การกระจายความเสี่ยง: อย่าใส่ไข่ในตะกร้าเดียว
ในโลกของการลงทุนด้านการเงิน การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่ นักลงทุนทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะการกระจายความเสี่ยงช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนและสร้างความมั่นคงให้กับเงินลงทุนของเรา ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายความเสี่ยงในตลาดฟอเร็กซ์ (Forex) อย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในชีวิงจริง
ความหมายของการกระจายความเสี่ยง
การกระจายความเสี่ยง หมายถึง การนำเงินลงทุนไปแบ่งลงในหลากหลายสินทรัพย์ เช่น สกุลเงิน คู่สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น ฯลฯ แทนที่จะลงทุนในสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนและลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก
ประโยชน์ของการกระจายความเสี่ยง
การกระจายความเสี่ยงในตลาดฟอเร็กซ์มีประโยชน์หลายประการ ดังนี้:
- ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน เมื่อเราลงทุนในสกุลเงินหรือคู่สกุลเงินที่แตกต่างกัน ความเสี่ยงจะถูกกระจายออกไป ทำให้พอร์ตการลงทุนมีความผันผวนน้อยลง
- สร้างความมั่นคงให้กับเงินลงทุน แม้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์บางตัวอาจขาดทุน แต่เมื่อรวมกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ได้กำไร จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนโดยรวมมีกำไร
- ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน หากเราลงทุนในสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว ความเสี่ยงจะสูงมาก แต่ถ้ากระจายไปในหลายสินทรัพย์ ความเสี่ยงจะลดลง
การกระจายความเสี่ยงในตลาดฟอเร็กซ์
ในตลาดฟอเร็กซ์ การกระจายความเสี่ยงสามารถทำได้โดยการลงทุนในคู่สกุลเงินที่แตกต่างกัน เช่น USD/JPY, EUR/USD, GBP/USD เป็นต้น แทนที่จะลงทุนในเพียงคู่สกุลเงินเดียว การกระจายเงินลงทุนในหลายคู่สกุลเงินจะช่วยให้ความเสี่ยงถูกกระจายออกไป และลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
ตัวอย่างเช่น หากเราลงทุนในคู่สกุลเงิน USD/JPY และหากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง เราจะขาดทุน แต่หากเราได้กระจายเงินลงทุนไปยังคู่สกุลเงิน EUR/USD และ GBP/USD ด้วย โอกาสที่เราจะขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจะลดลง เพราะการขาดทุนจากคู่สกุลเงิน USD/JPY อาจจะถูกชดเชยด้วยกำไรจากคู่สกุลเงิน EUR/USD และ GBP/USD
นอกจากการกระจายความเสี่ยงในระดับคู่สกุลเงินแล้ว การกระจายความเสี่ยงในระดับสกุลเงินก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เช่น การลงทุนทั้งในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร และปอนด์สเตอร์ลิง เพื่อให้ความเสี่ยงถูกกระจายออกไป
ตัวอย่างการกระจายความเสี่ยงในตลาดฟอเร็กซ์
นาย ก. เป็นนักลงทุนฟอเร็กซ์ที่มีเงินลงทุน 100,000 บาท เขาตัดสินใจกระจายความเสี่ยงโดยแบ่งเงินลงทุนดังนี้:
- คู่สกุลเงิน USD/JPY จำนวน 30,000 บาท
- คู่สกุลเงิน EUR/USD จำนวน 30,000 บาท
- คู่สกุลเงิน GBP/USD จำนวน 30,000 บาท
- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 10,000 บาท
ในช่วงหนึ่ง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ส่งผลให้นาย ก. ขาดทุนจากการลงทุนในคู่สกุลเงิน USD/JPY และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เขากลับได้กำไรจากการลงทุนในคู่สกุลเงิน EUR/USD และ GBP/USD ซึ่งสามารถชดเชยความขาดทุนได้ ทำให้พอร์ตการลงทุนโดยรวมยังคงมีกำไร
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่า การกระจายความเสี่ยงช่วยให้นาย ก. สามารถรักษาผลกำไรของพอร์ตการลงทุนไว้ได้ แม้ว่าการลงทุนในคู่สกุลเงินหรือสกุลเงินบางตัวจะขาดทุนก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย
1. การกระจายความเสี่ยงแตกต่างจากการกระจายการลงทุนอย่างไร?
การกระจายความเสี่ยง เป็นการแบ่งเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม ขณะที่การกระจายการลงทุน เป็นการแบ่งเงินลงทุนไปในหลายๆ สินทรัพย์ แต่อาจเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน
2. ฉันควรกระจายความเสี่ยงในสัดส่วนเท่าไหร่?
ไม่มีสัดส่วนที่เหมาะสมตายตัว ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปแล้ว การกระจายความเสี่ยงในสัดส่วน 20-30% ในแต่ละสินทรัพย์ก็เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม
3. การกระจายความเสี่ยงในตลาดฟอเร็กซ์มีความสำคัญอย่างไร?
การกระจายความเสี่ยงในตลาดฟอเร็กซ์มีความสำคัญมาก เพราะตลาดนี้มีความผันผวนสูง การลงทุนในคู่สกุลเงินหรือสกุลเงินเพียงไม่กี่ตัวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและความผันผวนที่สูง การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ไม่สม่ำเสมอ
คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง
แม้ว่าการกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน แต่นักลงทุนก็ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงบางอย่างอยู่ดี เช่น ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ เป็นต้น ดังนั้น นักลงทุนจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ อย่างดีก่อนตัดสินใจลงทุน
นอกจากนี้ แม้ว่าการกระจายความเสี่ยงจะเป็นหลักการที่สำคัญ แต่นักลงทุนก็ควรระมัดระวังไม่ให้กระจายเงินลงทุนมากเกินไป เพราะอาจทำให้ไม่สามารถติดตามและบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปิดบัญชีกับเรา
