
คำศัพท์พื้นฐานที่ใช้ในตลาด Forex
บทนำ

ตลาด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพหรือผู้เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาด Forex จำเป็นต้องเข้าใจ “คำศัพท์พื้นฐาน” ที่ใช้ในตลาดนี้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจในการซื้อขายได้อย่างถูกต้อง
หลักการพื้นฐาน
คู่สกุลเงิน (Currency Pair)
คู่สกุลเงิน หมายถึง การซื้อขายสกุลเงินคู่หนึ่ง โดยเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของอุปสงค์และอุปทาน โดยคู่สกุลเงินที่นิยมใช้ในตลาด Forex มักจะมีสัญลักษณ์ย่อ เช่น EUR/USD, GBP/JPY, AUD/USD เป็นต้น
ข้อเสนอซื้อ (Bid) และข้อเสนอขาย (Ask)
ข้อเสนอซื้อ (Bid) หมายถึง ราคาที่ผู้ซื้อพร้อมจะซื้อสกุลเงินหนึ่ง โดยใช้เงินสกุลเงินอื่น
ข้อเสนอขาย (Ask) หมายถึง ราคาที่ผู้ขายพร้อมจะขายสกุลเงินหนึ่ง โดยใช้เงินสกุลเงินอื่น
การเคลื่อนไหวของราคา (Price Movement)
การเคลื่อนไหวของราคาในตลาด Forex หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินคู่ต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากอุปสงค์และอุปทานของสกุลเงินนั้น ๆ โดยการเคลื่อนไหวของราคาสามารถจำแนกได้เป็น 3 ทิศทาง คือ ราคาขึ้น (Uptrend), ราคาลง (Downtrend) และราคาทรงตัว (Sideways)
ช่องห่าง (Spread)
ช่องห่าง (Spread) หมายถึง ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ของคู่สกุลเงินนั้น ๆ โดยช่องห่างนี้จะเป็นต้นทุนในการซื้อขายของนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะต้องชนะช่องห่างนี้ก่อนที่จะเริ่มทำกำไร
สัญญาณการเทรด (Trading Signals)
สัญญาณการเทรด หมายถึง สัญญาณที่บ่งชี้ถึงจังหวะในการเข้าซื้อหรือขายสกุลเงินคู่นั้น ๆ โดยสัญญาณการเทรดอาจมาจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค เช่น แท่งเทียน, เส้นแนวโน้ม, ตัวชี้วัด, หรือจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ข่าวสารเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน เป็นต้น
วิธีใช้งานจริง
- เลือกคู่สกุลเงิน – นักลงทุนควรเลือกคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูง และมีความผันผวนเพียงพอที่จะสร้างโอกาสในการทำกำไร เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY เป็นต้น
- ติดตามข้อเสนอซื้อและข้อเสนอขาย – นักลงทุนต้องติดตามราคาซื้อและราคาขายของคู่สกุลเงินที่ตนสนใจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงช่องห่างและสามารถตัดสินใจเข้าสถานะได้อย่างเหมาะสม
- วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา – นักลงทุนควรวิเคราะห์แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคา เพื่อกำหนดจังหวะในการเข้าสถานะซื้อหรือขาย โดยอาจใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐาน
- จัดการความเสี่ยง – นักลงทุนต้องมีการจัดการความเสี่ยงที่ดี เช่น การใช้คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop Loss) เพื่อจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และการใช้ขนาดของการลงทุนที่เหมาะสม
- ติดตามข่าวสารและปัจจัยที่มีผลกระทบ – นักลงทุนต้องติดตามข่าวสารและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อสกุลเงินที่ลงทุน เช่น นโยบายการเงิน, อัตราเงินเฟ้อ, GDP เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
ตัวอย่างการเทรดจริง
ในวันที่ 1 เมษายน 2565 ตลาด Forex มีการเปิดตัวสกุลเงินใหม่ โดยมีการเปิดตัวคู่สกุลเงิน AUD/NZD ซึ่งเป็นคู่สกุลเงินระหว่างดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) โดยมีราคาเปิดตลาด ดังนี้:
- ราคาซื้อ (Bid) = 1.0500
- ราคาขาย (Ask) = 1.0505
จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานพบว่า เศรษฐกิจของออสเตรเลียมีแนวโน้มที่ดีกว่านิวซีแลนด์ในช่วงนั้น จึงตัดสินใจเข้าสถานะ “ซื้อ” AUD/NZD ที่ราคา 1.0505 โดยใช้เงินลงทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
หลังจากนั้น 3 วัน ราคาคู่สกุลเงิน AUD/NZD ปรับตัวขึ้นเป็น 1.0580 จึงตัดสินใจปิดสถานะ “ขาย” ที่ราคานี้ ซึ่งทำให้ได้กำไร 750 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 7.5% ของเงินลงทุน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- การขาดการวางแผนที่ดี – นักลงทุนบางรายขาดการวางแผนและกลยุทธ์ที่ชัดเจน ทำให้การเข้าสถานะซื้อขายขาดประสิทธิภาพ
- การขาดวินัยในการเทรด – นักลงทุนบางรายขาดวินัยในการปฏิบัติตามแผนและกลยุทธ์ที่วางไว้ ทำให้เกิดความเสียหายจากการเทรดที่ขาดความรอบคอบ
- การขาดการจัดการความเสี่ยง – นักลงทุนบางรายไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี เช่น ไม่ใช้คำสั่งหยุดขาดทุน ทำให้เกิดความเสียหายที่มากเกินไป
- การขาดความรู้ความเข้าใจในตลาด – นักลงทุนบางรายขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาด Forex อย่างเพียงพอ ทำให้ตัดสินใจซื้อขายผิดพลาด
- การไม่ติดตามข่าวสารและปัจจัยที่มีผลกระทบ – นักลงทุนบางรายไม่ติดตามข่าวสารและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงิน ทำให้การตัดสินใจเข้าสถานะซื้อขายไม่เหมาะสม
เคล็ดลับจากมืออาชีพ
- เลือกคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องและความผันผวนสูง เพื่อให้เกิดโอกาสในการทำกำไร
- ใช้กลยุทธ์การวิเคราะห์ทั้งทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน เพื่อให้การตัดสินใจซื้อขายมีประสิทธิภาพ
- จัดการความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยใช้คำสั่งหยุดขาดทุนและขนาดของการลงทุนที่เหมาะสม
- ควบคุมอารมณ์และไม่เสี่ยงเกินความสามารถ เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ผิดพลาด
- ติดตามข่าวสารและปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การตัดสินใจซื้อขายมีความทันสมัย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
<ol
