Hedging คืออะไร: ศิลปะแห่งการป้องกันความเสี่ยงในการเทรด Forex
ในโลกของการเทรด Forex ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมได้เห็นเทรดเดอร์มือใหม่หลายคนที่เผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่เพียงเพราะไม่เข้าใจหลักการ Hedging มาแล้วไม่น้อย หลังจากการเทรดมากกว่า 15 ปี ผมยืนยันได้ว่า Hedging ไม่ใช่แค่เทคนิคการเทรด แต่เป็นกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทุกเทรดเดอร์ต้องเข้าใจ

Hedging หรือ “การป้องกันความเสี่ยง” คือการเปิดสถานะที่มีทิศทางตรงข้ามกับสถานะหลักที่เรามีอยู่ เพื่อลดหรือจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ นี่คือเครื่องมือที่สามารถปกป้องเงินทุนของคุณในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
หลักการพื้นฐานของ Hedging ในตลาด Forex
ความหมายและแนวคิดหลัก
การทำ Hedging ในตลาด Forex เปรียบเสมือนการซื้อประกันภัยสำหรับการลงทุนของเรา ไม่ใช่การทำกำไร แต่เป็นการป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ในประสบการณ์การเทรดของผม การใช้ Hedging อย่างถูกต้องสามารถช่วยให้เทรดเดอร์รอดพ้นจากความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการสำคัญของ Hedging ประกอบด้วย:
- การกระจายความเสี่ยง: ไม่วางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว
- การสร้างดุลยภาพ: สร้างสถานะที่สมดุลระหว่างกำไรและขาดทุน
- การจัดการเวลา: ให้เวลาแก่ตนเองในการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่
- การรักษาสภาพคล่อง: รักษาเงินทุนให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
ประเภทของ Hedging ในตลาด Forex
1. Direct Hedging (การป้องกันความเสี่ยงแบบตรง)
เป็นการเปิดสถานะในคู่สกุลเงินเดียวกันแต่ทิศทางตรงข้าม เช่น หากคุณเปิด Buy EUR/USD 1 lot คุณสามารถเปิด Sell EUR/USD อีก 0.5 lot เพื่อลดความเสี่ยง
2. Cross Hedging (การป้องกันความเสี่ยงแบบข้าม)
เป็นการใช้คู่สกุลเงินที่มีความสัมพันธ์กันในการป้องกันความเสี่ยง เช่น การใช้ EUR/USD และ GBP/USD ที่มักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
3. Options Hedging (การป้องกันความเสี่ยงด้วยออปชั่น)
การใช้ Currency Options ในการสร้างการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งให้ความยืดหยุ่นมากกว่าวิธีอื่น
กลยุทธ์ Hedging ขั้นสูงสำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
เทคนิค Partial Hedging
จากประสบการณ์การเทรดจริง ผมพบว่า Partial Hedging เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด วิธีนี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วนของสถานะ ไม่ใช่ทั้งหมด
เคล็ดลับจากมืออาชีพ: ในช่วงที่มีข่าวสำคัญ เช่น ประกาศดอกเบิ้ยของ Fed ผมมักจะทำ Partial Hedging ประมาณ 30-50% ของสถานะหลัก เพื่อลดความเสี่ยงแต่ยังคงโอกาสทำกำไร
การคำนวณอัตราส่วน Hedging ที่เหมาะสม
การกำหนดอัตราส่วนการ Hedge ที่เหมาะสมต้องพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
- Correlation Coefficient: ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคู่สกุลเงิน
- Volatility Ratio: อัตราความผันผวนของแต่ละคู่
- Risk Tolerance: ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- Market Conditions: สภาพตลาดในปัจจุบัน
Hedging ด้วยเทคนิค Grid System
Grid System เป็นเทคนิค Hedging ขั้นสูงที่ผมใช้ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวไซด์เวย์ วิธีนี้เป็นการวางออร์เดอร์แบบตาข่ายทั้งทิศทาง Buy และ Sell ในระยะห่างที่กำหนด
| ระดับราคา | Buy Orders | Sell Orders | Net Position |
|---|---|---|---|
| 1.2050 | – | 0.1 lot | -0.1 |
| 1.2000 | 0.1 lot | 0.1 lot | 0 |
| 1.1950 | 0.1 lot | – | +0.1 |
กรณีศึกษาจริง: การใช้ Hedging ในช่วงวิกฤต COVID-19
สถานการณ์และการตัดสินใจ
ในเดือนมีนาคม 2020 เมื่อตลาดโลกเกิดความผันผวนสูงจากสถานการณ์ COVID-19 ผมมีสถานะ Long EUR/USD จำนวน 2 lots ที่ราคา 1.1200 แต่เมื่อเห็นสัญญาณความไม่แน่นอนในตลาด ผมได้ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ Hedging
การดำเนินการและผลลัพธ์
สถานะเริ่มต้น:
- Long EUR/USD: 2 lots ที่ 1.1200
- Account Balance: $10,000
- Unrealized P&L: $0
การทำ Hedging:
- เปิด Short EUR/USD: 1 lot ที่ 1.1150 (เป็น 50% Hedge)
- วางเพิ่มเติม Short อีก 0.5 lot ที่ 1.1100
ผลลัพธ์เมื่อราคาตก:
เมื่อ EUR/USD ตกลงมาที่ 1.0800 (ลง 400 pips จากสถานะเริ่มต้น)
- Loss จาก Long position: -$800 × 2 = -$1,600
- Profit จาก Short 1 lot: +$350
- Profit จาก Short 0.5 lot: +$300
- Net Loss: -$950 แทนที่จะเป็น -$1,600
บทเรียนสำคัญ: การ Hedging ช่วยลดความสูญเสียได้เกือบ 41% ในกรณีนี้ ทำให้ยังมีเงินทุนเหลือเพียงพอสำหรับการเทรดในโอกาสต่อไป
เครื่องมือและตัวชี้วัดสำหรับการทำ Hedging
การใช้ Correlation Matrix
Correlation Matrix เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคู่สกุลเงินต่างๆ การเลือกคู่สกุลเงินที่มี correlation สูงจะช่วยให้การ Hedging มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คู่สกุลเงินที่มี Positive Correlation สูง:
- EUR/USD และ GBP/USD (โดยทั่วไป 0.7-0.9)
- AUD/USD และ NZD/USD (โดยทั่วไป 0.8-0.95)
- USD/JPY และ USD/CHF (โดยทั่วไป 0.6-0.8)
การคำนวณ Hedge Ratio
Hedge Ratio = (Beta × Portfolio Value) / Futures Price
หรือในรูปแบบที่เข้าใจง่ายสำหรับ Forex:
Optimal Hedge Ratio = Correlation × (Volatility of Main Position / Volatility of Hedge Instrument)
การใช้ ATR ในการกำหนด Hedge Level
Average True Range (ATR) เป็นตัวชี้วัดความผันผวนที่ผมใช้ในการกำหนดระยะห่างของการวาง Hedge orders
สูตรการคำนวณ Hedge Distance:
Hedge Distance = ATR(14) × Multiplier (ปกติใช้ 1.5-2.0)
ตัวอย่าง: หาก ATR ของ EUR/USD = 80 pips
Hedge Distance = 80 × 1.5 = 120 pips
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Hedging
1. Over-Hedging (การป้องกันเกินควร)
ผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการ Hedge มากเกินไป จนกลายเป็นการยกเลิกโอกาสทำกำไรทั้งหมด ผมเคยเห็นเทรดเดอร์ที่ทำ 100% Hedge แล้วกลายเป็นว่าไม่มีกำไรและยังเสียค่าสเปรด
2
เปิดบัญชีกับเรา
