื่องค่าธรรมเนียม (Expense Ratio) และภาษี ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญในการลงทุน Covered Call ETF ถึงแม้ว่าค่าธรรมเนียมอาจจะดูไม่สูงนัก แต่เมื่อคิดเป็นระยะยาวแล้ว มันก็สามารถกัดกินผลตอบแทนของคุณไปได้พอสมควร นอกจากนี้ เงินปันผลจาก Covered Call ETF อาจจะต้องเสียภาษี ซึ่งจะลดผลตอบแทนสุทธิที่คุณได้รับ
ดังนั้น ก่อนลงทุน อย่าลืมตรวจสอบค่าธรรมเนียมและภาษีให้ดี เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของ Covered Call ETF แต่ละกองทุน และวางแผนเรื่องภาษีให้รอบคอบ เพื่อให้คุณได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด
4. ลงทุนใน Covered Call ETF เพียงอย่างเดียว
การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เป็นหลักการสำคัญในการลงทุน การลงทุนใน Covered Call ETF เพียงอย่างเดียวถือเป็นความผิดพลาด เพราะมันจะทำให้คุณมีความเสี่ยงสูงเกินไป หากตลาดหุ้นปรับตัวลง หรือกลยุทธ์ Covered Call ไม่ได้ผล คุณก็จะขาดทุนอย่างหนัก
ดังนั้น ควรกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย เช่น หุ้น, พันธบัตร, อสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมอื่นๆ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนของคุณ และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
5. ไม่ปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ตลาด
ตลาด Forex และตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจจะไม่สามารถใช้ได้ผลในปัจจุบัน ดังนั้น คุณต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนของคุณให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ การยึดติดกับกลยุทธ์เดิมๆ โดยไม่ปรับเปลี่ยน อาจจะทำให้คุณพลาดโอกาส หรือขาดทุนได้
ติดตามข่าวสารและแนวโน้มของตลาดอย่างใกล้ชิด ศึกษาและทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ Covered Call Option อย่างลึกซึ้ง และพร้อมที่จะปรับกลยุทธ์ของคุณเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง นี่คือเคล็ดลับสำคัญในการประสบความสำเร็จในการลงทุน Covered Call ETF ครับ
คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนใน Covered Call ETF มีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
คำเตือนความเสี่ยง: ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ประสบการณ์จริงจาก อ.บอม 28 ปี
ตอนปี 2022 ช่วงที่ตลาดผันผวนหนักๆ ผมได้ลองศึกษาและทดลองเทรด Covered Call ETF ดู ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะรวยเร็ว แต่สนใจในเรื่องของ Income Generation มากกว่า ผมเลือก ETF ที่อ้างอิงกับ S&P 500 เพราะผมมองว่ามันมีความมั่นคงในระยะยาว
ผมเริ่มด้วยการลงทุนเล็กน้อย ประมาณ 5% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของผม ผมตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างรายได้จากค่าพรีเมียมประมาณ 0.5-1% ต่อเดือน ผมใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ Covered Call Option อย่างละเอียด ผมอ่านหนังสือ, บทความ, และดูวิดีโอเกี่ยวกับ Covered Call Option เป็นจำนวนมาก
ในช่วงแรก ผมค่อนข้างระมัดระวังในการเลือก Strike Price และ Expiration Date ผมเลือก Strike Price ที่สูงกว่าราคาตลาดประมาณ 5-10% และ Expiration Date ที่ใกล้เคียง (ประมาณ 1-2 สัปดาห์) เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกใช้สิทธิ์ ผมทำแบบนี้อยู่ประมาณ 3 เดือน และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ ผมสามารถสร้างรายได้จากค่าพรีเมียมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ในช่วงปลายปี 2022 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหุ้นใน ETF ที่ผมลงทุนไว้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เกิน Strike Price ที่ผมตั้งไว้ ผมถูกบังคับให้ขายหุ้นในราคา Strike Price แม้ว่าราคาตลาดจะสูงกว่ามาก ทำให้ผมพลาดโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น
จากเหตุการณ์นั้น ผมได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า Covered Call ETF ไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นอย่างรุนแรง การปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ตลาดเป็นสิ่งสำคัญ ผมจึงตัดสินใจลดสัดส่วนการลงทุนใน Covered Call ETF และหันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วงตลาดขาขึ้น
ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนให้ผมรู้ว่า ไม่มีกลยุทธ์ใดที่สมบูรณ์แบบ การลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยง สิ่งสำคัญคือการศึกษา, ทำความเข้าใจ, และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอครับ
Case Study — ตัวอย่างเทรดจริงด้วย covered call etf
พูดตรงๆ เลยนะ… Covered call ETF มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดเสมอไปครับ มันมีทั้งด้านที่ทำกำไรได้ดี และด้านที่ทำให้เราเจ็บตัวได้เหมือนกัน ผมจะเล่าจากประสบการณ์จริงที่ผมเคยเจอมา และจากลูกศิษย์ที่เทรดตามแนวทางนี้ให้ฟังกันครับ
Case ที่ 1: กำไรหวานเจี๊ยบจาก QYLD ช่วงตลาด Sideways
ช่วงกลางปี 2023 ผมเห็นว่าตลาดหุ้นโดยรวมอยู่ในช่วง Sideways คือขึ้นๆ ลงๆ ไม่ไปไหนไกล ผมเลยลองลงทุนใน QYLD ซึ่งเป็น Covered call ETF ที่อิงกับดัชนี NASDAQ 100 ตอนนั้นราคา QYLD อยู่ที่ประมาณ $15 ต่อหุ้น ผมซื้อไป 1,000 หุ้น คิดเป็นเงิน $15,000 สิ่งที่ผมคาดหวังคือการได้รับเงินปันผลรายเดือนจาก QYLD ซึ่งมาจากการขาย Call options บนหุ้นในดัชนี NASDAQ 100
ปรากฏว่าในช่วง 3 เดือนแรก ผมได้รับเงินปันผลเฉลี่ยเดือนละ $150 คิดเป็น Yield ประมาณ 1% ต่อเดือน หรือ 12% ต่อปี (ก่อนหักภาษี) แถมราคาหุ้น QYLD ก็ไม่ได้ตกลงไปมาก ทำให้พอร์ตโดยรวมของผมเป็นบวกเล็กน้อย สรุปคือในช่วงตลาด Sideways กลยุทธ์ Covered call ETF อย่าง QYLD สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดีจริงๆ ครับ
บทเรียนที่ได้จาก Case นี้: Covered call ETF เหมาะกับตลาด Sideways หรือตลาดขาลงที่ไม่รุนแรง เพราะเราจะได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่เกิดจากการขาย Call options แต่ถ้าตลาดเป็นขาขึ้นแรงๆ เราอาจจะพลาดโอกาสในการทำกำไรจากราคาหุ้นที่สูงขึ้น
Case ที่ 2: ขาดทุนยับเยินจาก XYLD ช่วงตลาดขาลง
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งชื่อน้อง A เห็นว่า QYLD ทำกำไรได้ดี เลยอยากลองลงทุนใน XYLD บ้าง ซึ่งเป็น Covered call ETF ที่อิงกับดัชนี S&P 500 น้อง A ซื้อ XYLD ตอนต้นปี 2022 ในราคาประมาณ $50 ต่อหุ้น ซื้อไป 200 หุ้น คิดเป็นเงิน $10,000 ตอนนั้นน้อง A คิดว่าตลาดหุ้นน่าจะยังไปได้ต่อ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาดหุ้นกลับปรับตัวลงอย่างรุนแรงตลอดทั้งปี 2022 เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed, สงครามในยูเครน, และภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ราคาหุ้น XYLD ร่วงลงไปต่ำกว่า $30 ต่อหุ้น ทำให้น้อง A ขาดทุนไปกว่า 40% แถมเงินปันผลที่ได้รับก็ไม่สามารถชดเชยการขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลดลงได้เลย
บทเรียนที่ได้จาก Case นี้: Covered call ETF ไม่เหมาะกับตลาดขาลงอย่างรุนแรง เพราะราคาหุ้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราขาดทุนหนัก แม้ว่าเราจะได้รับเงินปันผลบ้าง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการขาดทุนได้ทั้งหมด ดังนั้นเราต้องระมัดระวังในการเลือกใช้ Covered call ETF ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด
เครื่องมือและแพลตฟอร์มแนะนำสำหรับ covered call etf
การจะเทรด Covered call ETF ให้ได้ผลดี นอกจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกลไกการทำงานแล้ว การมีเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ดีก็สำคัญมากๆ ครับ ผมจะแนะนำเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ผมใช้เป็นประจำ และที่ลูกศิษย์ผมหลายคนก็แนะนำให้ใช้กันครับ
MT4/MT5
MT4 (MetaTrader 4) และ MT5 (MetaTrader 5) เป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในหมู่เทรดเดอร์ Forex แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า MT4/MT5 ก็สามารถใช้เทรด Covered call ETF ได้เหมือนกันครับ ข้อดีของ MT4/MT5 คือมันมี Indicators และ Expert Advisors (EAs) ให้เลือกใช้มากมาย ซึ่งสามารถช่วยในการวิเคราะห์ทางเทคนิคและวางแผนการเทรดได้
ถึงแม้ว่า MT4/MT5 จะไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับ Covered call ETF โดยตรงเหมือนกับแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเฉพาะ แต่เราสามารถใช้ Indicators ต่างๆ เช่น Moving Averages, MACD, RSI เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มราคาของ ETF ได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ EAs เพื่อตั้ง Stop Loss และ Take Profit อัตโนมัติได้อีกด้วย อย่าง EA Semi-Auto ที่ผมสร้างขึ้นมา ก็ช่วยให้การเทรดง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
TradingView
TradingView เป็นแพลตฟอร์ม charting ที่ยอดเยี่ยม มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ครบครัน และมีข้อมูลเกี่ยวกับ Covered call ETF ให้เราดูได้มากมาย TradingView มีข้อดีคือใช้งานง่าย มีกราฟที่สวยงาม และมี Community ที่แข็งแกร่ง ทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเทรดเดอร์คนอื่นๆ ได้
บน TradingView เราสามารถดูกราฟราคาของ Covered call ETF ได้อย่างละเอียด สามารถวาดเส้นแนวรับแนวต้าน สามารถใช้ Indicators ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มราคา และสามารถตั้ง Alert เพื่อแจ้งเตือนเมื่อราคา ETF ถึงระดับที่เราต้องการ นอกจากนี้ TradingView ยังมีฟีเจอร์ Paper Trading ให้เราทดลองเทรดด้วยเงินจำลองได้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับมือใหม่ที่ต้องการฝึกฝนก่อนที่จะลงสนามจริง
เครื่องมือเฉพาะทาง
นอกจาก MT4/MT5 และ TradingView แล้ว ยังมีเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ Covered call ETF โดยเฉพาะ เครื่องมือเหล่านี้มักจะมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ ETF เช่น อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผล, วันที่จ่ายเงินปันผล, และกลยุทธ์การขาย Call options ที่ผู้จัดการกองทุนใช้
เครื่องมือเฉพาะทางเหล่านี้อาจจะมีค่าใช้จ่ายในการใช้งาน แต่ถ้าเราต้องการที่จะวิเคราะห์ Covered call ETF อย่างละเอียดและจริงจัง การลงทุนในเครื่องมือเหล่านี้ก็อาจจะคุ้มค่า ตัวอย่างของเครื่องมือเฉพาะทางที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Options Profit Calculator, OptionStrat, และ LiveVol X ผมแนะนำให้ลองศึกษาและเปรียบเทียบเครื่องมือเหล่านี้ดู ว่าเครื่องมือไหนเหมาะกับความต้องการของเรามากที่สุด
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ covered call etf
covered call etf คืออะไร เหมาะกับมือใหม่ไหม
covered call ETF คือ กองทุนรวมดัชนี (ETF) ประเภทหนึ่งที่ใช้กลยุทธ์ “covered call” เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่กองทุนถืออยู่ พูดง่ายๆ คือ กองทุนจะถือหุ้นในดัชนีต่างๆ เช่น S&P 500 แล้วขายสัญญา options (call options) บนหุ้นเหล่านั้น เมื่อขาย options ก็จะได้เงินค่าพรีเมียมมาเป็นรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่งครับ
ถามว่าเหมาะกับมือใหม่ไหม… ส่วนตัวผมมองว่ายังไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ครับ เพราะมันซับซ้อนกว่า ETF ทั่วไปพอสมควร มือใหม่ควรเริ่มจาก ETF ที่ลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตรโดยตรงก่อน จะเข้าใจง่ายกว่า แต่ถ้าสนใจจริงๆ ก็ควรศึกษาให้ละเอียดก่อนลงทุนนะครับ เพราะ covered call ETF มีกลไกที่ต้องทำความเข้าใจหลายอย่าง เช่น การเลือก strike price ของ options, expiration date, และผลกระทบต่อผลตอบแทนโดยรวมของกองทุน
แต่ก็ไม่ใช่ว่ามือใหม่แตะต้องไม่ได้เลยนะ เพียงแต่ต้องทำการบ้านเยอะหน่อย ศึกษาพื้นฐาน options ให้เข้าใจก่อน แล้วค่อยๆ เริ่มจากกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่ไม่ซับซ้อนมากนัก อาจจะลองลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ก่อนก็ได้ครับ เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมันจริงๆ
covered call etf มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
ความเสี่ยงหลักๆ ของ covered call ETF ก็คือ “upside potential” ที่จำกัดครับ เนื่องจากกองทุนขาย call options ไปแล้ว หากราคาหุ้นในพอร์ตปรับตัวสูงขึ้นมากๆ กองทุนก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์เต็มที่ เพราะผู้ซื้อ options จะใช้สิทธิซื้อหุ้นไปในราคาที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ทำให้กำไรส่วนเกินตกไปอยู่กับผู้ซื้อ options แทน
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านตลาด (market risk) เหมือนกับการลงทุนในหุ้นทั่วไป คือ หากตลาดหุ้นปรับตัวลง กองทุนก็อาจขาดทุนได้เช่นกัน และถึงแม้ว่าการขาย call options จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลขาดทุนจากการปรับตัวลงของราคาหุ้นได้ทั้งหมดนะครับ ต้องระวังจุดนี้ให้ดี
อีกความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้คือ ความเสี่ยงด้านการจัดการ (management risk) ผู้จัดการกองทุนต้องมีความเชี่ยวชาญในการเลือก strike price และ expiration date ของ options ให้เหมาะสม เพื่อสร้างรายได้สูงสุดและจำกัดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด ถ้าผู้จัดการกองทุนตัดสินใจผิดพลาด ก็อาจส่งผลเสียต่อผลตอบแทนของกองทุนได้เหมือนกันครับ
วิธีเริ่มต้น covered call etf สำหรับคนไทย
สำหรับคนไทยที่สนใจลงทุนใน covered call ETF มี 2 ทางเลือกหลักๆ ครับ คือ
- ลงทุนผ่าน broker ต่างประเทศ: วิธีนี้จะทำให้เราสามารถเข้าถึง covered call ETF ที่หลากหลายกว่า แต่ก็ต้องเปิดบัญชีกับ broker ต่างประเทศ ซึ่งอาจมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า และต้องเสียภาษีตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ด้วยครับ
- ลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยที่ลงทุนใน covered call ETF: ปัจจุบันเริ่มมีกองทุนรวมไทยที่ลงทุนใน covered call ETF ต่างประเทศบ้างแล้ว วิธีนี้จะสะดวกกว่า เพราะสามารถซื้อขายผ่าน broker ในประเทศได้เลย แต่ก็อาจมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า และมีตัวเลือกกองทุนที่จำกัดกว่าครับ
ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน สิ่งสำคัญคือต้องศึกษาข้อมูลของกองทุนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน ดูนโยบายการลงทุน, ค่าธรรมเนียม, ผลตอบแทนย้อนหลัง, และความเสี่ยงต่างๆ ให้ครบถ้วน นอกจากนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนนั้นเหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่เรารับได้
covered call etf กับ forex trading ต่างกันยังไง
covered call ETF กับ Forex trading นี่คนละเรื่องเลยครับ Forex trading คือการซื้อขายค่าเงิน (เช่น EUR/USD, USD/JPY) โดยหวังว่าค่าเงินจะแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลง ส่วน covered call ETF คือการลงทุนในกองทุนรวมที่ถือหุ้น แล้วขาย call options เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
Forex มีความผันผวนสูงกว่ามาก และต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomics) พอสมควร เพื่อวิเคราะห์ทิศทางของค่าเงิน นอกจากนี้ Forex ยังมีการใช้ leverage (อัตราทด) ซึ่งสามารถเพิ่มผลกำไรได้มาก แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนได้มากเช่นกัน
ในขณะที่ covered call ETF มีความผันผวนน้อยกว่า และมีความซับซ้อนน้อยกว่าในแง่ของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ก็ต้องเข้าใจกลไกการทำงานของ options พอสมควร สรุปคือ Forex เหมาะกับคนที่ชอบความเสี่ยงสูง และมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจและการเงิน ส่วน covered call ETF เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการลงทุนในหุ้น และรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางครับ
เริ่มเทรด covered call etf ใช้ทุนเท่าไหร่
การเริ่มต้นลงทุนใน covered call ETF ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเยอะครับ ขึ้นอยู่กับราคาของ ETF แต่ละกองทุน และจำนวนหน่วยลงทุนที่เราต้องการซื้อ โดยทั่วไปแล้ว ETF จะมีราคาต่อหน่วยที่ไม่สูงมาก อาจจะเริ่มต้นด้วยเงินหลักพันบาทก็ได้ครับ
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเงินทุนเริ่มต้นคือ การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) ที่ดี ผมแนะนำว่าไม่ควรลงทุนใน covered call ETF มากเกินไปเมื่อเทียบกับพอร์ตการลงทุนโดยรวม ควรกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย เช่น หุ้น, พันธบัตร, หรืออสังหาริมทรัพย์ และที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้เงินร้อน (เงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายในระยะสั้น) มาลงทุนนะครับ
นอกจากนี้ ควรพิจารณาค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย, ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน, และค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพราะค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะส่งผลต่อผลตอบแทนโดยรวมของการลงทุนของเราครับ
แนะนำ broker สำหรับ covered call etf
การเลือก Broker สำหรับเทรด covered call ETF ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเทรด ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไหนครับ ถ้าต้องการเทรด ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา (เช่น NASDAQ, NYSE) ก็ต้องเลือก Broker ที่สามารถเข้าถึงตลาดหลักทรัพย์เหล่านี้ได้ ซึ่งมี Broker ต่างประเทศหลายรายที่ให้บริการ เช่น Interactive Brokers, TD Ameritrade (ปัจจุบันควบรวมกับ Schwab แล้ว), หรือ eToro
แต่ถ้าต้องการเทรดผ่านกองทุนรวมไทยที่ลงทุนใน covered call ETF ต่างประเทศ ก็สามารถใช้ Broker ในประเทศได้เลยครับ ซึ่ง Broker ในประเทศส่วนใหญ่ก็สามารถซื้อขายกองทุนรวมได้อยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม, ความสะดวกในการใช้งาน, และความน่าเชื่อถือของ Broker แต่ละรายก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการ
ก่อนตัดสินใจเลือก Broker ควรศึกษาข้อมูลของ Broker แต่ละรายให้ละเอียดก่อนนะครับ ดูใบอนุญาต, ประวัติการดำเนินงาน, และรีวิวจากผู้ใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่า Broker นั้นมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย
covered call etf เหมาะกับสถานการณ์ตลาดแบบไหน
Covered call ETF จะทำงานได้ดีที่สุดในสภาวะตลาดที่เป็น Sideway หรือตลาดขาขึ้นที่ไม่ร้อนแรงมากนักครับ เพราะในสภาวะตลาดแบบนี้ การขาย Call Options จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมได้โดยที่ราคาหุ้นในพอร์ตไม่ปรับตัวขึ้นไปสูงเกินกว่า Strike Price มากนัก ทำให้เรายังได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นอยู่
แต่ในสภาวะตลาดขาขึ้นที่ร้อนแรง หรือ Bull Market การทำ Covered Call อาจทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ เพราะเราได้ขาย Call Options ไปแล้ว ทำให้เราต้องส่งมอบหุ้นให้กับผู้ที่ถือ Call Options ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
ในทางตรงกันข้าม ในสภาวะตลาดขาลง หรือ Bear Market การทำ Covered Call ก็อาจช่วยลดผลขาดทุนได้บ้างเล็กน้อย จากการที่เราได้รับ Premium จากการขาย Call Options แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลดลงได้ทั้งหมด ดังนั้นการลงทุนใน Covered Call ETF จึงต้องพิจารณาสภาวะตลาดประกอบด้วยเสมอครับ
สรุป covered call etf — สิ่งที่ต้องจำ
covered call ETF เป็นเครื่องมือทางการเงินที่น่าสนใจ แต่ก็มีความซับซ้อนพอสมควร สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องจำ มีดังนี้ครับ:
- เป็น ETF ที่ใช้กลยุทธ์ covered call เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
- มีความเสี่ยงเรื่อง upside potential ที่จำกัด
- เหมาะกับสภาวะตลาด sideway หรือขาขึ้นที่ไม่ร้อนแรง
- ต้องศึกษาข้อมูลกองทุนและค่าธรรมเนียมให้ละเอียด
- ไม่เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้เรื่อง options
- กระจายความเสี่ยงเสมอ ไม่ลงทุนใน covered call ETF มากเกินไป
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex และการลงทุน ผมขอย้ำว่า “ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ในโลกของการลงทุน” covered call ETF ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็นการสร้างรายได้แบบ Passive Income แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและความเข้าใจในกลไกการทำงานของมัน ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนลงทุนนะครับ
สิ่งที่ผมอยากแนะนำเพิ่มเติมคือ ลองเริ่มจากการศึกษา options trading ก่อนก็ได้ครับ เพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของมันอย่างถ่องแท้ เมื่อเข้าใจแล้ว ค่อยมาพิจารณาว่า covered call ETF เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของเราหรือไม่
คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนใน covered call ETF มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
สุดท้ายนี้ ผมขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ อย่าลืมว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในความรู้ของตัวเอง ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ และอย่าลงทุนเกินตัว ที่สำคัญต้องมีสติและมีวินัยในการลงทุนด้วยนะครับ ขอให้โชคดีครับ!
เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ 10 ข้อ
1. เข้าใจพื้นฐาน Option อย่างถ่องแท้
ก่อนที่คุณจะกระโจนเข้าสู่โลกของ Covered Call ETF คุณจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของ Option อย่างลึกซึ้งเสียก่อนครับ Option คืออะไร? Call Option คืออะไร? Put Option คืออะไร? และที่สำคัญที่สุดคือ กลไกการทำงานของมันเป็นอย่างไร? ถ้าคุณไม่เข้าใจตรงนี้ ต่อให้คุณใช้ Covered Call ETF ที่ดีที่สุดในโลก คุณก็อาจจะพลาดโอกาส หรือ worse เสียเงินไปโดยไม่จำเป็นครับ
ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่าคุณซื้อ Call Option ของหุ้น XYZ ที่ราคา Strike Price 100 บาท นั่นหมายความว่าคุณมีสิทธิ์ (แต่ไม่จำเป็น) ที่จะซื้อหุ้น XYZ ในราคา 100 บาท ไม่ว่าราคาตลาดจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าภายในวันหมดอายุ ราคาหุ้น XYZ สูงกว่า 100 บาท คุณก็กำไร แต่ถ้าต่ำกว่า คุณก็ขาดทุน (จำกัดแค่ค่า Premium ที่คุณจ่ายไปตอนแรก) การเข้าใจกลไกเหล่านี้ จะช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนของ Covered Call ETF ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นครับ
จากประสบการณ์ผม 28 ปีในตลาด Forex และการลงทุน ผมพบว่านักลงทุนหลายคนพลาดท่า เพราะไม่ยอมเสียเวลาศึกษาพื้นฐานให้ดีเสียก่อน พวกเขาคิดว่าการลงทุนใน Covered Call ETF มันง่าย แค่ซื้อๆ ขายๆ แต่ความจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะครับ ดังนั้น จงให้เวลากับการเรียนรู้เรื่อง Option ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
2. เลือก ETF ที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณ
ไม่ใช่ว่า Covered Call ETF ทุกตัวจะเหมือนกันนะครับ แต่ละตัวมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน บางตัวเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี บางตัวเน้นลงทุนในหุ้นพลังงาน บางตัวอาจจะเน้นการสร้างรายได้จาก Premium เป็นหลัก ในขณะที่บางตัวอาจจะเน้นการเติบโตของเงินทุน ดังนั้นคุณต้องเลือก ETF ที่สอดคล้องกับสไตล์การลงทุนและความเสี่ยงที่คุณรับได้ครับ
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมากนัก คุณอาจจะเลือก ETF ที่ลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้สูง และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่า คุณอาจจะเลือก ETF ที่ลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตสูง หรือหุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูงกว่าครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ (Expense Ratio) ของ ETF ครับ ETF แต่ละตัวจะมีค่าธรรมเนียมที่ไม่เท่ากัน ยิ่งค่าธรรมเนียมสูงเท่าไหร่ ผลตอบแทนสุทธิที่คุณจะได้รับก็จะน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของ ETF หลายๆ ตัวก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ
3. วิเคราะห์ Underlying Assets อย่างละเอียด
Covered Call ETF ไม่ได้ลงทุนในอากาศนะครับ มันลงทุนในหุ้น หรือดัชนีหุ้นต่างๆ ดังนั้นคุณต้องวิเคราะห์ Underlying Assets ของ ETF ตัวนั้นๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน แนวโน้มการเติบโต อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาของหุ้นเหล่านั้น
สมมติว่าคุณสนใจลงทุนใน Covered Call ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี คุณก็ต้องศึกษาว่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้นมีผลประกอบการเป็นอย่างไร มีผลิตภัณฑ์หรือบริการอะไรที่น่าสนใจ มีคู่แข่งที่สำคัญคือใคร และมีโอกาสเติบโตในอนาคตมากน้อยแค่ไหน การวิเคราะห์เหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่า ETF ตัวนั้นๆ มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีหรือไม่
พูดตรงๆ เลยนะ การลงทุนใน Covered Call ETF ไม่ใช่แค่การซื้อแล้วจบ คุณต้องติดตามข่าวสารและข้อมูลของ Underlying Assets อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นครับ
4. ทำความเข้าใจ Delta, Gamma, และ Theta
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเจาะลึกในรายละเอียดของ Covered Call ETF การทำความเข้าใจค่า Delta, Gamma, และ Theta ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งครับ ค่าเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดความไวของราคา Option ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา Underlying Asset, เวลา, และความผันผวนของตลาด
Delta คือตัววัดว่าราคา Option จะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ หากราคา Underlying Asset เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย Gamma คือตัววัดว่า Delta จะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ หากราคา Underlying Asset เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย และ Theta คือตัววัดว่าราคา Option จะลดลงไปเท่าไหร่ เมื่อเวลาผ่านไป 1 วัน การเข้าใจค่าเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนของ Covered Call ETF ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ครับ
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณคิดว่าราคาหุ้น XYZ จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในระยะเวลาอันใกล้ คุณอาจจะเลือกขาย Call Option ที่มี Theta สูง เพื่อสร้างรายได้จาก Time Decay แต่ถ้าคุณคิดว่าราคาหุ้น XYZ จะผันผวนอย่างรุนแรง คุณอาจจะต้องระมัดระวังในการขาย Call Option เพราะอาจจะโดนเรียกให้ส่งมอบหุ้น (Assignment) ได้ครับ
5. บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
Forex หรือการลงทุนใดๆ ก็ตามมีความเสี่ยงครับ Covered Call ETF ก็เช่นกัน ดังนั้นคุณต้องบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดขนาด Position ที่เหมาะสม และตั้ง Stop Loss อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากจนเกินไป
จากประสบการณ์ผม Risk ไม่ควรเกิน 2% ของพอร์ตต่อ trade ครับ และ TP:SL อย่างน้อย 1:2 ถ้าคุณทำตามนี้ได้ คุณก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในระยะยาวมากขึ้นครับ
นอกจากนี้ คุณควรกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนใน Covered Call ETF หลายๆ ตัว ที่มี Underlying Assets ที่แตกต่างกัน เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นใดหุ้นหนึ่งครับ
6. ใช้ Technical Analysis ประกอบการตัดสินใจ
Technical Analysis เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณวิเคราะห์แนวโน้มของราคา และหาจังหวะในการเข้าซื้อหรือขาย Covered Call ETF ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น คุณสามารถใช้ Indicator ต่างๆ เช่น Moving Average, RSI, MACD หรือ Fibonacci Retracement เพื่อหารูปแบบราคา และสัญญาณซื้อขายได้ครับ
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยใช้ Technical Analysis ในการเทรด Covered Call ETF และประสบความสำเร็จอย่างมาก เขาบอกว่าการใช้ Technical Analysis ช่วยให้เขามองเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นครับ
อย่างไรก็ตาม คุณต้องจำไว้ว่า Technical Analysis ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์นะครับ มันเป็นแค่เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น คุณต้องใช้มันร่วมกับ Fundamental Analysis และการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้การลงทุนของคุณมีประสิทธิภาพมากที่สุดครับ
7. ติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด
ตลาดการเงินเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคุณต้องติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Covered Call ETF และ Underlying Assets อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง ข่าวบริษัท หรือข่าวอุตสาหกรรม การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย จะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที และสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นครับ
คุณสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลได้จากหลายแหล่ง เช่น เว็บไซต์ข่าวการเงิน หนังสือพิมพ์ วารสาร หรือ Social Media แต่คุณต้องระมัดระวังในการกลั่นกรองข้อมูลนะครับ เพราะไม่ใช่ทุกแหล่งข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถือเท่ากัน คุณควรเลือกแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ และมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำครับ
ตอนปี 2020 ช่วง COVID ผมเทรดทองคำ (XAUUSD) และได้กำไรเยอะมาก เพราะผมติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสอย่างใกล้ชิด และคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น
8. อย่าลงทุนด้วยเงินที่กู้มา
Forex มีความเสี่ยงสูงครับ ห้ามเทรดด้วยเงินที่กู้มาเด็ดขาด เพราะถ้าคุณขาดทุน คุณจะไม่เพียงแต่เสียเงินลงทุนของคุณเท่านั้น แต่คุณยังต้องแบกรับภาระหนี้สินอีกด้วย การลงทุนด้วยเงินที่กู้มา จะทำให้คุณมีความเครียดและความกดดันมากขึ้น และอาจจะตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายครับ
ผมเคยเห็นนักลงทุนหลายคนที่หมดตัว เพราะลงทุนด้วยเงินที่กู้มา พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว และนำเงินไปใช้หนี้ได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องผิดหวังและเสียใจครับ
ดังนั้นจงลงทุนด้วยเงินที่คุณสามารถเสียได้เท่านั้น และอย่าโลภมากจนเกินไปครับ
9. เรียนรู้จากความผิดพลาด
ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่เคยทำผิดพลาดมาก่อนครับ การทำผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ดังนั้นอย่าท้อแท้เมื่อคุณขาดทุน แต่จงเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น และนำไปปรับปรุงกลยุทธ์การลงทุนของคุณให้ดีขึ้นครับ
ผมเองก็เคยขาดทุนมาแล้วมากมายครับ แต่ผมไม่เคยยอมแพ้ ผมใช้ความผิดพลาดเหล่านั้นเป็นบทเรียน และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จนกระทั่งผมสามารถประสบความสำเร็จในตลาด Forex ได้ครับ
จงจำไว้ว่าความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุดของคุณครับ
10. มีสติและวินัยในการลงทุน
สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคือ การมีสติและวินัยครับ อย่าปล่อยให้อารมณ์เข้ามาครอบงำการตัดสินใจของคุณ และจงปฏิบัติตามแผนการลงทุนที่คุณวางไว้อย่างเคร่งครัด
ตลาดการเงินเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ดังนั้นคุณต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และอย่าตื่นตระหนกเมื่อราคาปรับตัวลง แต่จงใช้เหตุผลในการวิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจอย่างรอบคอบครับ
การมีสติและวินัยในการลงทุน จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในระยะยาวครับ
ตารางเปรียบเทียบ Covered Call ETF ยอดนิยม
| ETF Ticker | Underlying Asset | Expense Ratio | Dividend Yield (ล่าสุด) | Risk Level (โดยประมาณ) |
|---|---|---|---|---|
| XYLD | S&P 500 | 0.60% | ~12% | ปานกลาง |
| QYLD | Nasdaq 100 | 0.60% | ~11% | ปานกลาง-สูง |
| JEPI | S&P 500 (Active) | 0.35% | ~7% | ปานกลาง |
Disclaimer: ข้อมูลในตารางนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่เขียนบทความ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ควรศึกษาข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจลงทุน
📚 บทความแนะนำจาก iCafeForex
สถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ Covered Call ETF (ตัวเลข %, มูลค่า, แนวโน้ม)
เอาล่ะครับ มาเจาะลึกสถิติและข้อมูลตลาดล่าสุดเกี่ยวกับ Covered Call ETF กันบ้างดีกว่า เรื่องนี้สำคัญมากนะ เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของตลาด และตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ “เขาว่าดี” แล้วเราก็เชื่อตามไปหมด
พูดตรงๆ เลยนะ ช่วงปี 2023-2024 เนี่ย Covered Call ETF ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ เหตุผลหลักๆ ก็คือ สภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน นักลงทุนหลายคนมองหาเครื่องมือที่ช่วยสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ในช่วงที่ตลาด Sideway หรือปรับตัวลงเล็กน้อย Covered Call ETF ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดี เพราะมันสร้างรายได้จากค่า Premium ที่ได้จากการขาย Call Options
จากข้อมูลล่าสุด (ณ ไตรมาส 4 ปี 2024) มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของ Covered Call ETF ทั่วโลก เพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปี 2023 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่กองทุนประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป
นอกจากนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ยของ Covered Call ETF ในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 7-10% ต่อปี (ก่อนหักค่าธรรมเนียม) ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไม่ลืมว่า ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคตเสมอไปนะครับ
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งเคยถามว่า “อาจารย์ครับ แล้ว Covered Call ETF เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?” ผมตอบไปว่า เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และยอมรับผลตอบแทนที่อาจจะต่ำกว่าตลาดในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นเต็มตัว
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมได้สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Covered Call ETF ในตารางด้านล่างนี้ครับ
| ตัวชี้วัด | ค่า | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| การเติบโตของ AUM (ปี 2023-2024) | +30% | ทั่วโลก |
| ผลตอบแทนเฉลี่ย (ปี 2024) | 7-10% | ก่อนหักค่าธรรมเนียม |
| อัตราส่วนค่าใช้จ่าย (Expense Ratio) | 0.35-0.85% | แตกต่างกันไปในแต่ละกองทุน |
| ความผันผวน (Volatility) | ต่ำกว่า S&P 500 | โดยเฉลี่ย |
| Sector ที่นิยม | Technology, Finance, Energy | ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของกองทุน |
จากตารางนี้ จะเห็นได้ว่า Covered Call ETF มีอัตราส่วนค่าใช้จ่าย (Expense Ratio) ที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับกองทุนรวมประเภทอื่นๆ แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ กลยุทธ์การลงทุนของแต่ละกองทุนนั้นแตกต่างกัน บางกองทุนเน้นลงทุนในหุ้น Technology บางกองทุนเน้นลงทุนในหุ้น Finance ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรศึกษาข้อมูลของแต่ละกองทุนอย่างละเอียด
แนวโน้มของตลาด Covered Call ETF ในปี 2025-2026 คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องครับ เนื่องจากสภาวะตลาดที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และความต้องการในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอของนักลงทุน แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษก็คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ หากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของ Covered Call ETF ได้
สรุปง่ายๆ ก็คือ Covered Call ETF เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด และเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ Forex ก็เหมือนกัน มีความเสี่ยงสูง ควรเทรดด้วยความระมัดระวัง และอย่าเทรดด้วยเงินที่กู้มาเด็ดขาด!
✍️ เกี่ยวกับผู้เขียน
อ.บอม (iCafe Forex) — เทรดเดอร์มืออาชีพประสบการณ์ 28 ปี ผู้ก่อตั้ง iCafeForex.com และ SiamCafe.net (ตั้งแต่ปี 1997) ผู้สร้าง EA Semi-Auto ตัวแรกของไทย สอนเทรด Forex ผ่าน YouTube @icafefx
⚠️ การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน





![Moving Average ใช้ยังไงให้ได้ผลจริง [2026]](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/02/moving-average-effective-use-cover-600x338.jpg)
![TradingView วิธีใช้งานเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ [2026]](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/02/tradingview-beginner-guide-cover-600x338.jpg)
TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文